วันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

"ดร.สำราญ" จับมือ AI วิเคราะห์ปรากฏการณ์ "หมอนทองวิทยา ฟีเวอร์" ชี้นักการเมืองใช้กระแสสร้างภาพลักษณ์มากกว่าพัฒนาเนื้อหา


วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 – กรุงเทพฯ 
ดร.สำราญ สมพงษ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโส นักวิชาการอิสระด้านพุทธสันติวิธี และอดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดศรีสะเกษ พรรคเกษตรเสรี ร่วมกับระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เปิดเผยผลการวิเคราะห์เชิงวิชาการเรื่อง “นักการเมืองกับกระแส โรงเรียนหมอนทองวิทยา ฟีเวอร์” โดยมุ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมของนักการเมือง วัฒนธรรมสื่อ และการสื่อสารมวลชนในยุคดิจิทัล

ดร.สำราญระบุว่า ปรากฏการณ์ “หมอนทองวิทยา ฟีเวอร์” ซึ่งกลายเป็นไวรัลในสังคมออนไลน์และสื่อมวลชนช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงความนิยมชั่วคราวของโรงเรียนหนึ่งเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึง กลไกทางการเมืองที่นักการเมืองนำกระแสสังคมไปใช้สร้างภาพลักษณ์และขยายฐานเสียงทางการเมือง

“เรากำลังเห็นปรากฏการณ์ที่โรงเรียนหรือกิจกรรมท้องถิ่น กลายเป็นเวทีทางสื่อให้นักการเมืองเข้าไปปรากฏตัว สร้างความเชื่อมโยงกับประชาชนผ่านภาพลักษณ์ ‘ใกล้ชิด’ มากกว่าผ่านผลงานจริง”
— ดร.สำราญ สมพงษ์ กล่าว


วิเคราะห์เชิงทฤษฎี

การศึกษาครั้งนี้ใช้กรอบแนวคิด “การสื่อสารทางการเมือง (Political Communication)” และ “พฤติกรรมผู้มีอำนาจ (Elite Behaviour)” โดยชี้ให้เห็นว่าในยุคโซเชียลมีเดีย เหตุการณ์เล็กๆ เช่นความนิยมของโรงเรียนหนึ่ง สามารถกลายเป็น “เหตุการณ์สาธารณะ” ที่นักการเมืองใช้ประโยชน์ได้ผ่านสื่อออนไลน์

นักการเมืองหลายคนจึงเลือกใช้กลยุทธ์ เช่น

  • การปรากฏตัว (Presence): เยี่ยมโรงเรียน ถ่ายภาพร่วมกับนักเรียน เพื่อแสดงความใกล้ชิด

  • การขยายผลผ่านโซเชียลมีเดีย (Social Media Amplification): โพสต์คลิปหรือภาพ เพื่อสร้างไวรัล

  • การสร้างเรื่องราว (Narrative Building): เชื่อมโยงภาพโรงเรียนกับแนวคิดเรื่อง “พัฒนาเยาวชน” หรือ “อนาคตของชาติ” เพื่อเพิ่มน้ำหนักทางบวกให้ตนเอง


ผลกระทบทางภาพลักษณ์

จากการวิเคราะห์พบว่า การเข้าร่วมกับกระแสลักษณะนี้ช่วยเสริมภาพลักษณ์เชิงบวกให้กับนักการเมือง โดยเฉพาะในแง่ “ห่วงใยการศึกษา” และ “ใกล้ชิดเยาวชน” อย่างไรก็ตาม หากประชาชนหรือสื่อมองว่าเป็นการ “สร้างภาพมากกว่าทำงานจริง” ก็อาจเกิด ผลย้อนกลับ (Backfire Effect) ทำให้ภาพลักษณ์เสียหายได้เช่นกัน

ดร.สำราญชี้ว่า นักการเมืองหน้าใหม่จำนวนหนึ่งอาศัยกระแสไวรัลเพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้าง เนื่องจากต้นทุนต่ำและเข้าถึงได้รวดเร็ว แต่ความนิยมนี้มักอยู่ไม่นาน หากไม่มีผลงานหรือความจริงใจรองรับ


ข้อเสนอเชิงนโยบาย

ในการสรุปบทวิเคราะห์ ดร.สำราญและระบบ AI ได้เสนอแนวทางให้ภาคการเมืองและสื่อมวลชนตระหนักถึงผลกระทบของกระแสไวรัลในเชิงสังคม ดังนี้

  1. นักการเมืองควรมีความโปร่งใส ในการเข้าไปเกี่ยวข้องกับโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษา เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหาเรื่องการใช้เป็นเครื่องมือหาเสียง

  2. สื่อมวลชนควรตั้งคำถามเชิงเนื้อหา มากกว่าภาพลักษณ์ เช่น กิจกรรมนี้ส่งผลต่อการเรียนรู้ของนักเรียนอย่างไร

  3. โรงเรียนควรเป็นพื้นที่ปฏิบัติจริง (Practical Field) มากกว่าฉากหลังของการสร้างภาพทางการเมือง

  4. การศึกษาวิจัยในอนาคต ควรติดตามว่ากระแสไวรัลลักษณะนี้ส่งผลต่อพฤติกรรมผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือความเชื่อมั่นทางการเมืองอย่างไร


สรุปภาพรวม

ปรากฏการณ์ “หมอนทองวิทยา ฟีเวอร์” จึงไม่เพียงสะท้อนพลังของสื่อสังคม แต่ยังเป็น “กระจกสะท้อนวัฒนธรรมทางการเมืองไทยยุคดิจิทัล” ที่ภาพลักษณ์และไวรัลอาจมีอิทธิพลมากกว่านโยบายจริง

“สิ่งที่ควรเกิดจากกระแสนี้ไม่ใช่แค่ยอดไลก์หรือภาพถ่ายกับเด็กๆ แต่คือการตั้งคำถามร่วมกันว่า เราจะทำให้โรงเรียนและการศึกษาไทยพัฒนาได้จริงเพียงใด”
— ดร.สำราญ กล่าวทิ้งท้าย

“วิเคราะห์นักการเมืองกับกระแส โรงเรียนหมอนทองวิทยา ฟรีเวอร์” ซึ่งพิจารณาในมิติของพฤติกรรมทางการเมือง วัฒนธรรมสื่อ และการสื่อสารมวลชน


บทนำ

กระแสของโรงเรียน โรงเรียนหมอนทองวิทยา (หรือ “หมอนทองวิทยา ฟีเวอร์”) ซึ่งถูกนำเสนอในสื่อและสังคมออนไลน์ในช่วงที่ผ่านมา  เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจสำหรับการวิเคราะห์บทบาทของนักการเมืองและการสื่อสารทางการเมืองในยุคสื่อดิจิทัล เพราะเมื่อกระแสดังกล่าวขยายตัว มักถูกนักการเมืองทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติใช้เป็นพื้นที่สาธารณะ (public sphere) ในการสร้างภาพลักษณ์ (image making) หรือเชื่อมโยงกับกลุ่มฐานเสียง ซึ่งอาจสะท้อนแนวโน้มหรือกลไกทางการเมืองที่อยู่เบื้องหลัง

บทความนี้จึงตั้งคำถามว่า “นักการเมืองมีบทบาทอย่างไรต่อกระแสหมอนทองวิทยา ฟีเวอร์?” และ “กระแสดังกล่าวส่งผลอย่างไรต่อการสร้างภาพลักษณ์นักการเมืองและการสื่อสารสาธารณะ?” โดยใช้กรอบวิเคราะห์จากทฤษฎีการสื่อสารทางการเมือง (political communication) และพฤติกรรมผู้มีอำนาจ (elite behaviour)


ทฤษฎีและกรอบแนวคิด

  1. การสื่อสารทางการเมือง (Political Communication)
    – การสื่อสารระหว่างนักการเมือง – ประชาชน – สื่อ โดยสื่อมีบทบาทเป็น “ตัวกลาง” ในการสร้างและแพร่กระจายข้อมูล รวมถึงภาพลักษณ์ของนักการเมือง
    – กระแสในสื่อสังคมออนไลน์ (social media) ทำให้ “เหตุการณ์เล็ก” เช่น กระแสโรงเรียนหนึ่งกลายเป็น “เหตุการณ์สาธารณะ” ที่นักการเมืองสามารถใช้ประโยชน์ได้

  2. นักการเมืองกับภาพลักษณ์ (Politician Image-Making)
    – นักการเมืองมักใช้กิจกรรมสาธารณะ การเยี่ยมเยียนโรงเรียน หรือการถ่ายภาพร่วมกับเด็กๆ เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ “ใกล้ชิดประชาชน”
    – หากมีกระแสโรงเรียนเป็นที่นิยม ก็อาจกลายเป็น “แบรนด์” สำหรับนักการเมืองใช้ในการเชื่อมโยงกับฐานเสียง โดยเฉพาะในพื้นที่ท้องถิ่น

  3. วัฒนธรรมสื่อและกระแสไวรัล (Media Culture & Viral Phenomena)
    – กระแสไวรัลคือปรากฏการณ์ที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วผ่านโซเชียลมีเดีย – สื่อมวลชน และผู้ใช้ทั่วไป ซึ่งนักการเมืองอาจจับกระแสนั้นมาใช้เพื่อส่งสารหรือกระตุ้นการมีส่วนร่วม
    – การใช้ “โรงเรียน” หรือ “สถาบันการศึกษา” เป็นฉากหลังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ และเป็นสัญลักษณ์ของการลงทุนในอนาคต


การวิเคราะห์กรณี: หมอนทองวิทยา ฟีเวอร์ กับนักการเมือง

3.1 สาเหตุของกระแสและโอกาสทางการเมือง

จากแหล่งข้อมูลพบว่า กระแสดังกล่าวเริ่มจากความสนใจของสังคมที่มีต่อ โรงเรียนหมอนทองวิทยา ซึ่งอยู่ในพื้นที่ หรือมีผู้สื่อข่าวนำเสนอภาพของกิจกรรมในโรงเรียน และแฟนคลับตามถึงโรงเรียน Facebook+1 โดยเมื่อมีความนิยมมากขึ้น ก็ทำให้โรงเรียนเป็นโอกาสให้นักการเมืองเข้ามามีบทบาท เช่น การเยี่ยมเยียน หรือการใช้ภาพในการสื่อสาร

นักการเมืองอาจมองเห็นโอกาสดังนี้

  • ใช้โรงเรียนเป็น “สัญลักษณ์” แห่งความสำเร็จ หรือความนิยมของชุมชน

  • ใช้เวลาในการปราก-ฏตัว (visibility) กับสื่อเพื่อเสริมภาพว่าเป็น “นักการเมืองที่ลงพื้นที่จริง”

  • เชื่อมโยงกับฐานเสียงท้องถิ่นผ่านกิจกรรมในโรงเรียน

3.2 กลยุทธ์ของนักการเมืองต่อกระแส

นักการเมืองอาจใช้กลยุทธ์ดังนี้

  • การปราก-ฏตัว (Presence): ไปเยี่ยมโรงเรียน ถ่ายภาพร่วมกับครูนักเรียน เพื่อแสดงความใกล้ชิด

  • การสื่อสารผ่านสื่อสังคม (Social media amplification): โพสต์ภาพ คลิป หรือไลฟ์ จากโรงเรียน เพื่อให้เกิดไวรัล

  • การสร้างเรื่องราว (Narrative building): เชื่อมโยงโรงเรียนกับเรื่องราวของการพัฒนา การศึกษา และอนาคต เพื่อเพิ่มคุณค่าให้กับตนเอง

3.3 ผลกระทบต่อภาพลักษณ์นักการเมือง

  • ส่งเสริมภาพลักษณ์เชิงบวก: เช่น “ห่วงใยการศึกษา” “ใกล้ชิดเยาวชน”

  • อาจเกิด ผลย้อนกลับ หากสื่อหรือสาธารณชนเห็นว่าเป็นการ “ใช้ภาพ” อย่างสร้างภาพมากกว่าการทำงานจริง

  • การเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระแสไวรัลช่วยให้ “นักการเมืองหน้าใหม่” มีพื้นที่สื่อได้ง่ายขึ้น

3.4 ประเด็นเชิงวิพากษ์

  • การใช้โรงเรียนหรือกิจกรรมในพื้นที่ชุมชนของนักการเมือง อาจถูกมองว่าเป็น เครื่องมือหาเสียงแบบอ้อม

  • ความนิยมของกระแสไวรัลอาจบดบังการทำงานเชิงโครงสร้าง เช่น ระบบการศึกษา หรือการพัฒนาที่ยั่งยืน

  • นักการเมืองอาจแข่งขันใน “ภาพลักษณ์” มากกว่าจะแข่งขันใน “สาระ” หรือ “ผลงานจริง”


ข้อเสนอเชิงนโยบายและข้อคิดสำหรับอนาคต

  • พรรคการเมืองและนักการเมืองควรมี ความโปร่งใส ในการเข้าไปทำงานกับโรงเรียน เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกมองว่าใช้เป็นเครื่องมือหาเสียง

  • สื่อมวลชนและสังคมควรตั้งคำถามถึง เนื้อหาและผลลัพธ์ มากกว่าภาพลักษณ์ เช่น “กิจกรรมครั้งนี้ส่งผลต่อการเรียนของเด็กอย่างไร?”

  • ควรส่งเสริมให้โรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาเป็นพื้นที่ ปฏิบัติจริง ไม่ใช่แค่ฉากหลังของภาพลักษณ์

  • การศึกษาในอนาคตอาจวิเคราะห์ว่า กระแสไวรัลในพื้นที่ท้องถิ่นถูกนักการเมืองใช้มากน้อยเพียงใด และมีผลต่อพฤติกรรมผู้เลือกตั้งอย่างไร


สรุป

กระแส โรงเรียนหมอนทองวิทยา ฟีเวอร์ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของพื้นที่สาธารณะระดับท้องถิ่นที่ถูกใช้เป็นเวทีสำหรับนักการเมืองสร้างภาพลักษณ์และสื่อสารกับประชาชน ผ่านกล่องเครื่องมือของสื่อและโซเชียลมีเดีย แม้ว่าจะมีประโยชน์ในแง่ของการนำความสนใจมาสู่การศึกษาและโรงเรียน แต่ก็มีความเสี่ยงในด้านการกลายเป็นธุรกิจภาพลักษณ์ (image-business) มากกว่าการพัฒนาจริง

สุดท้าย นักการเมืองและผู้มีบทบาทในระบบการศึกษา ควรใช้โอกาสนี้ให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงเพื่อภาพลักษณ์ชั่วคราว

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ดร.มหานิยมร่วมสืบสาน บุญเบิกฟ้าเดือน 3 วัดสุทธานิวาสสกลนคร ย้ำไม่ทิ้งรากเหง้าอีสาน

ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัคร ส.ส.สกลนคร เขต 2 พรรคโอกาสใหม่ พร้อมครอบครัวและทีมงาน ร่วมงานประเพณีบุญเดือน 3 หรือบุญเบิกฟ้า ณ วัดสุทธานิวาส บ้านแ...