วันพุธที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

"ดร.สำราญ สมพงษ์" โต้ครูสาธิตเกษตรฯ จับมือ AI วิเคราะห์พบวิธีแก้การเรียน "พุทธศาสนา" ในโรงเรียนไทยที่ขาดอิสระมากเกินไป-บีบด้วย 22 ตัวชี้วัด



เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568  ดร.สำราญ สมพงษ์ นักวิชาการอิสระด้านพุทธสันติวิธี และอดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัศรีสะเกษ พรรคเกษตรเสรี เปิดเผยผลงานการวิเคราะห์ร่วมกับระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ภายใต้หัวข้อ “การเรียนวิชาพระพุทธศาสนาในสถานศึกษาแบบไม่ขาดอิสระ” ซึ่งศึกษาผ่านกรอบหลักสูตรแกนกลางของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)

ผลการวิเคราะห์พบว่า การเรียนการสอนวิชาพระพุทธศาสนาในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของไทยในปัจจุบัน มีข้อจำกัดสูงและขาดอิสระทางการสอน โดยเฉพาะในส่วนของ “ตัวชี้วัด 22 ตัว” ที่กำหนดเนื้อหาและวิธีสอนอย่างเข้มงวดจนกระทบต่อความยืดหยุ่นของครูและผู้เรียน ซึ่งส่งผลให้กระบวนการเรียนรู้ขาดความสร้างสรรค์และไม่สามารถพัฒนา “จินตนาการทางศาสนา” ได้อย่างเต็มที่

🔹 พบวิชาพุทธศาสนา “ขาดอิสระกว่าวิชาประวัติศาสตร์”

รายงานดังกล่าวอ้างถึงความเห็นของ นายนราวิชญ์ สังเกตการณ์ ครูโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่กล่าวในการเสวนา “วิชาประวัติศาสตร์ในกระแสการเปลี่ยนแปลงของการศึกษาในบริบทโลก” ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ว่า

“วิชาพระพุทธศาสนา ขาดอิสระมากกว่าวิชาประวัติศาสตร์ เพราะมีตัวชี้วัดมากถึง 22 ตัว ทั้งยังระบุว่าครูต้องสอนอะไรและสอนอย่างไร เช่น ต้องให้เด็กเข้าใจการเขียนบาลีเบื้องต้น ทำให้ครูไม่มีพื้นที่ออกแบบการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับผู้เรียน”

เขาระบุเพิ่มเติมว่า หลักสูตรประวัติศาสตร์ยังเปิดช่องให้ครูใช้จินตนาการและออกแบบเนื้อหาตามบริบทได้ แต่พุทธศาสนาถูกจำกัดด้วยกรอบที่ตายตัว จนสวนทางกับหลัก “โยนิโสมนสิการ” หรือการพิจารณาโดยแยบคาย ซึ่งเป็นหัวใจของพุทธธรรม


🔹 วิเคราะห์เชิงลึก: ปัญหาและข้อจำกัด

ดร.สำราญ และทีมวิเคราะห์ AI ได้สรุปปัญหาหลัก 3 ประการของการเรียนการสอนพระพุทธศาสนาในปัจจุบัน ได้แก่

  1. การขาดอิสระของครูผู้สอน – ครูถูกจำกัดด้วยกรอบตัวชี้วัดและแบบเรียน ทำให้ไม่สามารถออกแบบกิจกรรมตามศักยภาพของผู้เรียนได้

  2. การขาดจินตนาการและความเชื่อมโยงกับชีวิตจริง – การเรียนมักเน้นการท่องจำคำสอนและศัพท์บาลี แทนที่จะส่งเสริมการคิดวิเคราะห์หรือการนำหลักธรรมไปใช้จริง

  3. การเรียนรู้แบบ Formal Education มากเกินไป – อ้างอิงแนวคิดของนักปรัชญา สลาวอย ชิเชค (Slavoj Žižek) ที่ชี้ว่าการเรียนรู้ในระบบทางการมักตัดขาดจากประสบการณ์ชีวิตจริง (Informal Learning) ทำให้การเรียนพุทธศาสนาไม่ก่อให้เกิด “ธรรมสังเวช” หรือปัญญาเชิงภาวนา


🔹 ข้อเสนอ: ฟื้นอิสระการเรียนรู้ด้วย “หลักพุทธธรรม”

ผลการวิเคราะห์เสนอแนวทางใหม่เพื่อฟื้นอิสระทางการเรียนรู้ของวิชาพระพุทธศาสนา ได้แก่

  • บูรณาการหลักพุทธธรรมสู่การเรียนรู้เชิงอิสระ เช่น หลักกาลามสูตร (ไม่เชื่อโดยงมงาย), หลักโยนิโสมนสิการ (คิดอย่างมีเหตุผล) และหลักอิทธิบาท 4 (ตั้งใจ-พยายาม-เพียรพัฒนา)

  • ออกแบบหลักสูตรเชิงประสบการณ์ (Experiential Curriculum) ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านกิจกรรมจริง เช่น โครงงานจิตอาสา การศึกษาธรรมในวัด หรือการสะท้อนคิดจากสถานการณ์สังคมร่วมสมัย

  • เชื่อมโยงครูและนักวิชาการพุทธศาสตร์ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และสร้างนวัตกรรมการสอน

  • ใช้เทคโนโลยีและสื่อสร้างสรรค์ เช่น AI สนทนาธรรม หรือเกมการเรียนรู้ เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้เรียน

  • ประเมินผลด้วยกระบวนการภาวนา แทนการสอบปลายภาค เช่น การบันทึกจิตภาวนา หรือการสะท้อนการเปลี่ยนแปลงภายในตนเอง


🔹 “คืนอิสระให้ครู-คืนเสรีภาพทางปัญญาให้ผู้เรียน”

ดร.สำราญ กล่าวว่า การเรียนพุทธศาสนาในโรงเรียนไทยควรปรับจากการ “สอนให้จำ” มาเป็น “สอนให้เข้าใจและปฏิบัติ” พร้อมเน้นว่าการฟื้นอิสระให้ครูออกแบบการสอนเองจะเป็นก้าวสำคัญในการคืนเสรีภาพทางปัญญาให้แก่ผู้เรียน ซึ่งเป็นหัวใจของการศึกษาในศตวรรษที่ 21

“เมื่อครูมีอิสระในการออกแบบชุดประสบการณ์การเรียนรู้ ผู้เรียนก็จะเกิดปัญญาและความเข้าใจในชีวิตอย่างแท้จริง — นี่คือสาระของพุทธธรรมและสาระของการศึกษา”
— ดร.สำราญ สมพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย


ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า บทวิเคราะห์ดังกล่าวได้รับความสนใจจากทั้งแวดวงวิชาการด้านพุทธศาสนาและการศึกษา เนื่องจากเป็นความพยายามครั้งสำคัญในการผสาน “ปัญญาประดิษฐ์” กับ “พุทธปัญญา” เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาหลักสูตรที่สมดุลระหว่างมาตรฐานทางวิชาการกับเสรีภาพทางจิตวิญญาณของผู้เรียน

วิเคราะห์การเรียนวิชาพระพุทธศาสนาในสถานศึกษาแบบไม่ขาดอิสระ

บทคัดย่อ
การเรียนการสอนวิชาพระพุทธศาสนาในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของไทยในปัจจุบันถูกวิพากษ์ว่ามีข้อจำกัดสูง ทั้งในด้านตัวชี้วัดและกรอบเนื้อหาที่เคร่งครัดเกินไปจนขาดความยืดหยุ่นต่อการเรียนรู้แบบมีอิสระและเชิงจินตนาการ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์โครงสร้างการเรียนการสอนวิชาพระพุทธศาสนาในสถานศึกษาไทยภายใต้หลักสูตรแกนกลางของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยเฉพาะกรณีตัวชี้วัด 22 ตัวที่ถูกมองว่าเป็นข้อจำกัดต่อการพัฒนาความคิดของผู้เรียน พร้อมเสนอแนวทางจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการที่คืนอิสระแก่ครูและผู้เรียน เพื่อให้สอดคล้องกับหลักพุทธธรรมและหลักการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21


1. บทนำ

ในระบบการศึกษาของไทย วิชาพระพุทธศาสนาเป็นหนึ่งในสาระสำคัญของกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนเข้าใจหลักธรรมทางพุทธศาสนาและนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม การออกแบบหลักสูตรและการวัดผลในปัจจุบันกลับกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อความยืดหยุ่นของครูผู้สอน

ตามที่ นายนราวิชญ์ สังเกตการณ์ ครูโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวไว้ในการเสวนาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (4 พฤศจิกายน 2568) ว่า “วิชาพระพุทธศาสนา ขาดอิสระมากกว่าวิชาประวัติศาสตร์” เนื่องจากมีตัวกำกับมากถึง 22 ตัวชี้วัด ซึ่งระบุทั้งเนื้อหาและวิธีการสอนอย่างชัดเจน เช่น การให้ผู้เรียนต้องเข้าใจหลักการเขียนบาลีเบื้องต้น สิ่งเหล่านี้ทำให้การเรียนพระพุทธศาสนาในโรงเรียนส่วนใหญ่กลายเป็นการสอนแบบท่องจำ ขาดการคิดวิเคราะห์ และไม่สอดคล้องกับแนวคิดพุทธธรรมที่เน้น “โยนิโสมนสิการ” หรือการพิจารณาโดยแยบคาย


2. ปัญหาของการเรียนวิชาพระพุทธศาสนาในบริบทปัจจุบัน

2.1 การขาดอิสระของครูผู้สอน

กรอบตัวชี้วัดที่เคร่งครัดทำให้ครูไม่สามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ได้ตามความเหมาะสมของผู้เรียน ครูส่วนใหญ่ต้องยึดแบบเรียนของสำนักพิมพ์ ซึ่งถูกออกแบบมาในเชิง “เนื้อหาสำเร็จรูป” มากกว่าการเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนได้ตั้งคำถามต่อหลักธรรม

2.2 การขาดจินตนาการและการเชื่อมโยงกับชีวิตจริง

ในขณะที่โลกการศึกษาในศตวรรษที่ 21 เน้นทักษะการคิดวิเคราะห์ (Critical Thinking) และการเรียนรู้จากประสบการณ์ (Experiential Learning) การสอนพุทธศาสนาในโรงเรียนกลับมุ่งให้ผู้เรียนท่องจำหลักธรรมและศัพท์บาลี ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์ของพุทธศาสนาเองที่เน้น “ปฏิบัติ” มากกว่า “ท่องจำ”

2.3 การเน้นรูปแบบทางการมากกว่าการเรียนรู้เชิงชีวิต

แนวคิดของ สลาวอย ชิเชค (Slavoj Žižek) ที่นายนราวิชญ์ยกขึ้นมาอธิบาย แสดงให้เห็นว่าการเรียนรู้ในระบบ (Formal Education) มักตัดขาดจากประสบการณ์ชีวิตจริง (Informal Learning) การเรียนพระพุทธศาสนาในลักษณะนี้จึงไม่ก่อให้เกิด “ธรรมสังเวช” หรือความเข้าใจในแก่นของคำสอนอย่างแท้จริง


3. แนวคิดเชิงพุทธกับการเรียนรู้แบบมีอิสระ

พระพุทธศาสนาในฐานะ “ศาสนาแห่งปัญญา” มีหลักสำคัญที่สามารถใช้เป็นฐานคิดเพื่อการเรียนรู้แบบไม่ขาดอิสระ ได้แก่

  1. หลักกาลามสูตร – ส่งเสริมให้ผู้เรียนตั้งคำถาม ไม่เชื่อโดยงมงาย

  2. หลักโยนิโสมนสิการ – การคิดอย่างมีเหตุผลและเข้าใจความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ

  3. หลักอิทธิบาท 4 – สนับสนุนการเรียนรู้ด้วยความพอใจ ความพยายาม ความตั้งใจ และการพิจารณาอย่างต่อเนื่อง

เมื่อบูรณาการหลักเหล่านี้เข้าสู่การจัดการเรียนรู้ ครูสามารถออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนเป็น “ผู้ค้นหาความจริง” มากกว่าผู้รับเนื้อหา ซึ่งจะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดของกรอบตัวชี้วัดที่ตายตัว


4. แนวทางการเรียนวิชาพระพุทธศาสนาแบบไม่ขาดอิสระ

4.1 ออกแบบหลักสูตรเชิงประสบการณ์ (Experiential Curriculum)

ให้ครูมีอิสระในการสร้าง “ชุดประสบการณ์การเรียนรู้” แทนการยึดเนื้อหาตามตำรา เช่น การเรียนผ่านโครงงานจิตอาสา การเยี่ยมวัดเพื่อศึกษาธรรมในชีวิตจริง หรือการถอดบทเรียนจากเหตุการณ์สังคมร่วมสมัย

4.2 เชื่อมโยงครูและนักวิชาการพุทธศาสตร์

การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างครูผู้สอนกับนักวิชาการด้านพุทธศาสตร์หรือศาสนศึกษาในมหาวิทยาลัย จะช่วยให้การสอนพุทธศาสนามีความร่วมสมัยและไม่ล้าหลังทางวิชาการ

4.3 ใช้สื่อสร้างสรรค์และเทคโนโลยีดิจิทัล

การสอนธรรมะสามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วย เช่น การเรียนผ่านสื่อมัลติมีเดีย เกมธรรมะ หรือ AI สนทนาธรรม เพื่อสร้างการเรียนรู้เชิงปฏิสัมพันธ์ (Interactive Learning)

4.4 ประเมินผลด้วยกระบวนการ ไม่ใช่เพียงผลลัพธ์

ควรเน้นการประเมินแบบ “ภาวนา” หรือการพัฒนาจิตใจต่อเนื่อง มากกว่าการวัดผลด้วยข้อสอบ เช่น การสะท้อนคิด (Reflection) หรือสมุดบันทึกจิตภาวนา


5. สรุปและข้อเสนอแนะ

การเรียนวิชาพระพุทธศาสนาในสถานศึกษาไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากการขาดอิสระทางการสอน อันเกิดจากระบบตัวชี้วัดที่มากเกินความจำเป็น แม้จะมีเจตนาสร้างมาตรฐานการเรียนรู้ แต่กลับจำกัดพลังสร้างสรรค์ของครูและศักยภาพของผู้เรียน

การฟื้นอิสระให้กับวิชาพระพุทธศาสนา ต้องอาศัยการปรับแนวคิดทางหลักสูตรให้เปิดกว้างต่อการตีความ สอดคล้องกับหลักพุทธธรรมที่เน้นปัญญาและการภาวนา รวมทั้งส่งเสริมให้ครูเป็น “ผู้ออกแบบชุดประสบการณ์” มากกว่าผู้สอนตามตำรา เมื่อครูได้รับอิสระ ผู้เรียนก็จะได้รับ “เสรีภาพทางปัญญา” ซึ่งเป็นหัวใจของการศึกษาในทุกยุคสมัย


เอกสารอ้างอิง

  • นราวิชญ์ สังเกตการณ์. (2568, 4 พฤศจิกายน). เสวนา “วิชาประวัติศาสตร์ในกระแสการเปลี่ยนแปลงของการศึกษาในบริบทโลก”. คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

  • สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2561). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2561).

  • พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย.

  • สลาวอย ชิเชค (Slavoj Žižek). แนวคิด Formal และ Informal Structures of Knowledge.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เลือกตั้ง 2569 กับโจทย์ใหญ่ AI–หุ่นยนต์ ถอดรหัสนโยบายหาเสียง ผ่านกระจก Elon Musk บนเวทีดาวอส

เลือกตั้ง 2569 กับโจทย์ใหญ่ AI–หุ่นยนต์ ถอดรหัสนโยบายพรรคการเมืองไทยบนคลื่น Agentic AI และระเบียบโลกใหม่ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไท...