ดร.สำราญ สมพงษ์ ร่วม AI วิเคราะห์ “พุทธสันติวิธีเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ” ท่ามกลางความขัดแย้งไทย–กัมพูชา
กรุงเทพฯ, 13 พฤศจิกายน 2568 — ดร.สำราญ สมพงษ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโส นักวิชาการอิสระด้านพุทธสันติวิธี และอดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดศรีสะเกษ พรรคเกษตรเสรี ได้ร่วมกับระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำการวิเคราะห์เชิงลึกเรื่อง “พุทธสันติวิธีเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ในสถานการณ์ความขัดแย้งไทย–กัมพูชา” เพื่อชี้ให้เห็นบทบาทของหลักธรรมทางพุทธศาสนาในการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ผลการวิเคราะห์พบว่า แม้สถานการณ์ตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชา จากกรณีการละเมิดข้อตกลงร่วม (Joint Declaration) จะสร้างความกังวลต่อภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ รัฐบาลไทยภายใต้การนำของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สามารถดำเนินการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ได้อย่างต่อเนื่องและไม่สะดุด
“การหารือทางการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง และไม่ได้รับผลกระทบจากประเด็นทางการเมืองระหว่างประเทศ”
— นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวยืนยัน
🔍 การบูรณาการพุทธสันติวิธีกับนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
บทวิเคราะห์ของ ดร.สำราญ ชี้ให้เห็นว่า การเจรจาการค้าดังกล่าวสามารถอธิบายได้ด้วยกรอบ “พุทธสันติวิธี” (Buddhist Peaceful Means) ซึ่งเป็นแนวทางแก้ไขความขัดแย้งโดยใช้หลักธรรมในพระพุทธศาสนา เช่น เมตตา–กรุณา (Mettā–Karuṇā), สติ–สัมปชัญญะ (Sati–Sampajañña) และอริยสัจสี่ (Four Noble Truths)
เมื่อประยุกต์สู่การทูตและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
-
ทุกข์ หมายถึง ความไม่มั่นคงและความตึงเครียดระหว่างประเทศ
-
สมุทัย คือ ความเข้าใจผิดและผลประโยชน์ทับซ้อน
-
นิโรธ คือ ความสงบและความร่วมมือที่เกิดจากปัญญา
-
มรรค คือ การเจรจา การสื่อสาร และการสร้างความเข้าใจร่วม
แนวคิดนี้สอดคล้องกับการดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์ที่เลือกใช้ “แนวทางพุทธสันติวิธีเชิงปฏิบัติ” ได้แก่
-
การแยกประเด็นการเมืองออกจากเศรษฐกิจ (Separation Principle) — สหรัฐฯ ยืนยันไม่ให้นำปัญหาทางการเมืองมาขัดขวางการค้า สะท้อนหลัก “อุเบกขา” หรือความเป็นกลางทางปัญญา
-
การใช้เมตตาและปัญญาเป็นฐานการทูต (Mettā-based Diplomacy) — ไทยสื่อสารเชิงบวก ชี้แจงข้อเท็จจริงโดยไม่กล่าวโทษฝ่ายใด
-
การบริหารด้วยสติและความสมดุล (Mindful Policy Approach) — ไทยขยายตลาดและลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง ซึ่งเป็น “มัชฌิมาปฏิปทา” ทางเศรษฐกิจ
🌏 พุทธสันติวิธีกับ “การทูตเชิงเศรษฐกิจ”
การดำเนินนโยบายของไทยสะท้อนให้เห็นว่า พุทธสันติวิธีมิได้จำกัดอยู่ในศาสนาหรือศีลธรรม เท่านั้น แต่สามารถกลายเป็น “Soft Power เชิงจริยธรรมทางเศรษฐกิจ” ที่มีพลังอย่างยิ่งในเวทีโลก
แนวทางนี้ช่วยให้ไทยสามารถคงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ แม้ในช่วงที่ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านตึงเครียด โดยอาศัย “ธรรมะทางการทูต” (Dhammadiplomacy) ซึ่งผสานปัญญาและเมตตาเข้ากับยุทธศาสตร์เชิงนโยบาย
🕊️ สรุปและข้อเสนอเชิงพุทธปรัชญา
บทวิเคราะห์ของ ดร.สำราญ และระบบ AI สรุปว่า
-
พุทธสันติวิธีช่วยให้ไทย “แยกแยะ” และ “ประสาน” ความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจกับการเมืองได้อย่างลงตัว
-
การใช้สติและเมตตาในนโยบายการค้าช่วยคงเสถียรภาพของรัฐ และลดความขัดแย้งในระดับภูมิภาค
-
แนวทางนี้สอดคล้องกับ “อริยมรรคมีองค์แปดแห่งการทูต” โดยเฉพาะ สัมมาทิฏฐิ–สัมมาวาจา–สัมมาสังกัปปะ–สัมมาสติ ซึ่งเป็นรากฐานของการสื่อสารเชิงสันติระหว่างประเทศ
ดังนั้น “พุทธสันติวิธีทางการทูต” จึงอาจถือเป็น ภูมิปัญญาเชิงยุทธศาสตร์ ที่ช่วยให้ประเทศไทยดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืน
วิเคราะห์พุทธสันติวิธีเจรจาการค้ากับสหรัฐฯในสถานการณ์ความขัดแย้งไทย–กัมพูชา
บทคัดย่อ
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ “พุทธสันติวิธี” ในฐานะกรอบแนวคิดสำหรับการบริหารความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ และการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศของไทย โดยเฉพาะในการเจรจาการค้ากับสหรัฐอเมริกา ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งไทย–กัมพูชา กรณีการละเมิดข้อตกลงร่วม (Joint Declaration) โดยฝ่ายกัมพูชา ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบเชิงภูมิรัฐศาสตร์
การศึกษานี้ใช้แนวทางการวิเคราะห์เชิงบูรณาการระหว่าง พุทธสันติวิธี (Buddhist Peaceful Means) กับ ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพื่ออธิบายว่าเหตุใดไทยสามารถคงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความร่วมมือทางการค้ากับสหรัฐฯ ได้ แม้มีความตึงเครียดในระดับภูมิภาค
ผลการศึกษาพบว่า การดำเนินนโยบายของไทยในกรณีนี้สะท้อน “พุทธสันติวิธีเชิงปฏิบัติ” ที่เน้นการแยกประเด็น (separation of issues), การตั้งอยู่บนสติปัญญา (paññā) และการสื่อสารด้วยเมตตา (mettā-sambhāsa) เพื่อสร้างสมดุลระหว่าง ธรรมะทางการทูต (Dhammadiplomacy) กับ ผลประโยชน์แห่งรัฐ (Rāṣṭra-hitā) อย่างกลมกลืน
คำสำคัญ: พุทธสันติวิธี, การเจรจาการค้า, ความขัดแย้งไทย–กัมพูชา, การทูตเชิงเศรษฐกิจ, อริยสัจสี่ทางนโยบาย
1. บทนำ
สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาในช่วงปลายปี พ.ศ. 2568 ก่อให้เกิดความวิตกในบางภาคส่วนว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา อาจได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตาม นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ออกมาแถลงยืนยันว่า
“การหารือทางการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง และไม่ได้รับผลกระทบจากประเด็นทางการเมืองระหว่างประเทศ”
การรักษาความต่อเนื่องดังกล่าวมิใช่เพียงการดำเนินการทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่สะท้อนถึงความเข้าใจใน “พุทธสันติวิธี” ซึ่งเป็นแนวทางแห่งสติและปัญญาในการจัดการความขัดแย้งอย่างสันติ โดยแยกแยะสิ่งที่ควรและไม่ควรเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน อันเป็นแนวคิดที่สามารถสังเคราะห์เข้ากับการทูตสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว
2. กรอบแนวคิด “พุทธสันติวิธี” ในเชิงรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ
พุทธสันติวิธี (Buddhist Peaceful Means) หมายถึง แนวทางแห่งการแก้ไขความขัดแย้งโดยอาศัยหลักธรรมในพระพุทธศาสนา เช่น
-
เมตตา–กรุณา (Mettā–Karuṇā): ความปรารถนาดีต่อทุกฝ่ายแม้ในยามขัดแย้ง
-
สติ–สัมปชัญญะ (Sati–Sampajañña): การตระหนักรู้ในสถานการณ์และผลกระทบ
-
อริยสัจสี่ (Four Noble Truths): กระบวนการรู้เท่าทันทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และวิธีปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์
หากนำมาประยุกต์ใช้ในระดับนโยบายระหว่างประเทศ สามารถตีความได้ดังนี้:
-
“ทุกข์” หมายถึง สถานการณ์ความขัดแย้งและความไม่มั่นคง
-
“สมุทัย” คือ ความเข้าใจผิด ผลประโยชน์ทับซ้อน และอัตตาแห่งรัฐ
-
“นิโรธ” คือ การคลี่คลายความขัดแย้งด้วยปัญญาและความร่วมมือ
-
“มรรค” คือ การเจรจา การสื่อสาร และการสร้างความเข้าใจร่วมกัน
3. การประยุกต์พุทธสันติวิธีกับนโยบายการค้าระหว่างประเทศของไทย
จากข้อมูลข่าวการเจรจาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ภายใต้การนำของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ พบว่ารัฐบาลไทยดำเนินยุทธศาสตร์เชิง “พุทธสันติวิธี” ในสามมิติหลัก ได้แก่
(1) การแยกประเด็นการเมืองออกจากเศรษฐกิจ (Separation Principle)
สหรัฐฯ ยืนยันว่าการเมืองไม่ควรถูกนำมาเป็นข้อจำกัดในการเจรจาการค้า ซึ่งสอดคล้องกับหลักพุทธสันติวิธีข้อ “อุเบกขา” คือการวางใจเป็นกลาง เพื่อรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศบนฐานของเหตุผลและประโยชน์ร่วม
(2) การใช้เมตตาและความเข้าใจ (Mettā-based Diplomacy)
ฝ่ายไทยเลือกสื่อสารเชิงบวก โดยชี้แจงข้อเท็จจริงของสถานการณ์ไทย–กัมพูชาอย่างไม่กล่าวโทษฝ่ายตรงข้าม แต่เน้น “การเข้าใจในเหตุ” ตามหลักปฏิจจสมุปบาท เพื่อให้คู่เจรจาเห็นภาพรวมของบริบทอย่างเป็นระบบ
(3) การดำเนินนโยบายด้วยสติและปัญญา (Mindful Policy Approach)
รัฐบาลไทยเน้นรักษาความสัมพันธ์กับประเทศคู่ค้าทั้งเก่าและใหม่ โดยขยายตลาด หลีกเลี่ยงการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง ซึ่งสอดคล้องกับหลัก “มัชฌิมาปฏิปทา” (ทางสายกลาง) — การดำเนินนโยบายที่สมดุลระหว่างการปกป้องผลประโยชน์ชาติและการรักษาความสัมพันธ์สากล
4. การเชื่อมโยงพุทธสันติวิธีกับการทูตเชิงเศรษฐกิจ (Economic Diplomacy)
แนวทางการทูตของไทยในกรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า “พุทธสันติวิธี” มิได้จำกัดอยู่ในมิติศาสนาหรือศีลธรรมเท่านั้น แต่สามารถพัฒนาเป็น กรอบจริยธรรมทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ได้จริง กล่าวคือ
-
การสื่อสารด้วยสติและเมตตาช่วยลดอคติและความตึงเครียดในการเจรจา
-
การมองทุกฝ่ายในฐานะ “ผู้มีส่วนร่วมในวัฏฏะแห่งเหตุปัจจัย” (ปฏิจจสมุปบาท) ทำให้เกิดความเข้าใจในโครงสร้างความสัมพันธ์มากขึ้น
-
การเจรจาแบบพุทธสันติวิธีช่วยให้ไทยสามารถคงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ในเวทีโลก
ดังนั้น “พุทธสันติวิธีทางการทูต” (Dhammadiplomacy) จึงอาจถือเป็น “Soft Power” รูปแบบใหม่ของไทย ที่ผสานศีลธรรม ปัญญา และยุทธศาสตร์อย่างสอดคล้อง
5. สรุปผลและข้อเสนอเชิงพุทธปรัชญา
การวิเคราะห์กรณีการเจรจาการค้าระหว่างไทยและสหรัฐฯ ในช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งไทย–กัมพูชา แสดงให้เห็นว่า
-
ไทยใช้แนวทางพุทธสันติวิธีโดยเน้นการแยกแยะประเด็นและการสื่อสารด้วยเมตตา
-
การดำเนินนโยบายด้วยสติและปัญญาช่วยคงเสถียรภาพของเศรษฐกิจชาติ
-
พุทธสันติวิธีสามารถบูรณาการเข้ากับการทูตเชิงเศรษฐกิจได้จริง โดยไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของรัฐ
กล่าวได้ว่า พุทธสันติวิธีมิใช่เพียงเครื่องมือทางศีลธรรม หากแต่เป็น “ภูมิปัญญาเชิงยุทธศาสตร์” ที่ช่วยให้ประเทศไทยดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างมีสมดุล สอดคล้องกับแนวทาง “อริยมรรคมีองค์แปดแห่งการทูต” ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ–สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาสติ ซึ่งสามารถนำไปสู่สันติภาพเชิงสร้างสรรค์ระหว่างรัฐได้อย่างยั่งยืน
📚 เอกสารอ้างอิง
-
พระไตรปิฎก เล่มที่ 14, สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค
-
ศุภจี สุธรรมพันธุ์. (2568). แถลงข่าวกระทรวงพาณิชย์เรื่องการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ
-
วศิน อินทสระ. (2547). พุทธสันติวิธี: หลักคิดและการประยุกต์ใช้ในสังคมสมัยใหม่. กรุงเทพฯ: มหามกุฏราชวิทยาลัย.
-
Thich Nhat Hanh. (1987). Being Peace. Berkeley: Parallax Press.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น