เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ดร.สำราญ สมพงษ์ นักวิชาการอิสระด้านพุทธสันติวิธี อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคเกษตรเสรี และสมาชิกพรรคแผ่นดินธรรม
ได้เปิดเผยผลงานวิจัยเชิงพุทธจิตวิทยา โดยร่วมกับ ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการวิเคราะห์คำบรรยายของ อุบาสกหลีปิ่งหนาน ปราชญ์พุทธศาสนานิกายสุขาวดี ผ่านบทบรรยายเรื่อง “จงรู้ถึงผลที่ตามมาและเกรงกลัวสาเหตุ” (知果畏因宜謹慎)
สู่การ สังเคราะห์ลงในหลักธรรมพระไตรปิฎก 5 ประการ ได้แก่
-
ปฏิจจสมุปบาท
-
กัมม–วิบากกรรม
-
สมถะ–วิปัสสนา
-
ศรัทธา–ปัญญา
และ 5) อิทธิบาท 4 กับโพชฌงค์ 7
🔍 สรุปสาระสำคัญของงานวิเคราะห์
ผลงานดังกล่าวเผยให้เห็นว่า แนวคิดของหลีปิ่งหนานมุ่งเน้นให้ผู้ปฏิบัติ “เชื่อในเหตุและผล” และ “สวดภาวนาอย่างมีสติสัมปชัญญะ” เพื่อบรรลุจิตที่แน่วแน่และบริสุทธิ์ โดยให้ ศรัทธาและปัญญาดำเนินควบคู่กัน — สะท้อนแนวทางแห่ง พุทธธรรมในพระไตรปิฎก ทั้งฝ่ายเถรวาทและมหายาน
ดร.สำราญระบุว่า การใช้ AI ในการวิเคราะห์ช่วยให้สามารถ จับโครงสร้างทางตรรกะและจิตวิทยาเชิงธรรมะ ได้ชัดเจนขึ้น เช่น การวิเคราะห์แนวคิด “เหตุ–ผล” ตามหลักปฏิจจสมุปบาท, การตระหนักรู้ตามสติปัฏฐาน 4 และความสัมพันธ์ของศรัทธา–ปัญญา ที่เป็นรากฐานของการภาวนา
🧠 สังเคราะห์เชิงจิตวิญญาณและเทคโนโลยี
ดร.สำราญให้ความเห็นว่า “การใช้ AI วิเคราะห์คำสอนพุทธศาสนา ไม่ใช่เพียงการประมวลผลข้อมูล แต่เป็นการเปิดมิติใหม่ของการศึกษา ธรรมะเชิงเหตุผล ที่อาศัยเทคโนโลยีช่วยขยายขอบเขตการเข้าใจธรรมในเชิงระบบ”
โดย AI สามารถแยกองค์ประกอบทางความคิดของคำบรรยายออกเป็น “เหตุ–ผล–ผลกระทบ” ซึ่งสอดคล้องกับ หลักกรรม–วิบาก และ การเกิดดับแห่งจิต ในพระอภิธรรม
ทั้งนี้ ผลการศึกษายังเสนอว่า “การสวดภาวนาอย่างมีสติสัมปชัญญะ” คือแนวทางแห่ง สมถะ–วิปัสสนา ที่เข้าถึงความสงบและปัญญาได้พร้อมกัน
พร้อมทั้งสะท้อนแนวคิด “อิทธิบาท 4” ซึ่งคือ แรงบันดาลใจ–เพียรพยายาม–จิตมั่นคง–พิจารณาอย่างแยบคาย ว่าเป็นโครงสร้างภายในของจิตตภาวนาในแนวหลีปิ่งหนาน
💬 ดร.สำราญกล่าวปิดท้ายว่า
“การศึกษาธรรมะในยุค AI มิใช่เพียงการอ่านพระสูตรเท่านั้น แต่คือการใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อ ขยายพุทธปัญญา ให้เข้าใจได้ในบริบทปัจจุบัน ทั้งทางจิตวิทยา การศึกษา และสังคม”
ผลงานนี้สะท้อนการบูรณาการระหว่าง “พุทธปัญญา–เทคโนโลยี–สติภาวนา” อย่างเป็นระบบ
แสดงให้เห็นว่าคำสอนโบราณของหลีปิ่งหนานยังคงมีพลังทางจิตวิญญาณและวิทยาศาสตร์ ที่สอดคล้องกับแนวทางพระธรรมในพระไตรปิฎกอย่างลึกซึ้ง
วิเคราะห์บรรยายโดยอุบาสกหลีปิ่งหนาน: สังเคราะห์ลงในหลักธรรมในพระไตรปิฎก
ผู้เขียน: ———
ประเภทบทความ: บทความทางพระพุทธศาสนาเชิงวิเคราะห์
คำสำคัญ: หลีปิ่งหนาน, สุขาวดี, เหตุและผล, สมาธิ, พระไตรปิฎก
บทคัดย่อ
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์แนวคิดและหลักธรรมในบทบรรยายของ อุบาสกหลีปิ่งหนาน ที่ปรากฏในคำสอนเรื่อง “จงรู้ถึงผลที่ตามมาและเกรงกลัวสาเหตุ” ซึ่งสะท้อนมุมมองทางพุทธปรัชญาแห่งนิกายสุขาวดี โดยผู้เขียนสังเคราะห์คำสอนของอุบาสกหลีปิ่งหนานเข้าสู่หลักธรรมสำคัญใน พระไตรปิฎก ได้แก่
(1) หลักปฏิจจสมุปบาท (Paṭiccasamuppāda)
(2) หลักกรรมและวิบากกรรม (Kamma–vipāka)
(3) หลักสมถะ–วิปัสสนา
(4) หลักศรัทธา–ปัญญา (Saddhā–paññā) และ
(5) อิทธิบาท 4 และโพชฌงค์ 7
จากการวิเคราะห์ พบว่าแนวทางของท่านหลีปิ่งหนานมุ่งให้ผู้ปฏิบัติ “เชื่อในเหตุและผล” และ “สวดภาวนาอย่างมีสติสัมปชัญญะ” เพื่อบรรลุจิตที่แน่วแน่และสะอาด โดยเน้นให้ปัญญาและศรัทธาดำเนินไปพร้อมกัน อันเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับพระธรรมในพระไตรปิฎกทั้งฝ่ายเถรวาทและมหายาน
บทนำ
อุบาสกหลีปิ่งหนาน (李炳南, ค.ศ. 1891–1986) เป็นนักปราชญ์ฆราวาสชาวจีน ผู้มีบทบาทสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในไต้หวัน โดยเฉพาะนิกายสุขาวดี (净土宗) ร่วมกับพระเถระกว่างชินและพระเถระจู่หยุน คำสอนของท่านมีลักษณะ “บูรณาการ” ระหว่างการศึกษาพระสูตร การสวดภาวนา และการดำเนินชีวิตทางโลกอย่างไม่หลงงมงาย
บทบรรยายของท่านเรื่อง “จงรู้ถึงผลที่ตามมาและเกรงกลัวสาเหตุ” (知果畏因宜謹慎) กล่าวถึงการระวังในเหตุปัจจัยแห่งกรรม การรู้เท่าทันจิต และการบำเพ็ญสมาธิด้วยความศรัทธาในพระอมิตาภพุทธเจ้า ซึ่งแม้เป็นคำสอนแห่งสุขาวดี แต่สามารถเชื่อมโยงกับหลักธรรมในพระไตรปิฎกได้อย่างชัดเจน
1. หลักเหตุและผล (Kamma–Vipāka) กับการรู้ “จงรู้ผลและเกรงเหตุ”
หัวใจของคำบรรยายคือการตระหนักถึง “เหตุและผล” ซึ่งสอดคล้องกับพุทธพจน์ในพระไตรปิฎกว่า
“สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของของตน มีกรรมเป็นทายาท มีกรรมเป็นแดนเกิด”
(มชฺฌิมนิกาย, จูฬกัมมวิภังคสูตร)
หลีปิ่งหนานเน้นว่า “ทุกความคิดคือเหตุแห่งกรรม” และ “เมื่อความคิดดับ ผลย่อมดับ” ซึ่งตรงกับหลัก ปฏิจจสมุปบาท (อวิชชา–สังขาร–วิญญาณ–นามรูป...) ที่อธิบายวงจรการเกิดแห่งทุกข์จากเหตุปัจจัยทางจิต ดังนั้น การรู้เท่าทันเหตุจึงเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดผลแห่งทุกข์
ในเชิงจิตวิทยาพุทธ ท่านกล่าวว่า “ความคิดคือเหตุและปัจจัย” นั้นสะท้อนแนวคิดใน อภิธรรมปิฎก ที่ระบุว่า “จิต (citta) เป็นใหญ่ในการกระทำทั้งปวง” การฝึกจิตให้รู้เท่าทันและไม่ปรุงแต่งย่อมตัดวงจรของเหตุแห่งกรรมได้โดยตรง
2. การระงับความหลงและสติปัฏฐาน
ในคำบรรยายตอนหนึ่ง ท่านหลีกล่าวว่า
“อย่ากลัวความคิดที่จะเกิดขึ้น จงกลัวการตื่นรู้ช้า”
ประโยคนี้สะท้อนหลัก สติปัฏฐาน 4 โดยตรง โดยเน้นการ “ตระหนักรู้ทันทีที่อารมณ์เกิดขึ้น” ซึ่งเทียบได้กับ “การเจริญสติในขณะจิตเกิด–ดับ” ที่ปรากฏใน มหาสติปัฏฐานสูตร
ท่านอธิบายว่าการระงับความหลง (โมหะ) ทำได้ด้วยการสวดพระนามพระอมิตาภพุทธเจ้า ซึ่งในทางเถรวาทเทียบได้กับ “การใช้พุทธานุสติ” (Buddhānussati) เพื่อระงับกิเลสและทำจิตให้ผ่องใส
3. ศรัทธาและปัญญา: การปฏิบัติที่สมดุล
หลีปิ่งหนานเน้น “ศรัทธาในเหตุและผล” และ “การเข้าใจด้วยปัญญา” ว่าเป็นสองเสาหลักของการปฏิบัติ
คำกล่าวของท่านว่า
“ความเข้าใจเป็นแนวทางปฏิบัติ และการปฏิบัติเป็นเครื่องยืนยันความเข้าใจ”
สะท้อนความสัมพันธ์ของ ศรัทธา (Saddhā) และ ปัญญา (Paññā) ในพระไตรปิฎก ซึ่งต้องดำเนินควบคู่กัน เหมือน “นกต้องมีสองปีก”
ใน สํยุตตนิกาย พระพุทธเจ้าตรัสว่า
“ศรัทธาเป็นเบื้องต้นแห่งธรรมทั้งปวง”
แต่หากขาดปัญญา ศรัทธานั้นอาจกลายเป็นความหลง ท่านหลีจึงเตือนให้ผู้สวดพระนามพระพุทธเจ้า “เข้าใจธรรมชาติของจิต” มิใช่เพียงท่องจำด้วยเสียง
4. สมาธิและจิตที่แน่วแน่ (Ekaggatā)
หลีปิ่งหนานสอนว่า
“เราสวดพระนามพระอมิตาภพุทธเจ้าเพื่อบรรลุจิตที่แน่วแน่”
ซึ่งสอดคล้องกับหลัก สมถะภาวนา (Samatha-bhāvanā) ที่เน้น “เอกัคคตาจิต” หรือความเป็นหนึ่งเดียวแห่งจิต ในพระไตรปิฎกระบุว่า สมาธิเป็นพื้นฐานให้เกิดวิปัสสนา การฝึกให้จิตแน่วแน่จึงเป็นหนทางสู่ปัญญาอันยิ่ง
แนวคิด “การสวดพระนามอย่างต่อเนื่องจนจิตรวมกับพระนาม” ยังสะท้อนหลักของ “ภาวนามยปัญญา” (ปัญญาที่เกิดจากการภาวนา) ซึ่งพบใน อังคุตตรนิกาย
5. อิทธิบาท 4 และการบำเพ็ญเพียร
ในแง่พฤติกรรม หลีปิ่งหนานเสนอแนวทาง “การปฏิบัติหลัก” และ “การปฏิบัติเสริม” เพื่อให้สอดคล้องกับชีวิตฆราวาส
แนวคิดนี้สามารถสังเคราะห์ได้กับ อิทธิบาท 4 ได้แก่
-
ฉันทะ (ความพอใจในธรรม)
-
วิริยะ (ความเพียร)
-
จิตตะ (ตั้งใจมั่น)
-
วิมังสา (พิจารณาอย่างแยบคาย)
โดยท่านย้ำว่าแม้จะทำกิจทางโลก ก็สามารถ “เปลี่ยนความคิดให้เป็นกุศล” ได้ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทาง “กรรมฐานในชีวิตประจำวัน” ที่ปรากฏใน วิสุทธิมรรค
6. สรุปการสังเคราะห์หลักธรรม
| แนวคิดของหลีปิ่งหนาน | หลักธรรมในพระไตรปิฎกที่สัมพันธ์ | การตีความ |
|---|---|---|
| รู้เหตุและเกรงผล | ปฏิจจสมุปบาท / กัมมวิบาก | การรู้เท่าทันวงจรเหตุแห่งทุกข์ |
| ระงับความหลงเมื่อเผชิญสถานการณ์ | สติปัฏฐาน 4 | การรู้ทันอารมณ์ในขณะจิตเกิด |
| ศรัทธาและปัญญา | Saddhā–Paññā | สมดุลระหว่างความเชื่อและการรู้แจ้ง |
| การสวดพระนามด้วยจิตแน่วแน่ | สมถะ–วิปัสสนา / พุทธานุสติ | พัฒนาเอกัคคตาแห่งจิต |
| การปฏิบัติหลักและเสริม | อิทธิบาท 4 | การเพียรปฏิบัติอย่างมีระบบในชีวิต |
บทสรุป
คำสอนของอุบาสกหลีปิ่งหนาน แม้ตั้งอยู่ในแนวสุขาวดีมหายาน แต่มีรากฐานตรงกับพระธรรมคำสอนในพระไตรปิฎก โดยเฉพาะในด้าน “เหตุและผล” “สติสัมปชัญญะ” และ “การปฏิบัติด้วยจิตแน่วแน่”
แนวทางของท่านจึงเป็นการผสานระหว่างศรัทธา ปัญญา และสมาธิอย่างลงตัว นำไปสู่ “จิตที่บริสุทธิ์” ซึ่งในที่สุดคือการเข้าถึงนิพพานหรือสุขาวดีแห่งจิตนั่นเอง
บรรณานุกรม
-
พระไตรปิฎกฉบับหลวง ราชบัณฑิตยสถาน.
-
หลีปิ่งหนาน (李炳南). 知果畏因宜謹慎. คำบรรยายชั้นปัญญากลาง, พ.ศ. 2519.
-
พระพุทธโฆษาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ). คู่มือมนุษย์. กรุงเทพฯ: ธรรมสภา.
-
ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์. พุทธศาสนาเปรียบเทียบ: เถรวาท–มหายาน. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยมหิดล.
-
วิสุทธิมรรค แปลโดย สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสฺโส อ้วน). กรุงเทพฯ: มหามกุฏราชวิทยาลัย.

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น