มักซ์ เวเบอร์ (Max Weber) นักสังคมวิทยาและนักทฤษฎีรัฐศาสตร์ผู้ทรงอิทธิพล ได้ทิ้งมรดกความคิดสำคัญผ่านบทบรรยาย Politics as a Vocation หรือ “การยึดมั่นในอาชีพการเมือง” เมื่อปี ค.ศ. 1919 ท่ามกลางความวุ่นวายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 บทบรรยายนี้ไม่ได้เพียงอธิบายธรรมชาติของการเมือง แต่ยังตั้งคำถามเชิงศีลธรรมต่อผู้แสวงหาอำนาจทางการเมืองทุกยุคทุกสมัย—including นักการเมืองไทยร่วมสมัยที่ปฏิบัติการในบริบทแห่งความซับซ้อน การเปลี่ยนผ่าน และการแข่งขันทางประชาธิปไตย
ประเด็นสำคัญที่เวเบอร์ตั้งขึ้น เช่น
-
“นักการเมืองคือคนแบบไหน?”
-
“นักการเมืองที่ดีควรมีคุณสมบัติใด?”
-
“การเมืองต้องใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์เพราะเหตุใด?”
-
“ศีลธรรมทางการเมืองที่พึงมีคืออะไร?”
ความคิดเหล่านี้ช่วยให้เรามีกรอบวิเคราะห์พฤติกรรม การตัดสินใจ และจริยธรรมของนักการเมืองไทยได้อย่างลึกซึ้งเป็นระบบ
1. ภาพของนักการเมืองตามเวเบอร์: อาชีพที่ต้องใช้ทั้งจิตวิญญาณและวินัย
เวเบอร์เสนอว่านักการเมืองมีสองลักษณะใหญ่
-
ผู้ทำการเมือง เพื่ออาชีพ (politics as a career)
-
ผู้ทำการเมือง เพื่ออุดมการณ์ (politics for a cause)
แต่ในความเป็นจริง บุคคลเดียวกันอาจมีแรงจูงใจทั้งสองผสมกัน เวเบอร์เตือนว่าอำนาจและเกียรติยศเป็นสิ่งล่อใจที่บ่อนทำลายความเป็นนักการเมืองมืออาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคำกล่าวที่เขาวิจารณ์อย่างเฉียบคมว่า
“นักการเมืองเก้าในสิบที่ข้าพเจ้าเจอ คือพวกคุยโม้ที่ไม่ได้รู้สึกอะไรจริง ๆ ต่อสิ่งที่พวกเขาแสดงออกว่ารู้สึก”
คำพูดนี้ไม่เพียงสะท้อนโลกการเมืองเยอรมนีในช่วง 1919 แต่ยังสะท้อนถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในหลายสังคม รวมถึงการเมืองไทย ที่การแสดงออกเชิงอารมณ์และวาทกรรมมักถูกใช้เป็นเครื่องมือ มากกว่าจะสะท้อนเจตนารมณ์แท้จริง
2. นักการเมืองไทยในกรอบคิดเวเบอร์: อารมณ์ วาทกรรม และการสร้างภาพ
2.1 การเมืองที่พึ่งพาอารมณ์
เวเบอร์ย้ำว่าการเมือง “ไม่อาจพึ่งอารมณ์” เพราะการเมืองต้องเผชิญการตัดสินใจที่ยากลำบาก ต้องมีความอดทนและสำนึกในผลลัพธ์ของการกระทำ (ethic of responsibility)
ในการเมืองไทย เรามักเห็นการใช้วาทกรรมทางอารมณ์เป็นเครื่องมือทางการเมือง เช่น
-
การสร้างภาพฮีโร่
-
การใช้ถ้อยคำยั่วยุเพื่อระดมมวลชน
-
การชูอารมณ์เหนือเหตุผลทางนโยบาย
สิ่งเหล่านี้สอดคล้องกับคำเตือนของเวเบอร์ว่า การเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์มากเกินไปจะนำไปสู่ความล้มเหลวในการบริหารจัดการเชิงระบบ
2.2 นักการเมืองผู้โหยหาเกียรติยศ
เวเบอร์กล่าวไว้ว่า
“ไม่มีอะไรบิดเบือนพลังทางการเมืองได้มากเท่ากับผู้ดีใหม่ที่เดินกร่าง โอ้อวดอำนาจของตน และสำราญต่อเกียรติยศที่สะท้อนจากการมีอำนาจ”
คำนี้สามารถใช้เป็นกรอบวิเคราะห์นักการเมืองไทยบางกลุ่มที่เน้น
-
การแสดงสถานะ
-
การใช้ตำแหน่งเพื่อแสวงหาความชอบธรรมทางสังคม
-
การทำการเมืองเพื่อผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม
แม้การสร้างภาพลักษณ์เป็นส่วนหนึ่งของการเมืองสมัยใหม่ แต่เวเบอร์เตือนว่า หากนักการเมืองหลงใหลภาพลักษณ์มากเกินไป การตัดสินใจเพื่อส่วนรวมจะอ่อนแอลงทันที
3. “นักการเมืองในเงามืด”: ผู้ให้คำปรึกษาที่สังคมไม่เห็น
เวเบอร์กล่าวว่า
“เขามักทำงานอยู่ในเงามืด...เป็นผู้คอยแนะนำให้ผู้พูดกล่าวในสิ่งที่ควรพูด ในขณะที่ตนเองกลับสงบปากเงียบ”
ประโยคนี้อธิบายบทบาท “นักการเมืองเบื้องหลัง” หรือ political operative ซึ่งพบได้อย่างชัดเจนในสังคมไทย
นักการเมืองจำนวนมากมี “ผู้กำกับวาทกรรม–กำกับทิศทาง” ที่ทำงานอยู่นอกสปอตไลต์ ไม่ว่าจะเป็น
-
กลุ่มที่ปรึกษา
-
ผู้เชี่ยวชาญนโยบาย
-
ผู้จัดการพรรค
-
บุคคลผู้มีอิทธิพลที่ไม่ลงเลือกตั้ง
มิตินี้ช่วยให้เราเข้าใจว่าโครงสร้างอำนาจทางการเมืองไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้ที่ปรากฏในสภา แต่มีผู้เล่นที่ซ่อนอยู่หลังฉากจำนวนมากที่สร้างผลต่อการตัดสินใจเชิงนโยบาย
4. ศีลธรรมทางการเมืองของเวเบอร์: เมื่อเปรียบเทียบกับความเป็นจริงในไทย
เวเบอร์แยก “ศีลธรรมทางการเมือง” ออกเป็น 2 แบบ
1. จริยธรรมแห่งความเชื่อ (ethic of conviction)
คือ การกระทำตามหลักการอย่างมั่นคง ไม่ประนีประนอม
2. จริยธรรมแห่งความรับผิดชอบ (ethic of responsibility)
คือ การตัดสินใจโดยคำนึงถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน
นักการเมืองที่ดีต้อง “ผสมผสาน” ทั้งสองอย่าง ไม่ใช่ยึดอย่างใดอย่างหนึ่งจนสุดโต่ง
เมื่อนำมาวิเคราะห์บริบทไทย พบว่า
-
นักการเมืองที่อ้างอุดมการณ์อย่างแข็งกร้าวอาจขาดสติรอบคอบ
-
นักการเมืองที่เน้นผลประโยชน์และการต่อรองมากเกินไปอาจละทิ้งหลักการพื้นฐาน
-
การเมืองแบบไทยยังขาดสมดุลระหว่างทั้งสองจริยธรรม ซึ่งนำไปสู่ความวุ่นวายเชิงนโยบายและการขาดเสถียรภาพ
5. บทวิเคราะห์เชิงสังเคราะห์: ภาพรวมของนักการเมืองไทยในสายตาเวเบอร์
จากกรอบความคิดของเวเบอร์ สามารถสรุปมุมมองต่อนักการเมืองไทยได้ดังนี้:
(1) นักการเมืองไทยจำนวนหนึ่งตอบสนองคำวิจารณ์ของเวเบอร์เกือบตรงตัว
เช่น
-
ความตื้นเขินของวาทกรรม
-
การใช้อารมณ์เพื่อสร้างฐานเสียง
-
การโอ้อวดสถานะทางการเมือง
(2) ความขัดแย้งภายในระหว่าง “อาชีพ” กับ “อุดมการณ์”
นักการเมืองบางคนต้องการอำนาจเพื่อดำรงอาชีพ
แต่มิอาจรักษาความบริสุทธิ์ของอุดมการณ์ได้ในระยะยาว
(3) โครงสร้างการเมืองแบบอุปถัมภ์ทำให้ “คนในเงามืด” มีบทบาทมาก
สอดคล้องกับภาพของเวเบอร์ที่ว่า การเมืองแท้จริงมักถูกขับเคลื่อนโดยคนที่ไม่ได้ขึ้นพูดบนเวที
(4) ขาด “จริยธรรมแห่งความรับผิดชอบ” ในระดับโครงสร้าง
คือ ขาดการคิดผลกระทบระยะยาว
นโยบายถูกกำหนดตามผลประโยชน์ทางการเลือกตั้งมากกว่าตรรกะทางสังคม
结論 (บทสรุป)
แนวคิดของมักซ์ เวเบอร์ยังคงร่วมสมัยอย่างยิ่งต่อการศึกษานักการเมืองไทย เพราะสามารถอธิบาย
-
ธรรมชาติของการแสวงหาอำนาจ
-
ความเปราะบางของศีลธรรมทางการเมือง
-
ความสำคัญของความรับผิดชอบ
-
บทบาทของผู้เล่นทางการเมืองที่มองไม่เห็น
ในหลายด้าน ภาพนักการเมืองไทยจำนวนไม่น้อยสะท้อนคำวิจารณ์ของเวเบอร์อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการใช้วาทกรรมทางอารมณ์ การเน้นภาพลักษณ์ การขับเคลื่อนการเมืองผ่านเครือข่ายอำนาจหลังฉาก และความไม่สมดุลระหว่างจริยธรรมแห่งความเชื่อกับจริยธรรมแห่งความรับผิดชอบ
อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง แนวคิดของเวเบอร์ยังให้ความหวังว่า หากนักการเมืองไทยมีความตระหนักใน “วิชาชีพการเมือง” อย่างแท้จริง ตระหนักต่อผลกรรมของการกระทำ และยึดมั่นในความรับผิดชอบต่อประชาชน การเมืองไทยก็สามารถพัฒนาไปสู่ความเป็นระบบที่โปร่งใสและมีเสถียรภาพยิ่งขึ้น
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น