วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

นักการเมืองไทยในมุมมองของ มักซ์ เวเบอร์ (Max Weber)

มักซ์ เวเบอร์ (Max Weber) นักสังคมวิทยาและนักทฤษฎีรัฐศาสตร์ผู้ทรงอิทธิพล ได้ทิ้งมรดกความคิดสำคัญผ่านบทบรรยาย Politics as a Vocation หรือ “การยึดมั่นในอาชีพการเมือง” เมื่อปี ค.ศ. 1919 ท่ามกลางความวุ่นวายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 บทบรรยายนี้ไม่ได้เพียงอธิบายธรรมชาติของการเมือง แต่ยังตั้งคำถามเชิงศีลธรรมต่อผู้แสวงหาอำนาจทางการเมืองทุกยุคทุกสมัย—including นักการเมืองไทยร่วมสมัยที่ปฏิบัติการในบริบทแห่งความซับซ้อน การเปลี่ยนผ่าน และการแข่งขันทางประชาธิปไตย

ประเด็นสำคัญที่เวเบอร์ตั้งขึ้น เช่น

  • “นักการเมืองคือคนแบบไหน?”

  • “นักการเมืองที่ดีควรมีคุณสมบัติใด?”

  • “การเมืองต้องใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์เพราะเหตุใด?”

  • “ศีลธรรมทางการเมืองที่พึงมีคืออะไร?”

ความคิดเหล่านี้ช่วยให้เรามีกรอบวิเคราะห์พฤติกรรม การตัดสินใจ และจริยธรรมของนักการเมืองไทยได้อย่างลึกซึ้งเป็นระบบ


1. ภาพของนักการเมืองตามเวเบอร์: อาชีพที่ต้องใช้ทั้งจิตวิญญาณและวินัย

เวเบอร์เสนอว่านักการเมืองมีสองลักษณะใหญ่

  1. ผู้ทำการเมือง เพื่ออาชีพ (politics as a career)

  2. ผู้ทำการเมือง เพื่ออุดมการณ์ (politics for a cause)

แต่ในความเป็นจริง บุคคลเดียวกันอาจมีแรงจูงใจทั้งสองผสมกัน เวเบอร์เตือนว่าอำนาจและเกียรติยศเป็นสิ่งล่อใจที่บ่อนทำลายความเป็นนักการเมืองมืออาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคำกล่าวที่เขาวิจารณ์อย่างเฉียบคมว่า

“นักการเมืองเก้าในสิบที่ข้าพเจ้าเจอ คือพวกคุยโม้ที่ไม่ได้รู้สึกอะไรจริง ๆ ต่อสิ่งที่พวกเขาแสดงออกว่ารู้สึก”

คำพูดนี้ไม่เพียงสะท้อนโลกการเมืองเยอรมนีในช่วง 1919 แต่ยังสะท้อนถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในหลายสังคม รวมถึงการเมืองไทย ที่การแสดงออกเชิงอารมณ์และวาทกรรมมักถูกใช้เป็นเครื่องมือ มากกว่าจะสะท้อนเจตนารมณ์แท้จริง


2. นักการเมืองไทยในกรอบคิดเวเบอร์: อารมณ์ วาทกรรม และการสร้างภาพ

2.1 การเมืองที่พึ่งพาอารมณ์

เวเบอร์ย้ำว่าการเมือง “ไม่อาจพึ่งอารมณ์” เพราะการเมืองต้องเผชิญการตัดสินใจที่ยากลำบาก ต้องมีความอดทนและสำนึกในผลลัพธ์ของการกระทำ (ethic of responsibility)

ในการเมืองไทย เรามักเห็นการใช้วาทกรรมทางอารมณ์เป็นเครื่องมือทางการเมือง เช่น

  • การสร้างภาพฮีโร่

  • การใช้ถ้อยคำยั่วยุเพื่อระดมมวลชน

  • การชูอารมณ์เหนือเหตุผลทางนโยบาย

สิ่งเหล่านี้สอดคล้องกับคำเตือนของเวเบอร์ว่า การเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์มากเกินไปจะนำไปสู่ความล้มเหลวในการบริหารจัดการเชิงระบบ

2.2 นักการเมืองผู้โหยหาเกียรติยศ

เวเบอร์กล่าวไว้ว่า

“ไม่มีอะไรบิดเบือนพลังทางการเมืองได้มากเท่ากับผู้ดีใหม่ที่เดินกร่าง โอ้อวดอำนาจของตน และสำราญต่อเกียรติยศที่สะท้อนจากการมีอำนาจ”

คำนี้สามารถใช้เป็นกรอบวิเคราะห์นักการเมืองไทยบางกลุ่มที่เน้น

  • การแสดงสถานะ

  • การใช้ตำแหน่งเพื่อแสวงหาความชอบธรรมทางสังคม

  • การทำการเมืองเพื่อผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม

แม้การสร้างภาพลักษณ์เป็นส่วนหนึ่งของการเมืองสมัยใหม่ แต่เวเบอร์เตือนว่า หากนักการเมืองหลงใหลภาพลักษณ์มากเกินไป การตัดสินใจเพื่อส่วนรวมจะอ่อนแอลงทันที


3. “นักการเมืองในเงามืด”: ผู้ให้คำปรึกษาที่สังคมไม่เห็น

เวเบอร์กล่าวว่า

“เขามักทำงานอยู่ในเงามืด...เป็นผู้คอยแนะนำให้ผู้พูดกล่าวในสิ่งที่ควรพูด ในขณะที่ตนเองกลับสงบปากเงียบ”

ประโยคนี้อธิบายบทบาท “นักการเมืองเบื้องหลัง” หรือ political operative ซึ่งพบได้อย่างชัดเจนในสังคมไทย
นักการเมืองจำนวนมากมี “ผู้กำกับวาทกรรม–กำกับทิศทาง” ที่ทำงานอยู่นอกสปอตไลต์ ไม่ว่าจะเป็น

  • กลุ่มที่ปรึกษา

  • ผู้เชี่ยวชาญนโยบาย

  • ผู้จัดการพรรค

  • บุคคลผู้มีอิทธิพลที่ไม่ลงเลือกตั้ง

มิตินี้ช่วยให้เราเข้าใจว่าโครงสร้างอำนาจทางการเมืองไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้ที่ปรากฏในสภา แต่มีผู้เล่นที่ซ่อนอยู่หลังฉากจำนวนมากที่สร้างผลต่อการตัดสินใจเชิงนโยบาย


4. ศีลธรรมทางการเมืองของเวเบอร์: เมื่อเปรียบเทียบกับความเป็นจริงในไทย

เวเบอร์แยก “ศีลธรรมทางการเมือง” ออกเป็น 2 แบบ

1. จริยธรรมแห่งความเชื่อ (ethic of conviction)

คือ การกระทำตามหลักการอย่างมั่นคง ไม่ประนีประนอม

2. จริยธรรมแห่งความรับผิดชอบ (ethic of responsibility)

คือ การตัดสินใจโดยคำนึงถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน

นักการเมืองที่ดีต้อง “ผสมผสาน” ทั้งสองอย่าง ไม่ใช่ยึดอย่างใดอย่างหนึ่งจนสุดโต่ง

เมื่อนำมาวิเคราะห์บริบทไทย พบว่า

  • นักการเมืองที่อ้างอุดมการณ์อย่างแข็งกร้าวอาจขาดสติรอบคอบ

  • นักการเมืองที่เน้นผลประโยชน์และการต่อรองมากเกินไปอาจละทิ้งหลักการพื้นฐาน

  • การเมืองแบบไทยยังขาดสมดุลระหว่างทั้งสองจริยธรรม ซึ่งนำไปสู่ความวุ่นวายเชิงนโยบายและการขาดเสถียรภาพ


5. บทวิเคราะห์เชิงสังเคราะห์: ภาพรวมของนักการเมืองไทยในสายตาเวเบอร์

จากกรอบความคิดของเวเบอร์ สามารถสรุปมุมมองต่อนักการเมืองไทยได้ดังนี้:

(1) นักการเมืองไทยจำนวนหนึ่งตอบสนองคำวิจารณ์ของเวเบอร์เกือบตรงตัว

เช่น

  • ความตื้นเขินของวาทกรรม

  • การใช้อารมณ์เพื่อสร้างฐานเสียง

  • การโอ้อวดสถานะทางการเมือง

(2) ความขัดแย้งภายในระหว่าง “อาชีพ” กับ “อุดมการณ์”

นักการเมืองบางคนต้องการอำนาจเพื่อดำรงอาชีพ
แต่มิอาจรักษาความบริสุทธิ์ของอุดมการณ์ได้ในระยะยาว

(3) โครงสร้างการเมืองแบบอุปถัมภ์ทำให้ “คนในเงามืด” มีบทบาทมาก

สอดคล้องกับภาพของเวเบอร์ที่ว่า การเมืองแท้จริงมักถูกขับเคลื่อนโดยคนที่ไม่ได้ขึ้นพูดบนเวที

(4) ขาด “จริยธรรมแห่งความรับผิดชอบ” ในระดับโครงสร้าง

คือ ขาดการคิดผลกระทบระยะยาว
นโยบายถูกกำหนดตามผลประโยชน์ทางการเลือกตั้งมากกว่าตรรกะทางสังคม


结論 (บทสรุป)

แนวคิดของมักซ์ เวเบอร์ยังคงร่วมสมัยอย่างยิ่งต่อการศึกษานักการเมืองไทย เพราะสามารถอธิบาย

  • ธรรมชาติของการแสวงหาอำนาจ

  • ความเปราะบางของศีลธรรมทางการเมือง

  • ความสำคัญของความรับผิดชอบ

  • บทบาทของผู้เล่นทางการเมืองที่มองไม่เห็น

ในหลายด้าน ภาพนักการเมืองไทยจำนวนไม่น้อยสะท้อนคำวิจารณ์ของเวเบอร์อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการใช้วาทกรรมทางอารมณ์ การเน้นภาพลักษณ์ การขับเคลื่อนการเมืองผ่านเครือข่ายอำนาจหลังฉาก และความไม่สมดุลระหว่างจริยธรรมแห่งความเชื่อกับจริยธรรมแห่งความรับผิดชอบ

อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง แนวคิดของเวเบอร์ยังให้ความหวังว่า หากนักการเมืองไทยมีความตระหนักใน “วิชาชีพการเมือง” อย่างแท้จริง ตระหนักต่อผลกรรมของการกระทำ และยึดมั่นในความรับผิดชอบต่อประชาชน การเมืองไทยก็สามารถพัฒนาไปสู่ความเป็นระบบที่โปร่งใสและมีเสถียรภาพยิ่งขึ้น

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ทุลลภบุคคลกถาและสถานะทางสังคมของความกตัญญูในบริบทไทยร่วมสมัย

๑. บทนำ: ปรากฏการณ์ทางจิตวิญญาณ ณ บรมบรรพตในศักราชใหม่ ในท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงอันเชี่ยวกรากของโลกยุคศตวรรษที่ ๒๑ ที่ซึ่งเทคโนโลยีปัญญ...