วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

"ดร.สำราญ สมพงษ์" ร่วมระบบ AI วิเคราะห์ "วิสุทธิมรรค" สังเคราะห์หลักธรรมสู่อริยสัจ 4 ชี้เป็นระบบปฏิบัติภาวนาแห่งความหลุดพ้น



เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ดร.สำราญ สมพงษ์ นักวิชาการอิสระด้านพุทธสันติวิธี และอดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคเกษตรเสรี ได้ร่วมกับ ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำการวิเคราะห์เชิงวิชาการในหัวข้อ “วิเคราะห์หลักธรรมในคัมภีร์วิสุทธิมรรค: การสังเคราะห์ลงในอริยสัจ 4” เพื่อศึกษาว่าคัมภีร์วิสุทธิมรรคของพระพุทธโฆสาจารย์มิได้เป็นเพียงตำราภาวนาเท่านั้น แต่เป็นการอธิบาย “อริยสัจ 4” อย่างเป็นระบบและเป็นรูปธรรมที่สุดในพระพุทธศาสนาเถรวาท

ดร.สำราญ เปิดเผยว่า ผลการวิเคราะห์พบว่า คัมภีร์วิสุทธิมรรค สามารถอธิบาย “อริยสัจ 4” ได้อย่างครบถ้วนผ่านโครงสร้างของ วิสุทธิ 7 และ มรรค 3 (ศีล–สมาธิ–ปัญญา) ซึ่งสะท้อนวงจรแห่งการรู้ทุกข์ เห็นสมุทัย เจริญมรรค และบรรลุนิโรธ อันเป็นหัวใจของพุทธธรรมและหนทางแห่งความบริสุทธิ์ทางจิตใจจนถึงนิพพาน


วิเคราะห์ “วิสุทธิมรรค” ผ่านมิติอริยสัจ 4

คัมภีร์ วิสุทธิมรรค (Visuddhimagga) แต่งโดย พระพุทธโฆสาจารย์ ในราวพุทธศตวรรษที่ 10 ณ ลังกาทวีป ถือเป็นคัมภีร์อธิบายทางปฏิบัติในพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทที่ได้รับการยกย่องสูงสุด โดยสรุปคำสอนจากพระไตรปิฎกและอรรถกถาออกมาเป็น “ระบบแห่งความบริสุทธิ์เจ็ดขั้น (วิสุทธิ 7)” เพื่อให้ผู้ปฏิบัติเดินตาม อริยมรรคมีองค์ 8 จนถึงพระนิพพาน

พระพุทธโฆสาจารย์ได้สังเคราะห์เนื้อหาในคัมภีร์นี้ให้สอดคล้องกับ อริยสัจ 4 ได้แก่

  1. ทุกข์ – การเห็นขันธ์ห้าและอายตนะหกตามความเป็นจริงว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และอนัตตา ซึ่งสัมพันธ์กับ ทิฏฐิวิสุทธิ และ กังขาวิตรณวิสุทธิ

  2. สมุทัย – การชี้ให้เห็นตัณหา 3 (กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา) อันเกิดจากอวิชชา โดยการชำระศีลและสมาธิให้บริสุทธิ์เพื่อละตัณหา สัมพันธ์กับ ศีลวิสุทธิ และ จิตตวิสุทธิ

  3. นิโรธ – การอธิบายนิพพานในฐานะ “อสังขตธรรม” ธรรมที่สงบและดับทุกข์สิ้นเชิง สัมพันธ์กับ ญาณทัสสนวิสุทธิ

  4. มรรค – การปฏิบัติตามไตรสิกขา (ศีล สมาธิ ปัญญา) จนบรรลุอริยมรรคมีองค์ 8 อย่างสมบูรณ์ ซึ่งสอดคล้องกับ มัคคามัคญาณทัสสนวิสุทธิ และ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ

ดร.สำราญ กล่าวว่า

“เมื่อพิจารณาเชิงโครงสร้างจะเห็นว่า วิสุทธิมรรคเป็นการนำอริยสัจ 4 จากแนวทฤษฎีในพระไตรปิฎกมาจัดระบบภาวนาให้เกิดผลจริงในทางปฏิบัติ ทำให้เห็นวงจรแห่งทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรคในกระบวนการฝึกจิตใจอย่างมีลำดับขั้น”


คัมภีร์แห่งการรู้ทุกข์ ดับเหตุแห่งทุกข์ และบรรลุนิพพาน

ในส่วนของ อริยสัจข้อที่ 1 “ทุกข์” พระพุทธโฆสาจารย์อธิบายผ่านการพิจารณาขันธ์ห้า โดยชี้ว่า “การรู้ทุกข์คือการเห็นขันธ์ตามความเป็นจริง มิใช่การเศร้าโศก”
ขณะที่ “สมุทัย” ได้รับการอธิบายว่าต้องดับที่เหตุ คือ “ตัณหา” ผ่านศีลและสมาธิที่เป็นเครื่องสังวรจิต
ส่วน “นิโรธ” หรือความดับทุกข์ ถูกระบุว่าเป็นพระนิพพาน อันเป็น “อสังขตธรรม” ที่สงบและไม่ถูกปรุงแต่ง
และสุดท้าย “มรรค” คือการเดินตามไตรสิกขา โดยใช้ “วิปัสสนาญาณ 16 ขั้น” เป็นกลไกของการรู้แจ้งอริยสัจทั้งสี่


สรุปผลการศึกษา : วิสุทธิมรรคคืออริยสัจในรูปของภาวนา

จากการวิเคราะห์ของ ดร.สำราญ และระบบ AI พบว่า คัมภีร์วิสุทธิมรรคเป็นการอธิบายอริยสัจ 4 ในเชิงปฏิบัติอย่างสมบูรณ์ โดยนำเนื้อหาจากพระสูตร พระวินัย และพระอภิธรรมมาจัดระบบใหม่ในเชิงการภาวนา ทำให้ผู้ศึกษาสามารถเดินตามแนวทางแห่งการรู้ทุกข์ ดับสมุทัย เจริญมรรค และบรรลุนิโรธได้อย่างเป็นลำดับ

“วิสุทธิมรรคจึงเปรียบเสมือน สะพานเชื่อมระหว่างพระไตรปิฎกกับการปฏิบัติภาวนา ที่ทำให้อริยสัจ 4 ไม่ใช่เพียงหลักทฤษฎี แต่เป็นแนวทางปฏิบัติที่นำไปสู่ความหลุดพ้นอย่างแท้จริง” ดร.สำราญกล่าวสรุป

การวิเคราะห์หลักธรรมในคัมภีร์วิสุทธิมรรค: การสังเคราะห์ลงในอริยสัจ 4

บทคัดย่อ

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์หลักธรรมในคัมภีร์วิสุทธิมรรคของพระพุทธโฆสาจารย์ในมิติของ “อริยสัจ 4” โดยชี้ให้เห็นว่าคัมภีร์วิสุทธิมรรคมิได้เป็นเพียงคัมภีร์ภาวนาเท่านั้น แต่ยังเป็นการอธิบายอริยสัจอย่างเป็นระบบผ่านโครงสร้างของ “วิสุทธิ 7” และ “มรรค 3” อันเป็นทางแห่งการดับทุกข์ตามแนวพระไตรปิฎก การสังเคราะห์นี้แสดงให้เห็นว่าหลักธรรมในวิสุทธิมรรคทั้งหมดล้วนหมุนเวียนอยู่ในวงจรของอริยสัจ คือการรู้ทุกข์ เห็นสมุทัย เจริญมรรค และบรรลุนิโรธ ซึ่งเป็นการปฏิบัติเพื่อความบริสุทธิ์แห่งจิตใจจนถึงนิพพาน


1. บทนำ

คัมภีร์ วิสุทธิมรรค (Visuddhimagga) แต่งโดย พระพุทธโฆสาจารย์ ในราวพุทธศตวรรษที่ 10 ถือเป็นคัมภีร์อธิบายทางปฏิบัติในพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทที่ได้รับการยกย่องสูงสุด โดยสรุปคำสอนจากพระไตรปิฎกและอรรถกถาออกมาเป็นระบบแห่ง “วิสุทธิ” หรือความบริสุทธิ์เจ็ดขั้น เพื่อให้ผู้ปฏิบัติเดินตามทางสายกลางจนถึงพระนิพพาน
แก่นของคัมภีร์นี้คือการนำ “อริยมรรคมีองค์ 8” มาสังเคราะห์เป็น “วิสุทธิ 7” ซึ่งสัมพันธ์กับ “อริยสัจ 4” อย่างแนบแน่น


2. โครงสร้างอริยสัจ 4 และหลักธรรมในวิสุทธิมรรค

อริยสัจ 4 ประกอบด้วย

  1. ทุกข์ (สัจจะของสภาวะที่ถูกบีบคั้น)

  2. สมุทัย (เหตุแห่งทุกข์ คือ ตัณหา)

  3. นิโรธ (ความดับทุกข์ คือนิพพาน)

  4. มรรค (ทางดำเนินไปสู่ความดับทุกข์)

พระพุทธโฆสาจารย์ได้อธิบายอริยสัจเหล่านี้ผ่านระบบของ “วิสุทธิ 7” และ “มรรค 3 (ศีล สมาธิ ปัญญา)” อย่างเป็นลำดับ ดังนี้


3. การสังเคราะห์หลักธรรมในวิสุทธิมรรคลงในอริยสัจ 4

3.1 อริยสัจข้อที่ 1 : ทุกข์ (Dukkha)

ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค พระพุทธโฆสาจารย์อธิบาย “ทุกข์” ผ่านการวิเคราะห์ขันธ์ห้า (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) และอายตนะหก ซึ่งเป็น “สภาวธรรมที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และอนัตตา”
การเห็นตามความเป็นจริงของขันธ์ห้าเป็น ทิฏฐิวิสุทธิ และเป็นจุดเริ่มต้นของการรู้ทุกข์ตามอริยสัจ

“เมื่อบุคคลเห็นว่าขันธ์ห้าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ย่อมรู้ทุกข์ตามความเป็นจริง” (วิสุทธิมรรค ภาคปัญญา)

การรู้ทุกข์นี้ไม่ใช่การโศกเศร้า แต่คือการเข้าใจสภาวธรรมตามความจริง (ยถาภูตญาณทัสสนะ)


3.2 อริยสัจข้อที่ 2 : สมุทัย (Samudaya)

พระพุทธโฆสาจารย์อธิบายว่า “สมุทัย” คือ ตัณหา 3 ประการ ได้แก่

  • กามตัณหา

  • ภวตัณหา

  • วิภวตัณหา

ซึ่งเกิดจาก “อวิชชา” และ “อุปาทาน” ในกระบวนการปฏิจจสมุปบาท
ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค การละสมุทัยเริ่มจากการ ชำระศีลและสมาธิให้บริสุทธิ์ (ศีลวิสุทธิ, จิตตวิสุทธิ) เพื่อระงับอกุศลเจตสิก และขัดเกลาความกำหนัดยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส

“ศีลเป็นเครื่องสังวร ตัณหาย่อมไม่อาจครอบงำผู้มีศีลบริสุทธิ์” (วิสุทธิมรรค ภาคศีล)

ดังนั้น ศีลและสมาธิในวิสุทธิมรรคจึงเป็นการจัดการสมุทัยโดยตรง ผ่านการระงับตัณหาในระดับพฤติกรรมและจิตใจ


3.3 อริยสัจข้อที่ 3 : นิโรธ (Nirodha)

ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค “นิโรธ” หมายถึง พระนิพพาน ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของการปฏิบัติวิสุทธิทั้ง 7
พระพุทธโฆสาจารย์อธิบายนิพพานว่าเป็น “อสังขตธรรม” คือธรรมที่ไม่เกิดไม่ดับ ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง และพ้นจากสังสารวัฏโดยสิ้นเชิง

“นิพพานเป็นธรรมที่สงบ ดับแห่งตัณหา ดับแห่งอุปาทาน ดับแห่งทุกข์ทั้งปวง” (วิสุทธิมรรค ภาคปัญญา)

การบรรลุนิโรธจึงเป็นผลของการดับสมุทัยอย่างสิ้นเชิง และเป็นเป้าหมายปลายทางของวิสุทธิมรรค


3.4 อริยสัจข้อที่ 4 : มรรค (Magga)

ส่วนของ “มรรค” ในวิสุทธิมรรคถูกขยายความอย่างละเอียดผ่าน ไตรสิกขา (ศีล สมาธิ ปัญญา) ซึ่งตรงกับอริยมรรคมีองค์ 8

  • ศีลมรรค → การขัดเกลาพฤติกรรม (ศีลวิสุทธิ)

  • สมาธิมรรค → การฝึกจิตให้ตั้งมั่น (จิตตวิสุทธิ)

  • ปัญญามรรค → การเห็นตามความจริง (ปัญญาวิสุทธิ)

ในเชิงปฏิบัติ พระพุทธโฆสาจารย์ได้สังเคราะห์มรรคเข้ากับ “วิปัสสนาญาณ 16 ขั้น” เพื่อแสดงกระบวนการภาวนาที่ค่อย ๆ ทำให้เกิดปัญญารู้แจ้งอริยสัจครบถ้วน

“เมื่อปัญญาแก่กล้า เห็นความดับแห่งขันธ์ รู้แจ้งอริยสัจ จึงชื่อว่าถึงที่สุดแห่งมรรค” (วิสุทธิมรรค ภาคปัญญา)


4. การสังเคราะห์ภาพรวม

หากมองในเชิงระบบธรรม คัมภีร์วิสุทธิมรรคสามารถสรุปการสังเคราะห์ลงในอริยสัจ 4 ได้ดังนี้

อริยสัจ 4หลักธรรมในวิสุทธิมรรคที่สัมพันธ์ผลทางปฏิบัติ
ทุกข์ทิฏฐิวิสุทธิ, กังขาวิตรณวิสุทธิเห็นสภาวธรรมตามจริงว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ อนัตตา
สมุทัยศีลวิสุทธิ, จิตตวิสุทธิระงับตัณหาและอกุศลเจตสิก
นิโรธญาณทัสสนวิสุทธิบรรลุพระนิพพาน ดับตัณหาโดยสิ้นเชิง
มรรคมัคคามัคญาณทัสสนวิสุทธิ, ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิเจริญอริยมรรคมีองค์ 8 อย่างสมบูรณ์

กล่าวได้ว่า “วิสุทธิมรรคคืออริยสัจในรูปของภาวนา”
คือการนำอริยสัจ 4 จากแนวทฤษฎีในพระไตรปิฎกมาจัดกระบวนการฝึกจริง เพื่อให้บรรลุผลสูงสุดแห่งธรรม


5. สรุป

คัมภีร์วิสุทธิมรรคมิใช่เพียงตำราภาวนา หากแต่เป็น “การอธิบายอริยสัจ 4 ในเชิงปฏิบัติ” อย่างเป็นระบบ พระพุทธโฆสาจารย์ได้สังเคราะห์เนื้อหาจากพระสูตร พระวินัย และพระอภิธรรม เพื่อให้ผู้ศึกษาเข้าใจการรู้ทุกข์ ดับสมุทัย เจริญมรรค และบรรลุนิโรธได้อย่างเป็นลำดับ
ดังนั้น วิสุทธิมรรคจึงเป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างคำสอนในพระไตรปิฎกกับการภาวนาจริงในชีวิต เป็นคัมภีร์ที่ทำให้อริยสัจ 4 กลายเป็นหนทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม นำสู่ความบริสุทธิ์และความหลุดพ้นอย่างแท้จริง


บรรณานุกรมเบื้องต้น

  • พระพุทธโฆสาจารย์. วิสุทธิมรรค. แปลโดย สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ครั้งที่ 5). กรุงเทพฯ: มหามกุฏราชวิทยาลัย, 2545.

  • พระไตรปิฎก ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพฯ: มจร, 2539.

  • พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). พุทธธรรม. กรุงเทพฯ: มูลนิธิพุทธธรรม, 2552.

  • ประยุทธ์ ปยุตฺโต. อริยสัจ 4: หัวใจแห่งพุทธธรรม. กรุงเทพฯ: สหธรรมิก, 2548.

  • สมภาร พรมทา. พระพุทธศาสนาในฐานะระบบความคิด. กรุงเทพฯ: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2561.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

"ณพลเดช" เสนอชวนต่างชาติเรียนประวัติศาสตร์–นั่งสมาธิ ยกระดับพุทธไทยเป็น Soft Power สู่เวทีโลก

"ณพลเดช มณีลังกา" เสนอไทยควรใช้พุทธศาสนาและประวัติศาสตร์เป็นนโยบายเชิงรุก เปิดพื้นที่ให้ชาวต่างชาติศึกษาวัฒนธรรมและฝึกสมาธิ ตอบโจท...