เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ดร.สำราญ สมพงษ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโส นักวิชาการอิสระด้านพุทธสันติวิธี และอดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดศรีสะเกษ พรรคเกษตรเสรี ได้ร่วมกับระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ดำเนินการศึกษาวิเคราะห์หัวข้อ “การรีเซ็ตพรรคการเมืองไทยโดยมีพุทธปรัชญาและภูมิปัญญาไทยเป็นฐาน” โดยมุ่งเสนอแนวทางการฟื้นฟูระบบพรรคการเมืองไทยผ่านจริยธรรมและจิตสำนึกใหม่ทางการเมือง
🔹 พุทธปรัชญา: รากฐานของการ “รีเซ็ตจิตสำนึกทางการเมือง”
ดร.สำราญกล่าวว่า การรีเซ็ตพรรคการเมืองไทยในมิติของพุทธปรัชญา ไม่ได้หมายถึงการล้มล้างระบบหรือเขียนกติกาใหม่ หากแต่เป็นการ “ปรับฐานจิตสำนึก” ของนักการเมือง พรรคการเมือง และประชาชน ให้กลับมามีศีลธรรมและสติในทางการเมือง โดยใช้หลัก อริยสัจ 4 ปฏิจจสมุปบาท และมัชฌิมาปฏิปทา เป็นกรอบแนวคิดสำคัญ
บทวิเคราะห์ระบุว่า สังคมการเมืองไทยกำลังเผชิญ “ทุกข์สมุทัย” ที่เกิดจาก โลภะ โทสะ และโมหะ อันฝังลึกในโครงสร้างทางอำนาจ การรีเซ็ตจึงต้องเริ่มจากการ “ล้างอวิชชา” หรือการรู้เท่าทันเหตุแห่งความเสื่อม โดยนำหลักพุทธธรรมมาเป็นกลไกในการฟื้นฟูทั้งเชิงจิตใจและเชิงโครงสร้าง
🔹 ภูมิปัญญาไทย: พลังเสริมจากรากฐานวัฒนธรรม
นอกจากพุทธปรัชญาแล้ว ดร.สำราญยังเน้นว่า “ภูมิปัญญาไทย” คือพลังทางวัฒนธรรมที่สามารถเป็นฐานแห่งการรีเซ็ตได้เช่นกัน เพราะสะท้อนโลกทัศน์แบบสมดุลและพึ่งพาอาศัยกัน ซึ่งสอดคล้องกับหลัก “มัชฌิมาปฏิปทา” ของพุทธธรรม
แนวคิด “สามัคคีคือพลัง” “พอเพียงคือปัญญา” และ “ธรรมะนำทางอำนาจ” ล้วนเป็นองค์ประกอบของภูมิปัญญาไทยที่สามารถนำมาปรับใช้ในการพัฒนาพรรคการเมืองให้มีจิตสำนึกใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับท้องถิ่นที่ภูมิปัญญาชาวบ้านสะท้อนการเมืองแบบมีส่วนร่วมและเอื้อเฟื้อกัน ซึ่งต่างจากระบบพรรคการเมืองแบบอำนาจนิยมในปัจจุบัน
🔹 “ศีล สมาธิ ปัญญา” กับการปฏิรูปพรรคการเมืองไทย
การรีเซ็ตพรรคการเมืองตามแนวพุทธปรัชญาและภูมิปัญญาไทย จึงประกอบด้วยการพัฒนา 3 ระดับสำคัญ ได้แก่
-
ศีล – จริยธรรมทางการเมือง: พรรคการเมืองควรมีหลักคุณธรรม เช่น ความโปร่งใส ความซื่อสัตย์ และความเคารพในความเห็นต่าง เพื่อฟื้นฟูศรัทธาของประชาชน
-
สมาธิ – สติในการตัดสินใจทางนโยบาย: ต้องส่งเสริมให้ผู้นำพรรคมีสติและข้อมูลที่รอบด้าน ไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์หรือแรงกดดันทางอำนาจ
-
ปัญญา – วิสัยทัศน์เชิงอุดมการณ์: พรรคการเมืองต้องยึดถือ “ธรรมาธิปไตย” (Dhammocracy) ซึ่งหมายถึงประชาธิปไตยที่ตั้งอยู่บนความดี ความจริง และความงาม
🔹 “Mindful Politics”: การเมืองแห่งจิตสำนึกใหม่
ดร.สำราญอธิบายว่า การเมืองไทยต้องพัฒนาไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “การเมืองแห่งจิตสำนึกใหม่” (Mindful Politics) ซึ่งหมายถึงการเมืองที่มีสติและเมตตา นักการเมืองต้องผ่านการฝึกจิตให้มี “โยนิโสมนสิการ” คือ ความสามารถในการคิดโดยแยบคาย มองเห็นความเชื่อมโยงของทุกข์และเหตุแห่งทุกข์ ไม่หลงใหลในอำนาจหรือผลประโยชน์ส่วนตน
เขาย้ำว่า “การรีเซ็ตที่แท้จริง ไม่ใช่การเปลี่ยนคนหรือกฎหมาย แต่คือการเปลี่ยนจิตสำนึกให้เห็นธรรม”
🔹 การเมืองแบบพุทธ: ทางรอดของประชาธิปไตยไทย
บทสรุปของงานวิจัยชี้ว่า หากพรรคการเมืองไทยสามารถผนวกหลักพุทธธรรมและภูมิปัญญาไทยเข้าไว้ในโครงสร้างและวัฒนธรรมองค์กร จะเกิด “ระบบพรรคการเมืองแห่งปัญญา” ที่มีรากในศีลธรรมและเหตุผลสาธารณะ การเมืองเช่นนี้จะนำไปสู่ประชาธิปไตยที่มีชีวิต และความสุขร่วมของสังคมโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
ดร.สำราญกล่าวทิ้งท้ายว่า
“ภูมิปัญญาไทยและพุทธปรัชญาไม่ใช่เรื่องเก่าที่ล้าสมัย แต่คือเทคโนโลยีทางจิตของสังคม ที่สามารถรีเซ็ตการเมืองไทยให้กลับมามีสติ มีศีลธรรม และมีปัญญาอีกครั้ง”
สรุป:
งานวิจัยของ ดร.สำราญ สมพงษ์ ร่วมกับระบบ AI ครั้งนี้ จึงเป็นการผสมผสานพลังแห่งเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ากับภูมิปัญญาโบราณ เพื่อวิเคราะห์อนาคตของประชาธิปไตยไทยในมิติที่ลึกซึ้งและยั่งยืน โดยเสนอว่า “การรีเซ็ตการเมืองไทย” จะเกิดขึ้นได้จริงต่อเมื่อ “มนุษย์การเมือง” กลับมามี สติ ศีลธรรม และปัญญา เป็นรากฐานของการตัดสินใจทุกระดับ
การวิเคราะห์การรีเซ็ตพรรคการเมืองไทยโดยมีพุทธปรัชญาเป็นฐาน
บทคัดย่อ
บทความนี้มุ่งวิเคราะห์แนวคิด “การรีเซ็ตพรรคการเมืองไทย” โดยใช้พุทธปรัชญาเป็นฐานแนวคิดทางวิชาการ เพื่อเสนอทางออกเชิงจริยธรรมและเชิงโครงสร้างแก่ปัญหาความเสื่อมถอยของระบบพรรคการเมืองไทยในปัจจุบัน แนวคิด “รีเซ็ต” มิได้หมายถึงการล้มล้าง หากแต่เป็นการ “ปรับฐานจิตสำนึก” ของนักการเมือง พรรคการเมือง และประชาชน โดยใช้หลักพุทธธรรมสำคัญ ได้แก่ อริยสัจ 4 ปฏิจจสมุปบาท และมัชฌิมาปฏิปทา เป็นกรอบอธิบาย ปรากฏผลว่า การเมืองไทยมีลักษณะของ “ทุกข์สมุทัย” อันเกิดจากโลภะ โทสะ และโมหะ ซึ่งสะสมเป็นโครงสร้างแห่งอวิชชาในสังคม หากต้องการ “รีเซ็ต” อย่างแท้จริง จำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านสู่การเมืองเชิงจิตสำนึก โดยมีพุทธปรัชญาเป็นเครื่องมือฟื้นฟูศีลธรรมและเหตุผลสาธารณะในกระบวนการประชาธิปไตย
คำสำคัญ: การรีเซ็ตทางการเมือง, พรรคการเมืองไทย, พุทธปรัชญา, จิตสำนึกทางการเมือง
บทนำ
ปัญหาพรรคการเมืองไทยสะสมมายาวนานตั้งแต่ยุคหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 จนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะวงจรแห่งการแย่งชิงผลประโยชน์ การทุจริตทางนโยบาย การขาดอุดมการณ์ และการยึดติดตัวบุคคลมากกว่านโยบายสาธารณะ ทำให้ประชาชนขาดศรัทธาในระบบพรรคการเมือง คำว่า “รีเซ็ตการเมืองไทย” จึงปรากฏในกระแสสังคมบ่อยครั้ง แต่ส่วนใหญ่ถูกตีความเชิงเทคนิค เช่น การเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ หรือการยุบรวมพรรคการเมือง ทั้งที่รากเหง้าของปัญหาอยู่ที่ “จิตสำนึกทางการเมือง” อันขาดฐานจริยธรรม
พุทธปรัชญาซึ่งเน้น “การรู้เท่าทันทุกข์” และ “การดับเหตุแห่งทุกข์” จึงเป็นกรอบแนวคิดที่สามารถนำมาวิเคราะห์และเสนอแนวทางรีเซ็ตทางการเมืองอย่างลึกซึ้ง เพราะพุทธปรัชญาไม่เพียงมองการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง แต่ยังมองการเปลี่ยนแปลงเชิงภายในของจิตมนุษย์ ซึ่งเป็นรากฐานของสังคมทั้งหมด
เนื้อหา
1. แนวคิด “รีเซ็ต” ในเชิงพุทธปรัชญา
คำว่า “รีเซ็ต” (Reset) ในความหมายทางโลก หมายถึงการเริ่มต้นใหม่โดยล้างระบบเดิม แต่ในเชิงพุทธปรัชญา “การรีเซ็ต” หมายถึงการรู้เท่าทันสภาวะของทุกข์ แล้วเริ่มต้นใหม่ด้วยปัญญา การรีเซ็ตทางการเมืองจึงไม่ใช่การล้มล้างโครงสร้างเดิม หากเป็นการ “ล้างอวิชชา” ที่ครอบงำการเมืองไทยให้หลุดพ้นจากความวนเวียนของตัณหาและอุปาทาน
พุทธธรรมที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการนี้ ได้แก่
-
อริยสัจ 4: ใช้วิเคราะห์ว่าการเมืองไทยมี “ทุกข์” (การทุจริต ความเหลื่อมล้ำ) “สมุทัย” (โลภะ โทสะ โมหะ) “นิโรธ” (ภาวะการเมืองที่โปร่งใส มีธรรมาภิบาล) และ “มรรค” (แนวทางแห่งศีล สมาธิ ปัญญา)
-
ปฏิจจสมุปบาท: อธิบายว่า ระบบการเมืองเป็นผลของเหตุปัจจัยต่อเนื่อง เช่น อวิชชา → สังขาร → วิญญาณ → นามรูป → สังโยชน์ทางอำนาจ
-
มัชฌิมาปฏิปทา: เสนอแนวทางปฏิรูปการเมืองอย่างสมดุล ไม่สุดโต่งไปทางอำนาจนิยม หรือเสรีนิยมแบบไร้ศีลธรรม
2. โครงสร้างพรรคการเมืองไทยในมิติ “ทุกข์–สมุทัย”
พรรคการเมืองไทยส่วนใหญ่ยังมีลักษณะของ “ทุกข์สมุทัย” เพราะโครงสร้างภายในขาดวัฒนธรรมประชาธิปไตย พรรคมักถูกครอบงำโดยกลุ่มทุนหรือผู้นำทางการเมือง ซึ่งทำให้ระบบคุณธรรมถูกแทนที่ด้วยระบบผลประโยชน์ นักการเมืองจึงถูกดูดเข้าไปในวัฏจักรอำนาจคล้ายกับ “สังสารวัฏทางการเมือง” ที่หมุนเวียนไปโดยไม่มีการหลุดพ้น
3. การรีเซ็ตด้วย “ศีล สมาธิ ปัญญา”
หากต้องการรีเซ็ตพรรคการเมืองไทยโดยใช้พุทธปรัชญา จำเป็นต้องสร้างกระบวนการพัฒนา 3 ระดับ คือ
-
ศีล (จริยธรรมทางการเมือง): กำหนดจรรยาบรรณพรรคการเมืองอย่างเข้มแข็ง เช่น ความโปร่งใส ความซื่อสัตย์ การเคารพความเห็นต่าง
-
สมาธิ (สติในกระบวนการตัดสินใจ): พรรคการเมืองควรมีระบบตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลและเหตุผล มิใช่อารมณ์หรือแรงกดดันทางการเมือง
-
ปัญญา (วิสัยทัศน์เชิงอุดมการณ์): พรรคต้องมีอุดมการณ์เพื่อประโยชน์ส่วนรวม และยึดมั่นในหลักธรรมาธิปไตย (Dhammocracy) คือ การเมืองที่ตั้งอยู่บนธรรม
4. การเมืองแห่งจิตสำนึกใหม่ (Mindful Politics)
พุทธปรัชญาชี้ว่า ทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มจาก “จิต” ดังนั้น การรีเซ็ตพรรคการเมืองจึงต้องเริ่มจากการฝึกจิตของนักการเมืองให้มี “โยนิโสมนสิการ” คือ การคิดโดยแยบคาย รู้เท่าทันอารมณ์และอำนาจ ผลคือเกิดการเมืองที่มีเมตตา ปัญญา และสมดุลระหว่างโลกธรรมกับธรรมะ
การอภิปรายผล
เมื่อเทียบกับระบบประชาธิปไตยตะวันตกซึ่งเน้นกลไกภายนอก เช่น การตรวจสอบถ่วงดุล พุทธปรัชญาเสนอการตรวจสอบภายใน คือ “ธรรมะในใจผู้นำ” ซึ่งหากมีอยู่จริง ระบบภายนอกจะสมดุลโดยอัตโนมัติ การรีเซ็ตทางพุทธจึงมิใช่การสร้างระบบใหม่ แต่คือการคืนความบริสุทธิ์ให้ระบบเดิมผ่านจิตตปัญญา
สรุปผลและข้อเสนอแนะ
การรีเซ็ตพรรคการเมืองไทยโดยมีพุทธปรัชญาเป็นฐาน จึงหมายถึงการสร้าง “ระบบพรรคการเมืองแห่งปัญญา” ที่ตั้งอยู่บนหลักศีล สมาธิ ปัญญา มิใช่เพียงการเปลี่ยนโครงสร้างทางการเมือง แต่คือการยกระดับจิตสำนึกทางศีลธรรมของนักการเมืองและประชาชนร่วมกัน อันจะนำไปสู่ “การเมืองแบบพุทธ” ที่มีเป้าหมายสูงสุดคือ “การพ้นทุกข์แห่งสังคมการเมืองไทย”
เอกสารอ้างอิง (ตัวอย่าง)
-
พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย. (2553). กรุงเทพฯ: มหามกุฏราชวิทยาลัย.
-
พุทธทาสภิกขุ. (2532). ธรรมะกับการเมือง. กรุงเทพฯ: ธรรมสภา.
-
ปรีดี พนมยงค์. (2483). อุดมคติประชาธิปไตย. กรุงเทพฯ: มูลนิธิปรีดี พนมยงค์.
-
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต). (2545). พุทธธรรม. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ธรรมสภา.
-
สุลักษณ์ ศิวรักษ์. (2558). พุทธศาสนากับการเมืองไทย. กรุงเทพฯ: สถาบันปรีดี พนมยงค์.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น