วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

ดร.สำราญ สมพงษ์ ร่วม AI วิเคราะห์ “พุทธเศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรม” สังเคราะห์จิตวิทยาแห่งตัณหาสู่เศรษฐกิจแห่งสติ

 


เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ดร.สำราญ สมพงษ์ นักวิชาการอิสระด้านพุทธสันติวิธี และอดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคเกษตรเสรี ได้ร่วมกับ ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำการวิเคราะห์เชิงลึกในหัวข้อ “พุทธเศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรม” (Behavioral Buddhist Economics) โดยบูรณาการองค์ความรู้ระหว่าง “เศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรม” กับ “หลักพุทธธรรม” เพื่อสังเคราะห์เป็นแนวคิดใหม่ทางเศรษฐศาสตร์ที่เข้าใจ “แรงขับทางจิต” ของมนุษย์อย่างแท้จริง

การศึกษาครั้งนี้อ้างอิงจากหนังสือ เศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรม (ฉบับมังงะ) ซึ่งนำเสนอปรากฏการณ์เศรษฐกิจผ่านพฤติกรรมมนุษย์ในชีวิตประจำวัน เช่น การใช้จ่ายเกินตัว การยึดติดราคาสินค้า หรือความกลัวการสูญเสีย โดยดร.สำราญได้สังเคราะห์ร่วมกับหลัก ปฏิจจสมุปบาท และ อริยสัจ 4 เพื่ออธิบายว่ารากเหง้าของพฤติกรรมทางเศรษฐกิจนั้นอยู่ที่ “อวิชชา–ตัณหา–อุปาทาน” อันเป็นกลไกแห่งทุกข์ในพระพุทธศาสนา

เข้าใจเศรษฐกิจผ่านจิตมนุษย์

ผลการวิเคราะห์พบว่า เศรษฐศาสตร์กระแสหลักที่มองมนุษย์เป็น “สัตว์เศรษฐกิจที่มีเหตุผล” (Homo Economicus) ไม่สามารถอธิบายพฤติกรรมจริงได้ทั้งหมด เพราะมนุษย์มี “สัญชาตญาณและอารมณ์” ที่แฝงอยู่ในการตัดสินใจทางเศรษฐกิจ เช่น

  • Anchoring Effect (อุปาทาน): การยึดติดกับราคาที่เห็นครั้งแรก

  • Loss Aversion (โทสจริต): ความกลัวสูญเสียมากกว่าความสุขจากการได้

  • Overconfidence (มานะ): การสำคัญตนเกินจริง

  • Instant Gratification (ตัณหา): ความอยากเสพสุขทันที

หลักพุทธธรรมมองว่าพฤติกรรมเหล่านี้เป็นผลจาก “จิตที่ขาดสติ” และสามารถขัดเกลาผ่าน สติ–สมาธิ–ปัญญา เพื่อให้เกิด “พฤติกรรมเศรษฐกิจแห่งสติ” (Mindful Economic Behavior)

พุทธเศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรม: สู่เศรษฐกิจแห่งสติ

ดร.สำราญอธิบายว่า “พุทธเศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรม” คือแนวทางเศรษฐกิจที่เข้าใจโครงสร้างจิตใจมนุษย์ โดยเน้นการ รู้เท่าทันแรงขับภายใน มากกว่าการขยายการบริโภค ตัวอย่างเช่น ทฤษฎี “ต้นสน ต้นไผ่ ดอกบ๊วย” ที่เสนอให้เลือกอยู่ในจุดพอดี ก็สอดคล้องกับแนวคิด “มัชฌิมาปฏิปทา” ของพระพุทธเจ้า

แนวทางนี้ชี้ว่า การพัฒนาเศรษฐกิจที่แท้จริงไม่ใช่เพียงเพิ่มผลผลิต แต่คือการ ลดความหลง เพิ่มสติ และสร้างดุลยภาพระหว่าง “การมี” และ “การเป็น” อันจะนำไปสู่ความสุขที่ยั่งยืน

ข้อเสนอเชิงนโยบาย

ผลการศึกษายังเสนอแนวทางสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

  1. บูรณาการพุทธจิตวิทยากับเศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรม เพื่อออกแบบนโยบายเศรษฐกิจที่คำนึงถึงมิติทางจิตใจ

  2. ส่งเสริมเศรษฐกิจแห่งสติ (Mindful Economy) ให้ผู้บริโภคมีสติ รู้เท่าทันกลไกตลาด และมีเป้าหมายชีวิตเกินกว่าความมั่งคั่งทางวัตถุ

  3. พัฒนาเครื่องมือวัด “ความสุขเชิงพฤติกรรม” (Bhavana Index) เพื่อประเมินคุณภาพชีวิตที่แท้จริง แทนการวัดความเจริญด้วย GDP เพียงอย่างเดียว

สรุป: เศรษฐกิจแห่งปัญญาเพื่อมนุษย์

ดร.สำราญสรุปว่า “พุทธเศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรม” เป็นการเชื่อมโยง เศรษฐศาสตร์ จิตวิทยา และธรรมะ เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างความเข้าใจใหม่ต่อพฤติกรรมมนุษย์ในมิติทั้งเหตุผลและอารมณ์ การพัฒนาเศรษฐกิจจึงต้องเริ่มจาก “การพัฒนาจิต” เพราะเมื่อจิตมีสติ เศรษฐกิจก็จะสงบ เย็น และยั่งยืน

วิเคราะห์ “พุทธเศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรม” (Behavioral Buddhist Economics)


บทคัดย่อ

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ “พุทธเศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรม” โดยสังเคราะห์แนวคิดของ “เศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรม” ที่ว่าด้วยกลไกการตัดสินใจของมนุษย์ซึ่งมิได้ตั้งอยู่บนฐานของเหตุผลล้วน ๆ เข้ากับหลักพุทธธรรมที่มุ่งเข้าใจ “เจตนาและอวิชชา” อันเป็นรากเหง้าของพฤติกรรมทางเศรษฐกิจในชีวิตจริง โดยใช้เนื้อหาและแนวคิดจากหนังสือ เศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรม (ฉบับมังงะ) เป็นกรณีศึกษา เพื่อชี้ให้เห็นว่า พฤติกรรมเศรษฐกิจของมนุษย์สามารถอธิบายได้ผ่านมิติ “จิตวิทยาแห่งตัณหา” (Craving Psychology) และ “อริยมรรคแห่งปัญญา” ที่เป็นกลไกในการปลดเปลื้องพฤติกรรมบริโภคแบบไร้เหตุผล สุดท้ายเสนอกรอบแนวคิด “พุทธเศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรม” เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจที่เข้าใจจิตใจมนุษย์และมุ่งสู่ความสุขอย่างยั่งยืน


1. บทนำ

เศรษฐศาสตร์กระแสหลัก (Classical Economics) มักอธิบายมนุษย์ว่าเป็น “สัตว์เศรษฐกิจที่มีเหตุผล” (Homo Economicus) ที่มุ่งแสวงหาประโยชน์สูงสุดจากทรัพยากรที่จำกัด แต่ในความเป็นจริง มนุษย์กลับแสดงพฤติกรรมที่ขัดแย้งกับตรรกะทางเศรษฐศาสตร์ เช่น การใช้จ่ายเกินตัว การยึดติดกับเงินที่เสียไปแล้ว หรือการตัดสินใจซื้อโดยอารมณ์ หนังสือ เศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรม (ฉบับมังงะ) ได้อธิบายพฤติกรรมเหล่านี้ผ่านมุมมองจิตวิทยา ว่าเบื้องหลังการตัดสินใจทางเศรษฐกิจมี “แรงขับทางจิตใจ” และ “สัญชาตญาณสัตว์” ซ่อนอยู่

ในขณะเดียวกัน พระพุทธศาสนาเองก็มีการอธิบายพฤติกรรมมนุษย์ในมิติของ “จิตและเจตนา” ผ่านหลัก ปฏิจจสมุปบาท และ อริยสัจ 4 ซึ่งมองว่าการกระทำทั้งหลายมีรากเหง้ามาจาก “อวิชชา” และ “ตัณหา” หากขาดสติย่อมนำไปสู่ “ทุกข์” ได้ ดังนั้น การเชื่อมโยง “เศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรม” เข้ากับ “พุทธเศรษฐศาสตร์” จึงเป็นความพยายามสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่เข้าใจเศรษฐกิจบนฐานของ “จิตใจมนุษย์” ไม่ใช่เพียง “ตัวเลขหรือผลกำไร”


2. เศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรม : พื้นฐานแนวคิด

เศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรม (Behavioral Economics) เกิดจากการบูรณาการเศรษฐศาสตร์กับจิตวิทยา เพื่ออธิบายว่า “ทำไมมนุษย์จึงตัดสินใจอย่างไม่สมเหตุสมผล” โดยมีแนวคิดสำคัญ เช่น

  • ระบบสมองสองชั้น (Dual Process System): สมองสัตว์ (สัญชาตญาณ) ตัดสินใจเร็วแต่ผิดพลาดง่าย ส่วนสมองมนุษย์ (เหตุผล) คิดช้าแต่แม่นยำ

  • ทฤษฎีต้นสน ต้นไผ่ ดอกบ๊วย: การเลือกของมนุษย์มีแนวโน้มอยู่ที่ “จุดพอดี” ไม่สุดโต่ง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด “มัชฌิมาปฏิปทา” ในพุทธธรรม

  • Anchoring Effect: มนุษย์มัก “ยึดติด” กับค่าหรือราคาที่เห็นครั้งแรก โดยไม่ตัดสินอย่างเป็นกลาง

  • Loss Aversion: มนุษย์กลัวการสูญเสียมากกว่าการได้ประโยชน์

พฤติกรรมเหล่านี้สะท้อนความเป็น “สัตว์เศรษฐกิจที่มีอารมณ์” (Emotional Being) มากกว่าผู้ใช้เหตุผลบริสุทธิ์


3. พุทธเศรษฐศาสตร์ : พื้นฐานแห่งปัญญาและความพอเพียง

พุทธเศรษฐศาสตร์ (Buddhist Economics) เป็นแนวคิดที่พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) และนักคิดตะวันตกอย่าง E.F. Schumacher ได้นำเสนอว่า เศรษฐกิจควรตั้งอยู่บน “ความพอประมาณ” “สติ” และ “การลดตัณหา” มากกว่าการเพิ่มการบริโภค แนวคิดนี้เห็นว่าความสุขแท้ไม่ได้อยู่ที่การบริโภคไม่สิ้นสุด แต่เกิดจากการรู้จักพอและเข้าใจธรรมชาติของความต้องการ

หากเชื่อมโยงกับพฤติกรรมมนุษย์ตามเศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรม จะพบว่าปัญหาหลายอย่าง เช่น การใช้เงินฟุ่มเฟือย การเสพติดความสะดวก หรือการลงทุนเก็งกำไร ล้วนมีรากจาก “อวิชชา–ตัณหา–อุปาทาน” ตามหลักปฏิจจสมุปบาท


4. การสังเคราะห์ : “พุทธเศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรม”

4.1 พุทธจิตวิทยาแห่งการตัดสินใจ

พฤติกรรมเศรษฐกิจสามารถมองผ่านกลไก “เจตนา (จิตตสังขาร)” และ “สติสัมปชัญญะ” ซึ่งเป็นตัวกำหนดการเลือกทางเศรษฐกิจ หากขาดสติ ย่อมนำไปสู่ “โมหจริต” (หลง) หรือ “ราคจริต” (อยากได้) ซึ่งตรงกับสิ่งที่เศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรมเรียกว่า Biases หรือ Heuristics เช่น การตัดสินโดยอารมณ์ หรือการหลงกับสิ่งยั่วยุตรงหน้า

4.2 การอธิบายเชิงพุทธธรรม

เมื่อเปรียบเทียบเชิงโครงสร้าง จะเห็นความเชื่อมโยงดังนี้

แนวคิดเศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรมหลักธรรมที่สอดคล้องคำอธิบายเชิงพุทธ
Anchoring Effect (ยึดติดราคา)อุปาทาน (การยึดมั่นถือมั่น)มนุษย์ติดค่าที่กำหนดไว้ ไม่เห็นตามความจริง
Loss Aversion (กลัวสูญเสีย)โทสจริตความกลัวทำให้การตัดสินใจบิดเบือน
Overconfidence Bias (มั่นใจเกินจริง)มานะ (ถือตัว)การสำคัญตนเกินจริงเป็นเหตุแห่งความผิดพลาด
Instant Gratification (เสพสุขทันที)ตัณหาความอยากทำให้เกิดการบริโภคไม่รู้จบ

4.3 หลัก “มัชฌิมาปฏิปทา” กับการบริโภคที่ยั่งยืน

ในขณะที่เศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรมช่วยให้เรา “รู้เท่าทัน” อคติทางจิต พุทธเศรษฐศาสตร์เสนอวิธี “ฝึกจิตให้เป็นอิสระจากอคติ” ผ่านการมีสติ การเจริญสมาธิ และการใช้ปัญญา ดังนั้น “พุทธเศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรม” คือการเข้าใจจิตเพื่อสร้าง “พฤติกรรมเศรษฐกิจแห่งสติ” (Mindful Economic Behavior)


5. ข้อเสนอเชิงแนวคิด

  1. บูรณาการพุทธจิตวิทยากับเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม: ใช้หลักอิทัปปัจจยตาและอริยมรรคเป็นกรอบในการออกแบบนโยบายเศรษฐกิจที่คำนึงถึงมิติทางจิตใจ

  2. ส่งเสริมเศรษฐกิจแห่งสติ (Mindful Economy): พัฒนาแนวคิดผู้บริโภคมีสติ รู้เท่าทันการตลาด และมีเป้าหมายชีวิตเกินกว่าความมั่งคั่งวัตถุ

  3. พัฒนาเครื่องมือวัด “ความสุขเชิงพฤติกรรม”: เช่น การใช้ดัชนีความสุขตามหลักพุทธ (Bhavana Index) แทนการวัด GDP เพียงอย่างเดียว


6. สรุป

“พุทธเศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรม” เป็นการบูรณาการองค์ความรู้สองสาขา—เศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรมและพุทธธรรม—เพื่ออธิบายพฤติกรรมมนุษย์อย่างครบมิติ ทั้งเหตุผลและอารมณ์ ทั้งภายนอกและภายใน การตัดสินใจทางเศรษฐกิจของมนุษย์ไม่อาจเข้าใจได้ด้วยตัวเลขเท่านั้น หากต้องมองผ่าน “จิตที่มีสติรู้เท่าทันอารมณ์และตัณหา” ดังนั้น เศรษฐกิจที่ยั่งยืนจึงมิใช่การเพิ่มผลผลิต แต่คือการลดความหลง เพิ่มสติ และสร้างดุลยภาพระหว่าง “การมี” และ “การเป็น”


บรรณานุกรม

  • หนังสือ เศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรม (ฉบับมังงะ). (2568). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์วีเลิร์น.

  • พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). (2542). พุทธเศรษฐศาสตร์. กรุงเทพฯ: มูลนิธิพุทธธรรม.

  • Thaler, R. & Sunstein, C. (2008). Nudge: Improving Decisions About Health, Wealth, and Happiness. Yale University Press.

  • Kahneman, D. (2011). Thinking, Fast and Slow. New York: Farrar, Straus and Giroux.

  • Schumacher, E.F. (1973). Small is Beautiful: Economics as if People Mattered. London: Blond & Briggs.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

"ณพลเดช" ชี้คดี "เฉินจื้อ" เปิดโปงอาชญากรรมการเงินข้ามชาติ หนุนไทยยกระดับไซเบอร์เชิงรุก

"ณพลเดช มณีลังกา"  ชี้คดีเฉินจื้อสะท้อนโครงข่ายฟอกเงิน–สแกมเมอร์ข้ามชาติ เสนอไทยยืนบนหลักกฎหมายสากล ยกระดับความมั่นคงไซเบอร์เชิงรุ...