วันพุธที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

พุทธธรรมปราบสแกมเมอร์: บทวิเคราะห์จากพระไตรปิฎก

 



เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 ที่กรุงเทพฯ ดร.สำราญ สมพงษ์ นักวิชาการอิสระด้านพุทธสันติวิธี และอดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคเกษตรเสรี ร่วมกับระบบ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำการวิเคราะห์เชิงวิชาการต่อ บันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยการนำเทคโนโลยีขั้นสูงและ AI มาป้องกันภัยจากสแกมเมอร์ โดยตรวจจับเส้นทางเงินและพฤติกรรมของมิจฉาชีพ ซึ่งรัฐบาลไทยได้ประกาศให้เป็น “สงครามระดับชาติ” เพื่อต่อต้านอาชญากรรมทางเทคโนโลยี


🔹 “อนุทิน” ประกาศสงครามสแกมเมอร์ ยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ

รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จัดพิธีลงนาม MOU ว่าด้วยความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมีหน่วยงานภาครัฐและเอกชน 14 หน่วยงานร่วมลงนาม อาทิ สำนักงาน ปปง., สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, สมาคมธนาคารไทย และธนาคารแห่งประเทศไทย

นายอนุทินกล่าวในพิธีว่า

“สงครามนี้เป็นสงครามที่เราจะต้องชนะ เพื่อปกป้องพี่น้องประชาชนจากภัยของเหล่าสแกมเมอร์ที่กำลังบ่อนทำลายประเทศ... อาชญากรรมทางเทคโนโลยีคือวาระแห่งชาติที่ต้องถูกแก้ไขและปราบปรามให้หมดสิ้นไป”

MOU ฉบับนี้มุ่งเน้นปฏิบัติการเชิงรุกใน 5 ด้านหลัก ได้แก่

  1. การบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อผู้กระทำผิด

  2. การเชื่อมโยงข้อมูลข่าวกรองแบบบูรณาการ

  3. การอายัดทรัพย์สินและตัดเส้นทางการเงินของอาชญากร

  4. การใช้ AI ตรวจจับเส้นทางเงินและพฤติกรรมมิจฉาชีพ

  5. การสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลให้ประชาชนรู้เท่าทันเทคโนโลยี


🔹 AI ตรวจจับพฤติกรรมมิจฉาชีพได้แบบเรียลไทม์

AI ที่นำมาใช้ในการปราบสแกมเมอร์จะทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาลผ่านระบบ Machine Learning เพื่อค้นหารูปแบบพฤติกรรมต้องสงสัย เช่น

  • การโอนเงินซ้ำ ๆ ผ่านบัญชีม้า

  • การใช้ถ้อยคำโน้มน้าวในข้อความหรือโทรศัพท์

  • การส่งลิงก์ปลอมและเว็บไซต์ปลอมเพื่อหลอกเหยื่อ

นอกจากนี้ ยังมีระบบ Behavioral Pattern Recognition ที่สามารถตรวจจับน้ำเสียง ความเร็วการพิมพ์ และพฤติกรรมจิตวิทยา เพื่อระบุผู้หลอกลวงได้อย่างแม่นยำ โดยเชื่อมโยงฐานข้อมูลจากหน่วยงานด้านความมั่นคงและสถาบันการเงินแบบเรียลไทม์ เพื่อ “ตัดวงจรฟอกเงินภายในไม่กี่นาที


🔹 “พุทธธรรมกับเทคโนโลยี” แนวทางใหม่แห่งภูมิคุ้มกันดิจิทัล

ในอีกมุมหนึ่ง ดร.สำราญ สมพงษ์ ได้นำเสนอการวิเคราะห์เชิงพุทธธรรมต่อ MOU ดังกล่าว โดยเสนอว่า “การปราบสแกมเมอร์” ต้องไม่อาศัยเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัย “จิตสำนึกทางศีลธรรม” ควบคู่กัน

“ปัญหาสแกมเมอร์ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีล้มเหลว แต่คือความเสื่อมของศีลธรรมในจิตใจมนุษย์” — ดร.สำราญ กล่าว

เขาเสนอแนวคิด “ภูมิคุ้มกันทางจิตวิญญาณดิจิทัล (Digital Spiritual Immunity)” ซึ่งเป็นการบูรณาการ พุทธธรรมกับเทคโนโลยี เพื่อสร้างสังคมออนไลน์ที่มีสติและเมตตา

🔸 หลักธรรมสำคัญที่ประยุกต์ใช้ได้จริง

หลักธรรมการประยุกต์ใช้ในโลกดิจิทัลผลลัพธ์
ศีล (Sīla)ยึดมั่นในความซื่อสัตย์ โปร่งใส ไม่หลอกลวงลดพฤติกรรมมิจฉาชีพ
สมาธิ (Samādhi)รู้เท่าทันสิ่งยั่วยุ ไม่หลงเชื่อข่าวปลอมลดการตกเป็นเหยื่อสแกม
ปัญญา (Paññā)ตรวจสอบข้อมูลก่อนเชื่อหรือแชร์เสริมภูมิคุ้มกันทางปัญญา
อัปปมาทะ (Appamāda)ใช้เทคโนโลยีด้วยสติ ไม่ประมาทป้องกันภัยก่อนเกิดเหตุ
สังคหวัตถุ 4ใช้เมตตาอบรม ฟื้นฟูผู้หลงผิดเยียวยาสังคมอย่างยั่งยืน

🔹 MOU แห่ง “พันธสัญญาแห่งสติปัญญา”

ดร.สำราญ วิเคราะห์ว่า MOU ฉบับนี้เป็นมากกว่าข้อตกลงทางเทคนิค แต่เป็น “พันธสัญญาแห่งสติปัญญา” ที่ผสานพลังระหว่างเทคโนโลยีและธรรมะเพื่อปกป้องสังคมไทย

โดยระบุว่า การสร้าง “พลเมืองดิจิทัลเชิงคุณธรรม” ต้องเป็นวาระคู่ขนานกับการใช้ AI
รัฐบาลจึงควรบรรจุหลัก อัปปมาทะ, ศีล 5, และ สังคหวัตถุ 4 ไว้ในหลักสูตรการศึกษาและนโยบายประชาสังคม เพื่อยกระดับ “ภูมิคุ้มกันทางจิตวิญญาณของคนไทย”

“สงครามกับสแกมเมอร์จะชนะได้จริง
เมื่อเทคโนโลยีและจิตใจของมนุษย์เดินไปในทิศทางเดียวกัน”
— ดร.สำราญ สมพงษ์


🔹 สรุป

การใช้ AI ตรวจจับเส้นทางเงินและพฤติกรรมของมิจฉาชีพ ถือเป็นการยกระดับความมั่นคงทางเทคโนโลยีของไทยสู่มาตรฐานโลก แต่สิ่งที่ต้องเดินควบคู่กันคือ “พุทธธรรมแห่งสติและเมตตา” ซึ่งจะทำให้เทคโนโลยีรับใช้มนุษย์อย่างมีคุณธรรมและยั่งยืน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.สำราญ และทีมวิเคราะห์ AI เตรียมเผยแพร่ผลการศึกษาฉบับเต็ม “AI กับพุทธธรรมในยุทธศาสตร์ปราบสแกมเมอร์” ภายในต้นปี 2569 เพื่อใช้เป็นต้นแบบนโยบายเชิงพุทธ–เทคโนโลยีในการเสริมสร้างสังคมปลอดภัยจากภัยไซเบอร์

วิเคราะห์ MOU นำเทคโนโลยีขั้นสูงและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ป้องกันภัยจากสแกมเมอร์ ด้วยการตรวจจับเส้นทางเงินและพฤติกรรมของมิจฉาชีพ

1. บทนำ

ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ปรากฏการณ์ “สแกมเมอร์” หรือมิจฉาชีพออนไลน์ได้ทวีความรุนแรงและซับซ้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นภัยคุกคามต่อเศรษฐกิจ ความมั่นคง และศีลธรรมของสังคมไทย

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 รัฐบาลไทยนำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน 14 หน่วย เพื่อประกาศ “สงครามกับสแกมเมอร์” และยกระดับการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีให้เป็น วาระแห่งชาติ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การนำ เทคโนโลยีขั้นสูงและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาตรวจจับเส้นทางการเงิน การฟอกเงิน และพฤติกรรมเชิงจิตวิทยาของมิจฉาชีพ

ในขณะเดียวกัน ดร.สำราญ สมพงษ์ นักวิชาการอิสระด้านพุทธสันติวิธี ได้เสนอแนวทาง “บูรณาการพุทธธรรมกับเทคโนโลยี” เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันเชิงจิตวิญญาณในการต่อสู้กับอาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะการใช้หลักธรรมจากพระไตรปิฎกเพื่อสร้าง “ภูมิคุ้มกันทางจิตวิญญาณดิจิทัล” (Digital Spiritual Immunity)


2. กรอบแนวคิดและความสำคัญของ MOU ฉบับนี้

การลงนาม MOU ดังกล่าวเป็นความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการเงิน เพื่อขับเคลื่อนการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีใน 5 ด้านหลัก ได้แก่

  1. การบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด ต่อผู้กระทำความผิดและผู้สนับสนุนเบื้องหลัง

  2. การเชื่อมโยงข้อมูลข่าวกรองและระบบสืบสวนแบบบูรณาการ

  3. การยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องทันที เพื่อ “ตัดเส้นทางการเงิน” ของอาชญากร

  4. การใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและ AI ตรวจจับเส้นทางเงินและพฤติกรรมมิจฉาชีพ

  5. การสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนรู้เท่าทันเทคโนโลยี

MOU ฉบับนี้จึงเป็น “สัญญาประชาคมเชิงเทคโนโลยี” ที่มุ่งให้ AI และ Big Data ทำหน้าที่เสมือน “เรดาร์ความปลอดภัย” ของชาติ โดยตรวจสอบพฤติกรรมต้องสงสัย วิเคราะห์ธุรกรรมที่ผิดปกติ และแจ้งเตือนการหลอกลวงแบบเรียลไทม์


3. ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กับการตรวจจับเส้นทางเงินและพฤติกรรมมิจฉาชีพ

AI for Anti-Scam Intelligence System
ในทางเทคนิค AI สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมของสแกมเมอร์ผ่านระบบ Machine Learning ที่เรียนรู้จากข้อมูลจำนวนมหาศาล เช่น

  • รูปแบบการโอนเงินซ้ำ ๆ ระหว่างบัญชีม้า

  • พฤติกรรมการโทรหลอกลวง / ส่ง SMS / ลิงก์ปลอม

  • การใช้ถ้อยคำทางจิตวิทยาเพื่อโน้มน้าวเหยื่อ

นอกจากนี้ AI ยังสามารถ ตรวจจับพฤติกรรมเชิงจิตวิทยา (Behavioral Pattern Recognition) เช่น น้ำเสียง ความเร็วการพิมพ์ หรือการตอบสนองของผู้สื่อสาร ซึ่งช่วยคาดการณ์ได้ว่าบุคคลนั้นอาจเป็น “ผู้หลอกลวง”

ระบบนี้ทำงานร่วมกับฐานข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ปปง., ป.ป.ท., สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, สมาคมธนาคารไทย และธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อให้สามารถ “ตัดวงจรการฟอกเงิน” และระงับธุรกรรมที่เข้าข่ายผิดกฎหมายได้ภายในไม่กี่นาที


4. การบูรณาการแนวคิด “พุทธธรรมกับเทคโนโลยีป้องกันสแกมเมอร์”

4.1 พุทธธรรมในฐานะกรอบคิดเชิงคุณธรรมของสังคมดิจิทัล

ดร.สำราญ สมพงษ์ เสนอว่า ปัญหาสแกมเมอร์มิใช่เพียง “อาชญากรรมทางเทคโนโลยี” แต่เป็น “อาชญากรรมทางศีลธรรม” ที่เกิดจากความโลภ ความหลง และการขาดสติ

พระพุทธศาสนาสามารถเสนอแนวทางแก้ไขในเชิงโครงสร้างทางจิตใจ ได้แก่

หลักธรรมการประยุกต์ในยุคดิจิทัลผลลัพธ์ที่คาดหวัง
ศีล (Sīla)สร้างจริยธรรมออนไลน์: ไม่หลอกลวง ไม่แชร์ข้อมูลเท็จลดพฤติกรรมมิจฉาชีพออนไลน์
สมาธิ (Samādhi)ฝึกสติ รู้เท่าทันสิ่งยั่วยุในโลกโซเชียลลดการตกเป็นเหยื่อสแกม
ปัญญา (Paññā)ตรวจสอบข้อมูลก่อนเชื่อหรือแชร์สังคมมีภูมิคุ้มกันทางปัญญา
อัปปมาทะ (Appamāda)ความไม่ประมาทในการใช้เทคโนโลยีป้องกันภัยก่อนเกิดเหตุ
สังคหวัตถุ 4ใช้เมตตา อบรม ฟื้นฟูผู้หลงผิดเยียวยาสังคมจากรากเหง้า

แนวคิดนี้ถูกเรียกว่า “ภูมิคุ้มกันทางจิตวิญญาณดิจิทัล” (Digital Spiritual Immunity)
ซึ่งมุ่งให้คนไทยมี “สติในเทคโนโลยี” และ “ปัญญาในข้อมูล”


5. การวิเคราะห์เชิงสังเคราะห์: MOU ในมิติเทคโนโลยีและธรรมะ

มิติการวิเคราะห์มาตรการจาก MOUการบูรณาการเชิงพุทธธรรม
ความมั่นคงทางไซเบอร์ใช้ AI ตรวจจับและตัดวงจรการเงินของมิจฉาชีพหลักอัปปมาทธรรม – ความไม่ประมาทในข้อมูล
การบริหารเชิงนโยบายบูรณาการ 14 หน่วยงานรัฐ–เอกชนหลักสังคหวัตถุ 4 – การร่วมมือด้วยเมตตา
การศึกษาและประชาชนเสริม Digital Literacyหลักโยนิโสมนสิการ – คิดอย่างแยบคายก่อนเชื่อ
การเยียวยาผู้เสียหายเปิดช่องทางศูนย์ดำรงธรรมรับเรื่องร้องเรียนหลักเวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร

ดังนั้น MOU ฉบับนี้ไม่เพียงเป็นข้อตกลงทางเทคนิค แต่เป็น “พันธสัญญาแห่งสติปัญญา” ที่บูรณาการเทคโนโลยีขั้นสูงกับปัญญาทางจิตวิญญาณเพื่อสร้างความปลอดภัยในระดับชาติ


6. สรุปและข้อเสนอแนะ

การใช้ AI เพื่อตรวจจับเส้นทางเงินและพฤติกรรมมิจฉาชีพ เป็นความก้าวหน้าเชิงเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ความมั่นคงของประเทศ แต่เพื่อให้เกิดผลยั่งยืน จำเป็นต้องพัฒนา “จิตสำนึกทางดิจิทัล” ของประชาชนควบคู่ไปด้วย

ดร.สำราญ สมพงษ์ เสนอให้รัฐบาลและสถาบันการศึกษาน้อมนำหลักพุทธธรรม — โดยเฉพาะ อัปปมาทะ, ศีล 5, สังคหวัตถุ 4 — มาประยุกต์ในการอบรม “พลเมืองดิจิทัลเชิงคุณธรรม” เพื่อสร้างสังคมที่ ปลอดภัยทั้งจากสแกมเมอร์ และจากความโลภ–หลง–โกรธในใจตนเอง

“สงครามกับสแกมเมอร์จะชนะได้จริง
เมื่อเทคโนโลยีและจิตใจของมนุษย์เดินไปในทิศทางเดียวกัน”
— ดร.สำราญ สมพงษ์


7. เอกสารอ้างอิง

  • สำนักนายกรัฐมนตรี. (2568). ข่าวพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี. กรุงเทพฯ: ทำเนียบรัฐบาล.

  • สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.). (2568). รายงานเชิงเทคนิค: ระบบตรวจจับเส้นทางเงินด้วย AI.

  • สำราญ สมพงษ์. (2568). หลักธรรมในพระไตรปิฎกในบริบทปราบสแกมเมอร์. เอกสารวิเคราะห์อิสระด้านพุทธสันติวิธี.

  • พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย. (2525).

  • ธรรมบทแปล. (ข้อ 5 และ 21): เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร / ความไม่ประมาทเป็นทางแห่งอมตะ.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เลือกตั้ง 2569 กับโจทย์ใหญ่ AI–หุ่นยนต์ ถอดรหัสนโยบายหาเสียง ผ่านกระจก Elon Musk บนเวทีดาวอส

เลือกตั้ง 2569 กับโจทย์ใหญ่ AI–หุ่นยนต์ ถอดรหัสนโยบายพรรคการเมืองไทยบนคลื่น Agentic AI และระเบียบโลกใหม่ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไท...