วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

ดร.สำราญ ผนึกกำลัง AI วิเคราะห์ “โครงการปลูกยูคาลิปตัสบนคันนา” แนะสร้างจุดสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ–สิ่งแวดล้อม–ภูมิปัญญาไทย

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ดร.สำราญ สมพงษ์ นักวิชาการอิสระด้านพุทธสันติวิธี และอดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคเกษตรเสรี ได้ร่วมมือกับ ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำการวิเคราะห์เชิงวิชาการเรื่อง “ผลกระทบและจุดสมดุลของโครงการปลูกต้นยูคาลิปตัสบนคันนา พัฒนาชีวิตสร้างเศรษฐกิจยั่งยืน” ซึ่งเป็นนโยบายเร่งด่วน (Quick Big Win Project) ที่ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขับเคลื่อนอยู่ในปัจจุบัน

ผลการวิเคราะห์พบว่า โครงการดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการส่งเสริมรายได้ของเกษตรกรไทยเท่านั้น แต่ยังสะท้อน “จุดสมดุลใหม่ของการพัฒนาเกษตรกรรมไทย” ที่ผสานมิติทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม และภูมิปัญญาไทย เข้ากับแนวคิด เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) ได้อย่างมีนัยสำคัญ


🔹 โครงการแห่งความหวังของชนบทไทย

โครงการ “ปลูกต้นยูคาลิปตัสบนคันนา” มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อใช้ประโยชน์จากพื้นที่คันนาที่มักถูกละเลยให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงสุด โดยไม่รบกวนพื้นที่ทำนาหลักของเกษตรกร ทั้งนี้ ต้นยูคาลิปตัสถูกเลือกเพราะเป็นไม้เศรษฐกิจโตเร็ว สามารถใช้ในอุตสาหกรรมกระดาษ ป่าไม้ และพลังงานชีวมวล (Biomass) ได้ทั้งต้น อีกทั้งยังมีศักยภาพสูงในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย “Carbon Neutrality 2050” ของรัฐบาล

ดร.สำราญ ระบุว่า

“ยูคาลิปตัสไม่ได้เป็นเพียงพืชเศรษฐกิจ แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว เกษตรกรจะมีรายได้หลายทางจากไม้พลังงาน ข้าว และคาร์บอนเครดิต เป็นการเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ระบบเกษตรไทยอย่างยั่งยืน”


🔹 การวิเคราะห์ผลกระทบและจุดสมดุล 4 มิติ

1. มิติทางเศรษฐกิจ

  • ผลบวก: เกษตรกรมีรายได้หลายทาง (Multi-Income Farming) ทั้งจากข้าว ยูคาลิปตัส และคาร์บอนเครดิต

  • ⚠️ ผลลบ: ความผันผวนของราคาคาร์บอนเครดิต และความเสี่ยงจากการปลูกเชิงเดี่ยว

  • ⚖️ จุดสมดุล: ต้องมีระบบประกันรายได้และตลาดไม้พลังงานที่โปร่งใส เพื่อให้เกษตรกรมั่นใจในการลงทุน

2. มิติทางสิ่งแวดล้อม

  • ผลบวก: ยูคาลิปตัสมีอัตราการดูดซับคาร์บอนสูง เฉลี่ย 10–15 ตันต่อไร่ในรอบ 5 ปี และช่วยรักษาหน้าดิน

  • ⚠️ ผลลบ: หากปลูกหนาแน่นอาจดูดน้ำมากเกินไปในบางพื้นที่

  • ⚖️ จุดสมดุล: การปลูกแบบผสมผสานกับไม้พื้นถิ่นและเว้นระยะปลูกที่เหมาะสมจะช่วยลดผลกระทบต่อระบบน้ำ

3. มิติทางสังคม

  • ผลบวก: ช่วยรวมกลุ่มเกษตรกรในรูป “สหกรณ์ไม้พลังงาน” เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในท้องถิ่น

  • ⚠️ ผลลบ: ความเหลื่อมล้ำอาจเกิดขึ้นหากขาดการมีส่วนร่วมของชุมชน

  • ⚖️ จุดสมดุล: ต้องใช้แนวทาง “การบริหารแบบมีส่วนร่วม” (Participatory Management) โดยให้ชุมชนเป็นเจ้าของโครงการ

4. มิติทางภูมิปัญญาไทย

  • ผลบวก: ฟื้นฟูแนวคิดดั้งเดิมของ “คันนาเศรษฐกิจ” ที่ใช้พื้นที่ทุกตารางนิ้วอย่างรู้คุณค่า

  • ⚠️ ผลลบ: หากไม่มีการสื่อสารที่ดี อาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็นการทดแทนไม้พื้นถิ่น

  • ⚖️ จุดสมดุล: รัฐควรส่งเสริมให้เกษตรกรเป็น “เจ้าขององค์ความรู้” และปรับใช้ภูมิปัญญาไทยควบคู่กับเทคโนโลยีใหม่


🔹 สังเคราะห์เข้าสู่ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง”

AI และ ดร.สำราญ ได้ร่วมกันสังเคราะห์โครงการนี้เข้าสู่กรอบแนวคิด ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งประกอบด้วย 3 ห่วง 2 เงื่อนไข ได้แก่

  • ความพอประมาณ: ใช้พื้นที่คันนาให้เกิดประโยชน์โดยไม่ขยายพื้นที่เพาะปลูกเกินความจำเป็น

  • ความมีเหตุผล: เลือกพืชที่มีตลาดรองรับ มีการวางระบบสัญญาซื้อขายไม้ล่วงหน้า (MOU)

  • ภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี: เกษตรกรมีรายได้หลายทาง ลดความเสี่ยงจากราคาข้าวตกต่ำ

และภายใต้เงื่อนไขของ “ความรู้” และ “คุณธรรม”
ชุมชนต้องเข้าใจหลักการใช้ที่ดินอย่างยั่งยืน พร้อมมีคุณธรรมในการรักษาสิ่งแวดล้อม


🔹 จุดสมดุลแห่งการพัฒนา: “Golden Balance”

ดร.สำราญ และระบบ AI ได้เสนอแนวคิด “จุดสมดุลทองคำ” (Golden Balance) ของโครงการ โดยมองว่า หากทั้ง 4 มิติ (เศรษฐกิจ–สิ่งแวดล้อม–สังคม–ภูมิปัญญา) ถูกบูรณาการอย่างเหมาะสม จะเกิด “รูปแบบใหม่ของการพัฒนาเกษตรกรรมไทย” ดังนี้

มิติเป้าหมายสมดุลที่เกิดขึ้น
เศรษฐกิจสร้างรายได้หลายทางเกษตรกรพึ่งพาตนเองได้
สิ่งแวดล้อมลดคาร์บอน ฟื้นฟูดินระบบนิเวศยั่งยืน
สังคมเสริมพลังชุมชนลดความเหลื่อมล้ำ
ภูมิปัญญารักษารากเหง้าไทยสร้างนวัตกรรมภูมิปัญญา

🔹 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจากการวิเคราะห์

  1. พัฒนาระบบรับรองมาตรฐานไม้และคาร์บอนเครดิตระดับชุมชน เพื่อให้รายได้เข้าสู่มือเกษตรกรโดยตรง

  2. ส่งเสริมการวิจัยสายพันธุ์ยูคาลิปตัสที่เหมาะกับแต่ละภูมิภาค โดยคำนึงถึงความสมดุลของน้ำและดิน

  3. จัดตั้งศูนย์เรียนรู้ “คันนาเศรษฐกิจสีเขียว” ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านพลังงานชีวมวลและตลาดคาร์บอน

  4. พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลติดตามการปลูกและคาร์บอนเครดิต เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้

  5. ปลูกแบบผสมผสานกับไม้พื้นถิ่นหรือไม้ผล เช่น ไผ่ มะฮอกกานี หรือพะยูง เพื่อรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ


🔹 บทสรุป

การวิเคราะห์โดย ดร.สำราญ สมพงษ์ ร่วมกับ AI สรุปว่า

โครงการ “ปลูกต้นยูคาลิปตัสบนคันนา” ไม่ใช่เพียงการปลูกต้นไม้ แต่คือ “การปลูกแนวคิดใหม่” ให้กับเกษตรกรไทย — แนวคิดที่มุ่งสร้างเศรษฐกิจสีเขียว ควบคู่กับการรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่น และความสมดุลของธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการผู้นี้เตือนว่า ต้องระมัดระวังไม่ให้ “โครงการแห่งความหวัง” กลายเป็น “รอยซ้ำของสวนป่าในอดีต” ที่เคยล้มเหลวเพราะขาดการมีส่วนร่วมจากประชาชน

“หากทุกภาคส่วนร่วมกันอย่างเข้าใจ ใช้เทคโนโลยีควบคู่ภูมิปัญญา โครงการนี้จะไม่เพียงปลูกยูคาลิปตัสบนคันนา แต่จะปลูกจิตสำนึกใหม่ให้การพัฒนาเกษตรกรรมไทยเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน”
ดร.สำราญ สมพงษ์

วิเคราะห์ผลกระทบและจุดสมดุลโครงการ “ปลูกต้นยูคาลิปตัสบนคันนา พัฒนาชีวิตสร้างเศรษฐกิจยั่งยืน”


บทคัดย่อ

โครงการ “ปลูกต้นยูคาลิปตัสบนคันนา พัฒนาชีวิตสร้างเศรษฐกิจยั่งยืน” เป็นนโยบายเชิงนวัตกรรมที่มุ่งบูรณาการการเกษตรไทยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) เพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคเกษตรกรรมไทย บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบและจุดสมดุลของโครงการใน 4 มิติ ได้แก่ เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม และภูมิปัญญาไทย รวมทั้งสังเคราะห์เข้าสู่กรอบแนวคิด “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อสร้างแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่เหมาะสมกับบริบทชนบทไทยในศตวรรษที่ 21


1. บทนำ

การพัฒนาเศรษฐกิจการเกษตรของไทยในศตวรรษที่ 21 กำลังเผชิญความท้าทายสำคัญ ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ความผันผวนของราคาพืชผลในตลาดโลก และข้อจำกัดของทรัพยากรดิน–น้ำ ซึ่งล้วนส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารและรายได้ของเกษตรกร โดยเฉพาะในภาคการปลูกข้าวที่แม้จะเป็นอาชีพหลักของคนไทยกว่า 10 ล้านครัวเรือน แต่กลับสร้างรายได้ต่อหน่วยพื้นที่ต่ำ

ในขณะเดียวกัน “คันนา” ซึ่งเป็นพื้นที่ขอบเขตระหว่างแปลงนา กลับถูกมองข้ามมาโดยตลอด ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและระบบนิเวศ ทั้งที่หากบริหารจัดการอย่างสร้างสรรค์ พื้นที่นี้สามารถเป็นแหล่งสร้างรายได้และปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้วยเหตุนี้ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้ผลักดัน “โครงการปลูกต้นยูคาลิปตัสบนคันนา” ซึ่งเป็น Quick Big Win Project เพื่อใช้ประโยชน์จากพื้นที่คันนาให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมสูงสุด


2. ที่มาและแนวคิดของโครงการ

โครงการดังกล่าวตั้งอยู่บนหลักคิด 3 ประการสำคัญ ได้แก่

  1. เพิ่มรายได้และคุณภาพชีวิตเกษตรกร

  2. พัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวและตลาดคาร์บอนเครดิต

  3. ใช้ทรัพยากรที่ดินอย่างคุ้มค่าโดยไม่กระทบต่อผลผลิตข้าว

ยูคาลิปตัสถูกเลือกเป็นพืชเศรษฐกิจหลัก เนื่องจากเป็นไม้โตเร็ว สามารถใช้ได้ทั้งต้นในอุตสาหกรรมกระดาษ ป่าไม้ และพลังงานชีวมวล (Biomass) อีกทั้งมีศักยภาพในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้สูง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Carbon Neutrality 2050 ของประเทศไทย

กระทรวงเกษตรฯ ได้วางแผนบูรณาการร่วมกับภาคเอกชน ผ่านระบบสัญญาซื้อขายไม้ล่วงหน้า (MOU) เพื่อสร้างความมั่นคงด้านตลาด และส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้หลายทาง ทั้งจากการขายไม้ การขายข้าว และรายได้เสริมจากคาร์บอนเครดิต


3. มิติทางเศรษฐกิจและสังคมของเกษตรกร

3.1 การเพิ่มรายได้หลายทาง (Multi-Income Farming)

การปลูกยูคาลิปตัสบนคันนาเป็นการใช้ประโยชน์พื้นที่ที่เคยถูกทิ้งให้ว่างเปล่า เกษตรกรจะมีรายได้จาก 3 ช่องทางหลัก คือ

  1. รายได้หลักจากผลผลิตข้าว

  2. รายได้จากไม้ยูคาลิปตัสหลังการปลูก 3–5 ปี

  3. รายได้เสริมจากการขายคาร์บอนเครดิต

ในระยะยาวยังช่วยลดต้นทุนปุ๋ยและยาฆ่าแมลง เนื่องจากร่มเงาและใบไม้ช่วยรักษาความชื้นและเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน

3.2 การสร้างเศรษฐกิจชุมชนใหม่

การรวมกลุ่มเกษตรกรในรูป “สหกรณ์ไม้พลังงาน” ช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองกับภาคเอกชน เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในท้องถิ่น (Local Circular Economy) และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน

3.3 การพัฒนาแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียวในชนบท

โครงการนี้ส่งเสริมจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมของเกษตรกร โดยปลูกฝังแนวคิด “ปลูกเพื่อรักษาธรรมชาติ ปลูกเพื่อพลังงานสะอาด” ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนเป้าหมาย SDGs ข้อ 13 และ 15 อย่างเป็นรูปธรรม


4. มิติทางสิ่งแวดล้อมและพลังงาน

4.1 การลดคาร์บอนและฟื้นฟูระบบนิเวศ

ต้นยูคาลิปตัสมีความสามารถในการดูดซับคาร์บอนเฉลี่ย 10–15 ตันต่อไร่ในรอบ 5 ปี และปล่อยออกซิเจนในอัตราสูง ช่วยลดผลกระทบจาก Climate Change ในพื้นที่เกษตร

4.2 การใช้เป็นพลังงานชีวมวล

ไม้ยูคาลิปตัสสามารถใช้เป็นวัตถุดิบผลิตไฟฟ้าชีวมวล ช่วยลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และสร้างโอกาสทางธุรกิจพลังงานท้องถิ่น

4.3 การรักษาดินและน้ำ

ระบบรากของยูคาลิปตัสช่วยยึดหน้าดิน ลดการพังทลายในฤดูฝน และรักษาความชื้นในฤดูแล้ง อย่างไรก็ตาม ต้องปลูกในระยะที่เหมาะสม (ห่าง 2–3 เมตร) เพื่อไม่ให้ดูดน้ำเกินจำเป็น


5. มิติทางภูมิปัญญาไทยและวัฒนธรรมการใช้ที่ดิน

การปลูกไม้บนคันนาเป็นภูมิปัญญาเกษตรไทยดั้งเดิมที่ใช้ประโยชน์จากทุกตารางนิ้วของที่ดิน ไม่ต่างจากแนวคิด “เกษตรทฤษฎีใหม่” ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งมุ่งสร้างสมดุลระหว่างคนกับธรรมชาติ

การนำยูคาลิปตัสมาปลูกบนคันนาจึงไม่ใช่การละทิ้งภูมิปัญญา หากแต่เป็น “การปรับประยุกต์ให้เข้ากับยุคสมัย” เป็นนวัตกรรมภูมิปัญญาไทย (Thai Wisdom Innovation) ที่ผสมผสานองค์ความรู้ท้องถิ่นกับเทคโนโลยีใหม่

แนวทางนี้ยังสะท้อนหลัก ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ดังนี้

  • ความพอประมาณ: ใช้พื้นที่ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์โดยไม่ขยายพื้นที่เพาะปลูกเกินความจำเป็น

  • ความมีเหตุผล: เลือกพืชที่มีตลาดรองรับ มีการวางระบบ MOU ชัดเจน

  • ภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี: เกษตรกรมีรายได้หลายทาง ลดความเสี่ยงจากราคาข้าวตกต่ำ


6. ผลกระทบและจุดสมดุลของโครงการ

6.1 ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ

ผลบวก:

  • เพิ่มรายได้หลายทาง

  • กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

  • สนับสนุนเศรษฐกิจ BCG Model

ผลลบ:

  • ความเสี่ยงจากการปลูกเชิงเดี่ยว

  • ความผันผวนของราคาคาร์บอนเครดิต

จุดสมดุล:
การสร้าง “ตลาดที่โปร่งใส” และการมี “ระบบประกันรายได้” จะช่วยรักษาสมดุลระหว่างความคุ้มค่าและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

6.2 ผลกระทบเชิงสิ่งแวดล้อม

ผลบวก: ลดคาร์บอน เพิ่มพื้นที่สีเขียว ฟื้นฟูหน้าดิน
ผลลบ: หากปลูกหนาแน่นอาจกระทบระบบน้ำ
จุดสมดุล: ใช้การปลูกแบบผสมผสาน และประเมินผลด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

6.3 ผลกระทบเชิงสังคม

ผลบวก: สร้างความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และชุมชน
ผลลบ: ความเหลื่อมล้ำหากขาดการมีส่วนร่วม
จุดสมดุล: ส่งเสริมการบริหารแบบมีส่วนร่วม (Participatory Management)

6.4 ผลกระทบเชิงภูมิปัญญาไทย

ผลบวก: ฟื้นฟูแนวคิดพอเพียงและการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ
ผลลบ: ความไม่เข้าใจในบริบทท้องถิ่นบางพื้นที่
จุดสมดุล: ให้เกษตรกรเป็นเจ้าขององค์ความรู้ และรัฐเป็นผู้สนับสนุนด้านเทคนิค


7. การสังเคราะห์สู่ “จุดสมดุลแห่งการพัฒนา”

โครงการปลูกยูคาลิปตัสบนคันนาเป็นตัวอย่างของ “จุดสมดุลใหม่ของการพัฒนาเกษตรกรรมไทย” ที่ผสาน 4 มิติ ได้แก่

มิติเป้าหมายสมดุลที่เกิดขึ้น
เศรษฐกิจรายได้มั่นคงหลายทางเกษตรกรพึ่งพาตนเองได้
สิ่งแวดล้อมลดคาร์บอนและฟื้นฟูดินระบบนิเวศยั่งยืน
สังคมเสริมพลังชุมชนลดความเหลื่อมล้ำ
ภูมิปัญญารักษารากเหง้าไทยสร้างนวัตกรรมภูมิปัญญา

เมื่อทั้งสี่มิติประสานกัน โครงการนี้จะกลายเป็น “จุดสมดุลทองคำ” (Golden Balance) ระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและการรักษาคุณค่าทางวัฒนธรรม


8. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

  1. พัฒนาระบบรับรองมาตรฐานไม้และคาร์บอนเครดิตในระดับชุมชน เพื่อให้รายได้เข้าสู่เกษตรกรโดยตรง

  2. ส่งเสริมการวิจัยสายพันธุ์ยูคาลิปตัสทนแล้งและเหมาะสมกับแต่ละภูมิภาค

  3. จัดตั้งศูนย์เรียนรู้ “คันนาเศรษฐกิจสีเขียว” เพื่อถ่ายทอดความรู้ด้านพลังงานชีวมวลและตลาดคาร์บอน

  4. พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลติดตามการปลูก–ขายไม้และคาร์บอนเครดิต เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้

  5. สนับสนุนการปลูกแบบผสมผสานกับไม้พื้นถิ่น เช่น ไผ่หรือไม้ผล เพื่อรักษาสมดุลของน้ำ


9. สรุป

โครงการ “ปลูกต้นยูคาลิปตัสบนคันนา พัฒนาชีวิตสร้างเศรษฐกิจยั่งยืน” เป็นนโยบายที่สะท้อนแนวทางใหม่ของการพัฒนาเกษตรไทย โดยผสมผสาน “นวัตกรรมทางเศรษฐกิจ” กับ “ภูมิปัญญาท้องถิ่น” อย่างลงตัว เกิดผลลัพธ์ที่สมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม และวัฒนธรรม

ต้นยูคาลิปตัสในโครงการนี้จึงมิได้เป็นเพียงต้นไม้บนคันนา หากแต่เป็น “ต้นทุนทางปัญญา” และ “ต้นทุนทางสังคม” ที่จะช่วยหล่อเลี้ยงชีวิตเกษตรกรไทยให้เติบโตบนเส้นทางของเศรษฐกิจสีเขียวอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เลือกตั้ง 2569 กับโจทย์ใหญ่ AI–หุ่นยนต์ ถอดรหัสนโยบายหาเสียง ผ่านกระจก Elon Musk บนเวทีดาวอส

เลือกตั้ง 2569 กับโจทย์ใหญ่ AI–หุ่นยนต์ ถอดรหัสนโยบายพรรคการเมืองไทยบนคลื่น Agentic AI และระเบียบโลกใหม่ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไท...