เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 ที่กรุงเทพฯ ดร.สำราญ สมพงษ์ นักวิชาการอิสระด้านพุทธสันติวิธี และอดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคเกษตรเสรี ร่วมกับระบบ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำการวิเคราะห์เชิงวิชาการต่อ บันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยการนำเทคโนโลยีขั้นสูงและ AI มาป้องกันภัยจากสแกมเมอร์ โดยตรวจจับเส้นทางเงินและพฤติกรรมของมิจฉาชีพ ซึ่งรัฐบาลไทยได้ประกาศให้เป็น “สงครามระดับชาติ” เพื่อต่อต้านอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
🔹 “อนุทิน” ประกาศสงครามสแกมเมอร์ ยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ
รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จัดพิธีลงนาม MOU ว่าด้วยความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมีหน่วยงานภาครัฐและเอกชน 14 หน่วยงานร่วมลงนาม อาทิ สำนักงาน ปปง., สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, สมาคมธนาคารไทย และธนาคารแห่งประเทศไทย
นายอนุทินกล่าวในพิธีว่า
“สงครามนี้เป็นสงครามที่เราจะต้องชนะ เพื่อปกป้องพี่น้องประชาชนจากภัยของเหล่าสแกมเมอร์ที่กำลังบ่อนทำลายประเทศ... อาชญากรรมทางเทคโนโลยีคือวาระแห่งชาติที่ต้องถูกแก้ไขและปราบปรามให้หมดสิ้นไป”
MOU ฉบับนี้มุ่งเน้นปฏิบัติการเชิงรุกใน 5 ด้านหลัก ได้แก่
-
การบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อผู้กระทำผิด
-
การเชื่อมโยงข้อมูลข่าวกรองแบบบูรณาการ
-
การอายัดทรัพย์สินและตัดเส้นทางการเงินของอาชญากร
-
การใช้ AI ตรวจจับเส้นทางเงินและพฤติกรรมมิจฉาชีพ
-
การสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลให้ประชาชนรู้เท่าทันเทคโนโลยี
“สงครามนี้เป็นสงครามที่เราจะต้องชนะ เพื่อปกป้องพี่น้องประชาชนจากภัยของเหล่าสแกมเมอร์ที่กำลังบ่อนทำลายประเทศ... อาชญากรรมทางเทคโนโลยีคือวาระแห่งชาติที่ต้องถูกแก้ไขและปราบปรามให้หมดสิ้นไป”
การบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อผู้กระทำผิด
การเชื่อมโยงข้อมูลข่าวกรองแบบบูรณาการ
การอายัดทรัพย์สินและตัดเส้นทางการเงินของอาชญากร
การใช้ AI ตรวจจับเส้นทางเงินและพฤติกรรมมิจฉาชีพ
การสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลให้ประชาชนรู้เท่าทันเทคโนโลยี
🔹 AI ตรวจจับพฤติกรรมมิจฉาชีพได้แบบเรียลไทม์
AI ที่นำมาใช้ในการปราบสแกมเมอร์จะทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาลผ่านระบบ Machine Learning เพื่อค้นหารูปแบบพฤติกรรมต้องสงสัย เช่น
-
การโอนเงินซ้ำ ๆ ผ่านบัญชีม้า
-
การใช้ถ้อยคำโน้มน้าวในข้อความหรือโทรศัพท์
-
การส่งลิงก์ปลอมและเว็บไซต์ปลอมเพื่อหลอกเหยื่อ
นอกจากนี้ ยังมีระบบ Behavioral Pattern Recognition ที่สามารถตรวจจับน้ำเสียง ความเร็วการพิมพ์ และพฤติกรรมจิตวิทยา เพื่อระบุผู้หลอกลวงได้อย่างแม่นยำ โดยเชื่อมโยงฐานข้อมูลจากหน่วยงานด้านความมั่นคงและสถาบันการเงินแบบเรียลไทม์ เพื่อ “ตัดวงจรฟอกเงินภายในไม่กี่นาที”
การโอนเงินซ้ำ ๆ ผ่านบัญชีม้า
การใช้ถ้อยคำโน้มน้าวในข้อความหรือโทรศัพท์
การส่งลิงก์ปลอมและเว็บไซต์ปลอมเพื่อหลอกเหยื่อ
🔹 “พุทธธรรมกับเทคโนโลยี” แนวทางใหม่แห่งภูมิคุ้มกันดิจิทัล
ในอีกมุมหนึ่ง ดร.สำราญ สมพงษ์ ได้นำเสนอการวิเคราะห์เชิงพุทธธรรมต่อ MOU ดังกล่าว โดยเสนอว่า “การปราบสแกมเมอร์” ต้องไม่อาศัยเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัย “จิตสำนึกทางศีลธรรม” ควบคู่กัน
“ปัญหาสแกมเมอร์ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีล้มเหลว แต่คือความเสื่อมของศีลธรรมในจิตใจมนุษย์” — ดร.สำราญ กล่าว
เขาเสนอแนวคิด “ภูมิคุ้มกันทางจิตวิญญาณดิจิทัล (Digital Spiritual Immunity)” ซึ่งเป็นการบูรณาการ พุทธธรรมกับเทคโนโลยี เพื่อสร้างสังคมออนไลน์ที่มีสติและเมตตา
“ปัญหาสแกมเมอร์ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีล้มเหลว แต่คือความเสื่อมของศีลธรรมในจิตใจมนุษย์” — ดร.สำราญ กล่าว
🔸 หลักธรรมสำคัญที่ประยุกต์ใช้ได้จริง
หลักธรรม การประยุกต์ใช้ในโลกดิจิทัล ผลลัพธ์ ศีล (Sīla) ยึดมั่นในความซื่อสัตย์ โปร่งใส ไม่หลอกลวง ลดพฤติกรรมมิจฉาชีพ สมาธิ (Samādhi) รู้เท่าทันสิ่งยั่วยุ ไม่หลงเชื่อข่าวปลอม ลดการตกเป็นเหยื่อสแกม ปัญญา (Paññā) ตรวจสอบข้อมูลก่อนเชื่อหรือแชร์ เสริมภูมิคุ้มกันทางปัญญา อัปปมาทะ (Appamāda) ใช้เทคโนโลยีด้วยสติ ไม่ประมาท ป้องกันภัยก่อนเกิดเหตุ สังคหวัตถุ 4 ใช้เมตตาอบรม ฟื้นฟูผู้หลงผิด เยียวยาสังคมอย่างยั่งยืน
| หลักธรรม | การประยุกต์ใช้ในโลกดิจิทัล | ผลลัพธ์ |
|---|---|---|
| ศีล (Sīla) | ยึดมั่นในความซื่อสัตย์ โปร่งใส ไม่หลอกลวง | ลดพฤติกรรมมิจฉาชีพ |
| สมาธิ (Samādhi) | รู้เท่าทันสิ่งยั่วยุ ไม่หลงเชื่อข่าวปลอม | ลดการตกเป็นเหยื่อสแกม |
| ปัญญา (Paññā) | ตรวจสอบข้อมูลก่อนเชื่อหรือแชร์ | เสริมภูมิคุ้มกันทางปัญญา |
| อัปปมาทะ (Appamāda) | ใช้เทคโนโลยีด้วยสติ ไม่ประมาท | ป้องกันภัยก่อนเกิดเหตุ |
| สังคหวัตถุ 4 | ใช้เมตตาอบรม ฟื้นฟูผู้หลงผิด | เยียวยาสังคมอย่างยั่งยืน |
🔹 MOU แห่ง “พันธสัญญาแห่งสติปัญญา”
ดร.สำราญ วิเคราะห์ว่า MOU ฉบับนี้เป็นมากกว่าข้อตกลงทางเทคนิค แต่เป็น “พันธสัญญาแห่งสติปัญญา” ที่ผสานพลังระหว่างเทคโนโลยีและธรรมะเพื่อปกป้องสังคมไทย
โดยระบุว่า การสร้าง “พลเมืองดิจิทัลเชิงคุณธรรม” ต้องเป็นวาระคู่ขนานกับการใช้ AI
รัฐบาลจึงควรบรรจุหลัก อัปปมาทะ, ศีล 5, และ สังคหวัตถุ 4 ไว้ในหลักสูตรการศึกษาและนโยบายประชาสังคม เพื่อยกระดับ “ภูมิคุ้มกันทางจิตวิญญาณของคนไทย”
“สงครามกับสแกมเมอร์จะชนะได้จริง
เมื่อเทคโนโลยีและจิตใจของมนุษย์เดินไปในทิศทางเดียวกัน”
— ดร.สำราญ สมพงษ์
รัฐบาลจึงควรบรรจุหลัก อัปปมาทะ, ศีล 5, และ สังคหวัตถุ 4 ไว้ในหลักสูตรการศึกษาและนโยบายประชาสังคม เพื่อยกระดับ “ภูมิคุ้มกันทางจิตวิญญาณของคนไทย”
“สงครามกับสแกมเมอร์จะชนะได้จริง
เมื่อเทคโนโลยีและจิตใจของมนุษย์เดินไปในทิศทางเดียวกัน”
— ดร.สำราญ สมพงษ์
🔹 สรุป
การใช้ AI ตรวจจับเส้นทางเงินและพฤติกรรมของมิจฉาชีพ ถือเป็นการยกระดับความมั่นคงทางเทคโนโลยีของไทยสู่มาตรฐานโลก แต่สิ่งที่ต้องเดินควบคู่กันคือ “พุทธธรรมแห่งสติและเมตตา” ซึ่งจะทำให้เทคโนโลยีรับใช้มนุษย์อย่างมีคุณธรรมและยั่งยืน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.สำราญ และทีมวิเคราะห์ AI เตรียมเผยแพร่ผลการศึกษาฉบับเต็ม “AI กับพุทธธรรมในยุทธศาสตร์ปราบสแกมเมอร์” ภายในต้นปี 2569 เพื่อใช้เป็นต้นแบบนโยบายเชิงพุทธ–เทคโนโลยีในการเสริมสร้างสังคมปลอดภัยจากภัยไซเบอร์
วิเคราะห์ MOU นำเทคโนโลยีขั้นสูงและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ป้องกันภัยจากสแกมเมอร์ ด้วยการตรวจจับเส้นทางเงินและพฤติกรรมของมิจฉาชีพ
1. บทนำ
ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ปรากฏการณ์ “สแกมเมอร์” หรือมิจฉาชีพออนไลน์ได้ทวีความรุนแรงและซับซ้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นภัยคุกคามต่อเศรษฐกิจ ความมั่นคง และศีลธรรมของสังคมไทย
เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 รัฐบาลไทยนำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน 14 หน่วย เพื่อประกาศ “สงครามกับสแกมเมอร์” และยกระดับการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีให้เป็น วาระแห่งชาติ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การนำ เทคโนโลยีขั้นสูงและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาตรวจจับเส้นทางการเงิน การฟอกเงิน และพฤติกรรมเชิงจิตวิทยาของมิจฉาชีพ
ในขณะเดียวกัน ดร.สำราญ สมพงษ์ นักวิชาการอิสระด้านพุทธสันติวิธี ได้เสนอแนวทาง “บูรณาการพุทธธรรมกับเทคโนโลยี” เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันเชิงจิตวิญญาณในการต่อสู้กับอาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะการใช้หลักธรรมจากพระไตรปิฎกเพื่อสร้าง “ภูมิคุ้มกันทางจิตวิญญาณดิจิทัล” (Digital Spiritual Immunity)
2. กรอบแนวคิดและความสำคัญของ MOU ฉบับนี้
การลงนาม MOU ดังกล่าวเป็นความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการเงิน เพื่อขับเคลื่อนการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีใน 5 ด้านหลัก ได้แก่
-
การบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด ต่อผู้กระทำความผิดและผู้สนับสนุนเบื้องหลัง
-
การเชื่อมโยงข้อมูลข่าวกรองและระบบสืบสวนแบบบูรณาการ
-
การยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องทันที เพื่อ “ตัดเส้นทางการเงิน” ของอาชญากร
-
การใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและ AI ตรวจจับเส้นทางเงินและพฤติกรรมมิจฉาชีพ
-
การสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนรู้เท่าทันเทคโนโลยี
MOU ฉบับนี้จึงเป็น “สัญญาประชาคมเชิงเทคโนโลยี” ที่มุ่งให้ AI และ Big Data ทำหน้าที่เสมือน “เรดาร์ความปลอดภัย” ของชาติ โดยตรวจสอบพฤติกรรมต้องสงสัย วิเคราะห์ธุรกรรมที่ผิดปกติ และแจ้งเตือนการหลอกลวงแบบเรียลไทม์
3. ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กับการตรวจจับเส้นทางเงินและพฤติกรรมมิจฉาชีพ
AI for Anti-Scam Intelligence System
ในทางเทคนิค AI สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมของสแกมเมอร์ผ่านระบบ Machine Learning ที่เรียนรู้จากข้อมูลจำนวนมหาศาล เช่น
-
รูปแบบการโอนเงินซ้ำ ๆ ระหว่างบัญชีม้า
-
พฤติกรรมการโทรหลอกลวง / ส่ง SMS / ลิงก์ปลอม
-
การใช้ถ้อยคำทางจิตวิทยาเพื่อโน้มน้าวเหยื่อ
นอกจากนี้ AI ยังสามารถ ตรวจจับพฤติกรรมเชิงจิตวิทยา (Behavioral Pattern Recognition) เช่น น้ำเสียง ความเร็วการพิมพ์ หรือการตอบสนองของผู้สื่อสาร ซึ่งช่วยคาดการณ์ได้ว่าบุคคลนั้นอาจเป็น “ผู้หลอกลวง”
ระบบนี้ทำงานร่วมกับฐานข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ปปง., ป.ป.ท., สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, สมาคมธนาคารไทย และธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อให้สามารถ “ตัดวงจรการฟอกเงิน” และระงับธุรกรรมที่เข้าข่ายผิดกฎหมายได้ภายในไม่กี่นาที
4. การบูรณาการแนวคิด “พุทธธรรมกับเทคโนโลยีป้องกันสแกมเมอร์”
4.1 พุทธธรรมในฐานะกรอบคิดเชิงคุณธรรมของสังคมดิจิทัล
ดร.สำราญ สมพงษ์ เสนอว่า ปัญหาสแกมเมอร์มิใช่เพียง “อาชญากรรมทางเทคโนโลยี” แต่เป็น “อาชญากรรมทางศีลธรรม” ที่เกิดจากความโลภ ความหลง และการขาดสติ
พระพุทธศาสนาสามารถเสนอแนวทางแก้ไขในเชิงโครงสร้างทางจิตใจ ได้แก่
| หลักธรรม | การประยุกต์ในยุคดิจิทัล | ผลลัพธ์ที่คาดหวัง |
|---|---|---|
| ศีล (Sīla) | สร้างจริยธรรมออนไลน์: ไม่หลอกลวง ไม่แชร์ข้อมูลเท็จ | ลดพฤติกรรมมิจฉาชีพออนไลน์ |
| สมาธิ (Samādhi) | ฝึกสติ รู้เท่าทันสิ่งยั่วยุในโลกโซเชียล | ลดการตกเป็นเหยื่อสแกม |
| ปัญญา (Paññā) | ตรวจสอบข้อมูลก่อนเชื่อหรือแชร์ | สังคมมีภูมิคุ้มกันทางปัญญา |
| อัปปมาทะ (Appamāda) | ความไม่ประมาทในการใช้เทคโนโลยี | ป้องกันภัยก่อนเกิดเหตุ |
| สังคหวัตถุ 4 | ใช้เมตตา อบรม ฟื้นฟูผู้หลงผิด | เยียวยาสังคมจากรากเหง้า |
แนวคิดนี้ถูกเรียกว่า “ภูมิคุ้มกันทางจิตวิญญาณดิจิทัล” (Digital Spiritual Immunity)
ซึ่งมุ่งให้คนไทยมี “สติในเทคโนโลยี” และ “ปัญญาในข้อมูล”
5. การวิเคราะห์เชิงสังเคราะห์: MOU ในมิติเทคโนโลยีและธรรมะ
| มิติการวิเคราะห์ | มาตรการจาก MOU | การบูรณาการเชิงพุทธธรรม |
|---|---|---|
| ความมั่นคงทางไซเบอร์ | ใช้ AI ตรวจจับและตัดวงจรการเงินของมิจฉาชีพ | หลักอัปปมาทธรรม – ความไม่ประมาทในข้อมูล |
| การบริหารเชิงนโยบาย | บูรณาการ 14 หน่วยงานรัฐ–เอกชน | หลักสังคหวัตถุ 4 – การร่วมมือด้วยเมตตา |
| การศึกษาและประชาชน | เสริม Digital Literacy | หลักโยนิโสมนสิการ – คิดอย่างแยบคายก่อนเชื่อ |
| การเยียวยาผู้เสียหาย | เปิดช่องทางศูนย์ดำรงธรรมรับเรื่องร้องเรียน | หลักเวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร |
ดังนั้น MOU ฉบับนี้ไม่เพียงเป็นข้อตกลงทางเทคนิค แต่เป็น “พันธสัญญาแห่งสติปัญญา” ที่บูรณาการเทคโนโลยีขั้นสูงกับปัญญาทางจิตวิญญาณเพื่อสร้างความปลอดภัยในระดับชาติ
6. สรุปและข้อเสนอแนะ
การใช้ AI เพื่อตรวจจับเส้นทางเงินและพฤติกรรมมิจฉาชีพ เป็นความก้าวหน้าเชิงเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ความมั่นคงของประเทศ แต่เพื่อให้เกิดผลยั่งยืน จำเป็นต้องพัฒนา “จิตสำนึกทางดิจิทัล” ของประชาชนควบคู่ไปด้วย
ดร.สำราญ สมพงษ์ เสนอให้รัฐบาลและสถาบันการศึกษาน้อมนำหลักพุทธธรรม — โดยเฉพาะ อัปปมาทะ, ศีล 5, สังคหวัตถุ 4 — มาประยุกต์ในการอบรม “พลเมืองดิจิทัลเชิงคุณธรรม” เพื่อสร้างสังคมที่ ปลอดภัยทั้งจากสแกมเมอร์ และจากความโลภ–หลง–โกรธในใจตนเอง
“สงครามกับสแกมเมอร์จะชนะได้จริง
เมื่อเทคโนโลยีและจิตใจของมนุษย์เดินไปในทิศทางเดียวกัน”
— ดร.สำราญ สมพงษ์
7. เอกสารอ้างอิง
-
สำนักนายกรัฐมนตรี. (2568). ข่าวพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี. กรุงเทพฯ: ทำเนียบรัฐบาล.
-
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.). (2568). รายงานเชิงเทคนิค: ระบบตรวจจับเส้นทางเงินด้วย AI.
-
สำราญ สมพงษ์. (2568). หลักธรรมในพระไตรปิฎกในบริบทปราบสแกมเมอร์. เอกสารวิเคราะห์อิสระด้านพุทธสันติวิธี.
-
พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย. (2525).
-
ธรรมบทแปล. (ข้อ 5 และ 21): เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร / ความไม่ประมาทเป็นทางแห่งอมตะ.

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น