วันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

"ดร.สำราญ สมพงษ์" จับมือปัญญาประดิษฐ์ (AI) วิเคราะห์ “เบ้งเฮ็กต้นตระกูลไทย” เปิดมิติใหม่ของการศึกษาประวัติศาสตร์เชิงสัญลักษณ์

 เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ดร.สำราญ สมพงษ์ นักวิชาการอิสระด้านพุทธสันติวิธี และอดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคเกษตรเสรี ได้ร่วมมือกับระบบ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการวิเคราะห์หัวข้อเชิงลึก “เบ้งเฮ็กต้นตระกูลไทย : การสังเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และชาติพันธุ์วิทยา” ซึ่งเป็นการบูรณาการองค์ความรู้ระหว่างมนุษย์กับเทคโนโลยี เพื่อเปิดประเด็นใหม่ทางประวัติศาสตร์ไทย–จีน

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์บุคคลสำคัญในวรรณกรรมจีนเรื่อง สามก๊ก คือ “เบ้งเฮ็ก” หรือ “หมั่นอ๋อง” (孟获 / Meng Huo) ในมิติทางประวัติศาสตร์และชาติพันธุ์วิทยา โดยพิจารณาความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยง “เบ้งเฮ็ก” กับต้นตระกูลของชนชาติไทย (ไท) ตามแนวคิด “ทฤษฎีน่านเจ้า” และ “ทฤษฎีอัลไต” ที่เคยได้รับความนิยมในวงการไทยศึกษา

ดร.สำราญ เปิดเผยว่า การวิเคราะห์ครั้งนี้ใช้ข้อมูลจาก สามก๊ก ฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ร่วมกับเอกสารประวัติศาสตร์จีนยุคสามก๊ก และภูมิปัญญาไทยด้านประวัติศาสตร์พื้นบ้าน เพื่อสังเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง “หมั่นอ๋อง” กับชนชาติในดินแดน ยูนนาน–น่านเจ้า–พม่า–ล้านนา

“แม้จะไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์โดยตรงที่ยืนยันว่าเบ้งเฮ็กเป็นต้นตระกูลไทย แต่เรื่องราวของเขาสะท้อนอัตลักษณ์ร่วมของชนชาติไท คือความรักถิ่นฐาน ความกล้าหาญ และการปรับตัวในท่ามกลางความแตกต่างทางอารยธรรม”
— ดร.สำราญ สมพงษ์ กล่าว


เปิดมุมมองใหม่ของ “เบ้งเฮ็ก” : จากกษัตริย์ชนเผ่าม่านสู่สัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณไท

บทวิเคราะห์ระบุว่า “เบ้งเฮ็ก” เป็นผู้นำชนเผ่าทางใต้แห่งแคว้นจ๊กก๊กในสมัยสามก๊ก ซึ่งขงเบ้ง แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ ได้ยกทัพไปปราบ เบ้งเฮ็กถูกจับได้ถึง 7 ครั้งแต่ได้รับการปล่อยตัวทุกครั้งจนยอมสวามิภักดิ์ด้วยใจ

ในแง่วรรณกรรมจีน เหตุการณ์นี้สะท้อนค่านิยมขงจื๊อเรื่อง “ชนะด้วยธรรมะ ไม่ใช่อาวุธ” ขณะที่ในมุมมองไทยศึกษา เรื่องราวนี้สื่อถึงการประสานระหว่างอารยธรรมจีนกับชนเผ่าทางใต้ ซึ่งอาจมีความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมกับชนชาติไท

ดร.สำราญอธิบายว่า ยูนนานในยุคสามก๊กเป็นดินแดนที่มีชนเผ่าหลากหลาย เช่น “ม่าน” (滇蛮), “เป่อ” (濮) และ “ลั่วเยฺว่” (雒越) ซึ่งต่อมาพัฒนามาเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ในตระกูลไท–กะได เช่น ไทลื้อ ลาว และพม่าในปัจจุบัน การที่เบ้งเฮ็กปกครองชนเผ่าม่านจึงอาจสะท้อนกลุ่มชาติพันธุ์ในสายเดียวกับไทโบราณ


เบ้งเฮ็กในสายตานักวิชาการไทยและจีน

บทความยังอ้างถึงนักประวัติศาสตร์จีน เช่น ฟั่น เหวินหลาน และ เจิ้งอี้ ที่กล่าวว่า ชนเผ่าม่านในยูนนานมีภาษาตระกูลเดียวกับไท ขณะที่นักประวัติศาสตร์ไทยรุ่นก่อน เช่น ขุนวิจิตรมาตรา และ หลวงวิจิตรวาทการ เคยเสนอว่า “หมั่นอ๋องแห่งยูนนาน” คือผู้นำของอาณาจักรน่านเจ้า — รัฐโบราณที่เชื่อกันว่าเป็นต้นกำเนิดของชนชาติไทย

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการรุ่นใหม่ เช่น ศ.สุเนตร ชุตินธรานนท์ และ รศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ให้ความเห็นว่า ทฤษฎีดังกล่าวเป็นเพียง “การตีความเชิงสัญลักษณ์” เนื่องจากยังขาดหลักฐานโบราณคดีและภาษาศาสตร์ที่ชัดเจน


“ม่าน–หมั่น–ไท” : การตีความด้วยภูมิปัญญาไทย

การสังเคราะห์เชิงภูมิปัญญาไทยในบทความระบุว่า คำว่า “ม่าน” (蠻) ที่จีนใช้หมายถึง “ชนเผ่าทางใต้” มิได้หมายถึงกลุ่มใดโดยเฉพาะ แต่ในภาษาไทยล้านนา “ม่าน” หมายถึง “พม่า” เช่นเดียวกับคำว่า “กองทัพม่าน” ที่หมายถึงกองทัพพม่า

ดร.สำราญจึงเสนอว่า “ม่าน” ในวรรณกรรมสามก๊กอาจเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ระหว่างยูนนานกับพม่า ซึ่งอาจมีกลุ่มชนในตระกูลไท–กะไดรวมอยู่ด้วย การตีความว่า “เบ้งเฮ็กคือไท” จึงมิใช่การยืนยันทางชาติพันธุ์ แต่เป็นการยืนยัน “จิตไท” — ความรักอิสระ ความยึดมั่นในถิ่นฐาน และการใช้สติปัญญาเอาชนะอำนาจ


เบ้งเฮ็กในมิติอริยสัจสี่ : เมื่อประวัติศาสตร์พบธรรมะ

ในส่วนการสังเคราะห์เชิงพุทธปรัชญา ดร.สำราญได้นำแนวคิด “อริยสัจสี่” มาประยุกต์วิเคราะห์เรื่องราวของเบ้งเฮ็ก ดังนี้

อริยสัจการสังเคราะห์กับเรื่องเบ้งเฮ็ก
ทุกข์สงครามและความสูญเสียระหว่างชนเผ่าม่านกับจ๊กก๊ก สะท้อนทุกข์แห่งอำนาจและอคติ
สมุทัยเหตุแห่งทุกข์คือ “อัตตา” และ “ความยึดมั่นในชาติพันธุ์” ของทั้งสองฝ่าย
นิโรธความสงบเกิดขึ้นเมื่อเบ้งเฮ็กยอมสวามิภักดิ์ด้วยใจ เป็นการดับทุกข์ด้วยเมตตา
มรรคแนวทางสันติที่ขงเบ้งใช้คือ “อุบายธรรม” อันได้แก่เมตตา ปัญญา และการยอมรับความแตกต่าง

“เบ้งเฮ็กไม่เพียงเป็นกษัตริย์ผู้กล้า แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งการรู้จักละวางอัตตา ซึ่งสะท้อนหัวใจของพุทธธรรมได้อย่างลึกซึ้ง”
— ดร.สำราญ กล่าวเสริม


บทสรุป : เบ้งเฮ็กกับจิตวิญญาณความเป็นไท

ดร.สำราญสรุปว่า แม้ไม่อาจยืนยันเชิงหลักฐานว่าเบ้งเฮ็กคือบรรพบุรุษของคนไทย แต่ในเชิงวัฒนธรรมและจิตวิญญาณ “เบ้งเฮ็ก” แทนสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่ออิสรภาพ ความรักถิ่นฐาน และการใช้ปัญญาเพื่อสร้างสันติ

“ในยุคที่เทคโนโลยีอย่าง AI เข้ามามีบทบาทในวงวิชาการ เราสามารถใช้เครื่องมือใหม่ๆ เพื่อส่องมองตำนานเก่า ด้วยปัญญาใหม่ เพื่อเข้าใจความเป็นไทยในมิติที่ลึกซึ้งขึ้น”
— ดร.สำราญ กล่าวทิ้งท้าย

วิเคราะห์เบ้งเฮ็กต้นตระกูลไทย : การสังเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และชาติพันธุ์วิทยา”


บทคัดย่อ

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์บุคคลสำคัญในวรรณกรรมจีนเรื่อง สามก๊ก คือ “เบ้งเฮ็ก” หรือ “หมั่นอ๋อง” (孟获 / Meng Huo) ในมิติทางประวัติศาสตร์และชาติพันธุ์วิทยา โดยพิจารณาว่ามีความเกี่ยวข้องหรือเป็นไปได้เพียงใดที่จะเชื่อมโยงกับต้นตระกูลของชนชาติไทย (ไท) ตามแนวคิด “ทฤษฎีน่านเจ้า” และ “ทฤษฎีอัลไต” ที่เคยแพร่หลายในวงการไทยศึกษา ทั้งนี้บทความได้สังเคราะห์ข้อมูลจากวรรณกรรมจีน (สามก๊ก ฉบับเจ้าพระยาพระคลัง หน) ประวัติศาสตร์จีนยุคสามก๊ก และภูมิปัญญาไทยด้านประวัติศาสตร์พื้นบ้าน เพื่อพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่าง “หมั่นอ๋อง” กับชนชาติในดินแดนยูนนาน–น่านเจ้า–พม่า–ล้านนา
ผลการวิเคราะห์พบว่า แม้จะไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์โดยตรงที่ยืนยันว่าเบ้งเฮ็กเป็น “ต้นตระกูลไทย” หากแต่เรื่องราวของเบ้งเฮ็กสะท้อนพลังแห่งอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ ความรักถิ่นฐาน ความกล้าหาญและการปรับตัวของชนกลุ่มน้อยในภูมิภาคนี้ ซึ่งเป็นลักษณะร่วมของชนชาติไททั้งหลาย การตีความในเชิงสัญลักษณ์และภูมิปัญญาไทยจึงอาจถือได้ว่า “เบ้งเฮ็ก” เป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นไท มากกว่าการเป็น “คนไทย” ในเชิงเชื้อสาย


1. บทนำ

“เบ้งเฮ็กคือใคร?” คำถามนี้ไม่เพียงเป็นการทบทวนตัวละครหนึ่งใน สามก๊ก แต่ยังสะท้อนถึงความพยายามของนักวิชาการไทยบางกลุ่มในการค้นหาที่มาของ “คนไทย” ในประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เบ้งเฮ็ก หรือหมั่นอ๋อง ปรากฏในตอนปลายของวรรณกรรมสามก๊กในฐานะผู้นำชนเผ่าทางใต้แห่งแคว้นจ๊กก๊ก (ปัจจุบันคือมณฑลยูนนานตอนใต้ของจีน) ซึ่งขงเบ้ง แม่ทัพและอุปราชแห่งจ๊กก๊ก ได้ยกทัพไปปราบ

เรื่องราวของขงเบ้งและเบ้งเฮ็กมิใช่เพียงสงคราม หากยังเป็นการแสดงถึง “การปรับความเข้าใจระหว่างอารยธรรมจีนกับชนชาติพื้นเมือง” — และในมิติทางไทยศึกษา นักประวัติศาสตร์บางคนเห็นว่า “ชนเผ่าหมั่น” ที่เบ้งเฮ็กปกครองอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับชนชาติไท–ลื้อ–ไต ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นคนไทยในแถบสุวรรณภูมิ


2. เบ้งเฮ็กในวรรณกรรมสามก๊ก

ในวรรณกรรม สามก๊ก ตอน “ขงเบ้งปราบหมั่น” (南征孟获) เล่าถึงการที่ขงเบ้งนำทัพลงใต้ เพื่อปราบกษัตริย์ชนเผ่าหมั่นคือเบ้งเฮ็ก ซึ่งก่อกวนชายแดนทางใต้หลายครั้ง เบ้งเฮ็กเป็นผู้มีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว รู้จักภูมิประเทศเป็นอย่างดี ใช้สงครามกองโจรและอุบายต่างๆ ต่อกรกับกองทัพจ๊กก๊ก ขงเบ้งสามารถจับตัวเบ้งเฮ็กได้ถึง 7 ครั้ง แต่ปล่อยไปทุกครั้งเพื่อให้ยอมสวามิภักดิ์ด้วยใจ จนในครั้งสุดท้ายเบ้งเฮ็กซาบซึ้งในคุณธรรมของขงเบ้งและยอมอ่อนน้อมโดยสมัครใจ

ตอนนี้ในวรรณกรรมจีนถือเป็น “สัญลักษณ์แห่งการชนะด้วยธรรมะมากกว่ากำลัง” ซึ่งสะท้อนค่านิยมขงจื๊อเรื่อง “เมตตาธรรมเหนืออาวุธ” แต่ในมุมของไทยศึกษา การยอมสวามิภักดิ์ของเบ้งเฮ็กยังถูกตีความว่าเป็น “การผสานวัฒนธรรมระหว่างจีนกับชนชาติทางใต้” ที่อาจมีส่วนคล้ายคลึงกับการเคลื่อนย้ายของชนชาติไท


3. เบ้งเฮ็กกับความสัมพันธ์ทางภูมิภาค

ยูนนานในยุคสามก๊กเป็นพื้นที่ภูเขาสลับซับซ้อน มีชนเผ่าหลากหลาย เช่น ม่าน (滇蛮), เป่อ (濮), และลั่วเยฺว่ (雒越) ซึ่งภายหลังบางกลุ่มได้พัฒนามาเป็นชนชาติไท ลื้อ ลาว และพม่าในปัจจุบัน นักประวัติศาสตร์จีนหลายท่าน เช่น ฟั่น เหวินหลาน และเจิ้งอี้ กล่าวว่า “ชนเผ่าม่าน” ในยูนนานเป็นกลุ่มชาติพันธุ์อิสระที่มีภาษาตระกูลไท–กะได (Tai–Kadai)

ดังนั้น การที่เบ้งเฮ็กเป็น “กษัตริย์แห่งชนเผ่าม่าน” จึงอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับชนกลุ่มไท–ลื้อ หรือไทใหญ่อันเป็นบรรพบุรุษของคนไทยในเวลาต่อมา นักวิชาการไทยบางท่าน เช่น ขุนวิจิตรมาตรา และหลวงวิจิตรวาทการ เคยเสนอว่า “หมั่นอ๋องแห่งยูนนาน” คือผู้นำของชาวน่านเจ้า ซึ่งเป็นอาณาจักรต้นตระกูลของคนไทยก่อนเคลื่อนลงมาสู่แถบลุ่มน้ำเจ้าพระยา

อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาสตร์ร่วมสมัย เช่น ศ.สุเนตร ชุตินธรานนท์ และ รศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ เห็นว่า การเชื่อมโยงเช่นนี้เป็น “ทฤษฎีเชิงสัญลักษณ์” มากกว่าข้อเท็จจริง เพราะหลักฐานโบราณคดีและภาษาศาสตร์ยังไม่เพียงพอ


4. การวิเคราะห์เชิงชาติพันธุ์และภาษา

คำว่า “ม่าน” (蠻) ที่ใช้เรียกชนเผ่าทางใต้ของจีน แปลว่า “ป่าเถื่อน” หรือ “ต่างชาติ” เป็นคำที่จีนใช้กับหลายกลุ่มชาติพันธุ์ ทั้งพม่า ลื้อ และลาว ดังนั้น “หมั่นอ๋อง” จึงหมายถึง “กษัตริย์ของชนเผ่าทางใต้” โดยไม่จำเพาะเจาะจงว่าคือไทหรือพม่า

ในภาษาไทยล้านนา “ม่าน” หมายถึง “พม่า” เช่นคำว่า “กองทัพม่าน” หมายถึงกองทัพพม่า ส่วนในภาษาม้งหรือเมี่ยน คำว่า “มล่าน” ใช้เรียกกลุ่มคนที่อยู่ตอนเหนือของพม่า ดังนั้น “ม่าน” ในบริบทของสามก๊กอาจหมายถึงชนชาติที่อยู่ระหว่างพม่า–ยูนนาน ซึ่งสอดคล้องกับที่ตั้งของอาณาจักรน่านเจ้าในภายหลัง


5. การตีความเชิงประวัติศาสตร์ไทย

ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ นักประวัติศาสตร์ไทยเชื่อว่า “น่านเจ้า” คืออาณาจักรแรกของชนชาติไทย โดยมีหลักฐานสนับสนุนจากเอกสารจีนที่ระบุถึง “ไตลื้อ” และ “ไตโหลง” ซึ่งอยู่ในบริเวณยูนนานตอนใต้ การเชื่อมโยงน่านเจ้ากับเบ้งเฮ็กจึงเกิดขึ้นจากการตีความว่าหมั่นอ๋องคือกษัตริย์ของชนชาติที่พูดภาษาไท

แม้ปัจจุบันทฤษฎีนี้ถูกท้าทายโดยแนวคิดทางโบราณคดีใหม่ที่ชี้ว่าคนไทยอาจมีถิ่นกำเนิดในแถบลุ่มน้ำโขง แต่แนวคิด “เบ้งเฮ็กต้นตระกูลไทย” ยังคงเป็นวาทกรรมที่สะท้อนความพยายามของไทยในการสร้างอัตลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ และยืนยันความเก่าแก่ของชนชาติไทในเอเชีย


6. ม่าน หมั่น หรือไท : การสังเคราะห์ทางภูมิปัญญาไทย

ภูมิปัญญาไทยไม่แยกวิทยาศาสตร์ออกจากตำนาน แต่ใช้ “ตำนาน” เป็นกรอบแห่งจิตวิญญาณและอัตลักษณ์ การอธิบายว่า “เบ้งเฮ็กคือไท” จึงมิใช่การพิสูจน์เชิงโบราณคดี แต่คือการยืนยัน “จิตไท” ที่รักอิสระ รักถิ่นฐาน และกล้าต่อสู้กับอำนาจใหญ่

ในตำนานล้านนา พม่า และไทใหญ่ ล้วนมีเรื่องของกษัตริย์นักรบจากยูนนานที่ลงมาสร้างเมืองใหม่ เช่น พญามังราย พญาเจตบุตร และพญาลาวเชียง — ทั้งหมดสะท้อน “รหัสวัฒนธรรมร่วม” ของชนชาติไทที่เชื่อมโยงกับตำนานเบ้งเฮ็กได้ในเชิงอุปมา


7. การวิเคราะห์เชิงอริยสัจสี่ (สังเคราะห์ทางพุทธปรัชญา)

อริยสัจการสังเคราะห์เข้ากับเรื่องเบ้งเฮ็ก
ทุกข์สงคราม ความสูญเสีย และความขัดแย้งระหว่างอารยธรรมจีนกับชนเผ่าม่าน สะท้อน “ทุกข์แห่งอำนาจและความไม่เข้าใจ”
สมุทัยเหตุแห่งทุกข์คือ “อัตตา” และ “ความยึดมั่นในอาณาเขตชาติพันธุ์” ทั้งของขงเบ้งและเบ้งเฮ็ก
นิโรธความสงบเกิดขึ้นเมื่อเบ้งเฮ็กยอมสวามิภักดิ์ด้วยใจ เป็น “การดับทุกข์ด้วยปัญญาและเมตตา”
มรรคแนวทางแห่งสันติคือ “อุบายธรรม” ที่ขงเบ้งใช้ คือเมตตา ปัญญา และการยอมรับความแตกต่าง ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับพุทธธรรมเรื่องอหิงสาและสันติวิธี

ดังนั้น “เบ้งเฮ็ก” จึงไม่ใช่เพียงเรื่องสงคราม แต่เป็น “อุทาหรณ์ทางธรรม” ว่า ความเข้าใจและเมตตาเท่านั้นที่ชนะใจมนุษย์ได้


8. บทสรุป

แม้ไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่า “เบ้งเฮ็กคือบรรพบุรุษของคนไทย” แต่ในเชิงวัฒนธรรมและจิตวิญญาณ “เบ้งเฮ็ก” คือสัญลักษณ์ของความกล้าหาญ ความรักถิ่นฐาน และการยอมรับความจริงด้วยสติปัญญา ซึ่งเป็นคุณค่าร่วมของชนชาติไท

การศึกษาประวัติศาสตร์เชิงภูมิปัญญาไทยจึงควรเปิดพื้นที่ให้ตำนานและวรรณกรรมเป็น “ฐานความรู้ทางจิตวิญญาณ” เพื่อเข้าใจความเป็นไทในมิติลึกซึ้งยิ่งขึ้น — มิใช่เพียงการตามหาถิ่นกำเนิด แต่คือการค้นหาความหมายของ “ความเป็นไทย” ในสายธารประวัติศาสตร์เอเชีย


บรรณานุกรม (ย่อ)

  1. เจ้าพระยาพระคลัง (หน). สามก๊กฉบับแปลไทย. กรุงเทพฯ: ศิลปาบรรณาคาร, 2506.

  2. Fan Wenlan. A Short History of China. Beijing: Foreign Languages Press, 1958.

  3. ขุนวิจิตรมาตรา. ประวัติศาสตร์ไทย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, 2476.

  4. นิธิ เอียวศรีวงศ์. การเมืองไทยสมัยพระนารายณ์. กรุงเทพฯ: มติชน, 2548.

  5. เพจเกร็ดประวัติศาสตร์ v2. “เบ้งเฮ็กต้นตระกูลไทย.” (โพสต์ออนไลน์, 2025).

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เลือกตั้ง 2569 กับโจทย์ใหญ่ AI–หุ่นยนต์ ถอดรหัสนโยบายหาเสียง ผ่านกระจก Elon Musk บนเวทีดาวอส

เลือกตั้ง 2569 กับโจทย์ใหญ่ AI–หุ่นยนต์ ถอดรหัสนโยบายพรรคการเมืองไทยบนคลื่น Agentic AI และระเบียบโลกใหม่ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไท...