🔹 “แคมเปญปลุกคนกล้า” ท่ามกลางภาวะเสื่อมศรัทธาการเมือง
ดร.สำราญ วิเคราะห์ว่า แคมเปญนี้เกิดขึ้นในช่วงที่การเมืองไทยกำลังเผชิญกับภาวะ “ประชาธิปไตยที่ไร้พลังประชาชน” (Democracy without Democratic Spirit)
ซึ่งประชาชนจำนวนมากรู้สึกไม่ไว้วางใจระบบรัฐสภา และมองว่านักการเมืองส่วนใหญ่ขาดจริยธรรม
การที่พรรคประชาธิปัตย์ — พรรคที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 78 ปี — กลับมาเปิดพื้นที่ให้ประชาชนทั่วไปสามารถ “สมัครเป็นผู้แทน” ได้อย่างเปิดกว้าง ถือเป็นความพยายามสร้าง “การเมืองเชิงอุดมการณ์แบบมีส่วนร่วม (Participatory Politics)”
โดยเน้นว่าการเปลี่ยนแปลงประเทศไม่ต้องรอ “คนอื่นที่พร้อมกว่า” แต่เริ่มจาก “คนดีที่กล้าทำสิ่งถูกต้อง”
🔹 ถอดรหัสอุดมการณ์ 3 ประการของพรรคประชาธิปัตย์
จากถ้อยแถลงของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ดร.สำราญและ AI วิเคราะห์ว่ามีแก่นอุดมการณ์สำคัญ 3 ประการ
-
การเมืองสุจริตคือรากฐานของประเทศที่เข้มแข็ง
พรรคประชาธิปัตย์ย้ำว่าความเสื่อมของการเมืองไทยมาจากการขาด “ความสุจริตทางใจ” มากกว่าความสามารถ -
ประชาชนคือพลังเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง
การประกาศว่า “ส.ส.ที่ดี...คุณเองก็เป็นได้นะ” เป็นการรื้อภาพจำว่าการเมืองเป็นเรื่องของชนชั้นนำ -
ฟื้นพลังพรรคเก่าในโลกใหม่
พรรคประชาธิปัตย์พยายามผสานอุดมการณ์ “ประชาธิปไตยแบบมีธรรมาภิบาล” เข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ระบบสมัครออนไลน์ และการสื่อสารผ่าน Storytelling
🔹 Democratization 2.0: การเมืองเชิงอุดมการณ์ในยุคดิจิทัล
AI วิเคราะห์ว่า แคมเปญนี้เป็นตัวอย่างของ “Digital Democracy” ที่ใช้เทคโนโลยีเชื่อมอุดมการณ์ทางการเมืองเข้ากับการมีส่วนร่วมของประชาชน
ด้วยแนวทาง “Empowerment Narrative” — สร้างแรงบันดาลใจให้ประชาชนรู้สึกว่า “ฉันเองก็เปลี่ยนประเทศได้”
ซึ่งคล้ายกับแคมเปญ “Yes, We Can” ของบารัค โอบามา ในสหรัฐอเมริกา
แคมเปญดังกล่าวจึงไม่ใช่เพียงการเปิดรับสมัคร ส.ส. แต่เป็นการสร้าง “เครือข่ายคนศรัทธาในความดี” ซึ่งอาจกลายเป็นทุนทางสังคมใหม่ของพรรคในระยะยาว
🔹 “เราพร้อมสร้างคน คนสร้างพรรค พรรคสร้างประเทศ”: โครงสร้างใหม่ของการเมืองไทย
ดร.สำราญชี้ว่า คำขวัญนี้สะท้อน “โมเดลพัฒนาแบบพีระมิดกลับหัว” (Inverted Pyramid Model)
โดยฐานคือประชาชนผู้มีอุดมการณ์
ระดับกลางคือพรรคที่บ่มเพาะคนดี
และยอดคือประเทศที่มั่นคงจากรากฐานทางศีลธรรม
แนวทางนี้คือความพยายามสร้าง “ระบบนิเวศทางการเมืองใหม่” (Political Ecosystem) ที่ไม่ยึดโยงระบบอุปถัมภ์ แต่เน้นความรู้ ความกล้า และคุณธรรม
🔹 วิพากษ์เชิงโครงสร้าง: จุดแข็งและความท้าทาย
จุดแข็ง
-
สะท้อนอุดมการณ์ “การเมืองสุจริต” ที่เป็นเอกลักษณ์ของพรรค
-
ใช้แนวทาง “Open Recruitment” สร้างภาพลักษณ์พรรคโปร่งใส
-
กระตุ้นพลังจิตวิทยาสังคมให้ประชาชนรู้สึกมีส่วนร่วม
ความท้าทาย
-
ต้องพิสูจน์ว่าการเปิดรับคนใหม่จะไม่หยุดแค่เชิงสัญลักษณ์
-
แข่งขันกับพรรคใหม่ที่เน้นนวัตกรรม เช่น พรรคก้าวไกล หรือภูมิใจไทย
-
ต้องฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชนต่อพรรคอย่างต่อเนื่อง
🔹 การเชื่อมโยงกับ “ภูมิปัญญาไทย”: ฟื้นการเมืองด้วยคุณธรรม
ดร.สำราญและ AI ได้วิเคราะห์เพิ่มเติมถึงความสอดคล้องของแคมเปญนี้กับ แนวคิดภูมิปัญญาไทย ดังนี้
-
ความดี ความซื่อสัตย์ และความกล้าเพื่อส่วนรวม
สะท้อน “ศีลธรรม” และ “ขันติบารมี” ของผู้นำในคติไทย -
พลังจากประชาชนกับภูมิปัญญาชุมชน
คล้าย “ประชาคมหมู่บ้าน” ที่เน้นการมีส่วนร่วมและการรับฟังทุกเสียง -
การเมืองสุจริตกับคติคนดีปกครองบ้านเมือง
สอดคล้องกับหลัก “ธรรมาธิปไตย” ของไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัย -
การพัฒนาคนก่อนพัฒนาประเทศ
เชื่อมโยงแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงของรัชกาลที่ 9 -
การเมืองแบบพอเพียง
เน้นสมดุลระหว่างคุณธรรมกับประสิทธิภาพ ไม่สุดโต่งทางอำนาจหรือผลประโยชน์
🔹 บทสรุป: ฟื้นศรัทธาการเมืองด้วยภูมิปัญญาไทย
แคมเปญ “ส.ส.ที่ดี...คุณเองก็เป็นได้นะ” จึงมิใช่เพียงยุทธศาสตร์การเมืองเชิงสื่อสาร
แต่เป็นความพยายามสร้าง “สัญญาประชาคมใหม่” ที่ผสานพลังของเทคโนโลยี อุดมการณ์ และภูมิปัญญาไทยเข้าด้วยกัน
“ประชาธิปไตยจะมีชีวิตได้ ก็ต่อเมื่อประชาชนกล้าก้าวขึ้นมาทำสิ่งที่ถูกต้อง”
— สาระสำคัญที่ดร.สำราญชี้ว่า แคมเปญนี้ต้องการสื่อถึง
หากพรรคประชาธิปัตย์สามารถต่อยอดแนวคิดนี้ให้เป็นรูปธรรม — ผ่านการอบรม ส.ส.รุ่นใหม่ที่มีคุณธรรม และกลไกตรวจสอบภายในพรรคที่โปร่งใส — ก็อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการฟื้น “พลังแห่งศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยไทย” อีกครั้งหนึ่ง

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น