พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นับเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในระบบการเมืองไทยยุคปัจจุบัน ด้วยบทบาทที่โดดเด่นในการเป็น "พรรคตัวแปร" (Swing Party) และการประสบความสำเร็จในการขยายฐานเสียงอย่างต่อเนื่อง การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไปในปี พ.ศ. 2569 จึงเป็นโอกาสสำคัญของพรรคในการต่อยอดความสำเร็จครั้งล่าสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่แกนนำพรรคดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในช่วงเปลี่ยนผ่าน (ตามข้อตกลงยุบสภา) ย่อมสร้างความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ บทความนี้มุ่งวิเคราะห์ยุทธศาสตร์หลักที่พรรคภูมิใจไทยใช้ในการเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2569 ซึ่งเน้นไปที่การสร้างผลงาน, การจัดการพื้นที่, และการวางตำแหน่งทางการเมืองแบบ "การเมืองทางสายกลาง"
1. ยุทธศาสตร์การสร้างผลงานในฐานะรัฐบาล (Performance-Based Strategy)
หัวใจสำคัญของแคมเปญหาเสียงของภูมิใจไทยคือวาทกรรม "พูดแล้วทำ" ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือหลักในการสร้างความน่าเชื่อถือสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า:
การเร่งรัดนโยบายเชิงประจักษ์: ในช่วงที่แกนนำพรรคเป็นผู้นำรัฐบาล (ก่อนยุบสภา) พรรคได้ใช้โอกาสนี้ในการเร่งผลักดันนโยบายที่สามารถสร้างผลกระทบที่สัมผัสได้ในระยะสั้นและตรงกับความต้องการของประชาชน เช่น:
นโยบายเศรษฐกิจฐานราก: การผลักดันโครงการ เงินกู้ฉุกเฉิน 50,000 บาท โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน, การพักหนี้ 3 ปี, และการเพิ่มค่าตอบแทน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เป็น 2,000 บาท/เดือน ซึ่งเป็นการเจาะกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งในระดับชุมชนและผู้ประกอบการรายย่อย
นโยบายโครงสร้างพื้นฐานและพลังงาน: การเดินหน้าโครงการขนาดใหญ่ เช่น Landbridge (สะพานเศรษฐกิจเชื่อมสองฝั่งทะเล) และนโยบาย ฟรีโซลาร์เซลล์ เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในครัวเรือน ซึ่งสร้างความสนใจทั้งในระดับประชาชนและภาคธุรกิจ
การจัดการวิกฤตและความมั่นคง: การประกาศนโยบาย 4 เดือน 4 ภารกิจหลัก ที่เน้นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ, ภัยความมั่นคง (เช่น อาชญากรรมออนไลน์และยาเสพติด) และภัยธรรมชาติ เพื่อแสดงให้เห็นถึง "ความเป็นผู้นำที่สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างเด็ดขาด"
2. ยุทธศาสตร์การขยายและรักษาฐาน "บ้านใหญ่" (Local Power Base Consolidation)
พรรคภูมิใจไทยยังคงยึดมั่นในยุทธศาสตร์การเมืองที่พึ่งพาเครือข่ายความสัมพันธ์ส่วนบุคคลและผู้สมัครที่มีอิทธิพลในพื้นที่ (บ้านใหญ่):
การดึงดูด ส.ส. และผู้สมัครคุณภาพ: พรรคมีกลยุทธ์ที่ชัดเจนในการดึงดูดนักการเมืองที่มีฐานเสียงส่วนตัวที่แข็งแกร่งจากพรรคอื่น ๆ เข้ามาร่วมงาน การเพิ่มจำนวน "บ้านใหญ่" ในภูมิภาคต่าง ๆ ถือเป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อสร้างความมั่นคงในที่นั่ง ส.ส. เขต
การเจาะพื้นที่ภาคกลางและภาคใต้: พรรคไม่เพียงแต่รักษาฐานที่มั่นเดิมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างเท่านั้น แต่ยังมุ่งขยายอิทธิพลไปยังภาคกลางและภาคใต้มากขึ้น โดยใช้ผู้สมัครที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในพื้นที่นั้น ๆ เข้ามาทำงานในนามของพรรค
การใช้กลไกของรัฐในพื้นที่: ในฐานะพรรครัฐบาล พรรคได้ใช้โอกาสในการแต่งตั้งและมอบหมายงานให้กับสมาชิกพรรคในตำแหน่งบริหารของกระทรวงต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนนโยบายและการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นการสร้างความผูกพันและเครือข่ายทางการเมืองในระดับท้องถิ่น
3. การวางตำแหน่งทางการเมืองแบบสายกลาง (Centrist Political Positioning)
ภูมิใจไทยวางตัวเองเป็นพรรคที่เน้นการทำงานและนโยบายที่ปฏิบัติได้จริง หลีกเลี่ยงความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์รุนแรง เพื่อสร้างโอกาสในการร่วมรัฐบาลได้กับทุกขั้ว:
หลีกเลี่ยงวาทกรรมขั้วตรงข้าม: พรรคพยายามวางตัวอยู่ตรงกลางระหว่างขั้วการเมืองเก่า (พรรคเพื่อไทย) และขั้วการเมืองใหม่ (พรรคประชาชน) โดยเน้นย้ำว่าตนเองเป็น "พรรคที่เน้นผลประโยชน์ของชาติและประชาชน" มากกว่าความขัดแย้งทางการเมือง
ความยืดหยุ่นทางการเมือง: การมีข้อตกลงกับพรรคการเมืองอื่น ๆ (เช่น ข้อตกลงยุบสภาภายใน 4 เดือน) สะท้อนถึงความสามารถในการเจรจาและการวางตัวเป็น "ตัวแปรที่ขาดไม่ได้" ในการจัดตั้งรัฐบาลผสมหลังการเลือกตั้ง
บทสรุปและข้อเสนอแนะ
ยุทธศาสตร์การเตรียมการเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2569 ของพรรคภูมิใจไทยมีความชัดเจนในแนวทาง "การเมืองเชิงปฏิบัติ" (Pragmatic Politics) โดยเน้นการใช้ความได้เปรียบจากการเป็นรัฐบาลในการสร้างผลงานที่โดนใจประชาชนในทุกระดับ ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของเครือข่ายผู้สมัครในพื้นที่
ความสำเร็จของพรรคขึ้นอยู่กับสองปัจจัยหลัก: ประการแรกคือ การรักษาความต่อเนื่องของการดำเนินนโยบาย ที่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจฐานรากจนถึงวันเลือกตั้ง และประการที่สองคือ ความสามารถในการรักษาความเป็นเอกภาพของ "บ้านใหญ่" และเครือข่ายในพื้นที่ให้มั่นคง การวางตำแหน่งเป็นพรรคสายกลางที่พร้อมร่วมงานกับทุกฝ่ายยังคงเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดในการก้าวไปสู่การเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น