วันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

ยุทธศาสตร์การเตรียมการเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2569 ของพรรคกล้าธรรม

พรรคกล้าธรรม (กธ.) นับเป็นพรรคการเมืองที่น่าจับตามองในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยในปี พ.ศ. 2569 เนื่องจากเป็นพรรคที่ก่อตั้งขึ้นใหม่และได้รวมตัวผู้สมัครที่มีฐานเสียงส่วนตัวที่แข็งแกร่ง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกลุ่ม ส.ส. ที่ย้ายมาจากพรรคอื่น) การจัดตั้งพรรคนี้อยู่ภายใต้การนำของบุคลากรทางการเมืองที่มีประสบการณ์ในพื้นที่และเป็นที่รู้จักในนาม "กลุ่มนักการเมืองท้องถิ่น" ยุทธศาสตร์ของพรรคกล้าธรรมจึงเน้นการผสมผสานระหว่างการเมืองแบบดั้งเดิม (Old Politics) กับการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการสื่อสาร บทความนี้มุ่งวิเคราะห์ยุทธศาสตร์หลักในการเตรียมความพร้อมของพรรคกล้าธรรมเพื่อก้าวเข้าสู่การเป็น "พรรคขนาดกลางถึงใหญ่" ในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง


1. ยุทธศาสตร์การรวมกลุ่ม ส.ส. และขยายฐานเขต (Candidate Consolidation and Territorial Expansion)

ยุทธศาสตร์หลักของพรรคกล้าธรรมคือการใช้บุคลากรที่มีอิทธิพลในพื้นที่เป็นหัวหอกสำคัญในการทำคะแนน ส.ส. เขต:

  • การดึงดูดผู้สมัครที่มีฐานเสียงเดิม: พรรคประสบความสำเร็จในการดึงดูด ส.ส. หน้าเดิมที่มีฐานเสียงส่วนตัว (Personal Vote) และอิทธิพลในพื้นที่เข้ามาร่วมงานเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนและภาคกลาง การย้ายเข้าของบุคคลสำคัญเหล่านี้ส่งผลให้พรรคมีแต้มต่อในเขตเลือกตั้งที่ชัดเจนและสามารถตั้งเป้าหมายที่นั่งในสภาได้อย่างทะเยอทะยาน (เช่น การตั้งเป้าหมายที่นั่งไม่ต่ำกว่า 70-90 ที่นั่ง)

  • การปักหมุดในพื้นที่เป้าหมาย (Pinpointing Target Areas): พรรคประกาศความมั่นใจในพื้นที่เฉพาะเจาะจง เช่น จังหวัดแม่ฮ่องสอน พะเยา กำแพงเพชร และตาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการจัดตั้งที่แข็งแกร่งในระดับภูมิภาค การมุ่งเน้นพื้นที่ชนบทที่พึ่งพาภาคเกษตรกรรมเป็นหลักเป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างความแตกต่างจากพรรคการเมืองคู่แข่งที่เน้นพื้นที่เมือง

  • การเสริมทัพด้วยบุคลากรจากพรรคเดิม: การเข้าร่วมของอดีต ส.ส. และผู้บริหารจากพรรคการเมืองใหญ่ (เช่น พรรคเพื่อไทยเดิม) ช่วยเสริมโครงสร้างการบริหารและยุทธศาสตร์ของพรรคให้มีความหลากหลายและรอบด้านมากขึ้น โดยมีเป้าหมายในการยกระดับพรรคสู่ "สถาบันการเมือง" ที่เข้มแข็ง


2. ยุทธศาสตร์นโยบายมุ่งเน้นฐานรากและเกษตรกรรม (Grassroots and Agricultural Policy Focus)

นโยบายของพรรคกล้าธรรมมุ่งเน้นการแก้ปัญหาปากท้องและสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มประชากรฐานราก โดยเฉพาะเกษตรกร:

  • การขับเคลื่อนภาคเกษตรกรรมเข้มแข็ง: พรรคชูนโยบายที่เชื่อมโยงการเกษตรกับนวัตกรรมและตลาดอย่างชัดเจน ผ่านแนวคิด "ตลาดนำ–นวัตกรรมเสริม–เพิ่มรายได้" ควบคู่ไปกับการผลักดันโครงการฟื้นฟูปรับโครงสร้างหนี้เกษตรกรร่วมกับธนาคารของรัฐ ซึ่งเป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ฐานเสียงหลักของพรรคโดยตรง

  • การใช้ตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นเครื่องมือ: ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล พรรคได้ใช้โควต้ารัฐมนตรีที่ได้รับในการขับเคลื่อนนโยบายที่เกี่ยวข้องกับฐานราก เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อสร้างผลงานเชิงประจักษ์ (Visible Results) ในพื้นที่ และนำความสำเร็จเหล่านี้มาใช้ในการหาเสียง

  • การรับฟังปัญหาผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล: แม้จะเน้นฐานราก แต่พรรคก็แสดงความสนใจในการใช้เทคโนโลยีและสื่อโซเชียลมีเดีย รวมถึง AI เพื่อเปิดรับฟังปัญหาและความต้องการของประชาชน เพื่อนำมาปรับปรุงนโยบายให้ "โดนใจ" และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ


3. การวางตำแหน่งทางการเมืองและภาพลักษณ์ (Political Positioning and Image)

พรรคกล้าธรรมพยายามวางตัวเองเป็นพรรคที่เน้นการทำงานและไม่สร้างความขัดแย้งกับขั้วอำนาจใด ๆ:

  • การเมืองแบบ "สายกลางที่เน้นผลลัพธ์": พรรคประกาศจุดยืนที่จะทำการเมืองแบบใหม่ที่ไม่เป็นศัตรูกับใคร และไม่ขัดขวางนโยบายของรัฐบาล (ที่ตนเองเป็นส่วนหนึ่ง) การวางตำแหน่งเช่นนี้ช่วยให้พรรคสามารถรักษาความสัมพันธ์อันดีกับพรรคร่วมรัฐบาลหลักอย่างพรรคเพื่อไทย และแสดงให้เห็นถึง "ความยืดหยุ่น" ในการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลในอนาคต

  • การสร้างภาพลักษณ์ความกล้าทำและทำจริง: คำขวัญและอุดมการณ์ของพรรคที่ยึดหลัก 3 เสาหลัก (ชาติ–ศาสนา–พระมหากษัตริย์) ควบคู่ธรรมาภิบาลและความโปร่งใส ถูกนำมาใช้เพื่อดึงดูดกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ต้องการความมั่นคงทางสังคม และต้องการเห็นการบริหารที่โปร่งใส


บทสรุปและข้อเสนอแนะ

ยุทธศาสตร์การเตรียมการเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2569 ของพรรคกล้าธรรมมีลักษณะเป็น "ยุทธศาสตร์ที่มุ่งเน้นผู้สมัครและฐานคะแนนในพื้นที่" โดยใช้ความเข้มแข็งของเครือข่ายท้องถิ่น (Local Networks) และการนำเสนอนโยบายที่จับต้องได้ในภาคเกษตรกรรมเป็นจุดขาย พรรคตั้งเป้าที่จะเป็นพรรคขนาดใหญ่ที่สามารถกำหนดทิศทางการจัดตั้งรัฐบาลได้ในอนาคต

ความท้าทายที่สำคัญที่สุดสำหรับพรรคกล้าธรรมคือ:

  1. การขยายฐานเสียงนอกเขตอิทธิพล: การจะกวาดที่นั่งให้ได้ตามเป้าหมาย (70-90 ที่นั่ง) พรรคจำเป็นต้องขยายอิทธิพลไปยังภาคอื่น ๆ (เช่น ภาคใต้และภาคตะวันออก) ให้มากขึ้นกว่าเดิม

  2. การสร้างเอกลักษณ์ของแบรนด์พรรค: ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงจากพรรคการเมืองใหญ่ การสร้างภาพลักษณ์ของพรรคที่ไม่ใช่เพียงแค่ "การรวมกลุ่มของอดีต ส.ส. ที่ย้ายมา" แต่เป็นสถาบันการเมืองที่มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและเป็นหนึ่งเดียว ถือเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จระยะยาว

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

"พุทธ–พราหมณ์ผสานศรัทธา" "ณพลเดช" ร่วมพิธีมงคลวัดอรุณฯ อธิษฐานเส้นทางชีวิตใหม่ "ดร.อวิรุทธ์"

"ณพลเดช มณีลังกา" ร่วมอนุโมทนาในพิธีเจริญพระพุทธมนต์และบวงสรวงพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม เนื่องในโอกาสที่ "ดร.อวิรุทธ์ ชาญชัยก...