วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

วิเคราะห์การวางแผนลงสมัคร ส.ส. ปี 2569 ของ ดร.สำราญ สมพงษ์: กรอบแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์ “สามก๊กกับการพิชิตชัยทางการเมือง”


บทความทางวิชาการนี้มุ่งวิเคราะห์แนวทางการวางแผนและเตรียมความพร้อมในการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ในปี พ.ศ. 2569 ของ ดร.สำราญ สมพงษ์ นักวิชาการอิสระด้านพุทธสันติวิธี และอดีตผู้สมัคร ส.ส. จังหวัดศรีสะเกษ พรรคเกษตรเสรี โดยใช้ กรอบแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์จากวรรณกรรมจีนเรื่อง “สามก๊ก” ซึ่งเป็นต้นแบบแห่งภูมิปัญญาทางการเมือง การบริหาร และการจัดการทรัพยากร เพื่อวิเคราะห์รูปแบบการวางแผนและยุทธศาสตร์การลงสนามการเมืองในบริบทไทยสมัยใหม่

ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า การนำหลักยุทธศาสตร์จากสามก๊กมาประยุกต์ใช้ สามารถเสริมสร้างศักยภาพทางการเมืองของผู้สมัครจากพรรคเล็กหรืออิสระให้มีความพร้อมทั้งด้านยุทธศาสตร์ การสื่อสาร การบริหารคน และการจัดการอารมณ์ โดยเฉพาะการวางแผนแบบขงเบ้ง การใช้ทรัพยากรแบบเล่าปี่ และความเด็ดขาดแบบโจโฉ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด “พุทธสันติวิธี” ที่เน้นความเข้าใจตนเองและผู้อื่นบนฐานของปัญญาและเมตตา


1. บทนำ

สนามการเมืองไทยในศตวรรษที่ 21 มิได้เป็นเพียงพื้นที่แห่งการช่วงชิงอำนาจ หากแต่เป็นเวทีแห่งการแสดงวิสัยทัศน์ ความสามารถในการบริหารจัดการ และการสื่อสารอุดมการณ์เพื่อสร้างความไว้วางใจจากประชาชน การลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ปี 2569 ของ ดร.สำราญ สมพงษ์ จึงเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เนื่องจากสะท้อนการผสานระหว่าง “การเมืองเชิงอุดมการณ์” กับ “ยุทธศาสตร์เชิงพุทธ”

ในฐานะนักวิชาการอิสระด้าน พุทธสันติวิธี (Buddhist Peace Methodology) ดร.สำราญฯ มีจุดยืนที่ชัดเจนในการส่งเสริมการเมืองเชิงจริยธรรม โดยมุ่งเน้นแนวคิด “ธรรมาธิปไตย” และ “สันติประชาธิปไตย” ซึ่งแตกต่างจากการเมืองเชิงอำนาจแบบดั้งเดิม บทความนี้จึงนำกรอบแนวคิดจากวรรณกรรมคลาสสิกจีนเรื่อง “สามก๊ก” มาใช้วิเคราะห์การวางแผนลงสมัครในมิติของยุทธศาสตร์และภาวะผู้นำ เพื่อถอดบทเรียนสู่การพัฒนาแนวทาง “การเมืองเชิงสันติยุทธ” ที่สอดคล้องกับสังคมไทยยุค AI และข้อมูลข่าวสาร


2. กรอบแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์ “สามก๊กกับการพิชิตชัยทางการเมือง”

วรรณกรรมเรื่อง สามก๊ก สะท้อนศิลปะแห่งการบริหารยุทธศาสตร์ การจัดการคน และการวางแผนระยะยาว ซึ่งสามารถประยุกต์สู่การเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ กรอบแนวคิดที่ใช้ในการวิเคราะห์ประกอบด้วย 6 มิติหลัก ได้แก่

  1. การวางแผนแบบขงเบ้ง (Strategic Planning)

  2. การจัดการทรัพยากรแบบเล่าปี่ (Resource Management)

  3. วินัยในการปฏิบัติแบบอ้วนเสี้ยว (Disciplined Execution)

  4. ความเด็ดขาดแบบโจโฉ (Decisive Leadership)

  5. การวิเคราะห์คู่แข่งแบบขงเบ้ง (Competitor Analysis)

  6. ความอดทนและยืนหยัดแบบจูล่ง (Resilience and Perseverance)


3. การวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์

3.1 วางแผนแบบขงเบ้ง: “ชัยชนะเริ่มต้นที่การวางแผน”

การวางแผนเชิงยุทธศาสตร์คือจุดเริ่มต้นของชัยชนะในสนามการเมือง ขงเบ้งใช้ “ปัญญาเชิงยุทธศาสตร์” แทนกำลัง ดร.สำราญฯ จึงจำเป็นต้องจัดทำ แผนยุทธศาสตร์การเลือกตั้งปี 2569 อย่างเป็นระบบ ประกอบด้วย

  • การกำหนดเป้าหมายและวิสัยทัศน์ทางการเมือง: มุ่งเน้นการสร้าง “การเมืองเพื่อสันติสุข” โดยอาศัยหลักพุทธสันติวิธี

  • การวางเขตเป้าหมายและกลุ่มฐานเสียง: วิเคราะห์พื้นที่ที่มีศักยภาพสูงในจังหวัดศรีสะเกษ เช่น เขตที่เน้นเกษตรกรรม ชุมชนเข้มแข็ง และกลุ่มผู้นำศาสนา

  • การสร้างแผนปฏิบัติการรายเดือน: จัดตารางกิจกรรม การลงพื้นที่ การเปิดตัวนโยบาย และการใช้สื่อออนไลน์อย่างต่อเนื่อง

กล่าวได้ว่า “แผนของขงเบ้ง” ในมุมมองทางการเมืองไทยคือ “ยุทธศาสตร์เชิงพุทธที่วางรากฐานด้วยสติและปัญญา”


3.2 ใช้ทรัพยากรเหมือนเล่าปี่: “รู้ว่าตัวเองมีอะไร แล้วใช้ให้คุ้ม”

แม้เล่าปี่จะเป็นผู้นำที่ขาดทรัพยากร แต่สามารถชนะใจคนด้วยความจริงใจและการใช้บุคลากรที่เหมาะสม ดร.สำราญฯ ในฐานะผู้สมัครจากพรรคขนาดเล็ก จำเป็นต้องเน้น การบริหารทุนมนุษย์และทุนสังคม

  • จุดแข็ง: ภาพลักษณ์นักวิชาการธรรมะ มีความน่าเชื่อถือและเป็นกลางทางจิตวิญญาณ

  • จุดอ่อน: ขาดทุนทางการเมืองและพรรคฐานเสียงขนาดใหญ่

  • ยุทธวิธี: ใช้เครือข่ายพระสงฆ์ ครู นักวิชาการ และเยาวชนสายธรรมะเป็น “แนวร่วมทางความคิด” มากกว่าการใช้เงินทุนทางการเมือง

หลักคิดนี้สอดคล้องกับคำสอนของพุทธศาสนาเรื่อง “อัตตาหิ อัตตโน นาโถ” — ผู้รู้จักใช้ศักยภาพตนเองย่อมพึ่งตนได้


3.3 ไม่ประมาทแบบอ้วนเสี้ยว: “อย่าคิดว่าเวลาเหลือเยอะ”

อ้วนเสี้ยวพ่ายแพ้เพราะขาดวินัยในการลงมือทำ ดร.สำราญฯ จึงควรเน้นการบริหารเวลาอย่างมีวินัย

  • กำหนดตารางลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

  • ติดตามปัญหาท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด

  • ปรับปรุงนโยบายตามสถานการณ์ทันที
    แนวคิดนี้สะท้อนหลัก อัปปมาทธรรม ในพระพุทธศาสนา คือ “ความไม่ประมาทเป็นทางแห่งความไม่ตาย”


3.4 เด็ดขาดแบบโจโฉ: “ตัดใจจากสิ่งรบกวนได้คือคนชนะ”

โจโฉเป็นตัวแทนของผู้นำที่เด็ดขาด มีเป้าหมายชัดเจน และไม่ปล่อยให้ความลังเลทำลายจังหวะของยุทธการ ในการเมืองไทย การเป็นผู้นำที่มี “สติและตัดสินใจบนฐานธรรม” คือหัวใจสำคัญ

  • ตัดความขัดแย้งภายในทีม

  • กล้ากำหนดนโยบายใหม่ที่แตกต่างจากพรรคใหญ่

  • ใช้การตัดสินใจที่ชัดเจนและโปร่งใสเป็นเครื่องมือสร้างความไว้วางใจ

“ความเด็ดขาดเชิงพุทธ” หมายถึงความกล้าที่จะทำในสิ่งถูกต้อง แม้ต้องเผชิญแรงต้าน


3.5 เข้าใจศัตรูแบบขงเบ้ง: “รู้จุดอ่อนข้อสอบเหมือนรู้จุดอ่อนศัตรู”

การเข้าใจคู่แข่งคือการเข้าใจสนามรบทางการเมือง

  • วิเคราะห์ประวัติฐานเสียงของคู่แข่งหลัก

  • ศึกษานโยบายที่ซ้ำซ้อนหรือขาดความเป็นไปได้

  • ใช้จุดเด่นของตน เช่น “พุทธสันติวิธี” และ “แนวคิดเกษตรยั่งยืน” เป็นกลยุทธ์การสื่อสารเชิงจิตวิทยา

กล่าวได้ว่า “ขงเบ้งในยุคดิจิทัล” ต้องใช้ข้อมูลและ AI วิเคราะห์คู่แข่ง ไม่ใช่เพียงสัญชาตญาณ


3.6 อดทนแบบจูล่ง: “แม้จะถูกล้อมก็ไม่ถอย”

การเมืองคือสนามแห่งการทดสอบความมั่นคงของจิตใจ ดร.สำราญฯ จำเป็นต้องมี “พลังแห่งขันติ”

  • อดทนต่อแรงกดดันทางสังคมและการเงิน

  • รับมือกับการโจมตีทางออนไลน์ด้วยสติและเมตตา

  • รักษาความสม่ำเสมอในการลงพื้นที่และสื่อสารต่อประชาชน

แนวทางนี้สอดคล้องกับหลัก ขันติบารมี — ความอดทนเป็นรากฐานแห่งความสำเร็จในทุกยุทธการ


4. การสังเคราะห์เชิงพุทธสันติวิธี

เมื่อผสานยุทธศาสตร์จาก สามก๊ก เข้ากับหลักพุทธสันติวิธี จะได้กรอบคิดใหม่ที่เรียกว่า “สันติยุทธ” (Peaceful Strategy) ซึ่งเน้นการชนะด้วยปัญญาและความเข้าใจ ไม่ใช่การเอาชนะด้วยอำนาจหรือวาทกรรม

  1. สติ (Mindfulness) – ใช้แทนการวิเคราะห์ข้อมูลและการวางแผนอย่างมีเหตุผล

  2. ปัญญา (Wisdom) – ใช้ในการตัดสินใจเชิงนโยบาย

  3. เมตตา (Compassion) – ใช้สร้างความไว้วางใจระหว่างผู้นำกับประชาชน

  4. ขันติ (Patience) – ใช้ฝ่าฟันวิกฤติทางการเมือง


5. สรุป

การวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์การวางแผนลงสมัคร ส.ส. ปี 2569 ของ ดร.สำราญ สมพงษ์ แสดงให้เห็นว่า การเมืองในยุคใหม่มิใช่การต่อสู้ระหว่างพรรคหรือทุนเท่านั้น แต่คือการต่อสู้ทาง “ปัญญาและคุณธรรม” การผสมผสานระหว่าง ยุทธศาสตร์สามก๊ก และ พุทธสันติวิธี จึงเป็นต้นแบบของ “การเมืองแนวพุทธเชิงสร้างสรรค์” ที่สามารถพัฒนาเป็นกรณีศึกษาทางวิชาการ และเป็นแนวทางใหม่ของการเมืองไทยในอนาคต

กล่าวโดยสรุป “การพิชิตชัยทางการเมือง” ของ ดร.สำราญ สมพงษ์ มิใช่ชัยชนะเหนือคู่แข่ง หากแต่คือ ชัยชนะเหนืออัตตา และการเปลี่ยนสนามเลือกตั้งให้เป็นสนามแห่งปัญญาและสันติสุข


คำสำคัญ: การวางแผนการเมือง, พุทธสันติวิธี, ยุทธศาสตร์สามก๊ก, ดร.สำราญ สมพงษ์, การเลือกตั้งปี 2569

วิเคราะห์นโยบายสาธารณะ ทฤษฎี และการปฏิบัติของพรรคภูมิปัญญาไทย

ผู้เขียน: ———


บทคัดย่อ

บทความทางวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์แนวทางนโยบายสาธารณะของ พรรคภูมิปัญญาไทย ในมิติของทฤษฎีและการปฏิบัติ โดยอาศัยการถอดรหัสจากการเสวนา Policy Talk ครั้งที่ 1 หัวข้อ “นโยบายสาธารณะ: ทฤษฎีและการปฏิบัติ” ซึ่งจัดโดยหลักสูตรรัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชานโยบายสาธารณะ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 ณ ห้อง Smart Classroom ชั้น 7 อาคารเกษม อุทยานิน (รัฐศาสตร์ 60 ปี)

การวิเคราะห์เชื่อมโยงแนวคิดเชิงนโยบายของพรรคภูมิปัญญาไทยเข้ากับกรอบยุทธศาสตร์ “สามก๊กกับการพิชิตชัยทางการเมือง” ที่ ดร.สำราญ สมพงษ์ — นักวิชาการอิสระด้านพุทธสันติวิธี และอดีตผู้สมัคร ส.ส. จังหวัดศรีสะเกษ พรรคเกษตรเสรี — ได้นำมาใช้เป็นกรณีศึกษา เพื่อแสดงให้เห็นถึงการบูรณาการ “ภูมิปัญญาไทย” เข้ากับ “ยุทธศาสตร์สากล” และ “หลักพุทธสันติวิธี” อันเป็นแนวทางใหม่ของการเมืองไทยยุคข้อมูลข่าวสาร

ผลการวิเคราะห์ชี้ว่า พรรคภูมิปัญญาไทยให้ความสำคัญกับการสร้าง “การเมืองแห่งปัญญา” (Wisdom Politics) โดยยึดหลักธรรมาธิปไตย ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชน พร้อมทั้งใช้หลักสันติยุทธ — การชนะด้วยปัญญาและเมตตา — เป็นกรอบในการออกแบบและดำเนินนโยบายสาธารณะ


1. บทนำ

นโยบายสาธารณะในบริบทของการเมืองไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจาก “การเมืองเชิงอำนาจ” ไปสู่ “การเมืองเชิงปัญญาและคุณธรรม” พรรคภูมิปัญญาไทยถือเป็นกรณีศึกษาที่โดดเด่น เนื่องจากมีฐานคิดทางการเมืองที่วางอยู่บนหลัก พุทธสันติวิธี (Buddhist Peace Methodology) และ ภูมิปัญญาไทย ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาคนก่อนพัฒนาชาติ

ในการเสวนา Policy Talk ครั้งที่ 1 ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีการนำเสนอแนวคิดสำคัญเกี่ยวกับ “ทฤษฎีนโยบายสาธารณะ” และ “การปฏิบัติจริงในสนามการเมือง” โดยมีการยกกรณีศึกษาการวางแผนลงสมัคร ส.ส. ปี 2569 ของ ดร.สำราญ สมพงษ์ เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าการเมืองสามารถเป็นพื้นที่ของการเรียนรู้และสร้างสรรค์ได้ หากผู้นำทางการเมืองยึดมั่นใน “ปัญญา จริยธรรม และสันติธรรม”


2. กรอบแนวคิด: นโยบายสาธารณะกับภูมิปัญญาไทย

2.1 แนวคิดนโยบายสาธารณะ (Public Policy Theory)

ตามแนวคิดสากล นโยบายสาธารณะคือ “การกระทำหรือละเว้นการกระทำของรัฐที่มีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาสาธารณะ” ซึ่งประกอบด้วยวงจรหลัก 5 ขั้นตอน ได้แก่

  1. การกำหนดปัญหา (Problem Identification)

  2. การกำหนดนโยบาย (Policy Formulation)

  3. การตัดสินใจ (Decision Making)

  4. การปฏิบัตินโยบาย (Implementation)

  5. การประเมินผล (Evaluation)

แต่พรรคภูมิปัญญาไทยได้นำแนวคิดนี้มาประยุกต์กับ “ภูมิปัญญาไทย” และ “หลักธรรมในพระพุทธศาสนา” เพื่อสร้างกระบวนการนโยบายที่มี “จิตสำนึกแห่งธรรม” (Dhammic Policy Process) ซึ่งเน้นการใช้สติและเมตตาเป็นพื้นฐานในการตัดสินใจเชิงนโยบาย

2.2 แนวคิด “สามก๊กกับการพิชิตชัยทางการเมือง”

ดร.สำราญ สมพงษ์ ได้นำยุทธศาสตร์จากวรรณกรรมจีนเรื่อง สามก๊ก มาถอดรหัสเป็นเครื่องมือเชิงวิเคราะห์ทางการเมืองไทย ประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์ ได้แก่

  1. ขงเบ้ง – วางแผนอย่างมีปัญญา

  2. เล่าปี่ – ใช้ทรัพยากรด้วยความเข้าใจในตนเอง

  3. อ้วนเสี้ยว – ไม่ประมาทต่อเวลาและโอกาส

  4. โจโฉ – เด็ดขาดในภาวะผู้นำ

  5. ขงเบ้ง (อีกมิติ) – เข้าใจคู่แข่งและสภาพสนาม

  6. จูล่ง – อดทนต่อแรงต้านและวิกฤติ

กรอบคิดนี้ช่วยให้เห็นว่านโยบายสาธารณะของพรรคภูมิปัญญาไทยไม่ได้มุ่งเพียงการบริหารประเทศ แต่ยังมุ่ง “การบริหารตนเอง” ให้เป็นผู้นำที่มีสติ ปัญญา และเมตตา


3. การวิเคราะห์นโยบายสาธารณะของพรรคภูมิปัญญาไทย

3.1 ด้านทฤษฎี: นโยบายเชิงปัญญาและสันติ

พรรคภูมิปัญญาไทยมีแนวคิดหลักว่า “นโยบายต้องมีปัญญา ไม่ใช่เพียงข้อมูล” การกำหนดนโยบายจึงต้องอาศัยกระบวนการที่ผสานความรู้ วิทยาศาสตร์ และคุณธรรม ได้แก่

  • หลักสติ (Mindfulness): ใช้ข้อมูลและเหตุผลอย่างรอบคอบก่อนกำหนดนโยบาย

  • หลักปัญญา (Wisdom): ใช้วิจารณญาณไม่ยึดติดกับอำนาจหรือผลประโยชน์

  • หลักเมตตา (Compassion): คำนึงถึงผลกระทบต่อผู้ด้อยโอกาสและสิ่งแวดล้อม

นโยบายสาธารณะของพรรคจึงเน้นแนวทาง “เศรษฐกิจพอเพียงเชิงนวัตกรรม”, “สังคมสันติสุข”, และ “การศึกษาสู่การรู้เท่าทันปัญญาประดิษฐ์ (AI Literacy)” ซึ่งเป็นการผสานภูมิปัญญาเก่ากับเทคโนโลยีใหม่อย่างสมดุล

3.2 ด้านการปฏิบัติ: การเมืองเชิงสันติยุทธ

ในทางปฏิบัติ พรรคภูมิปัญญาไทยมุ่งสร้างผู้นำและผู้สมัครที่มีคุณสมบัติ “สามก๊กบวกธรรมะ” ได้แก่

  1. วางแผนอย่างขงเบ้ง: มีแผนยุทธศาสตร์การสื่อสาร การลงพื้นที่ และการสร้างเครือข่ายที่ต่อเนื่อง

  2. ใช้ทรัพยากรอย่างเล่าปี่: เน้นใช้ทุนมนุษย์และทุนชุมชนแทนทุนเงิน

  3. มีวินัยแบบอ้วนเสี้ยว: รักษาตารางการทำงานและความสม่ำเสมอ

  4. เด็ดขาดแบบโจโฉ: ตัดสินใจบนฐานข้อมูลและธรรมาธิปไตย

  5. เข้าใจคู่แข่งแบบขงเบ้ง: ใช้ AI วิเคราะห์แนวโน้มการเมืองและความต้องการของประชาชน

  6. อดทนแบบจูล่ง: ไม่หวั่นไหวต่อการเมืองเชิงลบและการโจมตีทางสื่อ

การเมืองเชิงสันติยุทธจึงไม่ใช่การต่อสู้เพื่อเอาชนะ แต่เป็นการสู้เพื่อสร้าง “สังคมแห่งปัญญาและความไว้วางใจ”


4. การสังเคราะห์: จากทฤษฎีนโยบายสาธารณะสู่สันติยุทธแห่งภูมิปัญญาไทย

เมื่อผสาน “ทฤษฎีนโยบายสาธารณะ” เข้ากับ “หลักพุทธสันติวิธี” และ “ยุทธศาสตร์สามก๊ก” จะได้กรอบคิดใหม่ที่เรียกว่า “นโยบายสาธารณะแห่งสันติยุทธ (Peaceful Policy Framework)” ซึ่งมีองค์ประกอบ 4 ประการ ได้แก่

  1. ปัญญาเชิงนโยบาย (Policy Wisdom): ใช้ข้อมูล วิเคราะห์ด้วยเหตุผล และมองระยะยาว

  2. สติในกระบวนการ (Mindful Governance): ทุกขั้นตอนของการตัดสินใจมีจิตสำนึกแห่งธรรม

  3. เมตตาในเป้าหมาย (Compassionate Policy): มุ่งลดทุกข์ให้ประชาชนมากกว่าสร้างคะแนนนิยม

  4. ขันติในวิกฤติ (Resilient Leadership): ผู้นำต้องอดทนต่อแรงต้านและดำรงตนในหลักคุณธรรม


5. สรุป

การวิเคราะห์นโยบายสาธารณะของพรรคภูมิปัญญาไทยแสดงให้เห็นถึงการผสานอย่างลงตัวระหว่าง

  • ทฤษฎีนโยบายสาธารณะสากล

  • ภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย

  • และหลักพุทธสันติวิธี

ผลลัพธ์คือแนวทางใหม่ของการเมืองไทยที่เรียกว่า “การเมืองเชิงพุทธสร้างสรรค์” (Creative Buddhist Politics) ซึ่งเน้นการเปลี่ยนสนามเลือกตั้งให้เป็นสนามแห่งปัญญาและสันติสุข มากกว่าการต่อสู้เพื่ออำนาจ

กล่าวโดยสรุป พรรคภูมิปัญญาไทยมิได้เสนอเพียงนโยบาย หากแต่เสนอ “กระบวนการเรียนรู้ทางการเมือง” ที่ทำให้ผู้นำและประชาชนเติบโตทางปัญญาร่วมกัน และนี่คือก้าวสำคัญของการพัฒนาประชาธิปไตยไทยอย่างยั่งยืน


เรื่อง “วิเคราะห์นโยบายสาธารณะ: ทฤษฎีและการปฏิบัติของพรรคภูมิปัญญาไทย”

โดย
วิทยากรร่วมเสวนา Policy Talk ครั้งที่ 1
หัวข้อ “นโยบายสาธารณะ: ทฤษฎีและการปฏิบัติ”
จัดโดย หลักสูตรรัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชานโยบายสาธารณะ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ณ ห้อง Smart Classroom ชั้น 7 อาคารเกษม อุทยานิน (รัฐศาสตร์ 60 ปี)
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วันที่ 2 พฤศจิกายน 2568


บทคัดย่อ

บทความนี้มุ่งวิเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี และการปฏิบัติด้านนโยบายสาธารณะของ “พรรคภูมิปัญญาไทย” ซึ่งเป็นพรรคการเมืองใหม่ที่มีแนวทางการกำหนดนโยบายโดยยึดหลักภูมิปัญญาไทยและการพัฒนาอย่างยั่งยืนเป็นฐานสำคัญ โดยใช้กรอบการวิเคราะห์นโยบายสาธารณะทั้งเชิงทฤษฎี (policy theory) และเชิงปฏิบัติ (policy practice) เพื่อประเมินความเป็นไปได้และความยั่งยืนของนโยบายในบริบทการเมืองไทยร่วมสมัย ทั้งนี้ การศึกษาเน้นการบูรณาการแนวคิดแบบตะวันออกและตะวันตกเข้ากับหลักพุทธธรรม เพื่อสร้างโมเดลนโยบายที่ยึดโยงกับชุมชน ความรู้ท้องถิ่น และศีลธรรมทางการเมือง


1. บทนำ

นโยบายสาธารณะ (Public Policy) เป็นหัวใจของการบริหารประเทศในระบอบประชาธิปไตย เพราะสะท้อนวิธีคิด วิสัยทัศน์ และอุดมการณ์ของพรรคการเมืองต่อการแก้ปัญหาสาธารณะ การออกแบบนโยบายที่ดีจึงต้องอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจเชิงทฤษฎีและความสามารถในการปฏิบัติจริง ทั้งในมิติการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม

พรรคภูมิปัญญาไทยเกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากโลกยุคดิจิทัล การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และการเสื่อมศรัทธาในระบบการเมืองแบบเดิม พรรคนี้จึงเสนอแนวคิด “นโยบายบนฐานภูมิปัญญา” (Wisdom-based Policy) โดยเน้นการใช้ความรู้ท้องถิ่น ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และหลักพุทธธรรมมาประยุกต์สู่การบริหารนโยบายสาธารณะอย่างมีจริยธรรมและยั่งยืน


2. กรอบแนวคิดทางทฤษฎี

การวิเคราะห์นโยบายสาธารณะของพรรคภูมิปัญญาไทยสามารถอธิบายได้ผ่านกรอบแนวคิดหลัก 3 ประการ ได้แก่

  1. ทฤษฎีระบบนโยบาย (Policy Systems Theory)
    อธิบายการนำนโยบายเข้าสู่กระบวนการทางการเมือง โดยมองพรรคการเมืองเป็น “ตัวกลาง” ระหว่างประชาชนกับรัฐ การสื่อสารเชิงนโยบายของพรรคภูมิปัญญาไทยจึงเน้นการรับฟังข้อมูลจากชุมชนและภาคประชาชนก่อนเข้าสู่กระบวนการตัดสินเชิงนโยบาย

  2. ทฤษฎีการกำหนดวาระ (Agenda Setting Theory)
    พรรคภูมิปัญญาไทยให้ความสำคัญกับ “ปัญญาเชิงสังคม” และ “จิตสำนึกชุมชน” มากกว่าการสร้างวาระทางการเมืองเชิงอำนาจ นโยบายจึงเกิดจากการร่วมคิด ร่วมสร้าง และร่วมทำของทุกภาคส่วน

  3. ทฤษฎีการปฏิบัตินโยบายแบบมีส่วนร่วม (Participatory Policy Implementation)
    การดำเนินนโยบายของพรรคนี้มุ่งเน้นให้ประชาชนเป็นเจ้าของกระบวนการ โดยใช้กลไกสภาภูมิปัญญาท้องถิ่นและเครือข่ายชุมชนร่วมกับรัฐ เพื่อให้การปฏิบัติจริงเกิดประสิทธิผลและลดความเหลื่อมล้ำ


3. การวิเคราะห์เชิงปฏิบัติ: นโยบายของพรรคภูมิปัญญาไทย

ในด้านการปฏิบัติ พรรคภูมิปัญญาไทยเสนอแนวนโยบายหลัก 4 มิติ คือ

  1. นโยบายเศรษฐกิจพอเพียงและเศรษฐกิจชุมชน
    ส่งเสริมระบบเศรษฐกิจฐานราก ลดการพึ่งพาต่างประเทศ และสร้างระบบเศรษฐกิจแบบพึ่งตนเองตามแนวทางพระราชดำริ

  2. นโยบายการศึกษาและภูมิปัญญาท้องถิ่น
    ผลักดันให้เกิด “มหาวิทยาลัยภูมิปัญญา” เพื่อสร้างองค์ความรู้แบบบูรณาการ ทั้งสายวิทย์และสายธรรม

  3. นโยบายสิ่งแวดล้อมและจิตสำนึกสีเขียว
    ผลักดันแนวคิด “นิเวศธรรม” ที่เชื่อมโยงความสมดุลระหว่างคน–ชุมชน–ธรรมชาติ

  4. นโยบายธรรมาภิบาลและการเมืองเชิงจริยธรรม
    สร้างระบบตรวจสอบอำนาจรัฐและการเมืองด้วยหลักคุณธรรมและธรรมาภิบาล โดยอิงหลักอริยสัจ 4 และมรรค 8 เป็นแนวทางการบริหาร


4. การเชื่อมโยงทฤษฎีกับการปฏิบัติ

การวิเคราะห์เชิงลึกพบว่า พรรคภูมิปัญญาไทยพยายามผสาน “ทฤษฎีเชิงตะวันตก” เช่น Rational Choice, Policy Cycle เข้ากับ “แนวคิดเชิงพุทธ” เช่น ปฏิจจสมุปบาท และอิทัปปัจจยตา เพื่อสร้าง “โมเดลนโยบายสาธารณะเชิงพุทธภูมิปัญญา (Buddhist Policy Model)” ที่มองเห็นความสัมพันธ์เชิงเหตุ–ปัจจัยระหว่างนโยบาย เศรษฐกิจ สังคม และจิตใจของประชาชน

นอกจากนี้ พรรคยังเน้น “การปฏิบัติจริง” ผ่านโครงการนำร่องระดับพื้นที่ เช่น เมืองต้นแบบภูมิปัญญา ศูนย์เรียนรู้ชุมชนยั่งยืน และโครงการธรรมาธิปไตยชุมชน ซึ่งสะท้อนการแปลงทฤษฎีสู่การกระทำอย่างเป็นรูปธรรม


5. สรุปและข้อเสนอแนะ

จากการวิเคราะห์ พบว่าพรรคภูมิปัญญาไทยมีจุดแข็งในการเชื่อมโยงทฤษฎีทางนโยบายกับการปฏิบัติที่อิงคุณค่าทางวัฒนธรรมและธรรมะ ซึ่งเป็นทิศทางใหม่ของการเมืองไทยในยุค AI และโลกาภิวัตน์ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายคือการสื่อสารนโยบายให้เข้าใจง่าย และการสร้างระบบข้อมูลเชิงหลักฐาน (evidence-based policy) เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ

ดังนั้น ข้อเสนอแนะคือ พรรคควรพัฒนา ศูนย์วิจัยนโยบายภูมิปัญญาไทย (Thai Wisdom Policy Lab) เพื่อรวบรวมองค์ความรู้จากทุกภาคส่วน นำไปสู่การออกแบบนโยบายสาธารณะที่มีความยืดหยุ่นและยั่งยืน ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ


บรรณานุกรม (ตัวอย่างอ้างอิง)

  • Easton, D. (1965). A Systems Analysis of Political Life. New York: Wiley.

  • Kingdon, J. W. (1995). Agendas, Alternatives, and Public Policies. HarperCollins.

  • พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช. (2542). ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง. สำนักพระราชวัง.

  • พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต). (2550). พุทธธรรม. กรุงเทพฯ: มูลนิธิพุทธธรรม.

  • สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2565). แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13. กรุงเทพฯ.


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เลือกตั้ง 2569 กับโจทย์ใหญ่ AI–หุ่นยนต์ ถอดรหัสนโยบายหาเสียง ผ่านกระจก Elon Musk บนเวทีดาวอส

เลือกตั้ง 2569 กับโจทย์ใหญ่ AI–หุ่นยนต์ ถอดรหัสนโยบายพรรคการเมืองไทยบนคลื่น Agentic AI และระเบียบโลกใหม่ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไท...