วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 – กรุงเทพฯ ดร.สำราญ สมพงษ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโส นักวิชาการอิสระด้านพุทธสันติวิธี และอดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดศรีสะเกษ พรรคเกษตรเสรี ร่วมกับระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เปิดเผยผลการวิเคราะห์เชิงวิชาการเรื่อง “นักการเมืองกับกระแส โรงเรียนหมอนทองวิทยา ฟีเวอร์” โดยมุ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมของนักการเมือง วัฒนธรรมสื่อ และการสื่อสารมวลชนในยุคดิจิทัล
ดร.สำราญระบุว่า ปรากฏการณ์ “หมอนทองวิทยา ฟีเวอร์” ซึ่งกลายเป็นไวรัลในสังคมออนไลน์และสื่อมวลชนช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงความนิยมชั่วคราวของโรงเรียนหนึ่งเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึง กลไกทางการเมืองที่นักการเมืองนำกระแสสังคมไปใช้สร้างภาพลักษณ์และขยายฐานเสียงทางการเมือง
“เรากำลังเห็นปรากฏการณ์ที่โรงเรียนหรือกิจกรรมท้องถิ่น กลายเป็นเวทีทางสื่อให้นักการเมืองเข้าไปปรากฏตัว สร้างความเชื่อมโยงกับประชาชนผ่านภาพลักษณ์ ‘ใกล้ชิด’ มากกว่าผ่านผลงานจริง”
— ดร.สำราญ สมพงษ์ กล่าว
วิเคราะห์เชิงทฤษฎี
การศึกษาครั้งนี้ใช้กรอบแนวคิด “การสื่อสารทางการเมือง (Political Communication)” และ “พฤติกรรมผู้มีอำนาจ (Elite Behaviour)” โดยชี้ให้เห็นว่าในยุคโซเชียลมีเดีย เหตุการณ์เล็กๆ เช่นความนิยมของโรงเรียนหนึ่ง สามารถกลายเป็น “เหตุการณ์สาธารณะ” ที่นักการเมืองใช้ประโยชน์ได้ผ่านสื่อออนไลน์
นักการเมืองหลายคนจึงเลือกใช้กลยุทธ์ เช่น
-
การปรากฏตัว (Presence): เยี่ยมโรงเรียน ถ่ายภาพร่วมกับนักเรียน เพื่อแสดงความใกล้ชิด
-
การขยายผลผ่านโซเชียลมีเดีย (Social Media Amplification): โพสต์คลิปหรือภาพ เพื่อสร้างไวรัล
-
การสร้างเรื่องราว (Narrative Building): เชื่อมโยงภาพโรงเรียนกับแนวคิดเรื่อง “พัฒนาเยาวชน” หรือ “อนาคตของชาติ” เพื่อเพิ่มน้ำหนักทางบวกให้ตนเอง
ผลกระทบทางภาพลักษณ์
จากการวิเคราะห์พบว่า การเข้าร่วมกับกระแสลักษณะนี้ช่วยเสริมภาพลักษณ์เชิงบวกให้กับนักการเมือง โดยเฉพาะในแง่ “ห่วงใยการศึกษา” และ “ใกล้ชิดเยาวชน” อย่างไรก็ตาม หากประชาชนหรือสื่อมองว่าเป็นการ “สร้างภาพมากกว่าทำงานจริง” ก็อาจเกิด ผลย้อนกลับ (Backfire Effect) ทำให้ภาพลักษณ์เสียหายได้เช่นกัน
ดร.สำราญชี้ว่า นักการเมืองหน้าใหม่จำนวนหนึ่งอาศัยกระแสไวรัลเพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้าง เนื่องจากต้นทุนต่ำและเข้าถึงได้รวดเร็ว แต่ความนิยมนี้มักอยู่ไม่นาน หากไม่มีผลงานหรือความจริงใจรองรับ
ข้อเสนอเชิงนโยบาย
ในการสรุปบทวิเคราะห์ ดร.สำราญและระบบ AI ได้เสนอแนวทางให้ภาคการเมืองและสื่อมวลชนตระหนักถึงผลกระทบของกระแสไวรัลในเชิงสังคม ดังนี้
-
นักการเมืองควรมีความโปร่งใส ในการเข้าไปเกี่ยวข้องกับโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษา เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหาเรื่องการใช้เป็นเครื่องมือหาเสียง
-
สื่อมวลชนควรตั้งคำถามเชิงเนื้อหา มากกว่าภาพลักษณ์ เช่น กิจกรรมนี้ส่งผลต่อการเรียนรู้ของนักเรียนอย่างไร
-
โรงเรียนควรเป็นพื้นที่ปฏิบัติจริง (Practical Field) มากกว่าฉากหลังของการสร้างภาพทางการเมือง
-
การศึกษาวิจัยในอนาคต ควรติดตามว่ากระแสไวรัลลักษณะนี้ส่งผลต่อพฤติกรรมผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือความเชื่อมั่นทางการเมืองอย่างไร
สรุปภาพรวม
ปรากฏการณ์ “หมอนทองวิทยา ฟีเวอร์” จึงไม่เพียงสะท้อนพลังของสื่อสังคม แต่ยังเป็น “กระจกสะท้อนวัฒนธรรมทางการเมืองไทยยุคดิจิทัล” ที่ภาพลักษณ์และไวรัลอาจมีอิทธิพลมากกว่านโยบายจริง
“สิ่งที่ควรเกิดจากกระแสนี้ไม่ใช่แค่ยอดไลก์หรือภาพถ่ายกับเด็กๆ แต่คือการตั้งคำถามร่วมกันว่า เราจะทำให้โรงเรียนและการศึกษาไทยพัฒนาได้จริงเพียงใด”
— ดร.สำราญ กล่าวทิ้งท้าย
“วิเคราะห์นักการเมืองกับกระแส โรงเรียนหมอนทองวิทยา ฟรีเวอร์” ซึ่งพิจารณาในมิติของพฤติกรรมทางการเมือง วัฒนธรรมสื่อ และการสื่อสารมวลชน
บทนำ
กระแสของโรงเรียน โรงเรียนหมอนทองวิทยา (หรือ “หมอนทองวิทยา ฟีเวอร์”) ซึ่งถูกนำเสนอในสื่อและสังคมออนไลน์ในช่วงที่ผ่านมา เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจสำหรับการวิเคราะห์บทบาทของนักการเมืองและการสื่อสารทางการเมืองในยุคสื่อดิจิทัล เพราะเมื่อกระแสดังกล่าวขยายตัว มักถูกนักการเมืองทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติใช้เป็นพื้นที่สาธารณะ (public sphere) ในการสร้างภาพลักษณ์ (image making) หรือเชื่อมโยงกับกลุ่มฐานเสียง ซึ่งอาจสะท้อนแนวโน้มหรือกลไกทางการเมืองที่อยู่เบื้องหลัง
บทความนี้จึงตั้งคำถามว่า “นักการเมืองมีบทบาทอย่างไรต่อกระแสหมอนทองวิทยา ฟีเวอร์?” และ “กระแสดังกล่าวส่งผลอย่างไรต่อการสร้างภาพลักษณ์นักการเมืองและการสื่อสารสาธารณะ?” โดยใช้กรอบวิเคราะห์จากทฤษฎีการสื่อสารทางการเมือง (political communication) และพฤติกรรมผู้มีอำนาจ (elite behaviour)
ทฤษฎีและกรอบแนวคิด
-
การสื่อสารทางการเมือง (Political Communication)
– การสื่อสารระหว่างนักการเมือง – ประชาชน – สื่อ โดยสื่อมีบทบาทเป็น “ตัวกลาง” ในการสร้างและแพร่กระจายข้อมูล รวมถึงภาพลักษณ์ของนักการเมือง
– กระแสในสื่อสังคมออนไลน์ (social media) ทำให้ “เหตุการณ์เล็ก” เช่น กระแสโรงเรียนหนึ่งกลายเป็น “เหตุการณ์สาธารณะ” ที่นักการเมืองสามารถใช้ประโยชน์ได้ -
นักการเมืองกับภาพลักษณ์ (Politician Image-Making)
– นักการเมืองมักใช้กิจกรรมสาธารณะ การเยี่ยมเยียนโรงเรียน หรือการถ่ายภาพร่วมกับเด็กๆ เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ “ใกล้ชิดประชาชน”
– หากมีกระแสโรงเรียนเป็นที่นิยม ก็อาจกลายเป็น “แบรนด์” สำหรับนักการเมืองใช้ในการเชื่อมโยงกับฐานเสียง โดยเฉพาะในพื้นที่ท้องถิ่น -
วัฒนธรรมสื่อและกระแสไวรัล (Media Culture & Viral Phenomena)
– กระแสไวรัลคือปรากฏการณ์ที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วผ่านโซเชียลมีเดีย – สื่อมวลชน และผู้ใช้ทั่วไป ซึ่งนักการเมืองอาจจับกระแสนั้นมาใช้เพื่อส่งสารหรือกระตุ้นการมีส่วนร่วม
– การใช้ “โรงเรียน” หรือ “สถาบันการศึกษา” เป็นฉากหลังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ และเป็นสัญลักษณ์ของการลงทุนในอนาคต
การวิเคราะห์กรณี: หมอนทองวิทยา ฟีเวอร์ กับนักการเมือง
3.1 สาเหตุของกระแสและโอกาสทางการเมือง
จากแหล่งข้อมูลพบว่า กระแสดังกล่าวเริ่มจากความสนใจของสังคมที่มีต่อ โรงเรียนหมอนทองวิทยา ซึ่งอยู่ในพื้นที่ หรือมีผู้สื่อข่าวนำเสนอภาพของกิจกรรมในโรงเรียน และแฟนคลับตามถึงโรงเรียน Facebook+1 โดยเมื่อมีความนิยมมากขึ้น ก็ทำให้โรงเรียนเป็นโอกาสให้นักการเมืองเข้ามามีบทบาท เช่น การเยี่ยมเยียน หรือการใช้ภาพในการสื่อสาร
นักการเมืองอาจมองเห็นโอกาสดังนี้
-
ใช้โรงเรียนเป็น “สัญลักษณ์” แห่งความสำเร็จ หรือความนิยมของชุมชน
-
ใช้เวลาในการปราก-ฏตัว (visibility) กับสื่อเพื่อเสริมภาพว่าเป็น “นักการเมืองที่ลงพื้นที่จริง”
-
เชื่อมโยงกับฐานเสียงท้องถิ่นผ่านกิจกรรมในโรงเรียน
3.2 กลยุทธ์ของนักการเมืองต่อกระแส
นักการเมืองอาจใช้กลยุทธ์ดังนี้
-
การปราก-ฏตัว (Presence): ไปเยี่ยมโรงเรียน ถ่ายภาพร่วมกับครูนักเรียน เพื่อแสดงความใกล้ชิด
-
การสื่อสารผ่านสื่อสังคม (Social media amplification): โพสต์ภาพ คลิป หรือไลฟ์ จากโรงเรียน เพื่อให้เกิดไวรัล
-
การสร้างเรื่องราว (Narrative building): เชื่อมโยงโรงเรียนกับเรื่องราวของการพัฒนา การศึกษา และอนาคต เพื่อเพิ่มคุณค่าให้กับตนเอง
3.3 ผลกระทบต่อภาพลักษณ์นักการเมือง
-
ส่งเสริมภาพลักษณ์เชิงบวก: เช่น “ห่วงใยการศึกษา” “ใกล้ชิดเยาวชน”
-
อาจเกิด ผลย้อนกลับ หากสื่อหรือสาธารณชนเห็นว่าเป็นการ “ใช้ภาพ” อย่างสร้างภาพมากกว่าการทำงานจริง
-
การเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระแสไวรัลช่วยให้ “นักการเมืองหน้าใหม่” มีพื้นที่สื่อได้ง่ายขึ้น
3.4 ประเด็นเชิงวิพากษ์
-
การใช้โรงเรียนหรือกิจกรรมในพื้นที่ชุมชนของนักการเมือง อาจถูกมองว่าเป็น เครื่องมือหาเสียงแบบอ้อม
-
ความนิยมของกระแสไวรัลอาจบดบังการทำงานเชิงโครงสร้าง เช่น ระบบการศึกษา หรือการพัฒนาที่ยั่งยืน
-
นักการเมืองอาจแข่งขันใน “ภาพลักษณ์” มากกว่าจะแข่งขันใน “สาระ” หรือ “ผลงานจริง”
ข้อเสนอเชิงนโยบายและข้อคิดสำหรับอนาคต
-
พรรคการเมืองและนักการเมืองควรมี ความโปร่งใส ในการเข้าไปทำงานกับโรงเรียน เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกมองว่าใช้เป็นเครื่องมือหาเสียง
-
สื่อมวลชนและสังคมควรตั้งคำถามถึง เนื้อหาและผลลัพธ์ มากกว่าภาพลักษณ์ เช่น “กิจกรรมครั้งนี้ส่งผลต่อการเรียนของเด็กอย่างไร?”
-
ควรส่งเสริมให้โรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาเป็นพื้นที่ ปฏิบัติจริง ไม่ใช่แค่ฉากหลังของภาพลักษณ์
-
การศึกษาในอนาคตอาจวิเคราะห์ว่า กระแสไวรัลในพื้นที่ท้องถิ่นถูกนักการเมืองใช้มากน้อยเพียงใด และมีผลต่อพฤติกรรมผู้เลือกตั้งอย่างไร
สรุป
กระแส โรงเรียนหมอนทองวิทยา ฟีเวอร์ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของพื้นที่สาธารณะระดับท้องถิ่นที่ถูกใช้เป็นเวทีสำหรับนักการเมืองสร้างภาพลักษณ์และสื่อสารกับประชาชน ผ่านกล่องเครื่องมือของสื่อและโซเชียลมีเดีย แม้ว่าจะมีประโยชน์ในแง่ของการนำความสนใจมาสู่การศึกษาและโรงเรียน แต่ก็มีความเสี่ยงในด้านการกลายเป็นธุรกิจภาพลักษณ์ (image-business) มากกว่าการพัฒนาจริง
สุดท้าย นักการเมืองและผู้มีบทบาทในระบบการศึกษา ควรใช้โอกาสนี้ให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงเพื่อภาพลักษณ์ชั่วคราว
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น