ผลการวิเคราะห์พบว่า การเรียนการสอนวิชาพระพุทธศาสนาในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของไทยในปัจจุบัน มีข้อจำกัดสูงและขาดอิสระทางการสอน โดยเฉพาะในส่วนของ “ตัวชี้วัด 22 ตัว” ที่กำหนดเนื้อหาและวิธีสอนอย่างเข้มงวดจนกระทบต่อความยืดหยุ่นของครูและผู้เรียน ซึ่งส่งผลให้กระบวนการเรียนรู้ขาดความสร้างสรรค์และไม่สามารถพัฒนา “จินตนาการทางศาสนา” ได้อย่างเต็มที่
🔹 พบวิชาพุทธศาสนา “ขาดอิสระกว่าวิชาประวัติศาสตร์”
รายงานดังกล่าวอ้างถึงความเห็นของ นายนราวิชญ์ สังเกตการณ์ ครูโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่กล่าวในการเสวนา “วิชาประวัติศาสตร์ในกระแสการเปลี่ยนแปลงของการศึกษาในบริบทโลก” ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ว่า
“วิชาพระพุทธศาสนา ขาดอิสระมากกว่าวิชาประวัติศาสตร์ เพราะมีตัวชี้วัดมากถึง 22 ตัว ทั้งยังระบุว่าครูต้องสอนอะไรและสอนอย่างไร เช่น ต้องให้เด็กเข้าใจการเขียนบาลีเบื้องต้น ทำให้ครูไม่มีพื้นที่ออกแบบการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับผู้เรียน”
เขาระบุเพิ่มเติมว่า หลักสูตรประวัติศาสตร์ยังเปิดช่องให้ครูใช้จินตนาการและออกแบบเนื้อหาตามบริบทได้ แต่พุทธศาสนาถูกจำกัดด้วยกรอบที่ตายตัว จนสวนทางกับหลัก “โยนิโสมนสิการ” หรือการพิจารณาโดยแยบคาย ซึ่งเป็นหัวใจของพุทธธรรม
🔹 วิเคราะห์เชิงลึก: ปัญหาและข้อจำกัด
ดร.สำราญ และทีมวิเคราะห์ AI ได้สรุปปัญหาหลัก 3 ประการของการเรียนการสอนพระพุทธศาสนาในปัจจุบัน ได้แก่
-
การขาดอิสระของครูผู้สอน – ครูถูกจำกัดด้วยกรอบตัวชี้วัดและแบบเรียน ทำให้ไม่สามารถออกแบบกิจกรรมตามศักยภาพของผู้เรียนได้
-
การขาดจินตนาการและความเชื่อมโยงกับชีวิตจริง – การเรียนมักเน้นการท่องจำคำสอนและศัพท์บาลี แทนที่จะส่งเสริมการคิดวิเคราะห์หรือการนำหลักธรรมไปใช้จริง
-
การเรียนรู้แบบ Formal Education มากเกินไป – อ้างอิงแนวคิดของนักปรัชญา สลาวอย ชิเชค (Slavoj Žižek) ที่ชี้ว่าการเรียนรู้ในระบบทางการมักตัดขาดจากประสบการณ์ชีวิตจริง (Informal Learning) ทำให้การเรียนพุทธศาสนาไม่ก่อให้เกิด “ธรรมสังเวช” หรือปัญญาเชิงภาวนา
🔹 ข้อเสนอ: ฟื้นอิสระการเรียนรู้ด้วย “หลักพุทธธรรม”
ผลการวิเคราะห์เสนอแนวทางใหม่เพื่อฟื้นอิสระทางการเรียนรู้ของวิชาพระพุทธศาสนา ได้แก่
-
บูรณาการหลักพุทธธรรมสู่การเรียนรู้เชิงอิสระ เช่น หลักกาลามสูตร (ไม่เชื่อโดยงมงาย), หลักโยนิโสมนสิการ (คิดอย่างมีเหตุผล) และหลักอิทธิบาท 4 (ตั้งใจ-พยายาม-เพียรพัฒนา)
-
ออกแบบหลักสูตรเชิงประสบการณ์ (Experiential Curriculum) ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านกิจกรรมจริง เช่น โครงงานจิตอาสา การศึกษาธรรมในวัด หรือการสะท้อนคิดจากสถานการณ์สังคมร่วมสมัย
-
เชื่อมโยงครูและนักวิชาการพุทธศาสตร์ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และสร้างนวัตกรรมการสอน
-
ใช้เทคโนโลยีและสื่อสร้างสรรค์ เช่น AI สนทนาธรรม หรือเกมการเรียนรู้ เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้เรียน
-
ประเมินผลด้วยกระบวนการภาวนา แทนการสอบปลายภาค เช่น การบันทึกจิตภาวนา หรือการสะท้อนการเปลี่ยนแปลงภายในตนเอง
🔹 “คืนอิสระให้ครู-คืนเสรีภาพทางปัญญาให้ผู้เรียน”
ดร.สำราญ กล่าวว่า การเรียนพุทธศาสนาในโรงเรียนไทยควรปรับจากการ “สอนให้จำ” มาเป็น “สอนให้เข้าใจและปฏิบัติ” พร้อมเน้นว่าการฟื้นอิสระให้ครูออกแบบการสอนเองจะเป็นก้าวสำคัญในการคืนเสรีภาพทางปัญญาให้แก่ผู้เรียน ซึ่งเป็นหัวใจของการศึกษาในศตวรรษที่ 21
“เมื่อครูมีอิสระในการออกแบบชุดประสบการณ์การเรียนรู้ ผู้เรียนก็จะเกิดปัญญาและความเข้าใจในชีวิตอย่างแท้จริง — นี่คือสาระของพุทธธรรมและสาระของการศึกษา”
— ดร.สำราญ สมพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า บทวิเคราะห์ดังกล่าวได้รับความสนใจจากทั้งแวดวงวิชาการด้านพุทธศาสนาและการศึกษา เนื่องจากเป็นความพยายามครั้งสำคัญในการผสาน “ปัญญาประดิษฐ์” กับ “พุทธปัญญา” เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาหลักสูตรที่สมดุลระหว่างมาตรฐานทางวิชาการกับเสรีภาพทางจิตวิญญาณของผู้เรียน
วิเคราะห์การเรียนวิชาพระพุทธศาสนาในสถานศึกษาแบบไม่ขาดอิสระ
บทคัดย่อ
การเรียนการสอนวิชาพระพุทธศาสนาในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของไทยในปัจจุบันถูกวิพากษ์ว่ามีข้อจำกัดสูง ทั้งในด้านตัวชี้วัดและกรอบเนื้อหาที่เคร่งครัดเกินไปจนขาดความยืดหยุ่นต่อการเรียนรู้แบบมีอิสระและเชิงจินตนาการ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์โครงสร้างการเรียนการสอนวิชาพระพุทธศาสนาในสถานศึกษาไทยภายใต้หลักสูตรแกนกลางของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยเฉพาะกรณีตัวชี้วัด 22 ตัวที่ถูกมองว่าเป็นข้อจำกัดต่อการพัฒนาความคิดของผู้เรียน พร้อมเสนอแนวทางจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการที่คืนอิสระแก่ครูและผู้เรียน เพื่อให้สอดคล้องกับหลักพุทธธรรมและหลักการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21
1. บทนำ
ในระบบการศึกษาของไทย วิชาพระพุทธศาสนาเป็นหนึ่งในสาระสำคัญของกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนเข้าใจหลักธรรมทางพุทธศาสนาและนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม การออกแบบหลักสูตรและการวัดผลในปัจจุบันกลับกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อความยืดหยุ่นของครูผู้สอน
ตามที่ นายนราวิชญ์ สังเกตการณ์ ครูโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวไว้ในการเสวนาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (4 พฤศจิกายน 2568) ว่า “วิชาพระพุทธศาสนา ขาดอิสระมากกว่าวิชาประวัติศาสตร์” เนื่องจากมีตัวกำกับมากถึง 22 ตัวชี้วัด ซึ่งระบุทั้งเนื้อหาและวิธีการสอนอย่างชัดเจน เช่น การให้ผู้เรียนต้องเข้าใจหลักการเขียนบาลีเบื้องต้น สิ่งเหล่านี้ทำให้การเรียนพระพุทธศาสนาในโรงเรียนส่วนใหญ่กลายเป็นการสอนแบบท่องจำ ขาดการคิดวิเคราะห์ และไม่สอดคล้องกับแนวคิดพุทธธรรมที่เน้น “โยนิโสมนสิการ” หรือการพิจารณาโดยแยบคาย
2. ปัญหาของการเรียนวิชาพระพุทธศาสนาในบริบทปัจจุบัน
2.1 การขาดอิสระของครูผู้สอน
กรอบตัวชี้วัดที่เคร่งครัดทำให้ครูไม่สามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ได้ตามความเหมาะสมของผู้เรียน ครูส่วนใหญ่ต้องยึดแบบเรียนของสำนักพิมพ์ ซึ่งถูกออกแบบมาในเชิง “เนื้อหาสำเร็จรูป” มากกว่าการเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนได้ตั้งคำถามต่อหลักธรรม
2.2 การขาดจินตนาการและการเชื่อมโยงกับชีวิตจริง
ในขณะที่โลกการศึกษาในศตวรรษที่ 21 เน้นทักษะการคิดวิเคราะห์ (Critical Thinking) และการเรียนรู้จากประสบการณ์ (Experiential Learning) การสอนพุทธศาสนาในโรงเรียนกลับมุ่งให้ผู้เรียนท่องจำหลักธรรมและศัพท์บาลี ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์ของพุทธศาสนาเองที่เน้น “ปฏิบัติ” มากกว่า “ท่องจำ”
2.3 การเน้นรูปแบบทางการมากกว่าการเรียนรู้เชิงชีวิต
แนวคิดของ สลาวอย ชิเชค (Slavoj Žižek) ที่นายนราวิชญ์ยกขึ้นมาอธิบาย แสดงให้เห็นว่าการเรียนรู้ในระบบ (Formal Education) มักตัดขาดจากประสบการณ์ชีวิตจริง (Informal Learning) การเรียนพระพุทธศาสนาในลักษณะนี้จึงไม่ก่อให้เกิด “ธรรมสังเวช” หรือความเข้าใจในแก่นของคำสอนอย่างแท้จริง
3. แนวคิดเชิงพุทธกับการเรียนรู้แบบมีอิสระ
พระพุทธศาสนาในฐานะ “ศาสนาแห่งปัญญา” มีหลักสำคัญที่สามารถใช้เป็นฐานคิดเพื่อการเรียนรู้แบบไม่ขาดอิสระ ได้แก่
-
หลักกาลามสูตร – ส่งเสริมให้ผู้เรียนตั้งคำถาม ไม่เชื่อโดยงมงาย
-
หลักโยนิโสมนสิการ – การคิดอย่างมีเหตุผลและเข้าใจความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ
-
หลักอิทธิบาท 4 – สนับสนุนการเรียนรู้ด้วยความพอใจ ความพยายาม ความตั้งใจ และการพิจารณาอย่างต่อเนื่อง
เมื่อบูรณาการหลักเหล่านี้เข้าสู่การจัดการเรียนรู้ ครูสามารถออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนเป็น “ผู้ค้นหาความจริง” มากกว่าผู้รับเนื้อหา ซึ่งจะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดของกรอบตัวชี้วัดที่ตายตัว
4. แนวทางการเรียนวิชาพระพุทธศาสนาแบบไม่ขาดอิสระ
4.1 ออกแบบหลักสูตรเชิงประสบการณ์ (Experiential Curriculum)
ให้ครูมีอิสระในการสร้าง “ชุดประสบการณ์การเรียนรู้” แทนการยึดเนื้อหาตามตำรา เช่น การเรียนผ่านโครงงานจิตอาสา การเยี่ยมวัดเพื่อศึกษาธรรมในชีวิตจริง หรือการถอดบทเรียนจากเหตุการณ์สังคมร่วมสมัย
4.2 เชื่อมโยงครูและนักวิชาการพุทธศาสตร์
การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างครูผู้สอนกับนักวิชาการด้านพุทธศาสตร์หรือศาสนศึกษาในมหาวิทยาลัย จะช่วยให้การสอนพุทธศาสนามีความร่วมสมัยและไม่ล้าหลังทางวิชาการ
4.3 ใช้สื่อสร้างสรรค์และเทคโนโลยีดิจิทัล
การสอนธรรมะสามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วย เช่น การเรียนผ่านสื่อมัลติมีเดีย เกมธรรมะ หรือ AI สนทนาธรรม เพื่อสร้างการเรียนรู้เชิงปฏิสัมพันธ์ (Interactive Learning)
4.4 ประเมินผลด้วยกระบวนการ ไม่ใช่เพียงผลลัพธ์
ควรเน้นการประเมินแบบ “ภาวนา” หรือการพัฒนาจิตใจต่อเนื่อง มากกว่าการวัดผลด้วยข้อสอบ เช่น การสะท้อนคิด (Reflection) หรือสมุดบันทึกจิตภาวนา
5. สรุปและข้อเสนอแนะ
การเรียนวิชาพระพุทธศาสนาในสถานศึกษาไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากการขาดอิสระทางการสอน อันเกิดจากระบบตัวชี้วัดที่มากเกินความจำเป็น แม้จะมีเจตนาสร้างมาตรฐานการเรียนรู้ แต่กลับจำกัดพลังสร้างสรรค์ของครูและศักยภาพของผู้เรียน
การฟื้นอิสระให้กับวิชาพระพุทธศาสนา ต้องอาศัยการปรับแนวคิดทางหลักสูตรให้เปิดกว้างต่อการตีความ สอดคล้องกับหลักพุทธธรรมที่เน้นปัญญาและการภาวนา รวมทั้งส่งเสริมให้ครูเป็น “ผู้ออกแบบชุดประสบการณ์” มากกว่าผู้สอนตามตำรา เมื่อครูได้รับอิสระ ผู้เรียนก็จะได้รับ “เสรีภาพทางปัญญา” ซึ่งเป็นหัวใจของการศึกษาในทุกยุคสมัย
เอกสารอ้างอิง
-
นราวิชญ์ สังเกตการณ์. (2568, 4 พฤศจิกายน). เสวนา “วิชาประวัติศาสตร์ในกระแสการเปลี่ยนแปลงของการศึกษาในบริบทโลก”. คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
-
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2561). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2561).
-
พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย.
-
สลาวอย ชิเชค (Slavoj Žižek). แนวคิด Formal และ Informal Structures of Knowledge.

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น