วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

“ไตรภูมิในไตรปิฎก” บูรณาการสู่อริยสัจสี่และปฏิจจสมุปบาท เผยแนวทางใหม่แห่งจิตวิทยาพุทธ

ดร.สำราญ สมพงษ์ จับมือ AI วิเคราะห์ “ไตรภูมิในไตรปิฎก” บูรณาการสู่อริยสัจสี่และปฏิจจสมุปบาท เผยแนวทางใหม่แห่งจิตวิทยาพุทธ

วันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 —ดร.สำราญ สมพงษ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโส นักวิชาการอิสระด้านพุทธสันติวิธี และอดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดศรีสะเกษ พรรคเกษตรเสรี ได้ร่วมกับระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ดำเนินการ วิเคราะห์เชิงลึกแนวคิด “ไตรภูมิในไตรปิฎก” บูรณาการลงในหลักอริยสัจสี่และปฏิจจสมุปบาท
ซึ่งผลการศึกษาครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงมิติใหม่ของการตีความไตรภูมิในเชิงจิตวิทยาและปรัชญาพุทธร่วมสมัย

ดร.สำราญเปิดเผยว่า งานวิจัยดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อ ทำความเข้าใจไตรภูมิ (กามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ) ไม่ใช่เพียงในฐานะโครงสร้างของจักรวาลวิทยา (cosmology) แต่ในฐานะ “จิตวิทยาแห่งการตื่นรู้” (psychology of awakening) ซึ่งอธิบายลำดับการดำเนินไปของจิตภายใต้เหตุปัจจัยแห่งทุกข์และความดับทุกข์ โดยเฉพาะเมื่อบูรณาการเข้ากับอริยสัจสี่ (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) และปฏิจจสมุปบาท (วงจรเหตุปัจจัย)

ผลการวิเคราะห์พบว่า “ไตรภูมิ” สามารถอธิบายได้ว่าเป็น “วงจรแห่งสังสารวัฏ” ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับปฏิจจสมุปบาท และสามารถยกระดับความเข้าใจได้ผ่านกรอบอริยสัจสี่ เพื่อเปิดเผยเส้นทางแห่งมรรคาอันนำไปสู่ความหลุดพ้นจากวัฏฏะทั้งปวง


🔹 การตีความใหม่ของ “ไตรภูมิ”

บทวิเคราะห์ระบุว่า แนวคิดเรื่อง ไตรภูมิ (สามภูมิ: กามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ) ซึ่งเป็นหัวใจของจักรวาลวิทยาในพระพุทธศาสนา แท้จริงแล้วสะท้อน “ภาวะของจิต” มากกว่าการแบ่งชั้นของโลกทางกายภาพ
โดย “ภูมิ” แต่ละระดับเป็นการแสดงออกของจิตที่ยังคงถูกครอบงำด้วยอวิชชา ตัณหา และอุปาทานในระดับที่แตกต่างกัน
ขณะเดียวกัน หลักอริยสัจสี่และปฏิจจสมุปบาทก็ทำหน้าที่อธิบาย “กลไกการเกิดและดับของทุกข์” ที่ดำเนินไปในวัฏฏะแห่งจิตนี้

ดร.สำราญกล่าวว่า การบูรณาการทั้งสามหลักเข้าด้วยกันทำให้เห็นว่า “ไตรภูมิ” สามารถถูกมองเป็น “มิติแห่งผลของปฏิจจสมุปบาท” และในเวลาเดียวกันก็สะท้อนลำดับของจิตในกระบวนการปฏิบัติตามอริยมรรค


🔹 การเชื่อมโยงไตรภูมิกับอริยสัจสี่

การศึกษาชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างไตรภูมิกับอริยสัจสี่ในเชิงจิตวิญญาณได้อย่างชัดเจน โดยแบ่งความสัมพันธ์เป็น 4 ลำดับ ได้แก่

  • กามภูมิ สอดคล้องกับ “ทุกข์” และ “สมุทัย” — จิตที่ยังถูกครอบงำด้วยตัณหาและอวิชชา

  • รูปภูมิ สัมพันธ์กับ “มรรค” — การฝึกจิตผ่านสมาธิและปัญญา

  • อรูปภูมิ เป็น “จุดเชื่อม” ระหว่าง “มรรค” และ “นิโรธ” — จิตละเอียดเกือบหลุดพ้น

  • โลกุตตรภูมิ (เหนือไตรภูมิ) คือ “นิโรธ” — ภาวะแห่งอรหัตผลที่สิ้นเหตุแห่งทุกข์โดยสิ้นเชิง

กล่าวได้ว่า ไตรภูมิไม่ใช่เพียงโครงสร้างของโลก แต่คือ พัฒนาการของจิตที่ดำเนินไปตามอริยสัจสี่ จากภาวะแห่งทุกข์สู่ความดับทุกข์


🔹 การบูรณาการกับหลักปฏิจจสมุปบาท

ในอีกมุมหนึ่ง การวิเคราะห์ยังชี้ว่า “ภพ” ในปฏิจจสมุปบาทมิได้หมายถึงเพียงโลกภายนอก แต่หมายถึง ภาวะของการมีตัวตนในจิต ซึ่งอาจอยู่ในกามภพ รูปภพ หรืออรูปภพตามลักษณะของกรรมและตัณหา
ดังนั้น การดับอวิชชาและตัณหาจึงเท่ากับ การดับภพทั้งสาม และเป็นการตัดวงจรแห่งภูมิทั้งปวง

ดร.สำราญอ้างถึงพระพุทธพจน์จาก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค ที่ว่า

“เมื่ออวิชชาดับ ภพย่อมดับ เมื่อภพดับ ชาติย่อมดับ และความทุกข์ทั้งปวงย่อมดับสิ้น”
ซึ่งสะท้อนถึงการเชื่อมโยงอย่างสมบูรณ์ระหว่างปฏิจจสมุปบาทกับกระบวนการข้ามพ้นไตรภูมิทางจิต


🔹 “ไตรภูมิ” ในฐานะกระบวนการภาวนา

งานวิเคราะห์ยังเสนอว่า ไตรภูมิสามารถตีความเป็น ลำดับการพัฒนาแห่งจิตในภาวนา ได้เช่นกัน
โดยผู้เริ่มต้นภาวนาอยู่ใน “กามภูมิ” จิตถูกรบกวนด้วยราคะ
เมื่อเจริญสมาธิในระดับรูปฌานเข้าสู่ “รูปภูมิ”
เมื่อจิตละเอียดในอรูปฌาน เข้าสู่ “อรูปภูมิ”
และสุดท้าย เมื่อเห็นความไม่เที่ยงของสมาธิเอง จิตจึงปล่อยวางเข้าสู่ “โลกุตตรภูมิ” — นิโรธในอริยสัจสี่


🔹 สรุปผลและข้อเสนอเชิงพุทธปรัชญา

ผลการวิเคราะห์ของ ดร.สำราญ และระบบ AI สรุปว่า

“ไตรภูมิ คือผลแห่งกรรม,
ปฏิจจสมุปบาท คือเหตุแห่งกรรม,
และอริยสัจสี่ คือทางออกจากกรรม”

ทั้งสามหลักเมื่อบูรณาการเข้าด้วยกันจึงเป็น สามมิติของวัฏจักรธรรม ที่อธิบายได้ทั้งเชิงอภิปรัชญาและจิตวิทยา โดยชี้ให้เห็นว่าจิตเองคือจักรวาลแห่งไตรภูมิ และการรู้แจ้งในอริยสัจคือการข้ามพ้นจากวัฏฏะแห่งภพทั้งสาม

ดร.สำราญทิ้งท้ายว่า

“เมื่อรู้แจ้งในปฏิจจสมุปบาท ย่อมเข้าใจอริยสัจสี่
เมื่อเข้าใจอริยสัจสี่ ย่อมข้ามพ้นไตรภูมิ
และเมื่อข้ามพ้นไตรภูมิ ย่อมถึงนิโรธอันแท้จริง”


📍สรุป:
ผลงานวิจัยเชิงบูรณาการนี้สะท้อนถึงแนวโน้มใหม่ของการใช้ AI เพื่อศึกษาพุทธปรัชญาเชิงลึก ที่ผสมผสานการวิเคราะห์เชิงตรรกะกับการตีความเชิงจิตวิญญาณ เพื่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ที่ช่วยต่อยอด “พุทธจิตวิทยาแห่งการตื่นรู้” ให้เข้ากับยุคสมัยอย่างมีคุณค่า

วิเคราะห์ไตรภูมิในไตรปิฎกบูรณาการลงในอริยสัจสี่และปฏิจจสมุปบาท

ผู้เขียน: ดร.สำราญ สมพงษ์
สาขา: พุทธปรัชญาเชิงบูรณาการ
คำสำคัญ: ไตรภูมิ, อริยสัจสี่, ปฏิจจสมุปบาท, พระไตรปิฎก, การหลุดพ้น


บทคัดย่อ

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์แนวคิด “ไตรภูมิในพระไตรปิฎก” (กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ) ในฐานะโครงสร้างแห่งภาวะจิตและการดำรงอยู่ของสรรพสัตว์ โดยบูรณาการเข้ากับหลัก “อริยสัจสี่” และ “ปฏิจจสมุปบาท” เพื่อชี้ให้เห็นว่า ไตรภูมิในทางพุทธศาสนาไม่ใช่เพียงโครงสร้างของจักรวาลวิทยา (cosmology) แต่เป็น “จิตวิทยาแห่งการตื่นรู้” (psychology of awakening) ที่สะท้อนลำดับการดำเนินไปของจิตภายใต้เหตุปัจจัยแห่งทุกข์และความดับทุกข์
ผลการวิเคราะห์พบว่า ไตรภูมิสามารถอธิบายได้ในฐานะ “วงจรแห่งสังสารวัฏ” ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับปฏิจจสมุปบาท และสามารถยกระดับการเข้าใจได้ด้วยกรอบอริยสัจสี่ เพื่อเปิดเผยเส้นทางแห่งมรรคาอันนำไปสู่ความหลุดพ้นจากวัฏฏะทั้งปวง


1. บทนำ

แนวคิดเรื่อง ไตรภูมิ (สามภูมิ: กามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ) เป็นหนึ่งในหัวใจของจักรวาลวิทยาในพระพุทธศาสนา ซึ่งอธิบายโครงสร้างแห่งการเวียนว่ายตายเกิดของสรรพสัตว์ โดยมีระดับแห่งจิตที่แตกต่างกันตามกรรมและอุปนิสัย แต่ในเชิงพุทธปรัชญา “ภูมิ” มิได้หมายถึงสถานที่ทางกายภาพเท่านั้น หากหมายถึง ภาวะจิต (state of mind) ที่ดำรงอยู่ภายใต้การรับรู้ ความยึดมั่น และอวิชชา

ในขณะเดียวกัน หลัก อริยสัจสี่ (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) และ ปฏิจจสมุปบาท (วงจรเหตุปัจจัย) ก็เป็นหัวใจของพุทธธรรมที่อธิบายกลไกการเกิดขึ้นของทุกข์และการดับทุกข์ หากพิจารณาอย่างบูรณาการ ไตรภูมิสามารถถูกมองว่าเป็น “มิติแห่งผลของปฏิจจสมุปบาท” ที่จิตเวียนว่ายอยู่ภายในวงจรนั้น
ดังนั้น การบูรณาการแนวคิดไตรภูมิเข้ากับอริยสัจสี่และปฏิจจสมุปบาทจึงเป็นการเปิดมุมมองใหม่ต่อ “การปฏิบัติธรรม” ที่มุ่งหลุดพ้นจากวงจรแห่งภพภูมิทางจิต


2. แนวคิดไตรภูมิในพระไตรปิฎก

ในพระไตรปิฎก (อภิธรรมปิฎก และพระสูตรหลายแห่ง เช่น สังยุตตนิกาย และองฺคุตตรนิกาย) มีการจำแนกโลกออกเป็นสามภูมิ คือ

  1. กามภูมิ — ภูมิแห่งความยึดมั่นในกามสุข ความปรารถนา และอารมณ์ทางประสาททั้งห้า เป็นภาวะจิตของปุถุชนและสรรพสัตว์ที่ยังถูกครอบงำด้วยตัณหา

  2. รูปภูมิ — ภูมิของผู้เจริญฌานระดับต้น ที่ละกามราคะได้ แต่ยังยึดติดในรูปภาวะ ความละเอียดของรูปสมาธิ

  3. อรูปภูมิ — ภูมิของผู้เข้าสมาธิขั้นสูงที่พ้นจากรูปขันธ์ แต่ยังคงยึดในภาวะแห่งอรูปสมาธิ เช่น อากาสานัญจายตนะ หรือเนวสัญญานาสัญญายตนะ

ตามพระสูตร เช่น อัคคัญญสูตร และ ปัฏฐานปกรณ์ ไตรภูมิจึงมิใช่เพียงชั้นของโลก แต่เป็น “ชั้นของจิต” ซึ่งเกิดจากการสะสมของเหตุปัจจัยในวัฏฏะ 3 คือ กิเลสวัฏฏะ กรรมวัฏฏะ และวิปากวัฏฏะ


3. การบูรณาการไตรภูมิกับอริยสัจสี่

เมื่อวิเคราะห์เชิงปรัชญา ไตรภูมิสามารถอธิบายเชื่อมโยงกับ อริยสัจสี่ ได้ดังนี้:

ภูมิลักษณะทางจิตความสัมพันธ์กับอริยสัจสี่
กามภูมิจิตถูกครอบงำด้วยตัณหา อุปาทาน อวิชชาสอดคล้องกับ “ทุกข์” และ “สมุทัย” — ภาวะของความอยากและการยึดติด
รูปภูมิจิตละเอียดขึ้นด้วยสมาธิ แต่ยังไม่ดับอาสวะอยู่ในกระบวนการ “มรรค” — การฝึกจิตเพื่อคลายยึด
อรูปภูมิจิตละเอียดจนเกือบหลุดพ้น แต่ยังไม่ถึงนิโรธแท้เป็น “จุดเชื่อม” ระหว่างมรรคและนิโรธ
โลกุตตรภูมิ (เหนือไตรภูมิ)จิตที่รู้แจ้งในอริยสัจสี่ ดับเหตุแห่งทุกข์ได้สิ้นเชิงตรงกับ “นิโรธ” — ภาวะแห่งอรหัตผล

ดังนั้น “ไตรภูมิ” จึงมิใช่เพียงการแบ่งชั้นของสรรพสัตว์ แต่คือ พัฒนาการของจิต ที่เดินทางผ่านอริยสัจทั้งสี่ตามลำดับ ตั้งแต่ความทุกข์ ไปจนถึงความดับทุกข์


4. การบูรณาการไตรภูมิกับปฏิจจสมุปบาท

หลัก ปฏิจจสมุปบาท (Dependent Origination) แสดงถึงกระบวนการเกิดขึ้นของทุกข์ตามเหตุปัจจัย 12 ประการ ตั้งแต่อวิชชา → สังขาร → วิญญาณ → นามรูป → สฬายตนะ → ผัสสะ → เวทนา → ตัณหา → อุปาทาน → ภพ → ชาติ → ชรา-มรณะ

เมื่อเทียบกับไตรภูมิ จะเห็นได้ว่า “ภพ” ในปฏิจจสมุปบาทมิได้หมายถึงเพียงโลกภายนอก แต่คือ ภาวะของการมีตัวตนในจิต ซึ่งสามารถอยู่ในกามภพ รูปภพ หรืออรูปภพ ตามลักษณะของตัณหาและกรรมที่สั่งสมอยู่

ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างไตรภูมิและปฏิจจสมุปบาทสามารถอธิบายได้ว่า

  • อวิชชาและตัณหาทำให้จิตปรุงภพ

  • ภพที่ปรุงขึ้นกลายเป็นภูมิของจิต (กามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ)

  • การดับอวิชชาจึงเท่ากับการดับ “ภพทั้งสาม”

นี่คือ “การตัดวงจรแห่งภูมิ” ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า “เมื่ออวิชชาดับ ภพย่อมดับ เมื่อภพดับ ชาติย่อมดับ และความทุกข์ทั้งปวงย่อมดับสิ้น” (สังยุตตนิกาย, นิทานวรรค)


5. ไตรภูมิในฐานะกระบวนการภาวนา

ในทางปฏิบัติ ไตรภูมิยังสะท้อนกระบวนการของจิตในภาวนาได้เช่นกัน คือ

  1. ผู้เริ่มต้นอยู่ใน “กามภูมิ” — จิตถูกรบกวนด้วยราคะและโลภะ

  2. เมื่อเข้าสมาธิในรูปฌาน จิตเข้าสู่ “รูปภูมิ” — สงบแต่ยังมีตัวผู้รู้

  3. เมื่อจิตละเอียดสุดในอรูปฌาน — “อรูปภูมิ” — เหลือเพียงการรู้โดยไม่มีอารมณ์

  4. เมื่อเห็นความไม่เที่ยงของสมาธิเอง จิตจึงปล่อยวางเข้าสู่ “โลกุตตรภูมิ” — นิโรธในอริยสัจสี่

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ไตรภูมิไม่ใช่เพียง “โครงสร้างของโลก” แต่เป็น “แผนที่ของจิต” ที่ผู้ปฏิบัติสามารถใช้ตรวจสอบความละเอียดของจิตในเส้นทางแห่งมรรคา


6. การตีความเชิงบูรณาการ

เมื่อรวมทั้งสามหลักเข้าด้วยกัน — ไตรภูมิ, อริยสัจสี่, และปฏิจจสมุปบาท — จะเกิดภาพรวมดังนี้:

  • ไตรภูมิ = ผลของเหตุปัจจัยทางจิต (ภาวะที่จิตเวียนว่าย)

  • ปฏิจจสมุปบาท = กลไกแห่งเหตุปัจจัยที่สร้างภูมิเหล่านั้น

  • อริยสัจสี่ = วิธีการรู้แจ้งและดับเหตุปัจจัยแห่งภูมิ

กล่าวได้ว่า ทั้งสามหลักเป็น สามมิติของวัฏจักรธรรม

ไตรภูมิ คือ “ผลแห่งกรรม”,
ปฏิจจสมุปบาท คือ “เหตุแห่งกรรม”,
และอริยสัจสี่ คือ “ทางออกจากกรรม”


7. สรุปผลการวิเคราะห์

จากการวิเคราะห์พบว่า ไตรภูมิในพระไตรปิฎกมิได้เป็นเพียงคำอธิบายจักรวาลเชิงศาสนา แต่คือ โครงสร้างจิตวิญญาณของการเวียนว่าย ซึ่งสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับปฏิจจสมุปบาท และสามารถเข้าใจอย่างมีระบบด้วยกรอบอริยสัจสี่ การบูรณาการทั้งสามนี้ทำให้เห็นว่า จิตเองคือจักรวาลแห่งไตรภูมิ และการรู้แจ้งในอริยสัจย่อมเป็นการปลดปล่อยตนจากภพทั้งสาม

กล่าวโดยสรุป —

“เมื่อรู้แจ้งในปฏิจจสมุปบาท ย่อมเข้าใจอริยสัจสี่
เมื่อเข้าใจอริยสัจสี่ ย่อมข้ามพ้นไตรภูมิ
และเมื่อข้ามพ้นไตรภูมิ ย่อมถึงนิโรธอันแท้จริง”

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

"ดร.มหานิยม" ฝ่ากระแสพรรคใหญ่ ขอโอกาสเป็นพรรคทางเลือกใหม่ กาเบอร์ 6 เพื่อสกลนครที่เป็นธรรม

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2569 ที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ไม่เพียงเป็นหมุดหมายสำคัญของการจัดระเบียบอำนา...