วันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2561

พุทโธเดียปรัชญากับปัญญาประดิษฐ์

พุทโธเดียปรัชญากับปัญญาประดิษฐ์: เราจะอยู่ร่วมกับ AI อย่างไร

AI แอปเปิล iPhone Siri ฐานข้อมูล  สมาร์ทโฟน

โครงข่ายประสาทเทียม (artificial neural network)
ผู้วิเคราะห์ฐานข้อมูล
คู่สนทนาแบบ Chatbot

ปรัชญา
นักปรัชญาอย่าง มาร์ติน ไฮเด็กเกอร์ (Martin Heidegger)  งานเขียนเรื่อง ‘Question Concerning Technology’ เมื่อปี 1954 กับวิธีคิดที่ว่าโลกนี้กลายเป็นวัตถุและแหล่งทรัพยากรพร้อมใช้ เพราะว่าความรู้แบบวิทยาศาสตร์เป็นการศึกษาโลกในฐานะวัตถุ
เป็นจุดตั้งต้นสำหรับการศึกษาปรัชญาเทคโนโลยี  เพราะกลัวว่ามนุษย์จะถูกกำหนดโดยเทคโนโลยี

ศักยภาพ การประมวลผลข้อมูล



เมื่อพูดถึงประเด็นปรัชญาในการใช้ AI ในสังคม แนวคิดของนักปรัชญาที่น่าสนใจคือแนวคิดของ ปีเตอร์-พอล เฟอร์เบค (Peter-Paul Verbeek) นักปรัชญาที่เป็นคณะกรรมการด้านจริยธรรมในงานประชุมด้านจริยธรรมหุ่นยนต์ของยูเนสโกเมื่อปลายปีที่ผ่านมา

แนวคิดของเฟอร์เบคมีความน่าสนใจก็คือ เทคโนโลยีเป็นตัวกลาง (Mediation) ที่มีส่วนในการกำหนดพฤติกรรมและกิจกรรมต่างๆ ของเรา เฟอร์เบคเป็นหนึ่งในกลุ่มนักปรัชญาเทคโนโลยีที่เรียกว่า ‘หลังปรากฏการณ์วิทยา’ (Postphenomenology) ที่มีแนวคิดว่า เทคโนโลยีแยกไม่ออกจากตัวเราและการกระทำของเรา ยิ่งไปกว่านั้นแนวคิดของเฟอร์เบคเสนอว่าเทคโนโลยียังหลอมรวม (Merge) ตัวเราเข้ากับสิ่งแวดล้อมของเทคโนโลยีด้วย เช่น ระบบเรียกแพทย์อัตโนมัติที่เชื่อมกับอุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่ในผู้สูงอายุ หรือเทคโนโลยี AR (Augmented Reality) ซึ่งการแสดงผลของเทคโนโลยีกับโลกกายภาพเป็นหนึ่งเดียวกัน

แนวคิดของเฟอร์เบคพัฒนามาจากแนวคิดแบบไฮเด็กเกอร์ที่ว่า เทคโนโลยีกำหนดความเข้าใจที่เรามีต่อโลก แต่แง่มุมที่เฟอร์เบคเสนอก็คือ ทุกกิจกรรมของเราสัมพันธ์กับการใช้เทคโนโลยีแบบใดแบบหนึ่งเสมอ

อย่างที่พูดไว้ข้างต้นว่าเทคโนโลยีแท้จริงแล้วอยู่ในระบบและบริบทการใช้ในสังคมที่แวดล้อมมันอยู่ การมี AI จึงไม่ใช่เครื่องมือของใครคนใดคนหนึ่ง แต่กำลังจะเข้ามามีบทบาทกับกิจกรรมโดยรวมทั้งหมดของสังคม ในงานประชุมของยูเนสโกเมื่อปลายปีที่ผ่านมาเฟอร์เบคจึงเสนอแนวทางในการออกนโยบายเกี่ยวกับ AI ว่ามีแง่มุมทางจริยธรรมก็คือ การออกแบบเทคโนโลยีในอนาคตหลีกเลี่ยงแง่มุมทางจริยธรรมไม่ได้ เพราะที่สุดแล้ว เทคโนโลยีจะสร้างผลกระทบกับสังคมโดยรวม

AI จะอยู่ในสังคมอย่างไร
จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นว่า AI ยังนับเป็นเทคโนโลยีประเภทหนึ่ง และเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่แยกไม่ออกจากสังคมเทคโนโลยีซึ่งก็คือระบบของการทำงานที่แวดล้อมมันอยู่ ดังนั้นผลกระทบจากการใช้ AI ก็คือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสังคมโดยรวม ถ้าหากว่า AI ที่ฉลาดมากๆแปลว่ามันจะฉลาดกว่าสังคมโดยรวมทั้งหมดรึเปล่า? ที่จริงมันไม่ได้เป็นแบบนั้น ลูชาโน ฟลอริดิ (Luciano Floridi) นักปรัชญาสารสนเทศจากอ็อกซ์ฟอร์ดอธิบายว่า ความฉลาดของ AI จำกัดอยู่ที่ระบบที่แวดล้อมมันอยู่ และ AI ที่จะเข้ามามีบทบาทในอนาคตอันใกล้เป็น AI แบบแคบซึ่งทำงานได้เฉพาะหน้าที่แบบใดแบบหนึ่งเท่านั้น

ปัญหาเรื่องจริยธรรมหุ่นยนต์ที่สำคัญคือ ความรับผิดชอบของการกระทำที่เกิดจากหุ่นยนต์ (รวมถึง AI) จะเป็นอย่างไร ถ้าหากระบบที่ทำงานและตัดสินใจด้วยตัวเองเกิดความผิดพลาด ถ้าหากรถไร้คนขับชนคนบนท้องถนน ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งประเด็นนี้มีความยุ่งยากกว่ากรณีรถยนต์ที่มนุษย์ควบคุม เพราะความรับผิดชอบเป็นของคนที่ควบคุมรถ (ซึ่งรายละเอียดจะยังไม่พูดถึงในที่นี้) และอีกปัญหาหนึ่งคือ ความสัมพันธ์ทางศีลธรรมระหว่างมนุษย์กับหุ่นยนต์จะมีลักษณะอย่างไร ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับหุ่นยนต์จะเหมือนหรือแตกต่างกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกัน

ในงานปรัชญาเรื่อง Can we trust robot? (เราจะไว้วางใจหุ่นยนต์ได้หรือไม่?) ของ มาร์ค คูเคอร์เบิร์ก (Mark Coekelbergh) อธิบายถึงปัญหาความไว้วางใจว่า ความไว้วางใจที่เรามีต่อหุ่นยนต์จะมีสถานภาพทางศีลธรรม เหมือนกับความไว้วางใจที่เรามีต่อมนุษย์ได้หรือไม่?

คูเคอร์เบิร์กให้คำตอบที่น่าสนใจว่า เราได้ให้ความไว้วางใจกับเทคโนโลยีหุ่นยนต์ไปแล้วตั้งแต่ต้น เพราะว่าเราอยู่ในสังคมที่เราพัฒนาหุ่นยนต์ขึ้นมาในฐานะเทคโนโลยีรูปแบบหนึ่ง ความคิดนี้สอดคล้องกับแนวคิดแบบหลังปรากฏการณ์วิทยา แต่ข้อเสนอของคูเคอร์เบิร์กไม่ได้บอกให้ว่า เราไว้วางใจหุ่นยนต์โดยสนิทใจ เพียงแต่หุ่นยนต์กลายเป็นสิ่งที่อยู่ในความสัมพันธ์ของความไว้วางใจ

หมายความว่า ความไว้วางใจที่มีต่อหุ่นยนต์อาจมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมซึ่งมีปัจจัยให้เกิดความไว้วางใจเทคโนโลยีหุ่นยนต์แตกต่างกัน เช่น บทบาทของมนุษย์-หุ่นยนต์ในสังคม การสื่อสาร-การใช้ภาษาระหว่างมนุษย์และหุ่นยนต์ หรืออิสรภาพ-การกระทำของหุ่นยนต์อยู่ภายใต้การควบคุมของมนุษย์เพียงใด

แนวคิดของคูเคอร์เบิร์กแสดงให้เห็นว่า ความไว้วางใจที่เรามีต่อเทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ทางศีลธรรม ไม่ต่างจากความไว้วางใจที่เรามีต่อมนุษย์ด้วยกัน เพราะว่าเราสามารถประเมินปัจจัยต่างๆ เพื่อให้เราตัดสินใจว่า จะไว้วางใจเทคโนโลยีได้เพียงใด ไม่ต่างจากการประเมินว่าเราจะเชื่อใจมนุษย์ด้วยกันได้มากน้อยเพียงใด

ท้ายที่สุดแล้วเมื่อ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ก็เท่ากับว่ามันกำลังเข้ามาอยู่ในความสัมพันธ์ทางศีลธรรม ซึ่งเป็นการตัดสินใจบนคุณค่าหรือบรรทัดฐานบางอย่าง ว่าเราจะให้เทคโนโลยีนี้อยู่ร่วมกับเราในรูปแบบใด และที่สำคัญก็คือ ตราบใดที่เราเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเทคโนโลยี เราในฐานะสมาชิกของสังคมจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องประเมินและกำหนดรูปแบบของมัน

https://themomentum.co/human-vs-ai-intelligence-3/
https://www.salika.co/2018/10/16/siri-artificial-intelligence-thai-owned/

เพิ่งทราบว่าโปรแกรม Siri ในiPhone ที่ผมใช้พูดสั่งการต่างๆได้โดยไม่ต้องแตะหน้าจอเลยนั้น
เป็นฝีมือคนไทย !
คือ รศ. ดร.วีระ บุญจริง แห่งสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ทำในสมัยที่ยังเป็นนักศึกษาปริญญาเอกที่อเมริกา ทำวิจัยร่วมกับอาจารย์ที่ปรึกษา
ที่รับทราบเรื่องนี้เพราะข่าวที่ท่านอาจารย์และอาจารย์ที่ปรึกษาได้ชนะคดีกับบริษัท แอปเปิ้ล ได้รับเงินชดเชยมา 800 ล้านบาท
ขอแสดงความยินดีและความภาคภูมิใจที่คนไทย มีคนเก่งระดับโลก
ถ้าผมย้อนหลังเวลาไปได้ผมจะขอ กลับอายุไปเหลือ 20 ปี แล้วไปสมัครเรียนกับอาจารย์ครับ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Sunakkhatta Sutta Identifies Craving and Ignorance as the Roots of Conflict, Offering Mindfulness and Wisdom as the Path to Lasting World Peace

  The Sunakkhatta Sutta (Majjhima Nikāya, Book 14 of the Pāli Canon) presents profound teachings on the development of the human mind and t...