วันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

วิเคราะห์ สมช.ถกด่วน! ปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชา เหตุทหารเหยียบกับระเบิด กัมพูชาปัดข้อกล่าวหา ยันยึดสัญญาสันติภาพ



วิดีโอข่าว AI ระดับมืออาชีพ เกี่ยวกับการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) อย่างเร่งด่วนของประเทศไทย โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อหารือหลังเหตุการณ์ทหารไทย 4 นายเหยียบ ทุ่นระเบิดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ใกล้จังหวัดศรีสะเกษ สคริปต์ข่าวรายงานถึงท่าทีที่แข็งกร้าวของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมที่เชื่อว่าทุ่นระเบิดเป็น "ของใหม่" ขณะที่รัฐบาลกัมพูชาได้ออกแถลงการณ์ปฏิเสธข้อกล่าวหาโดยสิ้นเชิงและยืนยันการยึดมั่นในอนุสัญญาออตตาวา นอกจากนี้ เนื้อหายังกล่าวถึงผลกระทบด้านแรงงาน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเตรียมเสนอ ชะลอการต่อใบอนุญาตแรงงานกัมพูชา เพื่อควบคุมสถานการณ์ความตึงเครียดที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและการค้าชายแดน สรุปเนื้อหาเน้นย้ำถึง ความเปราะบางของความสัมพันธ์ ระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้าน และการที่ไทยต้องรักษาสมดุลระหว่างการป้องกันอธิปไตยกับการธำรงไว้ซึ่งแนวทางสันติภาพในภูมิภาค

โดยเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568  เวลา 08.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ครั้งที่ 14/2568 ณ ห้องวิจิตรวาทการ ชั้น 3 สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ภายหลังเกิดเหตุทหารไทย 4 นายได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบกับทุ่นระเบิดบริเวณห้วยตามาเรีย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ระหว่างปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนชายแดนไทย–กัมพูชา

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเป็นกรณีเร่งด่วน เพื่อพิจารณาแนวทาง “ปฏิญญาสันติภาพชายแดนไทย–กัมพูชา” และกำหนดท่าทีของไทยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมจากหน่วยงานด้านความมั่นคง อาทิ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. และนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัด มท. เป็นต้น

นายกรัฐมนตรีเดินทางมาถึงในเวลา 08.42 น. และเข้าประชุมทันทีโดยไม่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

ต่อมาเวลา 10.55 น. นายกรัฐมนตรีเดินออกมาหลังประชุม สมช. ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่าในที่ประชุมจะมีมาตรการออกมาตอบโต้หรือไม่ นายกรัฐมนตรีระบุว่า ขอไปประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนหลังจากนั้นจะแถลงทุกอย่างอย่างเป็นทางการ เมื่อถามย้ำว่าจะมีการยกเลิกปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชาเลยหรือไม่ นายกรัฐมนตรีระบุสั้นๆ ว่า “ระงับ” เมื่อพยายามจะสอบถามถึงกรอบระยะเวลาที่จะระงับไว้ นายอนุทิน ไม่ตอบคำถามก่อนจะรีบเดินทางไปเข้าประชุม ครม. ที่ตึกบัญชาการ 1 ทันที 

"บิ๊กเล็ก" โต้เสียงแข็ง "ไปฟังกัมพูชาทำไม ฟังพี่สิ!" ยันทุ่นระเบิดเป็นของใหม่ 

 ทางด้านพล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม กล่าวถึงแถลงการณ์ของฝ่ายกัมพูชาที่ระบุว่าทุ่นระเบิดซึ่งทหารไทยเหยียบเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เป็น “ทุ่นระเบิดเก่า” โดยตอบสั้นๆ ว่า “ไปฟังกัมพูชาทำไม ฟังพี่สิ”

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า หากเป็นทุ่นระเบิดใหม่จะดำเนินการอย่างไร พล.อ.ณัฐพลตอบว่า “ของใหม่ครับ” สะท้อนจุดยืนของฝ่ายไทยที่มองว่าเหตุการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องเก่า และจำเป็นต้องมีการตรวจสอบเชิงลึก

"ตรีนุช"  เผยเตรียมเสนอ ครม. ทบทวนแรงงานกัมพูชา ยันไทยหาทดแทนจากเมียนมา–ลาว–เวียดนาม หากชะลอต่อใบอนุญาต

น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบกับระเบิดอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ด้านแรงงานระหว่างสองประเทศ โดยเฉพาะแรงงานกัมพูชาที่ทำงานในภาคเกษตร ซึ่งมีจำนวนกว่า 1 แสนคน ในจำนวนนี้ราว 9 หมื่นคนเป็นแรงงานถูกกฎหมายแต่บัตรหมดอายุ และติดค้างในไทยจากการปิดด่านชายแดน

รมว.แรงงานระบุว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ จะมีการเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาแนวทางจัดการแรงงานกลุ่มดังกล่าว โดยอาจชะลอการต่อใบอนุญาตแรงงานกัมพูชา และเร่งนำแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ได้แก่ เมียนมา สปป.ลาว และเวียดนาม เข้ามาทดแทน

“ภาคเกษตรอาจได้รับผลกระทบบ้าง เพราะส่วนใหญ่ใช้แรงงานกัมพูชา แต่ด้วยมิติด้านความมั่นคงและความกังวลของประชาชน เรื่องนี้จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ” น.ส.ตรีนุชกล่าว

กัมพูชาปัดข้อกล่าวหา ยันไม่เคยวางทุ่นระเบิดใหม่ ชี้ไทยระงับ “ถ้อยแถลงร่วม” เป็นเรื่องน่ากังวล

ทางด้านกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชาออกแถลงการณ์กลางดึกวันที่ 10 พฤศจิกายน แสดง “ความวิตกกังวลอย่างยิ่ง” ต่อรายงานข่าวที่อ้างว่านายกรัฐมนตรีไทยระงับการปฏิบัติตาม “ถ้อยแถลงร่วม” ระหว่างผู้นำไทย–กัมพูชา ซึ่งลงนามโดยมี ฯพณฯ โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และ ฯพณฯ อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เป็นสักขีพยานเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2025 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์

กัมพูชาปฏิเสธโดยสิ้นเชิงต่อข้อกล่าวหาว่าได้วางทุ่นระเบิดใหม่ พร้อมย้ำว่า พื้นที่แนวชายแดนยังคงมีทุ่งทุ่นระเบิดที่เหลือจากสงครามในทศวรรษ 1970–1980 ซึ่งยังไม่สามารถเก็บกู้ได้หมด

“กัมพูชาไม่เคยและจะไม่มีวันใช้ทุ่นระเบิดใหม่” แถลงการณ์ระบุ พร้อมยืนยันว่ากัมพูชายังคงยึดมั่นในอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (Ottawa Convention) และมุ่งมั่นปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมเพื่อสันติภาพในภูมิภาคต่อไป

 ดร.สำราญ สมพงษ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโส ได้ร่วมกับระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) วิเคราะห์ว่า เหตุทุ่นระเบิดครั้งนี้ไม่เพียงเป็นปัญหาด้านความมั่นคง แต่สะท้อนให้เห็น “รอยร้าวทางการเมืองระหว่างประเทศ” ที่ยังไม่ถูกสมานอย่างแท้จริง แม้จะมีถ้อยแถลงร่วมและการรับรองจากอาเซียนและชาติมหาอำนาจ  ไทยอยู่ในจุดที่ต้อง “รักษาสมดุล” ระหว่างการป้องกันอธิปไตย กับการธำรงพันธมิตรทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะแรงงานและการค้าชายแดน

หากไม่สามารถคลี่คลายผ่านกลไกทางการทูตได้ อาจเห็นการ “เย็นชาทางการเมือง” ในระดับผู้นำ และอาจกระทบความร่วมมือด้านแรงงาน ความมั่นคง และโครงการพัฒนาในพื้นที่ตะวันออกเฉียงเหนือ

สุดท้าย สันติภาพที่แท้จริงระหว่างไทย–กัมพูชา จะขึ้นอยู่กับ “ความกล้าที่จะพูดคุย” มากกว่า “เสียงของระเบิด” ที่ดังในแนวชายแดน.



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ดร.มหานิยมร่วมสืบสาน บุญเบิกฟ้าเดือน 3 วัดสุทธานิวาสสกลนคร ย้ำไม่ทิ้งรากเหง้าอีสาน

ดร.นิยม เวชกามา ผู้สมัคร ส.ส.สกลนคร เขต 2 พรรคโอกาสใหม่ พร้อมครอบครัวและทีมงาน ร่วมงานประเพณีบุญเดือน 3 หรือบุญเบิกฟ้า ณ วัดสุทธานิวาส บ้านแ...