วันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

วิเคราะห์การบริหารจัดการพรรคการเมืองไทยตามข้อเขียนและคำสั่งของขงเบ้ง

(A Study on Thai Political Party Management through Zhuge Liang’s Administrative Writings)


บทนำ

ความท้าทายหลักของพรรคการเมืองไทยในปัจจุบัน คือ การขาดโครงสร้างการบริหารจัดการแบบมืออาชีพ การพึ่งพาบุคคลมากกว่าสถาบัน ความไม่ต่อเนื่องทางนโยบาย การขาดมาตรฐานคุณธรรมในหมู่ผู้นำพรรค และความไม่เป็นเอกภาพภายใน นำไปสู่ปัญหาทางการเมืองทั้งระยะสั้นและระยะยาว

บทความนี้นำ ข้อเขียน 24 บท คำสั่งและหลักการบริหารของจูกัดเหลียง รวมถึง คำวิจารณ์ของเฉินโซ่วและหยวนจุ่น มาวิเคราะห์เป็นกรอบเปรียบเทียบ เพื่อถอดบทเรียนการบริหารจัดการพรรคการเมืองไทยในมิติ

  1. การจัดองค์กร

  2. การบริหารบุคลากร

  3. วินัยและกฎหมายพรรค

  4. การสื่อสารทางการเมือง

  5. ยุทธศาสตร์การเมือง

  6. ความชอบธรรมและคุณธรรมของผู้นำ


1. หลักการจัดองค์การพรรคการเมือง: การวางระเบียบและจำกัดอำนาจอย่างเหมาะสม

ใน จดหมายเหตุสามก๊ก เฉินโซ่วระบุว่า

  • จูกัดเหลียงวางระเบียบแบบแผนชัดเจน

  • จำกัดอำนาจของขุนนางตามความเหมาะสม

  • จัดการทุกเรื่องบนรากฐานของเหตุผล

เทียบกับการเมืองไทย หลายพรรคมีลักษณะ "หัวหน้าพรรคเป็นศูนย์กลาง" หรือ "เจ้าของพรรค" ทำให้โครงสร้างตัดสินใจไม่เป็นระบบ และนำไปสู่ความเสี่ยงด้านความขัดแย้งภายใน

หลักคิดจากบท “อำนาจและระเบียบการปกครอง (權制)”

  • การออกแบบโครงสร้างพรรคต้องกำหนด อำนาจตามตำแหน่ง ไม่ใช่ตามตัวบุคคล

  • กลไกตรวจสอบต้องชัดเจน เสมือน “綜覈上–綜覈下” (การตรวจสอบต้น–ปลาย)

  • พรรคต้องป้องกัน “การครอบงำโดยกลุ่มทุน” ด้วยระบบถ่วงดุลภายใน

ข้อเสนอสำหรับพรรคการเมืองไทย

  • จัดโครงสร้างคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ให้แบ่งงานชัดเจน

  • ทำคู่มือมาตรฐานปฏิบัติงาน (SOP) ตามแนว 科令上/下 (ข้อบังคับราชการ)

  • ปรับระบบคัดเลือกผู้สมัครให้โปร่งใส มี KPI ไม่ใช่ระบบเส้นสาย

นี่คือการดัดแปลงจากแนวคิด “เอ่ยนามให้ตรงกับความจริง ไม่ให้ที่ยืนแก่ความหลอกลวง” ของจูกัดเหลียง


2. การบริหารบุคลากรในพรรค: แนวคิดการให้รางวัลและลงโทษ

จูกัดเหลียงใช้หลักการที่ชัดเจนมาก:

  • ความดีเล็กน้อยก็ยกย่อง

  • ความชั่วเพียงเล็กน้อยก็ลงโทษ

  • ผิดร้ายแรงแต่ยอมรับผิด → ให้อภัย

  • พูดโกหกบิดเบือนแม้เล็กน้อย → ลงทัณฑ์

หลักเหล่านี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อพรรคการเมืองไทย ซึ่งมักประสบปัญหา:

  • การเล่นพรรคเล่นพวก

  • นักการเมืองย้ายพรรคเพื่อผลประโยชน์

  • ความไม่มีวินัยงูเห่า

  • การขาดกลไกลงโทษผู้นำที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน

เชื่อมโยงกับผลงานบทที่ 17 “การปลดลิเงียม (廢李平)”

จูกัดเหลียงตัดสินใจปลดขุนนางที่ไร้ประสิทธิภาพ แม้เป็นคนสนิท แสดงให้เห็นถึง
การจัดการบุคลากรด้วยหลัก meritocracy และ accountability

ข้อเสนอสำหรับพรรคการเมืองไทย

  • สร้างระบบ “ประเมินผลงาน ส.ส.” แบบรายไตรมาส

  • ตั้งคณะกรรมการวินัยพรรคที่เป็นอิสระ

  • รางวัลสำหรับ ส.ส. ที่ทำงานเชิงนโยบาย/เขตชัดเจน

  • ลงโทษงูเห่าทางการเมืองโดยไม่เลือกปฏิบัติ

นี่คือการประยุกต์หลัก “ผู้ใดมีคุณ แม้เคยเป็นศัตรู ก็ต้องได้รับรางวัล” หรือตรงกันข้าม “ผู้ใดละเมิดกฎหมาย แม้เป็นญาติ ก็ต้องถูกลงโทษ”


3. วินัยพรรคและหลักกฎหมาย: บริหารด้วยความเที่ยงธรรม

ตามคำวิจารณ์ของเฉินโซ่ว:

แม้การปกครองเข้มงวด แต่ราษฎรไม่เคยขุ่นเคือง
เพราะเขาใช้ใจเที่ยงธรรมและเตือนสติอย่างชัดเจน

ข้อนี้สะท้อนว่า “ความชอบธรรมทางการเมือง” ไม่ได้เกิดจากความอ่อนโยน แต่จาก ความยุติธรรมที่เสมอหน้า ซึ่งตรงกับบท 法檢上–法檢下 (ตรวจสอบทางกฎหมาย)

บทเรียนแก่พรรคการเมืองไทย

เมื่อกฎระเบียบภายในพรรคไม่เท่าเทียม ย่อมนำไปสู่การแตกสาขา พรรคแตกตัว และความไม่ไว้วางใจภายใน เช่น

  • การดีลโควตารัฐมนตรีแบบลับ

  • ความไม่โปร่งใสในการปันงบประมาณเขต

  • การเลือกตั้งภายในพรรคที่ไม่เป็นธรรม

แนวทางตามแบบจูกัดเหลียง

  • ตรากฎหมายพรรคที่ชัดเจน เข้มงวด และเท่าเทียม

  • เปิดเผยงบประมาณพรรคแบบรายปี

  • แยกตำแหน่งบริหารพรรค ↔ ตำแหน่งรัฐบาล เพื่อลดผลประโยชน์ทับซ้อน


4. การสื่อสารทางการเมือง: ความจริงใจเหนือการปรุงแต่ง

จูกัดเหลียงให้ความสำคัญกับ ความจริงใจ มากกว่าการโฆษณาชวนเชื่อ ดังที่ระบุว่า

  • ผู้ใดใช้วาจาตกแต่งความจริง แม้จะผิดเล็กน้อย ก็ต้องถูกลงโทษ

หลักนี้ควรนำไปใช้กับการสื่อสารพรรคการเมืองไทยซึ่งมักใช้การตลาดทางการเมืองมากกว่าความจริง เช่น

  • สร้างวาทกรรมเกินจริง

  • โจมตีฝ่ายตรงข้ามด้วยข้อมูลบิดเบือน

  • ใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือปั่นกระแส

การประยุกต์จากบท “คำกล่าวทั่วไป (雜言上/下)”

  • พรรคควรสื่อสารอย่างมีหลักฐาน

  • ตรงไปตรงมา ไม่ใช้โวหารชวนเชื่อ

  • ลดการเมืองน้ำลาย เพิ่มข้อมูลเชิงนโยบาย


5. ยุทธศาสตร์การเมือง: การจัดทัพ การคำนวณ และการคาดการณ์สถานการณ์

ข้อเขียนของจูกัดเหลียงให้บทเรียนสำคัญด้านยุทธศาสตร์ได้ในหลายบท เช่น

  • 北出 (ยกทัพขึ้นเหนือ)

  • 南征 (ปราบปรามแดนใต้)

  • 計筭 (กลยุทธ์และการคำนวณ)

  • 軍令上/中/下 (คำสั่งทัพ)

แม้จูกัดเหลียงจะไม่ประสบความสำเร็จสูงสุดทางการทหาร แต่สิ่งที่โดดเด่นคือ การวางแผนอย่างมีระบบ ระมัดระวังรอบคอบ ซึ่งประยุกต์กับพรรคการเมืองไทยได้ดังนี้

หลักคิดยุทธศาสตร์แบบขงเบ้ง

  • วิเคราะห์สภาพการเมืองไทยแบบรอบด้าน (stakeholder analysis)

  • ใช้ข้อมูลและตัวเลข ไม่ใช่ความรู้สึก

  • ประเมินความเสี่ยงการแตกพรรค การย้ายพรรค และฐานเสียงกลุ่มต่าง ๆ

  • ภาคสนามต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์พรรคส่วนกลาง

ข้อเสนอ

  • จัดตั้ง “สำนักยุทธศาสตร์พรรค” ทำงานแบบ think tank

  • ใช้ big data ประเมินความนิยมตามเขตเลือกตั้ง

  • วางแผนยาว 4–8 ปี ไม่ใช่เฉพาะช่วงเลือกตั้ง


6. ภาวะผู้นำและคุณธรรมทางการเมือง: แก่นกลางในแบบจูกัดเหลียง

คำวิจารณ์ของหยวนจุ่นระบุว่า จูกัดเหลียงมีความโดดเด่นในด้าน:

  • ความจงรักภักดี

  • ความซื่อสัตย์ต่ออำนาจประมุข

  • ไม่ล่วงเกินขอบเขตอำนาจที่ตนได้รับ

  • ใช้แรงงานราษฎรแต่ไม่ถูกเกลียดชัง

  • เข้มงวดแต่เป็นที่เคารพรัก

เป็นแบบอย่างของผู้นำที่มี 德行 (เต๋อสิง) – คุณธรรม

บทเรียนสำหรับผู้นำพรรคการเมืองไทย

  • ต้องยืนบนหลักความถูกต้องมากกว่าประโยชน์เฉพาะกลุ่ม

  • ไม่เล่นการเมืองแบบซื้อใจ ส.ส.

  • ใช้อำนาจอย่างเหมาะสมและตรวจสอบได้

  • สร้างจริยธรรมทางการเมือง (political ethics) เป็นวัฒนธรรมพรรค

ดังที่เฉินโซ่วเขียนว่า

ความดีไม่มีแม้แต่น้อยที่ไม่ยกย่อง
ความชั่วไม่มีแม้แต่นิดที่ไม่ตำหนิ

นี่คือหลักธรรมาภิบาล (good governance) ที่พรรคการเมืองไทยยังขาดอยู่มาก


บทสรุป: บทเรียน “พรรคการเมืองสมัยใหม่” จากยุทธศาสตร์จูกัดเหลียง

ข้อเขียน 24 บทและคำสั่งของจูกัดเหลียงสะท้อนแนวคิดการบริหารอย่างเป็นระบบ มีวินัย และตั้งอยู่บนคุณธรรมที่มั่นคง ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้กับพรรคการเมืองไทยได้ใน 6 ประการสำคัญ:

  1. จัดองค์กรแบบมีมาตรฐาน ไม่พึ่งตัวบุคคล

  2. คัดคนแบบ merit system และมีวินัยพรรคจริงจัง

  3. สร้างระบบตรวจสอบภายในและความยุติธรรม

  4. สื่อสารด้วยความจริงใจ ไม่ใช้การตกแต่งข้อมูล

  5. มียุทธศาสตร์และการคำนวณที่ถูกต้องตามหลัก evidence-based

  6. ยกระดับภาวะผู้นำด้วยคุณธรรมและความรับผิดชอบ

แม้เวลาจะผ่านมากว่า 1,700 ปี แต่หลักการบริหารของจูกัดเหลียงยังคงร่วมสมัย และสามารถเป็นต้นแบบในการสร้าง พรรคการเมืองที่เป็นสถาบัน ในสังคมไทย—ซึ่งยังขาดฐานคิดด้านระเบียบ วินัย และความชอบธรรมอย่างมาก

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

"ดร.มหานิยม" ปะทะ "พรรคพุทธไทย" สู้ศึกเลือกตั้ง 2569 สกลนคร เขต 2

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยทั่วไป พ.ศ. 2569 ซึ่งกำหนดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นสนามแข่งขันที่สำคัญของนักการเมืองและพรรคการเ...