วันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

ยุทธศาสตร์การเตรียมการเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2569 ของพรรครวมไทยสร้างชาติ

วิเคราะห์ยุทธศาสตร์การเตรียมการเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2569 ของพรรครวมไทยสร้างชาติ

Analysis of Strategic Preparation for the 2026 General Election: A Case Study of the United Thai Nation Party (UTN)**


1. บทนำ (Introduction)

1.1 ที่มาและความสำคัญของปัญหา (Background and Significance)

การเมืองไทย ณ เดือนพฤศจิกายน 2568 อยู่ในช่วงของการปรับตัวครั้งสำคัญ หลังการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2566 ที่ทำให้พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้รับตำแหน่งเป็นหนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาล และมีบทบาททางการเมืองทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและในคณะรัฐมนตรี แม้จำนวน ส.ส. ของพรรคจะไม่มากเท่าพรรคการเมืองหลัก แต่พรรคยังคงรักษาฐานเสียงสำคัญในหลายจังหวัดของภาคใต้ รวมถึงมีบุคลากรทางการเมืองระดับรัฐมนตรีที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดยุทธศาสตร์ของรัฐบาล

การเลือกตั้ง พ.ศ. 2569 จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของพรรคฯ ในการพิสูจน์ศักยภาพว่า สามารถรักษาฐานเสียงเดิมและขยายการสนับสนุนในระดับชาติได้มากน้อยเพียงใด ขณะที่สังคมไทยมีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ–การเมืองอย่างรวดเร็ว และการแข่งขันระหว่างพรรคการเมืองขนาดใหญ่มีความเข้มข้นขึ้น

แม้พรรครวมไทยสร้างชาติจะยังไม่เปิดเผยยุทธศาสตร์เลือกตั้งอย่างเป็นทางการ แต่สามารถประเมิน “แนวโน้มเชิงยุทธศาสตร์” จากข้อมูลปัจจุบัน การเคลื่อนไหวของแกนนำ และบริบททางการเมืองเพื่อวิเคราะห์ทิศทางการเตรียมการเลือกตั้ง พ.ศ. 2569

1.2 วัตถุประสงค์ของการศึกษา (Research Objectives)

  1. วิเคราะห์ปัจจัยภายในและภายนอกที่ส่งผลต่อการกำหนดยุทธศาสตร์เลือกตั้งของพรรครวมไทยสร้างชาติในปี 2569

  2. ประเมินแนวโน้มยุทธศาสตร์หลักที่พรรคอาจเลือกใช้ ได้แก่ ด้านผู้นำ นโยบาย และฐานเสียง

  3. สังเคราะห์ความท้าทายและโอกาสที่พรรคต้องเผชิญในการแข่งขันเลือกตั้งครั้งถัดไป

1.3 ขอบเขตของการศึกษา (Scope of Study)

การศึกษาครั้งนี้มุ่งวิเคราะห์พรรครวมไทยสร้างชาติในช่วงหลังการเลือกตั้ง 2566 ถึงพฤศจิกายน 2568 โดยอาศัยข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะ เช่น ข่าวสาร การให้สัมภาษณ์ของแกนนำพรรค แถลงการณ์ทางการเมือง และข้อมูลจากหน่วยงานรัฐ เพื่อคาดการณ์แนวโน้มยุทธศาสตร์สู่การเลือกตั้งปี 2569


2. ทบทวนวรรณกรรมและกรอบแนวคิด (Literature Review & Conceptual Framework)

2.1 แนวคิดด้านยุทธศาสตร์พรรคการเมือง (Party Strategy Concepts)

  1. ทฤษฎีการแข่งขันทางการเมือง (Downs, 1957)
    พรรคการเมืองเป็นองค์กรที่แสวงหาเสียงสนับสนุนสูงสุดโดยปรับนโยบายและตำแหน่งทางการเมืองให้ใกล้กับจุดกึ่งกลางของฐานเสียง

  2. แนวคิดการวางตำแหน่งทางการเมือง (Political Positioning)
    พรรคต้องกำหนดจุดยืนที่ชัดเจนเพื่อแตกต่างจากคู่แข่ง เช่น อุดมการณ์ รูปแบบผู้นำ หรือความสามารถในการบริหาร

  3. การบริหารจัดการทรัพยากร (Resource Management)
    พรรคจำเป็นต้องบริหารบุคลากร งบประมาณ เครือข่ายการเมือง และข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์ในการออกแบบการหาเสียง

2.2 การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม (SWOT Analysis)

บทความนี้ประยุกต์ใช้ SWOT เพื่อวิเคราะห์จุดแข็ง–จุดอ่อน และโอกาส–อุปสรรคที่พรรคต้องเผชิญ


3. วิธีการศึกษา (Methodology)

เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยใช้วิธีการวิเคราะห์เอกสาร (Documentary Analysis) จากแหล่งข้อมูลทุติยภูมิ เช่น ข่าวการเมือง บทวิเคราะห์ทางวิชาการ รายงานของ กกต. และคำแถลงของพรรค รวมทั้งการติดตามพฤติกรรมทางการเมืองของแกนนำและ ส.ส. ของพรรคในช่วงปี 2566–2568


4. ผลการวิเคราะห์ (Analysis and Findings)

4.1 การวิเคราะห์ปัจจัยภายใน (Internal Factors)

จุดแข็ง (Strengths)

  1. การมีฐานเสียงที่มั่นคงในภาคใต้บางจังหวัด
    จากผลเลือกตั้ง 2566 พรรคสามารถจัดวาง ส.ส. ในจังหวัดสำคัญ และมีเครือข่ายการเมืองในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

  2. บทบาทในรัฐบาลผสม
    การเป็นพรรคร่วมรัฐบาลมอบทั้งทรัพยากรและอำนาจต่อรอง เช่น การตั้งคณะกรรมาธิการ งบประมาณ และผลงานเชิงนโยบาย

  3. บทบาทของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค
    ในฐานะหัวหน้าพรรคและผู้ดำรงตำแหน่งในรัฐบาล ทำให้พรรคมีภาพลักษณ์ด้านความมั่นคงและความเป็นมืออาชีพทางการบริหาร

จุดอ่อน (Weaknesses)

  1. ปัญหาเอกภาพภายในพรรค
    ข่าวการย้ายพรรคหรือความเห็นต่างภายในสะท้อนถึงความเปราะบางขององค์กร

  2. ภาพลักษณ์ “พรรคเฉพาะกิจ” ยึดโยงกับผู้นำเดิม
    กระแสที่เชื่อมโยงพรรคกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อาจจำกัดความสามารถในการสร้างแบรนด์พรรคระยะยาว

  3. การขาดอุดมการณ์ที่ชัดเจน
    พรรคอยู่กึ่งกลางระหว่างพรรคเชิงอุดมการณ์และพรรคเชิงบริหาร ทำให้การวางตำแหน่งทางการเมืองอาจไม่เด่นชัด


4.2 การวิเคราะห์ปัจจัยภายนอก (External Factors)

โอกาส (Opportunities)

  1. ความไม่แน่นอนของการเมืองอาจเปิดพื้นที่ให้พรรคขนาดกลางมีบทบาทมากขึ้น

  2. ความผิดหวังของผู้สนับสนุนพรรคอื่นอาจทำให้เกิดฐานเสียงใหม่

  3. ความสามารถในการเจรจาทางการเมืองในรัฐบาลผสมอาจเพิ่มความน่าเชื่อถือของพรรค

อุปสรรค (Threats)

  1. การแข่งขันกับพรรคใหญ่ ได้แก่ เพื่อไทย ก้าวไกล และภูมิใจไทย

  2. กระแสสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น กระแสประชาธิปไตยใหม่ และความคาดหวังของคนรุ่นใหม่

  3. กติกาการเลือกตั้งที่อาจมีการแก้ไข ส่งผลต่อยุทธวิธีหาเสียง การจัดผู้สมัคร และการคำนวณคะแนน


4.3 การวิเคราะห์แนวโน้มยุทธศาสตร์หลัก (Strategic Trends Analysis)

1. ยุทธศาสตร์ด้านผู้นำ (Leadership Strategy)

  • พรรคมีแนวโน้มชู นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็นผู้นำหลัก เพื่อสร้างภาพลักษณ์พรรคมืออาชีพ

  • ยังคงใช้ “DNA ลุงตู่” ในเชิงสัญลักษณ์กับฐานเสียงเดิม เช่น ความมั่นคง–เสถียรภาพ

  • ต้องบริหาร “ดาวฤกษ์การเมือง” ในพรรคที่มีบทบาทสูง เพื่อไม่ให้เกิดรอยร้าวภายใน

2. ยุทธศาสตร์ด้านนโยบาย (Policy Strategy)

พรรคมีแนวโน้มกำหนดนโยบาย 2 แนวทางควบคู่กัน ได้แก่

  1. แนวนโยบายประชานิยม–เศรษฐกิจปากท้อง เช่น มาตรการช่วยเหลือประชาชน ต่อยอดบัตรสวัสดิการ ฯลฯ

  2. แนวนโยบายเชิงอุดมการณ์ เช่น การรักษาเสถียรภาพ ความมั่นคง และบทบาทสถาบันหลักของชาติ

รวมถึงความพยายามสร้างนโยบายที่แตกต่างจากพรรคคู่แข่ง โดยเฉพาะในประเด็นเชิงบริหารราชการแผ่นดิน

3. ยุทธศาสตร์ด้านฐานเสียง (Electoral Base Strategy)

  • ยุทธศาสตร์เชิงป้องกัน (Defensive Strategy):
    รักษาฐานเสียงภาคใต้ ซึ่งเผชิญการแข่งขันจากประชาธิปัตย์ พรรคใหม่ และกลุ่มการเมืองท้องถิ่น

  • ยุทธศาสตร์เชิงรุก (Offensive Strategy):
    อาจใช้การดึงตัวผู้สมัครจากพรรคอื่น หรือขยายเครือข่ายในเขตเมืองและพื้นที่ที่มีการแข่งขันสูง

  • พึ่งพาการทำงานของรัฐมนตรีและผลงานรัฐบาลเพื่อดึงคะแนนนิยม


5. สรุปและอภิปรายผล (Conclusion and Discussion)

5.1 สรุปผลการศึกษา

ยุทธศาสตร์ของพรรครวมไทยสร้างชาติสู่การเลือกตั้ง 2569 มีแนวโน้มเป็น “ยุทธศาสตร์แบบผสมผสาน” ระหว่างการรักษาฐานเดิม การขยายฐานใหม่ และการปรับตัวให้เข้ากับพลวัตการเมืองร่วมสมัย ปัจจัยชี้ขาดสำคัญ ได้แก่

  1. ความชัดเจนของผู้นำและภาพลักษณ์พรรค

  2. การจัดการความขัดแย้งภายใน

  3. การสร้างนโยบายที่ตอบโจทย์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงควบคู่กัน

5.2 อภิปรายผลและความท้าทาย

ความท้าทายหลักของพรรคคือการก้าวข้ามภาพลักษณ์ “พรรคเฉพาะกิจ” ที่ยึดโยงกับผู้นำบุคคล ไปสู่การเป็นพรรคที่มีความเป็นสถาบันทางการเมืองมากขึ้น การเลือกตั้ง 2569 จะเป็นตัวชี้วัดว่าพรรคสามารถ “ปรับตัวเพื่อความยั่งยืน” ได้จริงหรือไม่

อีกทั้ง การแข่งขันจากพรรคใหญ่และความเปลี่ยนแปลงในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่เป็นปัจจัยที่พรรคต้องจัดการอย่างระมัดระวัง

5.3 ข้อเสนอแนะสำหรับการศึกษาครั้งต่อไป

  • ควรศึกษายุทธศาสตร์ของพรรคเมื่อมีการประกาศนโยบายและตัวผู้สมัครอย่างเป็นทางการ

  • ควรทำการสำรวจทัศนคติของฐานเสียงที่สนับสนุนพรรค เพื่อประเมินแนวโน้มคะแนนนิยม

  • การศึกษาควรขยายไปสู่การวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบกับพรรคการเมืองอื่นในระดับพรรคขนาดกลาง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

สกลนครจับตา “นโยบายสงฆ์ทันสมัย” ดร.นิยม เวชกามา ชูปฏิรูปการศึกษาคณะสงฆ์ รับมือวิกฤตศรัทธาไทย

  สกลนครจับตา “นโยบายสงฆ์ทันสมัย” ดร.นิยม เวชกามา ชูปฏิรูปการศึกษาคณะสงฆ์ รับมือวิกฤตศรัทธาไทย สกลนคร — การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปี ...