(A Study on Thai Political Party Management through Zhuge Liang’s Administrative Writings)
บทนำ
ความท้าทายหลักของพรรคการเมืองไทยในปัจจุบัน คือ การขาดโครงสร้างการบริหารจัดการแบบมืออาชีพ การพึ่งพาบุคคลมากกว่าสถาบัน ความไม่ต่อเนื่องทางนโยบาย การขาดมาตรฐานคุณธรรมในหมู่ผู้นำพรรค และความไม่เป็นเอกภาพภายใน นำไปสู่ปัญหาทางการเมืองทั้งระยะสั้นและระยะยาว
บทความนี้นำ ข้อเขียน 24 บท คำสั่งและหลักการบริหารของจูกัดเหลียง รวมถึง คำวิจารณ์ของเฉินโซ่วและหยวนจุ่น มาวิเคราะห์เป็นกรอบเปรียบเทียบ เพื่อถอดบทเรียนการบริหารจัดการพรรคการเมืองไทยในมิติ
-
การจัดองค์กร
-
การบริหารบุคลากร
-
วินัยและกฎหมายพรรค
-
การสื่อสารทางการเมือง
-
ยุทธศาสตร์การเมือง
-
ความชอบธรรมและคุณธรรมของผู้นำ
1. หลักการจัดองค์การพรรคการเมือง: การวางระเบียบและจำกัดอำนาจอย่างเหมาะสม
ใน จดหมายเหตุสามก๊ก เฉินโซ่วระบุว่า
-
จูกัดเหลียงวางระเบียบแบบแผนชัดเจน
-
จำกัดอำนาจของขุนนางตามความเหมาะสม
-
จัดการทุกเรื่องบนรากฐานของเหตุผล
เทียบกับการเมืองไทย หลายพรรคมีลักษณะ "หัวหน้าพรรคเป็นศูนย์กลาง" หรือ "เจ้าของพรรค" ทำให้โครงสร้างตัดสินใจไม่เป็นระบบ และนำไปสู่ความเสี่ยงด้านความขัดแย้งภายใน
หลักคิดจากบท “อำนาจและระเบียบการปกครอง (權制)”
-
การออกแบบโครงสร้างพรรคต้องกำหนด อำนาจตามตำแหน่ง ไม่ใช่ตามตัวบุคคล
-
กลไกตรวจสอบต้องชัดเจน เสมือน “綜覈上–綜覈下” (การตรวจสอบต้น–ปลาย)
-
พรรคต้องป้องกัน “การครอบงำโดยกลุ่มทุน” ด้วยระบบถ่วงดุลภายใน
ข้อเสนอสำหรับพรรคการเมืองไทย
-
จัดโครงสร้างคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ให้แบ่งงานชัดเจน
-
ทำคู่มือมาตรฐานปฏิบัติงาน (SOP) ตามแนว 科令上/下 (ข้อบังคับราชการ)
-
ปรับระบบคัดเลือกผู้สมัครให้โปร่งใส มี KPI ไม่ใช่ระบบเส้นสาย
นี่คือการดัดแปลงจากแนวคิด “เอ่ยนามให้ตรงกับความจริง ไม่ให้ที่ยืนแก่ความหลอกลวง” ของจูกัดเหลียง
2. การบริหารบุคลากรในพรรค: แนวคิดการให้รางวัลและลงโทษ
จูกัดเหลียงใช้หลักการที่ชัดเจนมาก:
-
ความดีเล็กน้อยก็ยกย่อง
-
ความชั่วเพียงเล็กน้อยก็ลงโทษ
-
ผิดร้ายแรงแต่ยอมรับผิด → ให้อภัย
-
พูดโกหกบิดเบือนแม้เล็กน้อย → ลงทัณฑ์
หลักเหล่านี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อพรรคการเมืองไทย ซึ่งมักประสบปัญหา:
-
การเล่นพรรคเล่นพวก
-
นักการเมืองย้ายพรรคเพื่อผลประโยชน์
-
ความไม่มีวินัยงูเห่า
-
การขาดกลไกลงโทษผู้นำที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน
เชื่อมโยงกับผลงานบทที่ 17 “การปลดลิเงียม (廢李平)”
จูกัดเหลียงตัดสินใจปลดขุนนางที่ไร้ประสิทธิภาพ แม้เป็นคนสนิท แสดงให้เห็นถึง
การจัดการบุคลากรด้วยหลัก meritocracy และ accountability
ข้อเสนอสำหรับพรรคการเมืองไทย
-
สร้างระบบ “ประเมินผลงาน ส.ส.” แบบรายไตรมาส
-
ตั้งคณะกรรมการวินัยพรรคที่เป็นอิสระ
-
รางวัลสำหรับ ส.ส. ที่ทำงานเชิงนโยบาย/เขตชัดเจน
-
ลงโทษงูเห่าทางการเมืองโดยไม่เลือกปฏิบัติ
นี่คือการประยุกต์หลัก “ผู้ใดมีคุณ แม้เคยเป็นศัตรู ก็ต้องได้รับรางวัล” หรือตรงกันข้าม “ผู้ใดละเมิดกฎหมาย แม้เป็นญาติ ก็ต้องถูกลงโทษ”
3. วินัยพรรคและหลักกฎหมาย: บริหารด้วยความเที่ยงธรรม
ตามคำวิจารณ์ของเฉินโซ่ว:
แม้การปกครองเข้มงวด แต่ราษฎรไม่เคยขุ่นเคือง
เพราะเขาใช้ใจเที่ยงธรรมและเตือนสติอย่างชัดเจน
ข้อนี้สะท้อนว่า “ความชอบธรรมทางการเมือง” ไม่ได้เกิดจากความอ่อนโยน แต่จาก ความยุติธรรมที่เสมอหน้า ซึ่งตรงกับบท 法檢上–法檢下 (ตรวจสอบทางกฎหมาย)
บทเรียนแก่พรรคการเมืองไทย
เมื่อกฎระเบียบภายในพรรคไม่เท่าเทียม ย่อมนำไปสู่การแตกสาขา พรรคแตกตัว และความไม่ไว้วางใจภายใน เช่น
-
การดีลโควตารัฐมนตรีแบบลับ
-
ความไม่โปร่งใสในการปันงบประมาณเขต
-
การเลือกตั้งภายในพรรคที่ไม่เป็นธรรม
แนวทางตามแบบจูกัดเหลียง
-
ตรากฎหมายพรรคที่ชัดเจน เข้มงวด และเท่าเทียม
-
เปิดเผยงบประมาณพรรคแบบรายปี
-
แยกตำแหน่งบริหารพรรค ↔ ตำแหน่งรัฐบาล เพื่อลดผลประโยชน์ทับซ้อน
4. การสื่อสารทางการเมือง: ความจริงใจเหนือการปรุงแต่ง
จูกัดเหลียงให้ความสำคัญกับ ความจริงใจ มากกว่าการโฆษณาชวนเชื่อ ดังที่ระบุว่า
-
ผู้ใดใช้วาจาตกแต่งความจริง แม้จะผิดเล็กน้อย ก็ต้องถูกลงโทษ
หลักนี้ควรนำไปใช้กับการสื่อสารพรรคการเมืองไทยซึ่งมักใช้การตลาดทางการเมืองมากกว่าความจริง เช่น
-
สร้างวาทกรรมเกินจริง
-
โจมตีฝ่ายตรงข้ามด้วยข้อมูลบิดเบือน
-
ใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือปั่นกระแส
การประยุกต์จากบท “คำกล่าวทั่วไป (雜言上/下)”
-
พรรคควรสื่อสารอย่างมีหลักฐาน
-
ตรงไปตรงมา ไม่ใช้โวหารชวนเชื่อ
-
ลดการเมืองน้ำลาย เพิ่มข้อมูลเชิงนโยบาย
5. ยุทธศาสตร์การเมือง: การจัดทัพ การคำนวณ และการคาดการณ์สถานการณ์
ข้อเขียนของจูกัดเหลียงให้บทเรียนสำคัญด้านยุทธศาสตร์ได้ในหลายบท เช่น
-
北出 (ยกทัพขึ้นเหนือ)
-
南征 (ปราบปรามแดนใต้)
-
計筭 (กลยุทธ์และการคำนวณ)
-
軍令上/中/下 (คำสั่งทัพ)
แม้จูกัดเหลียงจะไม่ประสบความสำเร็จสูงสุดทางการทหาร แต่สิ่งที่โดดเด่นคือ การวางแผนอย่างมีระบบ ระมัดระวังรอบคอบ ซึ่งประยุกต์กับพรรคการเมืองไทยได้ดังนี้
หลักคิดยุทธศาสตร์แบบขงเบ้ง
-
วิเคราะห์สภาพการเมืองไทยแบบรอบด้าน (stakeholder analysis)
-
ใช้ข้อมูลและตัวเลข ไม่ใช่ความรู้สึก
-
ประเมินความเสี่ยงการแตกพรรค การย้ายพรรค และฐานเสียงกลุ่มต่าง ๆ
-
ภาคสนามต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์พรรคส่วนกลาง
ข้อเสนอ
-
จัดตั้ง “สำนักยุทธศาสตร์พรรค” ทำงานแบบ think tank
-
ใช้ big data ประเมินความนิยมตามเขตเลือกตั้ง
-
วางแผนยาว 4–8 ปี ไม่ใช่เฉพาะช่วงเลือกตั้ง
6. ภาวะผู้นำและคุณธรรมทางการเมือง: แก่นกลางในแบบจูกัดเหลียง
คำวิจารณ์ของหยวนจุ่นระบุว่า จูกัดเหลียงมีความโดดเด่นในด้าน:
-
ความจงรักภักดี
-
ความซื่อสัตย์ต่ออำนาจประมุข
-
ไม่ล่วงเกินขอบเขตอำนาจที่ตนได้รับ
-
ใช้แรงงานราษฎรแต่ไม่ถูกเกลียดชัง
-
เข้มงวดแต่เป็นที่เคารพรัก
เป็นแบบอย่างของผู้นำที่มี 德行 (เต๋อสิง) – คุณธรรม
บทเรียนสำหรับผู้นำพรรคการเมืองไทย
-
ต้องยืนบนหลักความถูกต้องมากกว่าประโยชน์เฉพาะกลุ่ม
-
ไม่เล่นการเมืองแบบซื้อใจ ส.ส.
-
ใช้อำนาจอย่างเหมาะสมและตรวจสอบได้
-
สร้างจริยธรรมทางการเมือง (political ethics) เป็นวัฒนธรรมพรรค
ดังที่เฉินโซ่วเขียนว่า
ความดีไม่มีแม้แต่น้อยที่ไม่ยกย่อง
ความชั่วไม่มีแม้แต่นิดที่ไม่ตำหนิ
นี่คือหลักธรรมาภิบาล (good governance) ที่พรรคการเมืองไทยยังขาดอยู่มาก
บทสรุป: บทเรียน “พรรคการเมืองสมัยใหม่” จากยุทธศาสตร์จูกัดเหลียง
ข้อเขียน 24 บทและคำสั่งของจูกัดเหลียงสะท้อนแนวคิดการบริหารอย่างเป็นระบบ มีวินัย และตั้งอยู่บนคุณธรรมที่มั่นคง ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้กับพรรคการเมืองไทยได้ใน 6 ประการสำคัญ:
-
จัดองค์กรแบบมีมาตรฐาน ไม่พึ่งตัวบุคคล
-
คัดคนแบบ merit system และมีวินัยพรรคจริงจัง
-
สร้างระบบตรวจสอบภายในและความยุติธรรม
-
สื่อสารด้วยความจริงใจ ไม่ใช้การตกแต่งข้อมูล
-
มียุทธศาสตร์และการคำนวณที่ถูกต้องตามหลัก evidence-based
-
ยกระดับภาวะผู้นำด้วยคุณธรรมและความรับผิดชอบ
แม้เวลาจะผ่านมากว่า 1,700 ปี แต่หลักการบริหารของจูกัดเหลียงยังคงร่วมสมัย และสามารถเป็นต้นแบบในการสร้าง พรรคการเมืองที่เป็นสถาบัน ในสังคมไทย—ซึ่งยังขาดฐานคิดด้านระเบียบ วินัย และความชอบธรรมอย่างมาก
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น