"ดร.สำราญ" จับมือ AI วิเคราะห์ “แนวคิดก้าวข้ามความขัดแย้งของพรรคพลังประชารัฐ” กับแนวทางแก้ปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชา
เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ดร.สำราญ สมพงษ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโส นักวิชาการอิสระด้านพุทธสันติวิธี และอดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดศรีสะเกษ พรรคเกษตรเสรี ได้ร่วมกับระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำการ วิเคราะห์เชิงลึกแนวคิด “ก้าวข้ามความขัดแย้ง” ของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในบริบทของการแก้ปัญหาความสัมพันธ์ชายแดนไทย–กัมพูชา
ผลงานการวิเคราะห์ชิ้นนี้ถือเป็นการบูรณาการระหว่างศาสตร์ทางรัฐศาสตร์ สันติวิธี และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เพื่อสร้าง “องค์ความรู้ใหม่” ว่าด้วยการเมืองเชิงสมานฉันท์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ก้าวข้ามความขัดแย้ง: จากการเอาชนะสู่การอยู่ร่วมอย่างสันติ
บทความของ ดร.สำราญ ระบุว่า พรรคพลังประชารัฐพยายามนำเสนอการบริหารความขัดแย้งในลักษณะ “ร่วมมือแทนแข่งขัน” ผ่านนโยบายเศรษฐกิจชายแดน การทูตเชิงพัฒนา และการใช้กลไกทวิภาคี เช่น คณะกรรมาธิการร่วม (JBC) และคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) เพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างสองประเทศ
อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า การบรรลุสันติภาพอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องก้าวข้ามระดับ “ผลประโยชน์แห่งรัฐ” ไปสู่ “ปัญญาแห่งสันติ” โดยอาศัยหลัก อริยสัจสี่ในพระพุทธศาสนา เป็นฐานการวิเคราะห์โครงสร้างของความขัดแย้ง
ชายแดน: พื้นที่แห่งการเชื่อมโยงและการเรียนรู้
ชายแดนไทย–กัมพูชามีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์และวัฒนธรรมมายาวนาน เป็นทั้ง “พื้นที่เชื่อมโยง” และ “พื้นที่แห่งความแตกต่าง” ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เช่น กรณีปราสาทพระวิหาร และเหตุการณ์ความตึงเครียดทางทหารในช่วงปี 2551–2554 สะท้อนถึงปัญหาที่ซับซ้อนระหว่างชาตินิยม ผลประโยชน์ทางทรัพยากร และความทรงจำทางประวัติศาสตร์
ดร.สำราญ ชี้ว่า พรรคพลังประชารัฐได้พยายามเสนอแนวทางใหม่ในการบริหารปัญหาชายแดน ด้วยแนวคิด “ก้าวข้ามความขัดแย้ง” โดยขยายจากมิติการเมืองภายในสู่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเน้น “การสร้างเอกภาพเพื่อความมั่นคงและพัฒนา”
การสันติวิธีเชิงพุทธ: เห็นทุกข์ รู้เหตุ ดับเหตุด้วยปัญญา
บทวิเคราะห์ดังกล่าวอ้างอิงแนวคิด สันติวิธีเชิงพุทธ (Buddhist Peace Approach) ที่มองว่า ความขัดแย้งมิใช่สิ่งต้องกำจัด หากแต่เป็น “ครูแห่งการเรียนรู้” ซึ่งสอดคล้องกับหลัก อริยสัจสี่ ดังนี้
-
ทุกข์: ความไม่สมดุลระหว่างรัฐกับชุมชนชายแดน
-
สมุทัย: การยึดมั่นในอัตลักษณ์และผลประโยชน์ฝ่ายเดียว
-
นิโรธ: การเข้าใจร่วมกันในฐานะเพื่อนบ้าน
-
มรรค: การสร้างสันติด้วยปัญญา เมตตา และการร่วมมือ
ดร.สำราญ กล่าวเพิ่มเติมว่า
“การก้าวข้ามความขัดแย้ง มิใช่การหลีกหนี แต่คือการเรียนรู้เพื่อแปรเปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นปัญญาแห่งสันติ หากไม่ยอมรับความจริงของความทุกข์ เราก็ไม่อาจดับทุกข์นั้นได้อย่างแท้จริง”
จากความมั่นคงสู่สันติภาพที่ยั่งยืน
งานวิจัยดังกล่าวเสนอการบูรณาการ 3 ระดับเพื่อการแก้ปัญหาชายแดนอย่างยั่งยืน ได้แก่
-
ระดับโครงสร้าง: ปรับนโยบายชายแดนให้มุ่ง “การพัฒนาเพื่อสันติ” มากกว่าการป้องกันด้วยกำลัง
-
ระดับวัฒนธรรม: ส่งเสริมอัตลักษณ์ร่วม เช่น วัฒนธรรมขอมโบราณ ดนตรีพื้นบ้าน และพระพุทธศาสนา
-
ระดับจิตวิญญาณ: ฝึกสติและเมตตา เพื่อสร้างสันติภาพจากภายในสู่ภายนอก
สรุป: การเมืองเชิงสมานฉันท์กับอนาคตภูมิภาค
ดร.สำราญ สรุปว่า แนวคิด “ก้าวข้ามความขัดแย้ง” ของพรรคพลังประชารัฐเป็นแนวทางการเมืองที่พยายามนำสังคมไทยออกจากวังวนแห่งความแตกแยก โดยเชื่อมโยงมิติของเศรษฐกิจ การทูต และจิตวิญญาณเข้าด้วยกัน
อย่างไรก็ตาม การจะไปถึง “สันติภาพแท้” ต้องอาศัยการตื่นรู้เชิงพุทธ คือ “การเห็นเหตุแห่งทุกข์และดับเหตุแห่งทุกข์ด้วยเมตตาและปัญญา”
“การก้าวข้ามไม่ใช่เพียงการเดินไปข้างหน้า แต่คือการก้าวเข้าข้างใน เพื่อเปลี่ยนจากมุมมองแห่งการแบ่งแยก สู่การเห็นร่วมว่าเราทั้งคู่คือผู้แสวงหาสันติด้วยกัน” — ดร.สำราญ กล่าวทิ้งท้าย
หมายเหตุ:
บทวิเคราะห์นี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง ดร.สำราญ สมพงษ์ และระบบ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อพัฒนา “ฐานข้อมูลการเมืองสันติในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง” ซึ่งจะนำไปใช้ในการศึกษานโยบายสาธารณะและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในอนาคต
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น