เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 ดร.สำราญ สมพงษ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโส นักวิชาการอิสระด้านพุทธสันติวิธี และอดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดศรีสะเกษ พรรคเกษตรเสรี เปิดเผยผลการวิเคราะห์ร่วมกับระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เกี่ยวกับ “การบริหารงานของสมาชิกสันนิบาตเทศบาลโดยมีภูมิปัญญาไทยเป็นฐาน” ระบุว่าการบริหารงานท้องถิ่นไทยกำลังเผชิญความซับซ้อนเพิ่มขึ้นทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาล ทำให้บทบาทของเทศบาลยิ่งสำคัญต่อประชาชนระดับฐานราก
การวิเคราะห์ดังกล่าวมีพื้นฐานจากข้อมูลการประชุมและสัมมนาทางวิชาการของสมาชิกสันนิบาตเทศบาลภาคเหนือ ครั้งที่ 1/2569 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 2,000 คน นับเป็นเวทีที่สะท้อน “พลังเครือข่ายการเรียนรู้ท้องถิ่น” ระดับภูมิภาคอย่างเด่นชัด
ภายในงาน นายวิสูตร จงชูวณิชย์ นายกเทศมนตรีตำบลบรบือ และนายกสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย (ส.ท.ท.) ได้บรรยายพิเศษในหัวข้อ “การขับเคลื่อนงานของเทศบาล และทิศทางสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย” ชี้แนวทางการพัฒนาเทศบาลยุคใหม่ที่ผสานนวัตกรรมกับภูมิปัญญาไทย พร้อมเปิดพื้นที่พูดคุยกับเทศบาลสมาชิกภาคเหนืออย่างกว้างขวาง
4 มิติภูมิปัญญาไทย: กรอบวิเคราะห์การบริหารงานเทศบาล
ดร.สำราญ และ AI ร่วมกันสังเคราะห์ “กรอบภูมิปัญญาไทย” ที่เกี่ยวข้องกับงานเทศบาล 4 มิติ ได้แก่
-
ภูมิปัญญาด้านการปกครองไทยเดิม : ผู้นำใกล้ชิดประชาชน ลงพื้นที่ ฟังเสียงจริง
-
ภูมิปัญญาด้านชุมชน : ระบบพึ่งพาตนเอง วัด–โรงเรียน–ผู้นำท้องถิ่นเป็นศูนย์กลาง
-
ภูมิปัญญาด้านการอยู่ร่วมกัน : การสนทนาด้วยเหตุผล สันติวิธี ความเกื้อกูล
-
ภูมิปัญญาด้านเศรษฐกิจพอเพียง : พอประมาณ เหตุผล และภูมิคุ้มกัน นำสู่การพัฒนายั่งยืน
กรอบดังกล่าวสะท้อนการบริหารงานท้องถิ่นที่สอดคล้องรากวัฒนธรรมไทย ควบคู่กับแนวคิดสมัยใหม่ เช่น Participatory Governance, Collaborative Governance และ Place-based Policy
ผลการวิเคราะห์: ภาวะผู้นำ–การจัดการองค์กร–การมีส่วนร่วม
ผลการวิเคราะห์การประชุมภาคเหนือครั้งนี้แบ่งเป็น 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
1. ภาวะผู้นำเชิงภูมิปัญญาไทย
การที่นายก ส.ท.ท. ลงพื้นที่พบสมาชิกกว่า 2,000 คน แสดงรูปแบบความเป็นผู้นำแบบไทย คือ ความใกล้ชิด การรับฟัง และการสื่อสารอย่างจริงใจ ซึ่งช่วยสร้างความศรัทธาและความร่วมมือของชุมชน
2. การจัดการองค์กรบนฐานความรู้ท้องถิ่น
แม้เทศบาลต้องพัฒนาเครื่องมือสมัยใหม่ เช่น นวัตกรรมบริการสาธารณะ และการเพิ่มประสิทธิภาพบุคลากร แต่การบูรณาการภูมิปัญญาเดิม เช่น ระบบวัด–ชุมชน–ผู้นำท้องถิ่น ยังคงเป็นรากฐานสำคัญในการกำหนดนโยบายที่เหมาะสมพื้นที่
3. การมีส่วนร่วมของประชาชน
เวทีประชาคม การระดมความคิดเห็น และการร่วมตัดสินใจในระดับชุมชน เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยมาช้านาน การประชุมครั้งนี้จึงทำหน้าที่เป็น “พื้นที่เรียนรู้ร่วมกัน” ของเทศบาลทั่วภาคเหนืออย่างแท้จริง
ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อเทศบาลยุคภูมิปัญญาไทย
ดร.สำราญและ AI ได้เสนอแนวทางเชิงนโยบาย 4 ประการ ได้แก่
-
จัดทำหลักสูตรพัฒนาผู้นำท้องถิ่นด้วยฐานภูมิปัญญาไทย–สันติวิธี
-
จัดตั้ง “คลังภูมิปัญญาท้องถิ่น” ของเทศบาลทั่วประเทศ
-
นำหลักเศรษฐกิจพอเพียงออกแบบเมืองน่าอยู่
-
ใช้เวที ส.ท.ท. เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนข้ามพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
สรุป
การบริหารงานท้องถิ่นในยุคใหม่ไม่เพียงต้องการความรู้สมัยใหม่จากภาครัฐ แต่ต้องอาศัย “ภูมิปัญญาไทย” เป็นรากฐานเพื่อตอบโจทย์สังคมจริง การประชุมสันนิบาตเทศบาลภาคเหนือครั้งที่ 1/2569 จึงเป็นตัวอย่างสำคัญของการผสานองค์ความรู้ดั้งเดิมเข้ากับแนวคิดการบริหารท้องถิ่นร่วมสมัย เพื่อนำสู่เป้าหมาย “คิดไกล คิดใหม่ เพื่อชาวเทศบาล” และสร้างชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน
วิเคราะห์การบริหารงานของสมาชิกสันนิบาตเทศบาลโดยมีภูมิปัญญาไทยเป็นฐาน
บทนำ
การบริหารงานท้องถิ่นไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ความซับซ้อนของปัญหา—ทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาล—ทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยเฉพาะเทศบาล มีความสำคัญยิ่งต่อความเป็นอยู่ของประชาชนระดับฐานราก สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย (ส.ท.ท.) ได้มีบทบาทเป็นสถาบันเครือข่ายกลางเชื่อมโยงการเรียนรู้ การพัฒนาศักยภาพ และการกำหนดทิศทางงานเทศบาลทั่วประเทศ
การประชุมสัมมนาทางวิชาการสมาชิกสันนิบาตเทศบาลภาคเหนือ ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง ซึ่งมีผู้เข้าร่วมกว่า 2,000 คน แสดงให้เห็นถึง “พลังเครือข่ายการเรียนรู้” และเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับการพัฒนาองค์ความรู้ในงานปกครองท้องถิ่น โดยเฉพาะคำบรรยายของ นายวิสูตร จงชูวณิชย์ นายก ส.ท.ท. ภายใต้หัวข้อ “การขับเคลื่อนงานของเทศบาล และทิศทางสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย” ซึ่งสะท้อนฐานคิดของการบริหารยุคใหม่ที่ผสานเข้ากับภูมิปัญญาไทย
บทความนี้มุ่งวิเคราะห์ การบริหารงานของสมาชิกสันนิบาตเทศบาล ผ่านกรอบ ภูมิปัญญาไทย (Thai Indigenous Wisdom) เพื่อวางแนวคิดต่อยอดสู่การพัฒนาระบบท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ เข้มแข็ง และยั่งยืน
กรอบแนวคิด: ภูมิปัญญาไทยกับการบริหารท้องถิ่น
ภูมิปัญญาไทยที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานสาธารณะสามารถแบ่งออกเป็น 4 มิติสำคัญ ได้แก่
1. ภูมิปัญญาด้านการปกครอง (ไทยนิยมเดิม)
ยึดหลัก “พ่อปกครองลูก – ผู้นำต้องลงพื้นที่ – ฟังเสียงประชาชน”
สอดคล้องกับแนวคิด Participatory Local Governance ที่เน้นการมีส่วนร่วมและการสื่อสารสองทางภายในชุมชน
2. ภูมิปัญญาด้านชุมชน (Community Wisdom)
ชุมชนไทยมีระบบการพึ่งพาตนเอง ความสัมพันธ์แน่นแฟ้น และทุนทางวัฒนธรรม เช่น วัด โรงเรียน ผู้นำท้องถิ่น และกลุ่มอาชีพ
เหมาะกับ Community-Based Development
3. ภูมิปัญญาด้านการอยู่ร่วมกัน (สันติวิธีและความเกื้อกูล)
เน้นการประสานไมตรี ลดความขัดแย้ง การพูดคุยด้วยเหตุผล
สอดคล้องกับแนวคิด Collaborative Governance
4. ภูมิปัญญาด้านเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Wisdom)
ประกอบด้วยความพอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกัน
ส่งเสริมแนวคิด Local Sustainable Development
กรอบเหล่านี้เป็นฐานเชิงทฤษฎีในการวิเคราะห์การบริหารงานของสมาชิกสันนิบาตเทศบาลในยุคปัจจุบัน
การวิเคราะห์: การบริหารงานของสมาชิกสันนิบาตเทศบาลภายใต้ฐานภูมิปัญญาไทย
จากการประชุมภาคเหนือครั้งที่ 1/2569 สามารถวิเคราะห์ผ่าน 3 มิติ คือ ภาวะผู้นำ – การจัดการองค์กร – การมีส่วนร่วมของชุมชน
1. ภาวะผู้นำเชิงภูมิปัญญาไทยของผู้บริหารเทศบาล
การพบปะพูดคุยของนายก ส.ท.ท. กับสมาชิกเทศบาลภาคเหนือกว่า 2,000 คน สะท้อนการบริหารสไตล์ “ภูมิปัญญาผู้นำท้องถิ่นไทย” ที่ให้ความสำคัญกับ
-
การลงพื้นที่
-
การรับฟังปัญหาโดยตรง
-
การเรียนรู้ร่วมกัน
นี่คือคุณลักษณะผู้นำเชิงภูมิปัญญาไทยที่เน้น “ใกล้ชิดประชาชน” ซึ่งมีผลโดยตรงต่อศรัทธา ความร่วมมือ และการมีส่วนร่วมของชุมชน
2. การจัดการองค์กรเทศบาลบนฐานความรู้ท้องถิ่น
เนื้อหาการบรรยายเกี่ยวกับ “การขับเคลื่อนงานของเทศบาล” ชี้ให้เห็นว่าการบริหารงานเทศบาลยุคใหม่ต้องควบคู่กับ
• การเสริมประสิทธิภาพบุคลากร
• นวัตกรรมการบริการสาธารณะ
• การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้ามจังหวัด
แต่สิ่งสำคัญคือ การไม่ละทิ้งความรู้ท้องถิ่น เช่น
-
รูปแบบการจัดการชุมชนแบบพระสงฆ์–ผู้นำชุมชน
-
เครือข่ายวัด โรงเรียน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน
-
ภูมิปัญญาอาชีพพื้นถิ่น
การบูรณาการความรู้ดังกล่าว ช่วยให้เทศบาลสามารถออกแบบนโยบายที่ “สอดคล้องพื้นที่” (Place-based Policy) มากขึ้น
3. การมีส่วนร่วมของประชาชนและสันติวัฒนธรรมชุมชน
ภูมิปัญญาไทยให้ความสำคัญกับสังคมอุปถัมภ์ ความเกื้อกูล และการปรึกษาหารือ
สิ่งนี้สอดรับกับแนวคิดการบริหารงานเทศบาลปัจจุบัน เช่น
-
เวทีประชาคม
-
พื้นที่รับฟังความคิดเห็น
-
การร่วมคิด–ร่วมทำกับชุมชน
การเปิดเวทีใหญ่ที่ลำปางครั้งนี้จึงถือเป็น “ระบบการเรียนรู้ร่วมกัน” (Co-learning System) ของเทศบาลทั่วภาคเหนือ และสร้างความเข้าใจเชิงนโยบายที่กลมกลืนกับสภาพสังคมชุมชนไทย
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย: เส้นทางสู่การบริหารเทศบาลบนฐานภูมิปัญญาไทยที่ยั่งยืน
1. สร้างหลักสูตรพัฒนาผู้นำท้องถิ่นแบบภูมิปัญญาไทย
เช่น หลักสูตรผู้นำสันติวิธี การใช้ทุนวัฒนธรรมในการพัฒนาเมือง และการบริหารแบบพอเพียง
2. สร้าง “คลังภูมิปัญญาท้องถิ่น” ให้เทศบาลทุกแห่ง
เพื่อบันทึกองค์ความรู้ชุมชน เช่น การเกษตรพื้นถิ่น ผังชุมชน การจัดการน้ำ การจัดการทรัพยากร
3. ขับเคลื่อนเมืองน่าอยู่ด้วยหลักพอเพียง
ใช้หลักพอประมาณ–เหตุผล–ภูมิคุ้มกัน เป็นกรอบการออกแบบเมือง เช่น พื้นที่สีเขียว ตลาดชุมชน โรงเรียนพอเพียง
4. ใช้เวทีสันนิบาตเทศบาลเป็นกลไกขับเคลื่อน “การเรียนรู้ข้ามพื้นที่”
เพื่อให้เทศบาลร่วมแบ่งปันรูปแบบความสำเร็จและนวัตกรรมท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง
สรุป
การบริหารงานของสมาชิกสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย มิได้เป็นเพียงการจัดการ “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” แต่คือการรักษาและพัฒนาระบบชุมชนตามแบบแผนภูมิปัญญาไทย การประชุมภาคเหนือครั้งที่ 1/2569 จึงเป็นตัวอย่างของการประสานองค์ความรู้สมัยใหม่กับฐานคิดดั้งเดิม เพื่อสร้าง “ท้องถิ่นเข้มแข็ง – ประเทศมั่นคง – ชุมชนยั่งยืน”
เมื่อเทศบาลขับเคลื่อนด้วยภูมิปัญญาไทยเป็นฐาน จะเกิดการพัฒนาเชิงวัฒนธรรมที่สอดคล้องพื้นที่ สร้างความร่วมมือของประชาชน และนำไปสู่วิสัยทัศน์ “คิดไกล คิดใหม่ เพื่อชาวเทศบาล” อย่างแท้จริง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น