การวิเคราะห์ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีไทยว่าด้วยการคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ.2568 เทียบมาตรการกฎหมายของเมียนมาร์ เริ่มต้นด้วยการแนะนำระเบียบใหม่ของไทยที่ตั้ง คณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนา (คพช.) และวิเคราะห์อำนาจของคณะกรรมการนี้ที่อาจทับซ้อนกับมหาเถรสมาคม ในส่วนสำคัญจะมีการนำเสนอความเห็นทางวิชาการเกี่ยวกับความชอบธรรมทางกฎหมายของระเบียบที่เป็นเพียงกฎหมายลำดับรอง พร้อมทั้งเปรียบเทียบรูปแบบการอุปถัมภ์ศาสนาของไทยกับเมียนมาร์ โดยชี้ให้เห็นว่า เมียนมาร์ใช้แนวทาง “อุปถัมภ์แต่ไม่ควบคุม” ขณะที่ไทยกำลังมุ่งสู่การรวมศูนย์ควบคุมศาสนา พร้อมเสนอแนะให้ยกฐานะระเบียบนี้ขึ้นเป็นพระราชบัญญัติเพื่อให้เกิดความชอบธรรมทางนิติรัฐและสอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยทางศาสนา
วิเคราะห์ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีไทยว่าด้วยการคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ.2568 เปรียบเทียบมาตรการทางกฎหมายในการอุปถัมภ์คุ้มครองพระพุทธศาสนาของเมียนมาร์
บทนำ
พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาหลักที่มีบทบาทต่อสังคมไทยและสังคมเมียนมาร์มาอย่างยาวนาน ทั้งในมิติศีลธรรม วัฒนธรรม และสถาบันทางการเมือง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 67 ได้บัญญัติให้รัฐมีหน้าที่อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น ๆ โดยเฉพาะการส่งเสริมการศึกษาและเผยแผ่หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเถรวาท รวมทั้งจัดให้มีมาตรการและกลไกในการป้องกันมิให้เกิดการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา
ในปี พ.ศ. 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามประกาศใช้ “ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ.2568” ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลไทยจัดตั้ง “คณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนา (คพช.)” เพื่อทำหน้าที่กำกับ ดูแล และส่งเสริมกิจการพระพุทธศาสนาในทุกระดับ ตั้งแต่ส่วนกลางถึงภูมิภาค โดยมีอำนาจหน้าที่ที่ครอบคลุมทั้งด้านบริหาร พระธรรมวินัย และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับคณะสงฆ์
อย่างไรก็ตาม ระเบียบดังกล่าวได้ก่อให้เกิดข้อถกเถียงในทางกฎหมายและรัฐศาสตร์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะคำถามสำคัญว่า “ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีสามารถมีอำนาจเหนือพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ได้หรือไม่?” และ “การจัดตั้งคณะกรรมการ คพช. จะทำให้เกิดการซ้ำซ้อนหรือแทรกแซงอำนาจของมหาเถรสมาคมหรือไม่?”
ส่วนที่ 1 : โครงสร้างและสาระสำคัญของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ.2568
ระเบียบฉบับนี้มีเจตนารมณ์ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 โดยกำหนดให้มี “คณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ” (คพช.) ทำหน้าที่กำกับและติดตามมาตรการด้านการปกป้อง ส่งเสริม และเผยแผ่พระพุทธศาสนา รวมถึงการตรวจสอบกรณีการบ่อนทำลายศาสนาในรูปแบบต่าง ๆ
นอกจากนี้ ยังจัดตั้ง คณะวินัยธรและธรรมธร เพื่อพิจารณาปัญหาด้านพระธรรมวินัยในเชิงลึก ซึ่งอาจตีความได้ว่ามีลักษณะคล้ายกับ “ศาลสงฆ์” หรือ “ตุลาการทางศาสนา” ส่งผลให้มีขอบเขตอำนาจที่อาจทับซ้อนกับอำนาจของมหาเถรสมาคมที่มีอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505
พระมหานรินทร์ นรินฺโท ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ระเบียบนี้เป็นเพียง “เครื่องมือบริหารราชการแผ่นดิน” มิใช่กฎหมายในระดับพระราชบัญญัติ จึงไม่ควรมีอำนาจเหนือกว่ากฎหมายคณะสงฆ์ที่ผ่านการตราโดยรัฐสภา การจัดตั้งองค์กรระดับชาติที่มีอำนาจ “ล้นฟ้า” ดังกล่าวอาจขัดต่อหลักแยกอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ
ในทางหลักกฎหมายปกครอง ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีถือเป็นกฎหมายลำดับรอง (subordinate legislation) ซึ่งต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมายแม่ เช่น พระราชบัญญัติ มิใช่กฎหมายที่สามารถยกเลิกหรือแทรกแซงอำนาจขององค์กรตามพระราชบัญญัติได้
ส่วนที่ 2 : การเปรียบเทียบกับมาตรการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาของเมียนมาร์
ในประเทศเมียนมาร์ รัฐบาลให้การอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาเถรวาทผ่าน พระราชบัญญัติคณะสงฆ์เมียนมาร์ (State Sangha Maha Nayaka Committee Law) ซึ่งตราขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2523 (ค.ศ.1980) และปรับปรุงในปี พ.ศ. 2555
พระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้มี “คณะกรรมการสูงสุดคณะสงฆ์แห่งรัฐ” (State Sangha Maha Nayaka Committee – SSMNC) ซึ่งเป็นองค์กรสงฆ์ที่บริหารกิจการคณะสงฆ์ทั่วประเทศ โดยอยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงกิจการศาสนา แต่รัฐบาลไม่มีอำนาจแทรกแซงการพิจารณาพระธรรมวินัยภายในคณะสงฆ์
กล่าวได้ว่า ในระบบกฎหมายเมียนมาร์ รัฐมีบทบาท “อุปถัมภ์” (supportive role) มากกว่าการ “ควบคุม” (controlling role) โดยเน้นการจัดสรรงบประมาณ สนับสนุนการศึกษาและการเผยแผ่ธรรมะ ขณะที่กิจการสงฆ์ยังอยู่ในอำนาจของคณะสงฆ์สูงสุด ซึ่งมีอิสระในทางศาสนาและวินัยตามหลักสังฆะ
เมื่อเปรียบเทียบกับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีของไทยปี 2568 พบว่า ระเบียบไทยให้อำนาจฝ่ายบริหารโดยตรงในการกำหนดและวินิจฉัยกิจการทางศาสนา ซึ่งในทางหลักการ “รัฐธรรมนูญเมียนมาร์” แม้จะประกาศให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาหลักของรัฐ แต่ก็ยังเคารพขอบเขตของคณะสงฆ์และไม่ตรา “ระเบียบฝ่ายบริหาร” ที่ซ้ำซ้อนกับกฎหมายสงฆ์โดยตรง
ดังนั้น มาตรการของไทยจึงมีลักษณะ “centralized state intervention” (รัฐเข้าควบคุมศาสนาโดยตรง) ขณะที่เมียนมาร์ใช้แนวทาง “religious autonomy under state patronage” (อุปถัมภ์แต่ให้คณะสงฆ์ปกครองตนเอง)
ส่วนที่ 3 : การวิเคราะห์ผลทางกฎหมายและหลักรัฐศาสตร์ศาสนา
-
ลำดับชั้นของกฎหมาย:
พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 เป็นกฎหมายที่ออกโดยรัฐสภา มีผลผูกพันทางกฎหมายทั่วไป ขณะที่ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นเพียง “กฎภายในฝ่ายบริหาร” ที่ไม่มีสถานะเทียบเท่ากฎหมายหลัก การออกระเบียบที่ให้อำนาจเหนือหรือซ้ำซ้อนกับพระราชบัญญัติอาจเข้าข่าย “ขัดต่อหลักนิติธรรม (Rule of Law)” -
หลักแยกอำนาจ (Separation of Powers):
การที่ฝ่ายบริหารจัดตั้งคณะกรรมการที่มีอำนาจทั้งในทางบริหารและวินิจฉัยข้อธรรมวินัย อาจละเมิดหลักแยกอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารและตุลาการ ซึ่งในทางศาสนาคือการแทรกแซงอำนาจของมหาเถรสมาคม -
ปัญหาความชอบธรรมทางศาสนา:
คณะสงฆ์ไทยมีโครงสร้างอำนาจที่ได้รับการยอมรับจากพระราชบัญญัติคณะสงฆ์และพระธรรมวินัย การตั้งคณะกรรมการใหม่ที่มีอำนาจตีความพระธรรมวินัยเหนือมหาเถรสมาคม อาจถูกมองว่าเป็นการลดทอน “อธิปไตยทางธรรม” ของคณะสงฆ์ -
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย:
การคุ้มครองพระพุทธศาสนาในเชิงรัฐศาสตร์ควรใช้รูปแบบ “เสริมอำนาจ” (empowerment) มากกว่า “ควบคุม” (control) โดยให้รัฐบาลมีบทบาทด้านงบประมาณ วิจัย เผยแผ่ และการป้องกันภัยต่อศาสนา แต่ไม่ก้าวล่วงโครงสร้างปกครองสงฆ์
สรุปเชิงวิเคราะห์
ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ.2568 ถือเป็นความพยายามของรัฐไทยในการสร้างกลไกคุ้มครองศาสนาให้เข้มแข็ง แต่ในทางกฎหมายและหลักรัฐประศาสนศาสตร์ ระเบียบดังกล่าวอาจก่อให้เกิด “ภาวะซ้ำซ้อนเชิงอำนาจ” (jurisdictional overlap) ระหว่างรัฐบาลและมหาเถรสมาคม ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางกฎหมายและการตีความในอนาคต
เมื่อเทียบกับเมียนมาร์ที่ให้คณะสงฆ์มีอำนาจสูงสุดทางศาสนาโดยรัฐเป็นเพียงผู้อุปถัมภ์ จะเห็นว่า แนวทางของไทยมีความ “รวมศูนย์และแทรกแซงมากกว่า” ซึ่งอาจลดทอนความเป็นอิสระของคณะสงฆ์
ดังนั้น แนวทางที่เหมาะสมคือ รัฐบาลควร ยกระดับระเบียบนี้เข้าสู่กระบวนการตรากฎหมายผ่านรัฐสภา เพื่อให้มีความชอบธรรมทางนิติบัญญัติ และปรับบทบัญญัติให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ โดยเน้นการประสานความร่วมมือระหว่างรัฐกับมหาเถรสมาคม มิใช่การซ้ำซ้อนทางอำนาจ เพื่อให้ “การอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา” เป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักธรรม หลักกฎหมาย และหลักประชาธิปไตยทางศาสนา
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น