วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

นักการเมืองหญิงหนุนยกระดับ แก้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวเป็นวาระแห่งชาติ


เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ดร.สำราญ สมพงษ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโส นักวิชาการอิสระด้านพุทธสันติวิธี และอดีตผู้สมัคร ส.ส. จังหวัดศรีสะเกษ พรรคเกษตรเสรี เปิดเผยผลการทำงานร่วมกับระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการวิเคราะห์แนวทางการยกระดับการแก้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวให้เป็น “วาระแห่งชาติ” ผ่านมุมมองของนักการเมืองหญิง พร้อมชี้ว่าเป็นประเด็นโครงสร้างสำคัญที่เชื่อมโยงถึงสิทธิเด็ก–สตรี ความมั่นคงมนุษย์ และพัฒนาการสังคมในระยะยาว

ดร.สำราญ ระบุว่า บทความวิเคราะห์ดังกล่าวอ้างอิงจากเวทีเสวนา “How to...นักการเมืองหญิง ร่วมผลักดันท้องถิ่นจัดการความรุนแรงในครอบครัว 24 ชม.” ที่ภาคีเครือข่ายได้ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อพรรคการเมือง 4 พรรค โดยมีตัวแทนนักการเมืองหญิง คือ ผศ.รัชดา ธนาดิเรก (ภูมิใจไทย), ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ (เพื่อไทย), น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ (พรรคประชาชน) และ น.ส.รัดเกล้า สุวรรณคีรี (ประชาธิปัตย์) ซึ่งมีจุดร่วมคือการผลักดันให้การแก้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวเป็นนโยบายเร่งด่วนระดับชาติ

ทั้งนี้สถานการณ์ความรุนแรงในปี 2567 ยังน่าเป็นห่วง โดยมีผู้ถูกกระทำที่เข้ารับบริการศูนย์พึ่งได้กว่า 17,900 ราย และพบผู้ถูกกระทำผ่านสายด่วน พม.1300 อีกกว่า 4,800 เคส ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็ก สาเหตุสำคัญมาจากการทำร้ายร่างกาย ปัญหายาเสพติด ความหึงหวง ความโกรธ และสุขภาพจิตที่ไม่ได้รับการดูแล

การวิเคราะห์ชี้ว่า การประกาศให้เป็น “วาระแห่งชาติ” จะทำให้รัฐบาลสามารถ

  • เพิ่มงบประมาณและบุคลากรด้านสังคมสงเคราะห์

  • เชื่อมกระทรวงและหน่วยงานจากระดับนโยบายสู่พื้นที่

  • ขยายกลไกคุ้มครองผู้ถูกกระทำให้เข้มแข็งและทำงานได้ 24 ชั่วโมง

  • ยกระดับการป้องกันปฐมภูมิ ลดความรุนแรงก่อนเกิดเหตุ

เครือข่ายองค์กรสตรีและมูลนิธิเพื่อนหญิงยังเสนอ 7 ข้อเสนอเชิงนโยบาย โดยเน้นให้เร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว (ฉบับภาคประชาชน) ซึ่งมีผู้ร่วมลงชื่อกว่า 26,000 ราย เพื่อยุติช่องโหว่การ “ยอมความ” และเพิ่มมาตรการบำบัดผู้กระทำความรุนแรงอย่างจริงจัง

ข้อมูลจากพื้นที่นำร่อง 4 จังหวัดพบว่า มีครอบครัวที่เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู 33 ครอบครัว รวม 276 คน ซึ่งถูกนำมาถอดบทเรียนเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ (evidence-based policy) ใช้พัฒนาโมเดลการจัดการความรุนแรงในระดับชุมชน

ดร.สำราญ ระบุว่า บทวิเคราะห์นี้สะท้อนความสำคัญของบทบาทนักการเมืองหญิงในฐานะ “ผู้แทนเชิงคุณค่า” ที่ทำให้ประเด็นเพศภาวะและสิทธิผู้หญิงถูกผลักขึ้นเป็นวาระสาธารณะ พร้อมชี้ว่าความร่วมมือข้ามพรรคการเมืองถือเป็น “ฉันทามติทางสังคม” ที่จำเป็นต่อการสร้างสังคมไทยให้เป็น “บ้านปลอดภัย เมืองปลอดภัย” และลดวงจรความรุนแรงข้ามรุ่นได้อย่างยั่งยืน

วิเคราะห์การยกระดับการแก้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวเป็นวาระแห่งชาติในมุมมองนักการเมืองหญิง

บทคัดย่อ

บทความนี้วิเคราะห์ข้อเสนอและบทบาทของนักการเมืองหญิงต่อการผลักดัน “การแก้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว” ให้กลายเป็นวาระแห่งชาติ โดยอาศัยกรณีการเสวนาและยื่นข้อเสนอต่อพรรคการเมือง 4 พรรค เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งมีข้อมูลสถานการณ์ความรุนแรงกว่า 17,900 เคสจากศูนย์พึ่งได้ และกว่า 4,800 เคสจากสายด่วน 1300 ตลอดปี 2567 บทความชี้ให้เห็นว่า การยกระดับเป็นวาระแห่งชาติเป็นแนวทางการเมืองเชิงโครงสร้างที่เชื่อมโยงการปกป้องสิทธิเด็กและสตรี ความมั่นคงมนุษย์ และการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน พร้อมเน้นความสำคัญของบทบาทสตรีในสภาการเมืองไทยในการกำหนดนโยบายสาธารณะด้านเพศภาวะ


1. บทนำ

ความรุนแรงในครอบครัวเป็นปัญหาโครงสร้างที่สะท้อนความไม่เสมอภาคทางเพศ ความเหลื่อมล้ำด้านอำนาจ และค่านิยมชายเป็นใหญ่ในสังคมไทย แม้จะมีพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 และกลไกคุ้มครองเด็กและสตรีหลายหน่วยงาน แต่สถิติกลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตัวเลขปี 2567 ระบุว่ามีผู้ถูกกระทำที่เข้ารับบริการจากศูนย์พึ่งได้กว่า 17,900 คน และมีผู้โทรแจ้งผ่านสายด่วน 4,800 เคส โดยส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็ก

บริบทดังกล่าวผลักดันให้ภาคประชาสังคม สสส. และเครือข่ายสตรี 4 ภาค ร่วมผลักดันให้ประเด็นนี้กลายเป็น “วาระแห่งชาติ” ผ่านความร่วมมือกับนักการเมืองหญิงจากหลายพรรค ซึ่งมีศักยภาพสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายเพศภาวะเชิงรุก


2. สถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัวและความจำเป็นของการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย

จากข้อมูลของ สสส. และมูลนิธิเพื่อนหญิง พบว่าความรุนแรงส่วนใหญ่เกิดจาก

  • การทำร้ายร่างกาย

  • ปัจจัยยาเสพติด

  • ความหึงหวง

  • ความโกรธ

  • ปัญหาสุขภาพจิต

ผลกระทบไม่เพียงเกิดกับผู้ถูกกระทำ แต่ยังส่งต่อเป็น “วงจรความรุนแรงข้ามรุ่น” เด็กที่เติบโตในครอบครัวรุนแรงมีความเสี่ยงสูงที่จะใช้ความรุนแรงเมื่อโตขึ้น หากไม่มีมาตรการเชิงระบบมารองรับ

การประกาศเป็นวาระแห่งชาติจะช่วย

  1. เพิ่มงบประมาณและบุคลากร

  2. เชื่อมประสานหน่วยงานหลายกระทรวง

  3. ทำให้กลไกคุ้มครองมีอำนาจและความชัดเจน

  4. ยกระดับความตระหนักรู้ของสังคม

  5. ป้องกันความรุนแรงเชิงปฐมภูมิ (ก่อนเกิดเหตุ)


3. บทบาทนักการเมืองหญิงในการผลักดันนโยบาย

การเสวนา “How to..นักการเมืองหญิง ร่วมผลักดันท้องถิ่นจัดการความรุนแรงในครอบครัว 24 ชม.” มีตัวแทนนักการเมืองหญิงจาก 4 พรรค ได้แก่

  • ผศ.รัชดา ธนาดิเรก (พรรคภูมิใจไทย)

  • ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ (พรรคเพื่อไทย)

  • น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ (พรรคประชาชน)

  • น.ส.รัดเกล้า สุวรรณคีรี (พรรคประชาธิปัตย์)

มุมมองร่วมของนักการเมืองหญิง มีประเด็นสำคัญดังนี้

  1. เห็นพ้องให้การแก้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวเป็นนโยบายเร่งด่วนระดับชาติ

  2. เน้นการประสานงานจากส่วนกลางถึงท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ

  3. ขับเคลื่อนกฎหมายฉบับใหม่ที่มีมาตรฐานการคุ้มครองสูงขึ้น

  4. ผลักดันงบประมาณและการเพิ่มบุคลากร เช่น นักสังคมสงเคราะห์ประจำพื้นที่

  5. สนับสนุนการมีส่วนร่วมขององค์กรสตรีและภาคประชาชน

บทบาทของนักการเมืองหญิงได้รับการยอมรับว่าเป็นกำลังสำคัญในการยกระดับปัญหาที่กระทบต่อผู้หญิงและเด็ก เนื่องจากมีความเข้าใจประสบการณ์ของผู้ถูกกระทำในมิติความเป็นเพศ (gendered experiences) มากกว่านักการเมืองชาย


4. การวิเคราะห์เชิงนโยบาย: “วาระแห่งชาติ” ในฐานะเครื่องมือเปลี่ยนระบบ

เครือข่ายสตรีและมูลนิธิเพื่อนหญิงเสนอ 7 ข้อเสนอเชิงนโยบาย โดยเน้นการยกระดับเป็นวาระแห่งชาติเป็นข้อที่สำคัญที่สุด ซึ่งมีผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ดังนี้

4.1 การจัดตั้งกลไกสหวิชาชีพระดับพื้นที่

ช่วยให้การรับเรื่อง–ส่งต่อ–กระบวนการฟื้นฟูเกิดใน 24 ชั่วโมง ลดความล่าช้าและช่องโหว่ของระบบราชการ

4.2 การเพิ่มบทบาทกระทรวงมหาดไทย

การทำงานเชิงพื้นที่ เช่น อบต. เทศบาล อบจ. จะเข้มแข็งขึ้นหากมีคำสั่งระดับชาติรองรับ

4.3 การเร่งรัดร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว (ฉบับภาคประชาชน)

ซึ่งมีผู้สนับสนุนกว่า 26,000 รายชื่อ เป็นกฎหมายที่มีแนวคิดสำคัญ ได้แก่

  • ยุติการยอมความในคดีทำร้ายร่างกายในครอบครัว

  • ให้ความสำคัญกับ “ผู้ถูกกระทำ” มากกว่าการประนีประนอม

  • มีมาตรการบำบัดผู้กระทำอย่างจริงจัง

4.4 ลดการส่งต่อความรุนแรงจากรุ่นสู่รุ่น

การคุ้มครองมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่ากับลดต้นทุนสังคมในระยะยาว ทั้งด้านสาธารณสุข การศึกษา และความมั่นคงชุมชน


5. บทบาทของข้อมูลเชิงประจักษ์ต่อการกำหนดนโยบาย

ข้อมูลจากพื้นที่นำร่อง 4 จังหวัด โดยมูลนิธิเพื่อนหญิงพบว่า

  • มีครอบครัวที่เข้าสู่การฟื้นฟู 33 ครอบครัว

  • มีผู้เกี่ยวข้องรวม 276 คน

  • ข้อมูลถูกนำไปถอดบทเรียนเพื่อสร้าง “โมเดลปฏิบัติการในพื้นที่”

การนำข้อมูลเชิงประจักษ์ (evidence-based policy) เป็นการยกระดับการกำหนดนโยบายให้สอดคล้องกับปัญหาจริง ลดความซ้ำซ้อนของนโยบายกระทรวง และช่วยให้นักการเมืองหญิงมีข้อมูลที่แข็งแรงใช้ในการอภิปรายในสภาหรือผลักดันร่างกฎหมาย


6. วิสัยทัศน์ “บ้านปลอดภัย เมืองปลอดภัย” และผลกระทบต่อความมั่นคงมนุษย์

แนวคิด “บ้านปลอดภัย เมืองปลอดภัย” ของ สสส. มีนัยสำคัญต่อ

  • ความมั่นคงครอบครัว

  • ความมั่นคงสังคม

  • ความมั่นคงมนุษย์ (Human Security)

เมื่อครอบครัวเป็นพื้นที่ปลอดภัย ความรุนแรงในพื้นที่สาธารณะก็ลดลงตาม เพราะรากเหง้าหลักของพฤติกรรมรุนแรงจำนวนมากเกิดจากการเรียนรู้ในบ้านตั้งแต่วัยเด็ก


7. อภิปรายผล

การยกระดับปัญหาความรุนแรงในครอบครัวเป็นวาระแห่งชาติในมุมมองของนักการเมืองหญิงสะท้อนว่า

  1. ปัญหาไม่ใช่เพียงเรื่องครอบครัว แต่เป็นปัญหา “รัฐ–สังคม” ที่ต้องปรับโครงสร้าง

  2. การเมืองที่มีมิติทางเพศ (gender politics) ช่วยเปิดพื้นที่นโยบายสำหรับประเด็นที่ถูกมองข้ามในอดีต

  3. นักการเมืองหญิงทำหน้าที่เป็น “ผู้แทนเชิงคุณค่า” (substantive representation) ของผู้หญิงและเด็ก

  4. การทำงานร่วมกันของพรรคการเมืองต่างอุดมการณ์ช่วยสร้างฉันทามติ (political consensus) ต่อการปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐาน


8. สรุป

บทความนี้ชี้ให้เห็นว่า การประกาศให้ความรุนแรงในครอบครัวเป็นวาระแห่งชาติจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อสังคมไทย และบทบาทของนักการเมืองหญิงคือกำลังขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยผลักดันนโยบายสาธารณะให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของผู้ถูกกระทำ การบูรณาการเครือข่ายสหวิชาชีพ การเพิ่มงบประมาณ การผลักดันกฎหมายใหม่ และการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ ล้วนเป็นฐานสำคัญเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย “บ้านปลอดภัย เมืองปลอดภัย” และการลดวงจรความรุนแรงระยะยาวอย่างยั่งยืน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

พลวัตการเมืองสายพุทธ ถอดรหัสพันธมิตรดร.นิยม–สำราญ บนสนามเลือกตั้ง 2569

ท่ามกลางการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2569 ที่กำลังจะมาถึง การเมืองไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างอย่างมีนัยสำคัญ ไม่เพียงเป็นการแข่งขันร...