วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

สันติภาพชายแดนไทย–กัมพูชา: พุทธสันติวิธีและ AI ชวนก้าวข้ามความขัดแย้ง

"ดร.สำราญ" จับมือ AI วิเคราะห์ “แนวคิดก้าวข้ามความขัดแย้งของพรรคพลังประชารัฐ” กับแนวทางแก้ปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชา

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ดร.สำราญ สมพงษ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโส นักวิชาการอิสระด้านพุทธสันติวิธี และอดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดศรีสะเกษ พรรคเกษตรเสรี ได้ร่วมกับระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำการ วิเคราะห์เชิงลึกแนวคิด “ก้าวข้ามความขัดแย้ง” ของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในบริบทของการแก้ปัญหาความสัมพันธ์ชายแดนไทย–กัมพูชา

ผลงานการวิเคราะห์ชิ้นนี้ถือเป็นการบูรณาการระหว่างศาสตร์ทางรัฐศาสตร์ สันติวิธี และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เพื่อสร้าง “องค์ความรู้ใหม่” ว่าด้วยการเมืองเชิงสมานฉันท์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


ก้าวข้ามความขัดแย้ง: จากการเอาชนะสู่การอยู่ร่วมอย่างสันติ

บทความของ ดร.สำราญ ระบุว่า พรรคพลังประชารัฐพยายามนำเสนอการบริหารความขัดแย้งในลักษณะ “ร่วมมือแทนแข่งขัน” ผ่านนโยบายเศรษฐกิจชายแดน การทูตเชิงพัฒนา และการใช้กลไกทวิภาคี เช่น คณะกรรมาธิการร่วม (JBC) และคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) เพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างสองประเทศ

อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า การบรรลุสันติภาพอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องก้าวข้ามระดับ “ผลประโยชน์แห่งรัฐ” ไปสู่ “ปัญญาแห่งสันติ” โดยอาศัยหลัก อริยสัจสี่ในพระพุทธศาสนา เป็นฐานการวิเคราะห์โครงสร้างของความขัดแย้ง


ชายแดน: พื้นที่แห่งการเชื่อมโยงและการเรียนรู้

ชายแดนไทย–กัมพูชามีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์และวัฒนธรรมมายาวนาน เป็นทั้ง “พื้นที่เชื่อมโยง” และ “พื้นที่แห่งความแตกต่าง” ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เช่น กรณีปราสาทพระวิหาร และเหตุการณ์ความตึงเครียดทางทหารในช่วงปี 2551–2554 สะท้อนถึงปัญหาที่ซับซ้อนระหว่างชาตินิยม ผลประโยชน์ทางทรัพยากร และความทรงจำทางประวัติศาสตร์

ดร.สำราญ ชี้ว่า พรรคพลังประชารัฐได้พยายามเสนอแนวทางใหม่ในการบริหารปัญหาชายแดน ด้วยแนวคิด “ก้าวข้ามความขัดแย้ง” โดยขยายจากมิติการเมืองภายในสู่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเน้น “การสร้างเอกภาพเพื่อความมั่นคงและพัฒนา”


การสันติวิธีเชิงพุทธ: เห็นทุกข์ รู้เหตุ ดับเหตุด้วยปัญญา

บทวิเคราะห์ดังกล่าวอ้างอิงแนวคิด สันติวิธีเชิงพุทธ (Buddhist Peace Approach) ที่มองว่า ความขัดแย้งมิใช่สิ่งต้องกำจัด หากแต่เป็น “ครูแห่งการเรียนรู้” ซึ่งสอดคล้องกับหลัก อริยสัจสี่ ดังนี้

  • ทุกข์: ความไม่สมดุลระหว่างรัฐกับชุมชนชายแดน

  • สมุทัย: การยึดมั่นในอัตลักษณ์และผลประโยชน์ฝ่ายเดียว

  • นิโรธ: การเข้าใจร่วมกันในฐานะเพื่อนบ้าน

  • มรรค: การสร้างสันติด้วยปัญญา เมตตา และการร่วมมือ

ดร.สำราญ กล่าวเพิ่มเติมว่า

“การก้าวข้ามความขัดแย้ง มิใช่การหลีกหนี แต่คือการเรียนรู้เพื่อแปรเปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นปัญญาแห่งสันติ หากไม่ยอมรับความจริงของความทุกข์ เราก็ไม่อาจดับทุกข์นั้นได้อย่างแท้จริง”


จากความมั่นคงสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

งานวิจัยดังกล่าวเสนอการบูรณาการ 3 ระดับเพื่อการแก้ปัญหาชายแดนอย่างยั่งยืน ได้แก่

  1. ระดับโครงสร้าง: ปรับนโยบายชายแดนให้มุ่ง “การพัฒนาเพื่อสันติ” มากกว่าการป้องกันด้วยกำลัง

  2. ระดับวัฒนธรรม: ส่งเสริมอัตลักษณ์ร่วม เช่น วัฒนธรรมขอมโบราณ ดนตรีพื้นบ้าน และพระพุทธศาสนา

  3. ระดับจิตวิญญาณ: ฝึกสติและเมตตา เพื่อสร้างสันติภาพจากภายในสู่ภายนอก


สรุป: การเมืองเชิงสมานฉันท์กับอนาคตภูมิภาค

ดร.สำราญ สรุปว่า แนวคิด “ก้าวข้ามความขัดแย้ง” ของพรรคพลังประชารัฐเป็นแนวทางการเมืองที่พยายามนำสังคมไทยออกจากวังวนแห่งความแตกแยก โดยเชื่อมโยงมิติของเศรษฐกิจ การทูต และจิตวิญญาณเข้าด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม การจะไปถึง “สันติภาพแท้” ต้องอาศัยการตื่นรู้เชิงพุทธ คือ “การเห็นเหตุแห่งทุกข์และดับเหตุแห่งทุกข์ด้วยเมตตาและปัญญา”

“การก้าวข้ามไม่ใช่เพียงการเดินไปข้างหน้า แต่คือการก้าวเข้าข้างใน เพื่อเปลี่ยนจากมุมมองแห่งการแบ่งแยก สู่การเห็นร่วมว่าเราทั้งคู่คือผู้แสวงหาสันติด้วยกัน” — ดร.สำราญ กล่าวทิ้งท้าย


หมายเหตุ:
บทวิเคราะห์นี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง ดร.สำราญ สมพงษ์ และระบบ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อพัฒนา “ฐานข้อมูลการเมืองสันติในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง” ซึ่งจะนำไปใช้ในการศึกษานโยบายสาธารณะและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในอนาคต

การวิเคราะห์แนวคิดก้าวข้ามความขัดแย้งของพรรคพลังประชารัฐกับการแก้ปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชา

บทความนี้มุ่งวิเคราะห์แนวคิด “ก้าวข้ามความขัดแย้ง” ของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในบริบทของการแก้ปัญหาความสัมพันธ์ชายแดนไทย–กัมพูชา โดยพิจารณาจากกรอบแนวคิดสันติวิธีเชิงพุทธ (Buddhist Peace Method) และแนวคิดการเมืองเชิงสมานฉันท์ (Reconciliatory Politics) ผลการวิเคราะห์ชี้ว่า พรรคพลังประชารัฐพยายามนำเสนอการบริหารความขัดแย้งในลักษณะ “ร่วมมือแทนแข่งขัน” ผ่านนโยบายเศรษฐกิจชายแดน การทูตเชิงพัฒนา และการใช้กลไกทวิภาคีเพื่อลดความเปราะบางทางการเมือง อย่างไรก็ตาม การบรรลุสันติภาพอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องก้าวข้ามระดับ “ผลประโยชน์แห่งรัฐ” ไปสู่ “ปัญญาแห่งสันติ” โดยอาศัยกรอบคิดอริยสัจสี่เป็นฐานวิเคราะห์เชิงโครงสร้างของความขัดแย้ง

คำสำคัญ: พรรคพลังประชารัฐ, ความขัดแย้งชายแดน, ไทย–กัมพูชา, สันติวิธี, การเมืองสมานฉันท์


1. บทนำ

ชายแดนไทย–กัมพูชามีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม เป็นทั้ง “พื้นที่เชื่อม” และ “พื้นที่แตกต่าง” ระหว่างสองรัฐ ความขัดแย้งหลายครั้งในอดีต — ตั้งแต่กรณีปราสาทพระวิหาร (พ.ศ. 2505) จนถึงความตึงเครียดทางทหารในช่วงปี 2551–2554 — สะท้อนให้เห็นความซับซ้อนของการเมืองชายแดนที่ผสมผสานระหว่างชาตินิยม ผลประโยชน์ทางทรัพยากร และความทรงจำทางประวัติศาสตร์

ภายใต้บริบทนี้ พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งมีฐานคิดทางการเมืองแบบ “การประสานผลประโยชน์เพื่อความมั่นคงและพัฒนา” ได้เสนอแนวทาง “ก้าวข้ามความขัดแย้ง” ทั้งในทางการเมืองภายในและระหว่างประเทศ แนวคิดดังกล่าวน่าสนใจในเชิงสันติวิธี เพราะพยายามย้ายจุดสนใจจาก “การเอาชนะ” ไปสู่ “การอยู่ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์” โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนซึ่งเปราะบางต่อความไม่เข้าใจ


2. กรอบแนวคิดเชิงทฤษฎี

2.1 แนวคิดสันติวิธีเชิงพุทธ (Buddhist Peace Approach)

พุทธสันติวิธีมองความขัดแย้งไม่ใช่สิ่งต้องทำลาย แต่เป็นโอกาสในการเรียนรู้ “เหตุแห่งทุกข์” และ “แนวทางดับทุกข์” ผ่านหลัก อริยสัจสี่

  • ทุกข์: ความไม่สมดุลระหว่างรัฐและชุมชนชายแดน

  • สมุทัย: การยึดมั่นในอัตลักษณ์และผลประโยชน์ฝ่ายเดียว

  • นิโรธ: การเข้าใจร่วมกันในความสัมพันธ์และความเป็นเพื่อนบ้าน

  • มรรค: การสร้างสันติด้วยปัญญา เมตตา และความร่วมมือ

2.2 แนวคิดการเมืองสมานฉันท์ (Reconciliatory Politics)

เป็นแนวทางที่ยอมรับความแตกต่างทางอุดมการณ์ แต่เน้นการสร้างพื้นที่กลางเพื่อร่วมกันกำหนดนโยบาย โดยใช้ “การสื่อสารทางการเมืองเชิงบวก” และ “การทูตแบบไม่เป็นทางการ” เป็นเครื่องมือ


3. การเมืองของพรรคพลังประชารัฐกับแนวคิด “ก้าวข้ามความขัดแย้ง”

พรรคพลังประชารัฐถือกำเนิดขึ้นในบริบทความแตกแยกทางการเมืองภายในประเทศ (หลังรัฐประหาร พ.ศ. 2557) โดยมีแนวทางการสร้างความปรองดองและเสถียรภาพเป็นหัวใจสำคัญ ซึ่งขยายผลไปสู่การต่างประเทศและชายแดน

3.1 การก้าวข้ามความขัดแย้งเชิงนโยบายภายในประเทศ

  • เน้น “การเมืองเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์” และ “รวมไทยสร้างชาติ”

  • ใช้แนวทางประชารัฐ (Public–Private Partnership) เป็นกลไกสร้างเอกภาพ

  • ลดความเป็นศัตรูทางการเมืองโดยใช้ถ้อยคำเชิงสันติ เช่น “ก้าวข้าม” แทน “ปฏิรูป” หรือ “เอาชนะ”

3.2 การขยายแนวคิดนี้สู่ปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชา

แนวคิด “ก้าวข้ามความขัดแย้ง” ถูกนำไปใช้ใน 3 มิติหลัก คือ

  1. มิติทางเศรษฐกิจ:
    ส่งเสริม “เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน” เพื่อเชื่อมโยงตลาดแรงงานและการค้าชายแดน ซึ่งช่วยลดแรงกดดันทางการเมืองด้วยผลประโยชน์ร่วม

  2. มิติทางสังคมและวัฒนธรรม:
    สนับสนุนโครงการ “ชุมชนพี่น้องสองแผ่นดิน” และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เช่น เส้นทางศาสนสถานอารยธรรมขอม เพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างประชาชน

  3. มิติทางการทูตและความมั่นคง:
    ใช้กลไกคณะกรรมาธิการร่วม (JBC) และกลไกทหารชายแดนร่วม (GBC) เพื่อแก้ปัญหาผ่านการเจรจา แทนการเผชิญหน้า


4. การวิเคราะห์เชิงพุทธปรัชญา: “ก้าวข้าม” ไม่ใช่ “กดทับ”

แม้แนวคิด “ก้าวข้ามความขัดแย้ง” จะมีเจตนาดี แต่ในเชิงปรัชญาพุทธ สันติภาพที่แท้จริงไม่เกิดจากการหลีกเลี่ยงหรือปิดบังความขัดแย้ง หากแต่เกิดจาก “การมองเห็นเหตุแห่งทุกข์อย่างลึกซึ้ง” และ “การดับเหตุแห่งทุกข์ด้วยปัญญา”

  • การก้าวข้ามโดยไม่ยอมรับความเจ็บปวดทางประวัติศาสตร์ เช่น กรณีเขตแดนรอบปราสาทพระวิหาร อาจกลายเป็นเพียงสันติภาพชั่วคราว

  • การก้าวข้ามอย่างมีปัญญา ต้องเริ่มจาก สติรู้ความจริง ว่าทั้งไทยและกัมพูชาเป็นผู้สืบทอดอารยธรรมเดียวกัน มิใช่คู่แข่งทางชาติพันธุ์

  • หลัก “อหิงสา” และ “สัมมาทิฏฐิ” ควรเป็นพื้นฐานในการเจรจาชายแดน เพื่อเปลี่ยนจากความสัมพันธ์เชิงอำนาจเป็นความสัมพันธ์เชิงธรรม


5. การสังเคราะห์: สันติภาพชายแดนแบบบูรณาการ

การแก้ปัญหาชายแดนต้องอาศัยการบูรณาการ 3 ระดับ ได้แก่

  1. ระดับโครงสร้าง (Structural): ปรับนโยบายชายแดนให้เน้น “การพัฒนาเพื่อสันติ” มากกว่า “การป้องกันความมั่นคง”

  2. ระดับวัฒนธรรม (Cultural): ฟื้นฟูอัตลักษณ์ร่วมของชุมชนไทย–กัมพูชา ผ่านวัฒนธรรมขอมโบราณ ดนตรี และพระพุทธศาสนา

  3. ระดับจิตวิญญาณ (Spiritual): สร้างสันติภาพจากภายในจิตใจของผู้นำและประชาชน ผ่านการฝึกสติและเมตตา


6. สรุปผลการวิเคราะห์

แนวคิด “ก้าวข้ามความขัดแย้ง” ของพรรคพลังประชารัฐเป็นความพยายามสร้างรูปแบบใหม่ของการเมืองสันติในสังคมไทยและภูมิภาคชายแดน โดยมีจุดแข็งคือการใช้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือเชื่อมความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา อย่างไรก็ตาม การบรรลุสันติภาพอย่างแท้จริงยังต้องอาศัย “การตื่นรู้เชิงพุทธ” คือการเข้าใจเหตุแห่งทุกข์และดับเหตุแห่งทุกข์ด้วยเมตตา ปัญญา และการสื่อสารอย่างมีสติ

การก้าวข้ามความขัดแย้งจึงมิใช่เพียงการก้าวไปข้างหน้า แต่คือ “การก้าวเข้าข้างใน” เพื่อเปลี่ยนทัศนะจากการแยกเป็นสองฝ่าย สู่การเห็นว่า เราทั้งคู่คือผู้แสวงหาสันติด้วยกัน


บรรณานุกรม

  • พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). พุทธสันติวิธี. กรุงเทพฯ: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2560.

  • Galtung, J. (1996). Peace by Peaceful Means: Peace and Conflict, Development and Civilization. SAGE Publications.

  • พรรคพลังประชารัฐ. (2566). เอกสารนโยบาย “ก้าวข้ามความขัดแย้ง”. กรุงเทพฯ.

  • ชาญวิทย์ เกษตรศิริ. ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา. กรุงเทพฯ: มติชน, 2559.

  • United Nations ESCAP. (2022). Cross-border Cooperation in the Mekong Subregion.

  • Samran Sompong. (2024). Buddhist Peace Philosophy and Border Conflicts in Southeast Asia. Independent Paper.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

พลวัตการเมืองสายพุทธ ถอดรหัสพันธมิตรดร.นิยม–สำราญ บนสนามเลือกตั้ง 2569

ท่ามกลางการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2569 ที่กำลังจะมาถึง การเมืองไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างอย่างมีนัยสำคัญ ไม่เพียงเป็นการแข่งขันร...