เลือกตั้ง 2569 กับโจทย์ใหญ่ AI–หุ่นยนต์ ถอดรหัสนโยบายพรรคการเมืองไทยบนคลื่น Agentic AI และระเบียบโลกใหม่
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 กำลังถูกจับตามองว่าเป็นมากกว่าการแข่งขันทางการเมืองตามวาระปกติ หากแต่เป็นจุดตัดสำคัญของประเทศในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และหุ่นยนต์อัตโนมัติกำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม และตลาดแรงงานอย่างรวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
รายงานวิเคราะห์เชิงลึกล่าสุดว่าด้วย “นโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 กับพลวัตของ AI และหุ่นยนต์” ชี้ว่า การตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งนี้ เท่ากับเป็นการเลือก “ทิศทางอนาคตทางเทคโนโลยีของชาติ” ท่ามกลางสัญญาณเตือนจากเวทีโลกว่า ประเทศที่ปรับตัวไม่ทันอาจตกขบวนเศรษฐกิจฐาน AI อย่างถาวร
โลกปี 2026: จาก Generative AI สู่ยุค Agentic AI
บริบทสำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือทิศทางเทคโนโลยีโลกในปี 2026 ซึ่งเวที World Economic Forum (WEF) ณ เมืองดาวอส ได้สะท้อนตรงกันว่า โลกได้ก้าวข้ามยุค Generative AI ที่เน้นการสร้างข้อความและภาพ มาสู่ “The Age of Agentic AI” หรือ AI ที่สามารถวางแผน ตัดสินใจ และปฏิบัติการได้ด้วยตนเองในฐานะ “ตัวแทน” (Agent)
Elon Musk และผู้นำเทคโนโลยีระดับโลกประเมินตรงกันว่า AI รุ่นใหม่จะไม่เพียงแทนที่แรงงานใช้แรง แต่จะกระทบงานออฟฟิศและชนชั้นกลางอย่างรุนแรง ขณะเดียวกัน หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์กำลังออกจากห้องทดลองสู่ภาคอุตสาหกรรม ครัวเรือน และการดูแลสุขภาพ โดยอาศัยโมเดล AI ขั้นสูงที่เข้าใจบริบททางสังคมและอารมณ์มนุษย์ได้ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าดังกล่าวมาพร้อมข้อจำกัดใหม่ นั่นคือ “วิกฤตพลังงาน” จากการขยายตัวของ Data Center ทั่วโลก ทำให้รัฐบาลที่หวังเป็น AI Hub ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า จะจัดหาพลังงานสะอาดที่มั่นคงและราคาถูกได้อย่างไร
การเมืองไทย 2569: ปะทะสองอุดมการณ์เทคโนโลยี
รายงานชี้ว่า นโยบาย AI และหุ่นยนต์ของพรรคการเมืองไทยในการเลือกตั้งครั้งนี้ แบ่งออกเป็นสองขั้วความคิดหลักอย่างชัดเจน
พรรคเพื่อไทย: Techno-Capitalism และยุทธศาสตร์ AI Hub
พรรคเพื่อไทยเสนอภาพประเทศไทยในฐานะ “AI Hub ของภูมิภาค” ผ่านการดึงดูดการลงทุนขนาดใหญ่จากต่างชาติ โดยมีแนวคิด “Digital Embassy” ให้สิทธิพิเศษแก่บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกในการตั้ง Data Center ในไทย พร้อมผลักดันการใช้ AI ในภาครัฐ การเกษตรแม่นยำ และการแพทย์ทางไกล
นโยบายสำคัญอีกประการคือ Negative Income Tax (NIT) ที่วางเป้าเริ่มใช้ในปี 2570 เพื่อเป็นตาข่ายรองรับแรงงานที่ได้รับผลกระทบจาก AI โดยผูกสวัสดิการเข้ากับระบบภาษีแทนการแจกเงินแบบถ้วนหน้า
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า ยุทธศาสตร์ AI Hub ของพรรคเพื่อไทยยังเผชิญคำถามใหญ่เรื่องความมั่นคงทางพลังงาน และความเสี่ยงในการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ จนไทยอาจเป็นเพียง “ผู้เช่าโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา” มากกว่าผู้เป็นเจ้าของ
พรรคประชาชน: Techno-Progressivism และอธิปไตยดิจิทัล
ขณะที่พรรคประชาชนเสนอแนวทาง “เติบโตจากภายใน” มุ่งลดการผูกขาดทางเทคโนโลยีและสร้างระบบนิเวศที่เป็นธรรม ผ่านนโยบาย “Thai First” สนับสนุน SME ใช้ซอฟต์แวร์และ AI ที่พัฒนาโดยคนไทย
จุดเด่นคือแนวคิด “Public Code Public Money” กำหนดให้ซอฟต์แวร์ที่รัฐลงทุนพัฒนาต้องเป็น Open Source เพื่อให้เอกชนและนักพัฒนานำไปต่อยอดได้ ลดต้นทุนซ้ำซ้อน และสร้างนวัตกรรมแบบเปิด พร้อมใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้าเข้มข้นเพื่อคุมแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่จากต่างชาติ
นักวิชาการมองว่า แนวทางนี้ช่วยเสริมอธิปไตยทางดิจิทัลในระยะยาว แต่ความสำเร็จขึ้นอยู่กับความสามารถของรัฐในการบริหารชุมชนนักพัฒนา และการรักษามาตรฐานความปลอดภัยไซเบอร์
ไทยพร้อมแค่ไหน? เมื่อยุทธศาสตร์ชาติยังติด “คอขวด”
ไม่ว่าผลเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร ประเทศไทยยังต้องเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ AI แห่งชาติ ระยะที่ 2 (2569–2570) ซึ่งมีโครงการเรือธงอย่าง ThaiLLM โมเดลภาษาไทยงบประมาณ 120 ล้านบาท
รายงานประเมินว่า ด้วยทรัพยากรที่จำกัด ThaiLLM น่าจะเป็นการปรับแต่งโมเดลเปิดมากกว่าสร้างจากศูนย์ ซึ่งแม้จะคุ้มค่า แต่ก็สะท้อนขีดจำกัดในการแข่งขันระดับโลก ขณะที่ปัญหาใหญ่ที่สุดคือ “วิกฤตขาดแคลนบุคลากร” เมื่อไทยยังขาดแรงงาน AI กว่า 80,000 ตำแหน่ง สูงกว่าเป้าหมายการผลิตหลายเท่า
ผลกระทบจริงในภาคสนาม: แรงงาน–ผู้สูงอายุ–ตลาดทุน
รายงานชี้ว่า ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์และการผลิตกำลังเร่งใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ท่ามกลางความกังวลว่าแรงงานกว่า 10 ล้านคนอาจเสี่ยงถูกทดแทนภายในไม่กี่ปี ขณะที่ภาคสาธารณสุขกลับเผชิญปัญหาขาดแคลนผู้ดูแลผู้สูงอายุอย่างหนัก
หุ่นยนต์ดูแลผู้สูงอายุและ AI ผู้ช่วยในบ้านถูกมองเป็นความหวังใหม่ แต่ยังติดปัญหาราคาแพงและการขาดนโยบายอุดหนุนที่ชัดเจน ขณะที่ภาคตลาดทุนเริ่มเห็นบทบาท AI ในการตรวจจับการทุจริตแบบเรียลไทม์ เพื่อยกระดับธรรมาภิบาลและความเชื่อมั่นนักลงทุน
บทสรุป: เลือกตั้งครั้งนี้ คือการเลือกอนาคตเทคโนโลยีไทย
นักวิเคราะห์สรุปว่า การเลือกตั้งปี 2569 ไม่ใช่เพียงการเลือกผู้แทนราษฎร แต่คือการเลือกเส้นทางของประเทศในยุค AI ครองเมือง ระหว่างการเติบโตอย่างรวดเร็วด้วยทุนและเทคโนโลยีจากภายนอก หรือการสร้างความเข้มแข็งจากภายในด้วยการกระจายโอกาสและอธิปไตยดิจิทัล
ไม่ว่าประชาชนจะเลือกแนวทางใด รัฐบาลใหม่จะต้องเผชิญความจริงเดียวกัน คือความจำเป็นในการปรับตัวอย่างรุนแรง ทั้งด้านกฎหมาย การศึกษา และสวัสดิการ หากขาดการเตรียมพร้อมที่รอบด้าน วิสัยทัศน์ AI อาจกลายเป็นเพียงวาทกรรม ขณะที่ผลกระทบต่อแรงงานและความเหลื่อมล้ำอาจกลายเป็นวิกฤตทางสังคมที่ยากจะแก้ไขในอนาคต.
การวิเคราะห์เชิงลึก: นโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 กับพลวัตของปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ในบริบทการเมืองไทยและระเบียบโลกใหม่
บทคัดย่อ
รายงานการวิจัยฉบับนี้มุ่งนำเสนอการวิเคราะห์ที่ครอบคลุมและละเอียดอ่อนเกี่ยวกับภูมิทัศน์ทางนโยบายของพรรคการเมืองไทยในการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีจุดเน้นเฉพาะเจาะจงที่ประเด็นยุทธศาสตร์ด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence - AI) และหุ่นยนต์ (Robotics) ซึ่งถือเป็นปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุดในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในศตวรรษที่ 21 การศึกษานี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเปรียบเทียบข้อเสนอในเวทีหาเสียง แต่ยังขยายขอบเขตไปสู่การเชื่อมโยงกับบริบทการเปลี่ยนแปลงระดับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลวัตทางเทคโนโลยีที่ถูกนำเสนอโดย Elon Musk และผู้นำทางความคิดในเวที World Economic Forum (WEF) ประจำปี 2026 ณ เมืองดาวอส ซึ่งชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านจากยุค Generative AI ไปสู่ยุค Agentic AI และการถือกำเนิดของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในฐานะแรงงานใหม่ รายงานฉบับนี้จะเจาะลึกถึงความพร้อมของประเทศไทยภายใต้ยุทธศาสตร์ AI แห่งชาติระยะที่ 2 (Phase 2) ผลกระทบที่คาดการณ์ได้ต่อตลาดแรงงานไทยที่กำลังเผชิญวิกฤตสังคมสูงวัย และข้อถกเถียงเรื่องสวัสดิการสังคมใหม่ เช่น Negative Income Tax (NIT) ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นกลไกรับมือกับความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี
1. บทนำ: รุ่งอรุณแห่งการเลือกตั้งบนทางแพร่งของเทคโนโลยี
การเลือกตั้งทั่วไปในปี 2569 นับเป็นหมุดหมายทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่งของประเทศไทย ไม่เพียงแต่ในมิติของการเปลี่ยนผ่านอำนาจทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย แต่ยังเป็นช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญกับ "คลื่นลูกที่สี่" ของการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ทวีความรุนแรงและรวดเร็วอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์อัตโนมัติได้ก้าวข้ามขีดจำกัดจากการเป็นเพียงเครื่องมือเสริมประสิทธิภาพ (Augmentation) มาสู่การเป็นผู้กระทำการที่มีความสามารถในการตัดสินใจและปฏิบัติงานแทนมนุษย์ (Autonomous Agent) ซึ่งปรากฏการณ์นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และวิถีชีวิตของประชาชนในทุกระดับชั้น
ท่ามกลางบรรยากาศการหาเสียงที่เข้มข้น พรรคการเมืองต่างๆ ต่างนำเสนอนโยบายที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ในการนำพาประเทศให้รอดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง (Middle-Income Trap) และวิกฤตโครงสร้างประชากรสังคมสูงวัย (Super-Aged Society) อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญที่ยังคงท้าทายคือ นโยบายเหล่านี้มีความลุ่มลึกและสอดคล้องกับความเป็นจริงของโลกเทคโนโลยีในปี 2026 มากน้อยเพียงใด การวิเคราะห์นโยบายหาเสียงในปีนี้จึงไม่อาจแยกขาดจากบริบทโลกได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงสัญญาณเตือนจากเวที World Economic Forum 2026 ที่ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงของการ "ตกขบวน" หากประเทศกำลังพัฒนาไม่สามารถปรับตัวเข้ากับระบบเศรษฐกิจฐาน AI ได้ทันท่วงที
รายงานฉบับนี้จะทำหน้าที่เป็นแผนที่นำทางทางความคิด โดยสังเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารนโยบายพรรคการเมือง บทสัมภาษณ์ผู้นำองค์กร รายงานสถานการณ์แรงงาน และทิศทางเทคโนโลยีโลก เพื่อฉายภาพอนาคตของประเทศไทยภายใต้รัฐบาลชุดใหม่ และวิเคราะห์ว่านโยบาย AI และหุ่นยนต์ที่ถูกนำเสนอนั้น เป็นเพียงวาทกรรมทางการตลาด (Marketing Rhetoric) หรือเป็นยุทธศาสตร์ที่ปฏิบัติได้จริง (Actionable Strategy) ที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่ความมั่งคั่งและความมั่นคงในยุคดิจิทัล
2. บริบทโลกและสัญญาณจาก World Economic Forum 2026: มหาอำนาจเทคโนโลยีกับทิศทางที่ไม่อาจต้านทาน
เพื่อให้การวิเคราะห์นโยบายการเมืองไทยมีความสมบูรณ์ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องวางอยู่บนฐานความเข้าใจในบริบทของเทคโนโลยีโลกในปี 2026 ซึ่งเป็นปีที่เทคโนโลยี AI ได้พัฒนาไปสู่จุดเปลี่ยนสำคัญที่เรียกว่า "The Age of Agentic AI"
2.1 วิสัยทัศน์ Elon Musk และการก้าวสู่ยุค Agentic AI
ในปี 2026 โลกเทคโนโลยีได้ก้าวพ้นช่วงเวลาแห่งความตื่นเต้น (Hype Cycle) ของ Generative AI ที่เน้นการสร้างข้อความและรูปภาพ มาสู่ยุคของ Agentic AI หรือ AI ที่มีสถานะเป็น "ตัวแทน" ซึ่งมีความสามารถในการวางแผน ตัดสินใจ และกระทำการในโลกดิจิทัลและโลกกายภาพได้ด้วยตนเองเสมือนมนุษย์
นอกจากนี้ ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอย่างหนักหน่วงคือการเปลี่ยนผ่านของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid Robots) จากห้องทดลองสู่โลกความเป็นจริง Musk ได้ทำนายถึงปี 2026 ว่าจะเป็นปีที่หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เริ่มแทรกซึมเข้าสู่ภาคครัวเรือนและการดูแลสุขภาพ ไม่ใช่เพียงแค่ในโรงงานผลิตรถยนต์อีกต่อไป
2.2 วิกฤตพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานใหม่ (The New Infrastructure Constraint)
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในเวทีโลกคือ "ข้อจำกัดด้านพลังงาน" (Energy Crunch) การเติบโตแบบก้าวกระโดดของศูนย์ข้อมูล (Data Center) เพื่อรองรับการประมวลผล AI ขนาดใหญ่ ทำให้ความต้องการพลังงานไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้นจนโครงข่ายไฟฟ้าในหลายประเทศเริ่มรับภาระไม่ไหว
2.3 จาก Hardware สู่ Intelligence: จุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์
ในปี 2026 อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ได้ก้าวเข้าสู่ภาวะ "Hardware Plateau" หรือจุดที่ความสามารถทางกายภาพของหุ่นยนต์ (การเดิน การหยิบจับ) พัฒนาจนถึงระดับที่ใช้งานได้จริงแล้ว การแข่งขันจึงย้ายสมรภูมิไปอยู่ที่ "ความฉลาด" (Intelligence) และซอฟต์แวร์ควบคุม
3. ภูมิทัศน์นโยบายพรรคการเมืองไทย: การปะทะกันของสองอุดมการณ์
การเลือกตั้งปี 2569 เป็นการแข่งขันระหว่างสองขั้วความคิดหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล คือแนวทาง "Techno-Capitalism" ของพรรคเพื่อไทย และแนวทาง "Techno-Progressivism" ของพรรคประชาชน ซึ่งแต่ละแนวทางมีจุดแข็งและจุดอ่อนที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
3.1 พรรคเพื่อไทย: ยุทธศาสตร์ AI Hub และทุนนิยมดิจิทัล
พรรคเพื่อไทย ในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาลเดิม ยังคงยึดมั่นในแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนขนาดใหญ่และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) โดยมองเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือหลักในการเร่งการเติบโตของ GDP
3.1.1 นโยบาย AI Hub และ "Digital Embassy"
หัวใจสำคัญของนโยบายเทคโนโลยีพรรคเพื่อไทยคือการผลักดันให้ประเทศไทยเป็น "AI Hub ของภูมิภาค"
การวิเคราะห์: นโยบายนี้มีความสอดคล้องกับความต้องการของ Hyperscalers ในเวทีโลกที่กำลังมองหาพื้นที่ขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI
3.1.2 การประยุกต์ใช้ AI ในภาครัฐและการปราบปรามคอร์รัปชัน
พรรคเพื่อไทยเสนอนโยบาย "AI for all activities" เพื่อนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในทุกกิจกรรมของภาครัฐ โดยเฉพาะการสร้างแพลตฟอร์มต่อต้านการทุจริต (Anti-Corruption Platform) ที่ใช้ AI ลดดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐในการจัดซื้อจัดจ้างและการอนุมัติโครงการ
3.1.3 Negative Income Tax (NIT): ตาข่ายรองรับทางสังคมในยุค AI
เพื่อตอบโจทย์ความเหลื่อมล้ำและผลกระทบจากเทคโนโลยี พรรคเพื่อไทยและทีมเศรษฐกิจได้ผลักดันระบบ Negative Income Tax (NIT) ซึ่งมีกำหนดเริ่มใช้ในปี 2570
การวิเคราะห์เชิงลึก: NIT ถือเป็นนโยบายที่มีความก้าวหน้าและเหมาะสมกับบริบทของยุค AI Disruption มากกว่าการแจกเงินแบบไม่มีเงื่อนไข (Helicopter Money) เพราะยังคงรักษาแรงจูงใจในการทำงาน (Work Incentive) ไว้ได้ เนื่องจากสูตรการคำนวณเงินโอนจะลดลงในอัตราที่น้อยกว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการทำงาน ทำให้ผู้รับสวัสดิการยังคงมีความกระตือรือร้นที่จะหางานทำ
3.2 พรรคประชาชน: การปฏิรูปโครงสร้างและอธิปไตยทางดิจิทัล
พรรคประชาชน (สืบทอดอุดมการณ์จากพรรคก้าวไกล) นำเสนอวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็งจากภายใน (Endogenous Growth) และการกระจายโอกาสทางเทคโนโลยี โดยเน้นการลดการผูกขาดและการสร้างระบบนิเวศที่เป็นธรรม
3.2.1 ยุทธศาสตร์ "Thai First" และการยกระดับ SME
พรรคประชาชนชูนโยบาย "Thai First" ในด้านเทคโนโลยี โดยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ SME เลือกใช้ซอฟต์แวร์และบริการดิจิทัลที่พัฒนาโดยคนไทย เช่น ระบบบัญชี, POS, ERP และ AI
3.2.2 ปรัชญา "Public Code Public Money" และ Open Source
จุดเด่นที่แตกต่างอย่างชัดเจนคือแนวคิด "เงินสาธารณะเพื่อรหัสสาธารณะ" (Public Code Public Money) ซึ่งกำหนดให้ซอฟต์แวร์พื้นฐานที่รัฐลงทุนพัฒนา (เช่น ระบบ ERP ภาครัฐ, ระบบ AI พื้นฐาน) ต้องเปิดเผย Source Code เป็น Open Source เพื่อให้ภาคเอกชนและนักพัฒนาสามารถนำไปต่อยอดได้โดยไม่ติดลิขสิทธิ์
3.2.3 กฎหมายการแข่งขันทางการค้าและการกำกับดูแลแพลตฟอร์ม
พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับการใช้ พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า อย่างเข้มข้น เพื่อป้องกันไม่ให้แพลตฟอร์มต่างชาติใช้อำนาจเหนือตลาดในการทุ่มตลาด หรือเอาเปรียบผู้ประกอบการรายย่อยไทย
3.3 พรรคร่วมรัฐบาลและพรรคทางเลือกอื่น
พรรครวมไทยสร้างชาติ: เน้นนโยบายการปราบปรามคอร์รัปชันด้วยมาตรการเด็ดขาด (ยาแรง) และสนับสนุนพลังงานสะอาดเสรี ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจ AI
พรรคกล้าธรรม: เสนอยุทธศาสตร์ระดับจุลภาค (Micro Strategy) โดยเน้นการใช้ AI เพื่อยกระดับธรรมาภิบาลในตลาดทุน (AI for Capital Market Governance) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน และดึงดูดอุตสาหกรรมไฮเทค
พรรคไทยสร้างไทย: ชูนโยบาย "Automated & Tokenized Thailand" และกองทุน SME เพื่อปลดหนี้และสร้างโอกาสใหม่ในเศรษฐกิจดิจิทัล
4. ยุทธศาสตร์ AI แห่งชาติระยะที่ 2 (2569-2570): ความต่อเนื่องทางราชการ
ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาในรูปแบบใด ประเทศไทยยังคงมีกลไกทางราชการที่ขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องผ่าน แผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (พ.ศ. 2565 – 2570) ซึ่งในปี 2569 จะเข้าสู่การดำเนินงานระยะที่ 2 (Phase 2) อย่างเต็มรูปแบบ
4.1 โครงการเรือธง: ThaiLLM ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณ
หนึ่งในโครงการสำคัญของระยะที่ 2 คือการพัฒนา ThaiLLM (Thai Large Language Model) ซึ่งเป็นโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับภาษาไทยโดยเฉพาะ โดยมีงบประมาณสนับสนุนราว 120 ล้านบาท
4.2 วิกฤตขาดแคลนบุคลากร (The Talent Gap Crisis)
เป้าหมายของแผนปฏิบัติการฯ คือการสร้างบุคลากรด้าน AI ให้ได้ 30,000 คน
5. ผลกระทบรายสาขา: จุดปะทะระหว่างเทคโนโลยีและสังคมไทย
การเข้ามาของ AI และหุ่นยนต์ในปี 2569 ไม่ได้ส่งผลกระทบในวงกว้างเพียงอย่างเดียว แต่ยังสร้างพลวัตที่แตกต่างกันในแต่ละภาคส่วนเศรษฐกิจที่สำคัญ
5.1 ภาคการผลิตและยานยนต์: การปฏิวัติหุ่นยนต์และชะตากรรมแรงงาน
อุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งเป็นเสาหลักเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และระบบการผลิตอัตโนมัติ
สถานการณ์: ประเทศไทยตั้งเป้าเป็นผู้นำอาเซียนด้านการผลิตและการใช้หุ่นยนต์ภายในปี 2569
ข้อมูลชี้ว่าไทยมีการติดตั้งหุ่นยนต์อุตสาหกรรมมากเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน รองจากสิงคโปร์ และโรงงานผลิตรถยนต์หลายแห่งเริ่มใช้หุ่นยนต์ทดแทนแรงงานคนในสัดส่วนที่สูงขึ้น ผลกระทบต่อแรงงาน: สหภาพแรงงานและองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (IndustriALL) ได้แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อการเข้ามาของทุนผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน ซึ่งใช้หุ่นยนต์ในสัดส่วนสูงและจ้างงานคนน้อยกว่าโรงงานญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม
TDRI และ บพท. คาดการณ์ว่าแรงงานไทยกว่า 10 ล้านคนมีความเสี่ยงที่จะถูกทดแทนด้วยเทคโนโลยีภายในปี 2570 ข้อเรียกร้อง: สหภาพแรงงานเรียกร้องกระบวนการ "Just Transition" หรือการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม โดยต้องการให้มีกฎหมายรองรับการเจรจาต่อรองก่อนการนำเทคโนโลยีมาใช้ และการชดเชยที่มากกว่ากฎหมายคุ้มครองแรงงานเดิม
5.2 ภาคสาธารณสุขและสังคมสูงวัย: วิกฤตขาดแคลนและการรอคอยหุ่นยนต์
ในขณะที่ภาคการผลิตกังวลเรื่องคนล้นงาน ภาคการดูแลสุขภาพกลับเผชิญวิกฤตขาดแคลนคนอย่างรุนแรง
วิกฤต: ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด และคาดว่าจะขาดแคลนผู้ดูแล (Care Workers) ถึง 250,000 คนภายในปี 2580
ความหวังจากหุ่นยนต์: นวัตกรรมหุ่นยนต์ดูแลผู้สูงอายุ เช่น หุ่นยนต์ "ดินสอ" (Dinsaw) ของไทย เริ่มถูกนำมาใช้เป็นผู้ช่วย AI ประจำบ้าน (Home AI Assistant)
ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ Musk เรื่องหุ่นยนต์ในบ้าน อุปสรรค: ปัญหาหลักคือ "ราคา" หุ่นยนต์เหล่านี้ยังมีราคาสูงเกินกว่าที่ครัวเรือนไทยส่วนใหญ่จะเข้าถึงได้ และยังขาดนโยบายอุดหนุน (Subsidy) จากภาครัฐที่ชัดเจนเมื่อเทียบกับโมเดลของฮ่องกงที่มีกองทุนสนับสนุนเทคโนโลยีสำหรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะ
นโยบายสาธารณสุขในปี 2569 จึงต้องตอบโจทย์เรื่องการทำให้เทคโนโลยีราคาแพงกลายเป็นสวัสดิการที่เข้าถึงได้
5.3 ภาคตลาดทุนและการเงิน: AI ในฐานะผู้คุมกฎ
พรรคกล้าธรรมและหน่วยงานกำกับดูแล (ก.ล.ต.) มีแผนนำ AI มาใช้ในการตรวจสอบความผิดปกติในตลาดทุน (Market Surveillance) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติ
6. การเปรียบเทียบเชิงวิเคราะห์และข้อเสนอแนะ: ทางเลือกของประเทศไทย
จากการวิเคราะห์นโยบายของพรรคการเมืองและบริบทแวดล้อม สามารถสรุปเปรียบเทียบจุดยืนและนัยสำคัญทางยุทธศาสตร์ได้ดังตารางต่อไปนี้:
ตารางที่ 1: เปรียบเทียบยุทธศาสตร์นโยบาย AI และหุ่นยนต์ พรรคการเมืองไทย ปี 2569
| มิติการวิเคราะห์ | พรรคเพื่อไทย (Techno-Capitalism) | พรรคประชาชน (Techno-Progressivism) | นัยต่ออนาคตประเทศไทย |
| วิสัยทัศน์หลัก | AI Hub & Growth: เน้นการเติบโตของ GDP ผ่านการดึงดูดทุนเทคโนโลยีและ FDI | Inclusive Digital Economy: เน้นการกระจายโอกาส สร้างความเข้มแข็งให้ SME และลดการผูกขาด | ทางเลือกระหว่างการเติบโตเร็วด้วยทุนนอก กับการเติบโตยั่งยืนด้วยฐานใน |
| โครงสร้างพื้นฐาน | Digital Embassy: ให้สิทธิพิเศษต่างชาติ ดึง Data Center | Public Code Public Money: เปิดเผยซอฟต์แวร์รัฐเป็น Open Source | การพึ่งพาเทคโนโลยี (Dependency) vs อธิปไตยทางเทคโนโลยี (Sovereignty) |
| สวัสดิการสังคม | Negative Income Tax (NIT): ผูกกับระบบภาษี เริ่มปี 2570 | สวัสดิการแบบขั้นบันได/พื้นฐาน: เน้นกลุ่มเปราะบางและผู้สูงอายุ | NIT ตอบโจทย์ Job Displacement ได้ดีกว่า แต่ต้องใช้งบประมาณสูงและระบบข้อมูลแม่นยำ |
| ยุทธศาสตร์แรงงาน | Upskill for Industry: ผลิตคนป้อนตลาดแรงงานอุตสาหกรรม | SME & Startup Ecosystem: สร้างผู้ประกอบการรายย่อยยุคใหม่ | ทั้งสองแนวทางยังติดกับดัก Talent Gap 80,000 คน ที่ผลิตไม่ทัน |
| การกำกับดูแล | AI for Anti-Corruption: ใช้ AI ตรวจสอบรัฐ ลดดุลยพินิจ | Competition Law: ใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้าคุมแพลตฟอร์ม | เพื่อไทยเน้นประสิทธิภาพรัฐ พรรคประชาชนเน้นความเป็นธรรมในตลาด |
ข้อสังเกตเชิงวิพากษ์และข้อเสนอแนะ
กับดักพลังงาน (The Energy Trap): นโยบาย AI Hub ของพรรคเพื่อไทยยังขาดคำตอบที่ชัดเจนเรื่องความมั่นคงทางพลังงาน หากไม่สามารถแก้ปัญหา "Energy Crunch" ได้ตามเทรนด์โลก การดึงดูด Data Center อาจเป็นเพียงฝันค้าง หรืออาจนำไปสู่การแย่งชิงทรัพยากรพลังงานกับภาคประชาชน
ความเหลื่อมล้ำของหุ่นยนต์ (The Robotics Divide): ยังไม่มีพรรคใดนำเสนอนโยบายที่ชัดเจนในการทำให้ "หุ่นยนต์" เป็นสินค้าสาธารณะ (Public Goods) ในภาคการดูแลผู้สูงอายุ หากปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด หุ่นยนต์จะกลายเป็นเพียงอภิสิทธิ์ของคนรวย ท่ามกลางวิกฤตขาดแคลนผู้ดูแลของคนจน
ความเสี่ยงของ NIT: แม้ NIT จะเป็นแนวคิดที่ดี แต่การเริ่มใช้ในปี 2570 อาจ "ช้าเกินไป" สำหรับคลื่นการตกงานที่อาจเกิดขึ้นทันทีในปี 2569 จากการเร่งตัวของ Agentic AI รัฐบาลใหม่อาจต้องพิจารณามาตรการเยียวยาระยะสั้น (Bridge Measures) ควบคู่ไปด้วย
Just Transition: รัฐบาลใหม่ต้องให้ความสำคัญกับข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงานในการมีส่วนร่วมตัดสินใจเรื่องการนำ AI มาใช้ในสถานประกอบการ เพื่อลดความขัดแย้งทางสังคมและสร้างความมั่นใจว่าเทคโนโลยีจะถูกนำมาใช้เพื่อ "เสริม" มนุษย์ ไม่ใช่ "แทนที่" อย่างโหดร้าย
7. บทสรุป
การเลือกตั้งปี 2569 ไม่ใช่เพียงการเลือกผู้แทนราษฎร แต่เป็นการเลือก "อนาคตทางเทคโนโลยี" ของชาติ ท่ามกลางกระแสธารของ AI และหุ่นยนต์ที่เชี่ยวกรากจากเวทีโลก ประเทศไทยยืนอยู่บนทางแพร่งสำคัญ ระหว่างการมุ่งสู่การเป็น "AI Hub" ที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างแนบแน่นภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย หรือการมุ่งสู่การเป็น "ผู้สร้างเทคโนโลยี" ที่มีรากฐานแข็งแกร่งจากภายในภายใต้แนวทางของพรรคประชาชน
ไม่ว่าเส้นทางใดจะได้รับฉันทามติจากประชาชน รัฐบาลใหม่จะต้องเผชิญกับความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือความจำเป็นในการปรับตัวอย่างรุนแรง (Radical Adaptation) ทั้งในด้านกฎหมาย การศึกษา และสวัสดิการสังคม หากปราศจากการเตรียมพร้อมที่รอบด้าน วิสัยทัศน์เรื่อง AI อาจกลายเป็นเพียงภาพฝัน ในขณะที่ผลกระทบด้านลบต่อแรงงานและความเหลื่อมล้ำจะกลายเป็นฝันร้ายที่เกิดขึ้นจริง การบูรณาการวิสัยทัศน์ระดับโลกเข้ากับบริบทท้องถิ่นอย่างชาญฉลาด จึงเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะไขประตูสู่อนาคตที่ยั่งยืนสำหรับคนไทยทุกคนในยุคปัญญาประดิษฐ์ครองเมือง


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น