วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 — ดร.สำราญ สมพงษ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโส นักวิชาการอิสระด้านพุทธสันติวิธี และอดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดศรีสะเกษ พรรคเกษตรเสรี เปิดเผยผลการวิเคราะห์ร่วมกับระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เรื่อง “แนวทางการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพของรัฐบาลไทย” โดยศึกษาจากกรณีวิกฤตน้ำท่วมปี 2568 ข้อวิจารณ์ของ ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี และข้อเสนอร่างพระราชบัญญัติป้องกันและแก้ไขภัยพิบัติแห่งชาติที่ นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล เสนอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร
ดร.สำราญ ระบุว่า งานวิเคราะห์นี้ชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนเชิงโครงสร้างของระบบบริหารจัดการน้ำของไทย ซึ่งแม้จะมีหน่วยงานจำนวนมาก แต่กลับขาดเอกภาพในการสั่งการและการบูรณาการระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่น ทำให้การรับมือกับอุทกภัยขนาดใหญ่เป็นไปอย่างล่าช้าและไม่เป็นระบบ
🔹 ความล้มเหลวของระบบน้ำภาครัฐ – “น้ำท่วม เอาไม่อยู่”
การวิเคราะห์สอดคล้องกับโพสต์เฟซบุ๊กของ ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ที่ระบุว่า “น้ำท่วม เอาไม่อยู่” โดยชี้ว่ารัฐบาล “ประมาทและขาดเอกภาพ” ในการบริหารจัดการน้ำ ทั้งที่ปริมาณน้ำปีนี้น้อยกว่าปี 2554 ถึง 20% แต่กลับสร้างความเสียหายรุนแรง
สาเหตุหลักที่ถูกระบุได้แก่
-
การคาดการณ์ฝนผิดพลาด และขาดการวางแผนเชิงพื้นที่ล่วงหน้า
-
เขื่อนใหญ่ระบายน้ำโดยไร้แผนรองรับ จนน้ำทะลักสู่พื้นที่ภาคกลาง
-
ขาดการประสานงานระหว่างหน่วยงาน เช่น กรมชลประทานไม่ยอมระบายน้ำตามแนวคลองชัยนาท–ป่าสัก
-
การสื่อสารผิดพลาดกับประชาชน ทำให้การสร้างแนวป้องกันน้ำไม่แข็งแรงและพังทลาย
-
การบริหารเชิงการเมืองมากกว่าเทคนิค จากการแต่งตั้งโยกย้ายผู้ว่าราชการและอธิบดีกรมน้ำ
-
รัฐบาลเน้นเยียวยามากกว่าป้องกัน ใช้งบประมาณจ่ายชดเชยแทนการลงทุนสร้างระบบระบายน้ำ
“นี่ไม่ต่างอะไรกับสงคราม เพราะมีประชาชนเดือดร้อนกว่า 20 ล้านคน เสียชีวิตกว่า 20 ราย และต้องอพยพอีกหลายหมื่นคน” ดร.ปลอดประสพโพสต์ไว้ในตอนหนึ่ง
🔹 เสนอทางออกด้วย “กฎหมายภัยพิบัติแห่งชาติ”
ในอีกมุมหนึ่ง นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส.แพร่ พรรคเพื่อไทย เสนอร่างพระราชบัญญัติป้องกันและแก้ไขภัยพิบัติแห่งชาติ พ.ศ.… ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร โดยชี้ว่าจะเป็น “กฎหมายป้องกันภัยพิบัติของประชาชนอย่างแท้จริง”
สาระสำคัญของร่างกฎหมายประกอบด้วย
-
ระบบเตือนภัยล่วงหน้าแบบมีอำนาจทางกฎหมาย – ให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยประกาศเตือนภัยได้ทันทีเมื่อพบความเสี่ยง
-
กองทุนป้องกันภัยพิบัติแห่งชาติ – ใช้สร้างเขื่อน ฝาย และระบบระบายน้ำเชิงป้องกันล่วงหน้า
-
ระบบบัญชาการรวมศูนย์ที่นายกรัฐมนตรีกำกับโดยตรง – ลดความล่าช้าและซ้ำซ้อนของหน่วยงาน
-
การมีส่วนร่วมของประชาชนและภาคเอกชน – ผ่านเครือข่ายอาสาสมัครภัยพิบัติและสิทธิประโยชน์ทางภาษี
-
สิทธิของประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย – รัฐต้องจัดหาที่อยู่อาศัยและที่ทำกินทดแทนอย่างเป็นธรรม
-
เทคโนโลยี AI, Big Data, IoT – ใช้สร้างฐานข้อมูลและระบบเตือนภัยแบบเรียลไทม์
-
ความเท่าเทียมในการเข้าถึงการช่วยเหลือ – ทุกจังหวัดอยู่ภายใต้ระบบกฎหมายเดียวกัน
-
สร้างศรัทธาต่อภาครัฐ – เมื่อประชาชนเห็นผลลัพธ์จริง รัฐบาลจะได้รับความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น
ดร.สำราญ ระบุว่า ร่างกฎหมายนี้ถือเป็น “ก้าวสำคัญของการปฏิรูประบบน้ำไทย” เพราะเปลี่ยนจากแนวคิด “แก้ปัญหาภายหลัง” เป็น “ป้องกันล่วงหน้า” ตามหลักบริหารความเสี่ยงเชิงรุก (Proactive Risk Management)
🔹 บทเรียนจาก “โคก หนอง นา โมเดล” – พลังภูมิปัญญาท้องถิ่น
ในการวิเคราะห์ร่วมกับ AI ดร.สำราญยังนำแนวคิด “โคก หนอง นา โมเดล” มาใช้ประกอบ โดยชี้ว่าเป็น “แบบจำลองการบริหารจัดการน้ำระดับฐานรากที่ยั่งยืนที่สุด” ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9
โมเดลนี้เน้นการจัดการพื้นที่ให้มีระบบน้ำหมุนเวียนครบวงจร
-
โคก: พื้นที่ดอนสำหรับปลูกไม้ยืนต้นและสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ
-
หนอง: แหล่งกักเก็บน้ำตามธรรมชาติ
-
นา: พื้นที่ทำการเกษตรที่ใช้ประโยชน์จากน้ำหนอง
เมื่อประยุกต์กับระดับนโยบาย จะเกิดประโยชน์ในสามมิติหลักคือ
-
กระจายน้ำและกักเก็บในพื้นที่ ลดแรงดันต่อลุ่มน้ำใหญ่
-
ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน ให้ประชาชนเป็นเจ้าของระบบน้ำของตน
-
สร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ลดการพึ่งพารัฐ เพิ่มภูมิคุ้มกันภัยแล้ง
ดร.สำราญ เสนอให้รัฐสนับสนุนการสร้าง “หนองน้ำชุมชน” และเครือข่าย “โคก หนอง นา” ทั่วประเทศ เพื่อเชื่อมโยงกับระบบน้ำหลักของรัฐ กลายเป็น “โครงข่ายน้ำแบบองค์รวม (Integrated Water Network)” ที่ตอบโจทย์ทั้งเศรษฐกิจฐานรากและความมั่นคงทางสิ่งแวดล้อม
🔹 บทสรุปเชิงนโยบาย
จากการวิเคราะห์ของ ดร.สำราญ และระบบ AI สรุปว่า
“ประเทศไทยจะมีระบบบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพได้ก็ต่อเมื่อเกิดการบูรณาการสามประสาน คือ กฎหมายที่เข้มแข็ง – เทคโนโลยีที่ทันสมัย – และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ยั่งยืน”
เขาเสนอให้รัฐบาลพิจารณาแนวทางดังต่อไปนี้
-
จัดตั้ง ศูนย์บัญชาการน้ำแห่งชาติแบบรวมศูนย์ ภายใต้ พ.ร.บ. ใหม่
-
พัฒนา ระบบข้อมูลน้ำแบบเรียลไทม์ ด้วยเทคโนโลยี AI และ Big Data
-
ขยาย โครงการโคก หนอง นา สู่ทุกอำเภอเพื่อหน่วงน้ำและสร้างเศรษฐกิจชุมชน
-
ปรับระบบงบประมาณให้เน้น “การป้องกันมากกว่าการเยียวยา”
-
สร้าง วัฒนธรรมการบริหารน้ำร่วมรัฐ–ประชาชน (Co-Governance) เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม
“หากเราบริหารน้ำได้อย่างมีเอกภาพ มีเทคโนโลยี มีหัวใจของชุมชน ประเทศไทยจะไม่ต้องกลัวน้ำท่วมอีกต่อไป” ดร.สำราญกล่าวทิ้งท้าย
วิเคราะห์แนวทางการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพของรัฐบาลไทย
บทคัดย่อ
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์แนวทางการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลไทยในช่วงวิกฤตอุทกภัย พ.ศ. 2568 โดยใช้กรณีศึกษาจากข้อวิจารณ์ของ ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี เกี่ยวกับความล้มเหลวในการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล และข้อเสนอทางนโยบายจากร่างพระราชบัญญัติป้องกันและแก้ไขภัยพิบัติแห่งชาติ พ.ศ. … ที่เสนอโดยนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รวมถึงการวิเคราะห์แนวทางเชิงพื้นที่ตามหลัก “โคก หนอง นา โมเดล” ซึ่งเป็นแนวคิดการจัดการน้ำอย่างยั่งยืนระดับชุมชน บทความสรุปว่า ปัญหาน้ำท่วมในประเทศไทยเกิดจากโครงสร้างการบริหารจัดการที่ขาดเอกภาพ การสั่งการที่ไม่เป็นระบบ และการละเลยการมีส่วนร่วมของประชาชน การบูรณาการระหว่างนโยบายรัฐ กฎหมายภัยพิบัติ และภูมิปัญญาท้องถิ่นเชิงนิเวศจึงเป็นแนวทางสำคัญที่จะนำไปสู่ระบบบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน
1. บทนำ
น้ำคือทรัพยากรพื้นฐานของชีวิตและการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ในประเทศไทย น้ำกลับกลายเป็น “ภัยพิบัติ” ที่สร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน และเศรษฐกิจในทุกปี ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งสะท้อนความเปราะบางของระบบบริหารจัดการน้ำของประเทศ ซึ่งไม่เพียงเป็นปัญหาทางเทคนิค หากยังเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างทางการเมือง การบริหาร และธรรมาภิบาล
ในปี พ.ศ. 2568 ประเทศไทยประสบวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ในหลายจังหวัดภาคกลาง ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี ได้โพสต์ข้อความ “น้ำท่วม เอาไม่อยู่” เพื่อสะท้อนความล้มเหลวของรัฐบาลในการจัดการน้ำ ขณะที่นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล เสนอร่างพระราชบัญญัติป้องกันและแก้ไขภัยพิบัติแห่งชาติ พ.ศ. … เพื่อสร้างระบบการบริหารจัดการภัยพิบัติที่มีเอกภาพและป้องกันล่วงหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
บทความนี้จึงมุ่งวิเคราะห์ทั้งสองมุมมอง พร้อมบูรณาการแนวคิด “โคก หนอง นา โมเดล” เพื่อเสนอแนวทางการบริหารจัดการน้ำแบบองค์รวมที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน
2. การวิเคราะห์ปัญหาการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลไทย
2.1 มุมมองของ ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี: ความล้มเหลวของระบบบริหารน้ำ
ดร.ปลอดประสพระบุว่า ความเสียหายจากน้ำท่วมปี 2568 เกิดจาก “ความประมาทและขาดเอกภาพ” ในการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล ปัญหาหลักที่ระบุไว้ได้แก่
-
การคาดการณ์ฝนผิดพลาดและการวางแผนเชิงพื้นที่ล่าช้า
ฝนมาช้าแต่ตกยาวนาน ระบบระบายน้ำไม่ถูกเตรียมพร้อม ทำให้เกิดน้ำท่วมซ้ำซากในลุ่มน้ำยมและภาคกลาง -
การจัดการเขื่อนขาดประสิทธิภาพ
เขื่อนหลักของประเทศ 4 แห่งมีน้ำเต็ม 100% และต้องระบายน้ำวันละกว่า 200 ล้านลูกบาศก์เมตรโดยไม่มีแผนรองรับ -
การขาดการประสานงานระหว่างหน่วยงาน
กรมชลประทานไม่ระบายน้ำเข้าทุ่งตะวันออกตามแผน ทำให้เกิดแรงต้านจากประชาชนและการปิดถนน -
การสื่อสารผิดพลาดและข้อมูลไม่โปร่งใส
หน่วยงานในพื้นที่ประเมินสถานการณ์ต่ำกว่าความจริง จนโครงสร้างป้องกันน้ำไม่สามารถรับแรงน้ำได้ -
การบริหารเชิงการเมืองมากกว่าผลลัพธ์เชิงเทคนิค
การแต่งตั้งผู้ว่าราชการและอธิบดีกรมเกี่ยวกับน้ำจากการเมืองทำให้ขาดประสิทธิภาพและความต่อเนื่อง -
รัฐบาลมุ่งเยียวยามากกว่าป้องกัน
การใช้งบประมาณเพื่อแจกเงินแทนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุ
โดยสรุป ดร.ปลอดประสพชี้ว่าการขาด “เอกภาพทางนโยบาย” และ “ระบบบัญชาการรวมศูนย์” คือหัวใจของความล้มเหลวในการบริหารจัดการน้ำ
3. แนวทางปฏิรูประบบการบริหารจัดการน้ำตามร่างพระราชบัญญัติป้องกันและแก้ไขภัยพิบัติแห่งชาติ พ.ศ. …
จากข้อเสนอของนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ร่างกฎหมายฉบับนี้มีเจตนาสร้างระบบบริหารจัดการภัยพิบัติแบบบูรณาการ โดยเน้น “การป้องกันก่อนเกิดภัย” มากกว่า “การเยียวยาหลังเกิดภัย” มีแนวทางสำคัญดังนี้
-
สร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่มีกฎหมายรองรับ – ให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) มีอำนาจประกาศเตือนภัยทันทีเมื่อพบสัญญาณความเสี่ยง
-
กองทุนป้องกันและแก้ไขภัยพิบัติแห่งชาติ – ใช้เพื่อดำเนินโครงการเชิงป้องกัน เช่น เขื่อน ฝาย ระบบระบายน้ำ โดยไม่ต้องรอภัยเกิด
-
ระบบบัญชาการรวมศูนย์ – นายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายสามารถสั่งการข้ามกระทรวงได้โดยตรง ลดความซ้ำซ้อนและล่าช้า
-
การมีส่วนร่วมของประชาชนและภาคเอกชน – ผ่านเครือข่ายอาสาสมัครภัยพิบัติแห่งชาติ และสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับภาคธุรกิจที่สนับสนุนการป้องกันภัย
-
สิทธิของประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย – กำหนดชดเชย ย้ายที่อยู่ และจัดหาที่ทำกินทดแทนอย่างเป็นธรรม
-
การใช้เทคโนโลยีและข้อมูลดิจิทัล – เช่น AI, Big Data, IoT เพื่อสร้างระบบเตือนภัยเรียลไทม์
-
สร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงความช่วยเหลือ – ทุกจังหวัดอยู่ภายใต้กฎหมายและงบประมาณเดียวกัน
-
เพิ่มศรัทธาต่อภาครัฐ – เมื่อรัฐป้องกันและช่วยเหลือได้จริง ประชาชนจะเกิดความเชื่อมั่นในระบบ
แนวทางนี้สะท้อนหลักการ “บริหารความเสี่ยงเชิงรุก” ที่เน้นระบบ เตือนภัยล่วงหน้า การมีส่วนร่วม และความโปร่งใส ซึ่งเป็นพื้นฐานของการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพในศตวรรษที่ 21
4. การบูรณาการแนวคิด “โคก หนอง นา โมเดล” กับระบบบริหารจัดการน้ำระดับประเทศ
โคก หนอง นา โมเดล เป็นแนวคิดการจัดการน้ำแบบพึ่งตนเองตามหลัก เศรษฐกิจพอเพียง ของในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยเน้นการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นจัดสรรพื้นที่ให้มีความหลากหลายของระบบน้ำ ได้แก่
-
“โคก” พื้นที่ดอนปลูกพืชผสมผสาน
-
“หนอง” แหล่งกักเก็บน้ำธรรมชาติ
-
“นา” พื้นที่ทำการเกษตรที่รับน้ำจากหนอง
เมื่อวิเคราะห์ในเชิงนโยบาย แนวคิดนี้สามารถบูรณาการกับระบบบริหารจัดการน้ำระดับประเทศได้ในสามมิติหลัก
-
มิติการกระจายน้ำและการกักเก็บน้ำท้องถิ่น (Local Retention System)
หากรัฐสนับสนุนการสร้างหนองน้ำและคันดินในระดับหมู่บ้าน จะช่วยหน่วงน้ำ ลดน้ำหลาก และเพิ่มแหล่งน้ำย่อยในฤดูแล้ง -
มิติการมีส่วนร่วมของชุมชน (Participatory Water Governance)
ชุมชนเป็นเจ้าของระบบน้ำของตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับหลักในร่าง พ.ร.บ. ของนายวรวัจน์ ที่ให้สิทธิประชาชนร่วมจัดการภัยพิบัติ -
มิติการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainability Dimension)
โคก หนอง นา เป็นระบบนิเวศหมุนเวียนที่ลดการพึ่งพารัฐ เพิ่มความมั่นคงทางอาหาร และสร้างภูมิคุ้มกันภัยแล้ง
ดังนั้น การเชื่อมโยงระบบโครงสร้างขนาดใหญ่ของรัฐเข้ากับระบบนิเวศท้องถิ่นแบบ “โคก หนอง นา” จะช่วยสร้าง “เครือข่ายน้ำแบบองค์รวม (Integrated Water Network)” ที่รองรับทั้งการป้องกันภัยและการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก
5. สรุปผลการวิเคราะห์
ประเทศไทยเผชิญปัญหาการบริหารจัดการน้ำที่ซับซ้อนมานาน จากการวิเคราะห์พบว่า ความล้มเหลวส่วนใหญ่เกิดจาก
-
การขาดเอกภาพในการสั่งการและความต่อเนื่องของนโยบาย
-
การขาดระบบเตือนภัยและข้อมูลแบบเรียลไทม์
-
การละเลยการมีส่วนร่วมของประชาชนในระดับพื้นที่
แนวทางแก้ไขจึงควรเน้น
-
การมีกฎหมายและระบบบัญชาการรวมศูนย์ที่มีประสิทธิภาพ (ตามร่าง พ.ร.บ. ของนายวรวัจน์)
-
การสร้างระบบบริหารน้ำแบบกระจายศูนย์ที่ชุมชนมีส่วนร่วม (ตามแนวคิดโคก หนอง นา)
-
การใช้เทคโนโลยีและฐานข้อมูลกลางในการคาดการณ์และจัดการน้ำ
-
การวางนโยบายป้องกันล่วงหน้าแทนการเยียวยาหลังเกิดภัย
หากรัฐบาลสามารถบูรณาการนโยบายเชิงกฎหมายเข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่นและเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ จะนำไปสู่ระบบบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และยั่งยืน ลดความสูญเสียและเพิ่มศรัทธาต่อภาครัฐในระยะยาว
บรรณานุกรม (ตัวอย่าง)
-
ปลอดประสพ สุรัสวดี. (2568). โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว “น้ำท่วม เอาไม่อยู่” วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568.
-
วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล. (2568). แถลงข่าวร่างพระราชบัญญัติป้องกันและแก้ไขภัยพิบัติแห่งชาติ พ.ศ. …
-
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ. (2566). รายงานสถานการณ์น้ำประเทศไทย. กรุงเทพฯ: สทนช.
-
กรมพัฒนาที่ดิน. (2565). แนวทางการพัฒนาโคก หนอง นา โมเดล.
-
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช. (2559). ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น