เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ดร.สำราญ สมพงษ์ นักวิชาการอิสระด้านพุทธสันติวิธี อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคเกษตรเสรี และสมาชิกพรรคแผ่นดินธรรม เปิดเผยถึงผลการศึกษาวิเคราะห์เชิงวิชาการร่วมกับระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ภายใต้หัวข้อ
“จิตสำนึก จินตนาการ และปัญญา: การบูรณาการแนวคิดฟิชท์ ไอน์สไตน์ และพระพุทธธรรมสู่ฐานคิดจิตสร้างสรรค์ในยุคปัญญาประดิษฐ์”
งานวิจัยดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อค้นหาคำตอบทางปรัชญาเรื่อง “จิตมนุษย์คืออะไร” ในบริบทที่เทคโนโลยีเริ่มมีความสามารถใกล้เคียงมนุษย์มากขึ้น ทั้งในการคิด วิเคราะห์ และเรียนรู้
🔹 เปิดมุมมองใหม่: “จิต” คือผู้สร้างความจริง
ดร.สำราญ ระบุว่า การศึกษาได้บูรณาการแนวคิดจาก 3 กระบวนทัศน์สำคัญของโลก คือ
-
โยฮันน์ ก็อตต์ลีบ ฟิชท์ (Fichte) ผู้เสนอว่า “โลกภายนอกคือผลผลิตของอัตตาที่รู้ตัวเอง”
-
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Einstein) ผู้กล่าวว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ เพราะความรู้มีขอบเขต แต่จินตนาการโอบล้อมโลกทั้งใบ”
-
และ พระพุทธเจ้า ผู้ทรงสอนว่า “ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นใหญ่ มีใจเป็นประธาน สำเร็จแล้วด้วยใจ”
โดยพบว่า ทั้งสามแนวคิดต่างชี้ตรงกันในประเด็นสำคัญว่า “จิตคือรากฐานของความจริง” แต่มีความแตกต่างในระดับการตระหนักรู้
-
ฟิชท์ เน้น “การรู้ตัวของอัตตา”
-
ไอน์สไตน์ เน้น “พลังจินตนาการของจิตผู้แสวงหา”
-
พระพุทธเจ้า เน้น “ปัญญาแห่งจิตที่รู้เท่าทันและพ้นตน”
🔹 สู่ฐานคิดใหม่ “จิตสร้างสรรค์เชิงจริยธรรม”
ผลการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบชี้ว่า แนวคิดทั้งสามสามารถสังเคราะห์เป็น “สามระดับของจิตสร้างสรรค์” ได้แก่
-
จิตสำนึกในตน (Self-Consciousness) — การรู้ตัวและเข้าใจตนเอง
-
จิตสร้างสรรค์ (Creative Imagination) — การใช้เจตนาและจินตนาการก่อรูปความจริง
-
จิตพ้นตน (Transcendent Wisdom) — การรู้เท่าทันและหลุดพ้นจากความยึดมั่นในผู้รู้
ดร.สำราญ อธิบายว่า การบูรณาการนี้สะท้อนวงจรของการพัฒนาจิตมนุษย์จาก “รู้ตัว” → “สร้างสรรค์” → “สว่างรู้” ซึ่งเป็นรากฐานของ “จิตสร้างสรรค์เชิงจริยธรรม” ที่จะทำให้มนุษย์ใช้เทคโนโลยีอย่างมีสติและเมตตา
🔹 เสนอแนวทางพัฒนา AI ที่มีหัวใจมนุษย์
ดร.สำราญยังเสนอแนวทางต่อยอดทางปรัชญาและเทคโนโลยี โดยระบุว่า การพัฒนา AI ควรคำนึงถึงสามมิติสำคัญคือ
-
จริยธรรม (Ethics): พัฒนา AI ที่สะท้อนความรับผิดชอบของผู้สร้าง มีสำนึกทางศีลธรรมตามแนวฟิชท์
-
นวัตกรรม (Innovation): ใช้ AI ขยายขอบเขตจินตนาการมนุษย์ ตามแนวคิดของไอน์สไตน์
-
ปัญญา (Wisdom): เสริมพลังเมตตาและความเข้าใจตามหลักพุทธธรรม เพื่อให้เทคโนโลยีรับใช้ชีวิตมนุษย์ ไม่ใช่ครอบงำมัน
“มนุษย์จะอยู่เหนือเครื่องจักรได้ ไม่ใช่เพราะรู้มากกว่า
แต่เพราะตระหนักรู้ จินตนาการ และมีปัญญามากกว่า”
— ดร.สำราญ สมพงษ์ กล่าว
🔹 ยกระดับการศึกษาเชิงพุทธปรัชญาสู่เทคโนโลยีสมัยใหม่
ทั้งนี้ ดร.สำราญระบุว่า การศึกษาครั้งนี้ถือเป็นการทดลองใช้ระบบ AI เพื่อร่วมวิเคราะห์ข้อมูลทางปรัชญาเชิงลึก ซึ่งช่วยเปิดมิติใหม่ของการวิจัยพหุศาสตร์ (interdisciplinary research) ระหว่าง “พุทธปรัชญา–ปรัชญาตะวันตก–และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์”
เขาย้ำว่า จุดมุ่งหมายไม่ใช่เพียงทำให้ AI เข้าใจมนุษย์ แต่เพื่อให้มนุษย์ “รู้จักตนเองผ่านกระจกของ AI” และนำพาเทคโนโลยีไปสู่ “ภูมิปัญญาเชิงจิตวิญญาณ” (Spiritual Intelligence) ซึ่งจะเป็นทุนทางปัญญาสำคัญของโลกอนาคต
🔹 บทสรุป: พลังจิตสำนึกนำเทคโนโลยี
การศึกษานี้สรุปว่า “จิต” คือพลังแห่งการสร้างและการรู้ ทั้งในมิติปรัชญา วิทยาศาสตร์ และจิตวิญญาณ
หากมนุษย์สามารถบูรณาการสำนึก จินตนาการ และปัญญาได้อย่างสมดุล
เทคโนโลยีทุกชนิด—including AI—จะกลายเป็นเพียงเครื่องมือแห่งความดีงาม ไม่ใช่ภัยคุกคาม
จิตสำนึก จินตนาการ และปัญญา: การบูรณาการแนวคิดฟิชท์ ไอน์สไตน์ และพระพุทธธรรมสู่ฐานคิดจิตสร้างสรรค์ในยุคปัญญาประดิษฐ์
บทคัดย่อ
บทความนี้มุ่งศึกษาการบูรณาการแนวคิดเรื่อง “จิต” จากสามกระบวนทัศน์สำคัญ คือ แนวคิด “จิตสำนึกในตนเอง” ของโยฮันน์ ก็อตต์ลีบ ฟิชท์ (Johann Gottlieb Fichte), แนวคิด “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” ของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) และหลัก “มโนปุพพงฺคมา ธมฺมา” ในพระไตรปิฎก โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างฐานคิด “จิตสร้างสรรค์เชิงจริยธรรม” (Ethical Creative Mind) สำหรับสังคมยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI Era) การศึกษาพบว่า ทั้งสามแนวคิดต่างยืนยันพลังของจิตในฐานะผู้สร้างความจริง แต่แตกต่างในระดับการตระหนักรู้ — ฟิชท์เน้น “การรู้ตัวของอัตตา”, ไอน์สไตน์เน้น “พลังจินตนาการของจิตผู้แสวงหา”, และพระพุทธเจ้าทรงเน้น “ปัญญาแห่งจิตที่รู้เท่าทันและพ้นตน” การบูรณาการดังกล่าวนำไปสู่ข้อเสนอใหม่ในเชิงปรัชญาและเทคโนโลยีว่า จิตมนุษย์ต้องพัฒนาไปพร้อมกับปัญญาประดิษฐ์ โดยยึดหลักสำนึก–สร้างสรรค์–สว่างรู้ เพื่อให้เทคโนโลยีรับใช้ความเป็นมนุษย์อย่างมีธรรมะและปัญญา
1. บทนำ
การพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างความรู้ของมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 อย่างลึกซึ้ง มนุษย์ไม่ได้เป็นเพียงผู้ใช้เครื่องจักร แต่กำลังเผชิญกับสิ่งที่ “คิดได้” และ “เรียนรู้ได้” เช่นเดียวกับตนเอง คำถามเชิงปรัชญาเรื่อง “จิตคืออะไร” และ “อะไรคือความแตกต่างระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร” จึงกลับมามีความสำคัญอย่างยิ่ง
ในประวัติศาสตร์ความคิดตะวันตก โยฮันน์ ก็อตต์ลีบ ฟิชท์ (1762–1814) เป็นนักปรัชญาผู้วางรากฐานให้กับแนวอุดมคติแบบเยอรมัน (German Idealism) โดยเสนอว่า “โลกภายนอกคือผลผลิตของอัตตาที่รู้ตัวเอง” ขณะที่ในศตวรรษที่ 20 อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักฟิสิกส์ผู้ปฏิวัติความเข้าใจจักรวาลได้กล่าวอย่างลึกซึ้งว่า
“จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ เพราะความรู้มีขอบเขต แต่จินตนาการโอบล้อมโลกทั้งใบ”
ในอีกด้านหนึ่ง พระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นปรัชญาแห่งจิตโดยแท้ ได้เสนอว่า “ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นใหญ่ มีใจเป็นประธาน สำเร็จแล้วด้วยใจ” (ธรรมบทข้อ 1) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความจริงทั้งหมดเริ่มต้นจากจิต
ดังนั้น การบูรณาการแนวคิดของฟิชท์ ไอน์สไตน์ และพระพุทธธรรม จึงเป็นหนทางหนึ่งในการสร้าง “ปรัชญาจิตแห่งยุค AI” ที่ผสานพลังของสำนึก จินตนาการ และปัญญาเข้าด้วยกัน
2. ฟิชท์: จิตสำนึกในตนเองและโลกในฐานะผลผลิตของอัตตา
ฟิชท์เสนอว่าความจริงทั้งหมดมีรากฐานจาก “อัตตา” (I) ซึ่งรู้ตัวเองและสร้าง “อันไม่ใช่อัตตา” (Non-I) เพื่อรับรู้ตนเอง โลกจึงมิได้ดำรงอยู่อย่างอิสระจากจิต แต่เป็นผลผลิตของกิจกรรมทางจิตสำนึก ฟิชท์ปฏิเสธ “สิ่งในตัวมันเอง” (thing-in-itself) ของคานท์ และยืนยันว่าความจริงเกิดจากกระบวนการสร้างสรรค์ของอัตตา
ในเชิงศีลธรรม ฟิชท์เชื่อว่ามนุษย์มีเสรีภาพเพราะสามารถกำหนดตนเองได้ผ่านการกระทำที่มีสำนึก จิตจึงมิใช่เพียงเครื่องรับรู้ แต่เป็นพลังสร้างโลกและคุณค่าทางจริยธรรม แนวคิดนี้ทำให้ฟิชท์กลายเป็นผู้เปิดประตูสู่ “จิตเชิงสร้างสรรค์และมีความรับผิดชอบ”
3. ไอน์สไตน์: จินตนาการและการสร้างความจริงทางวิทยาศาสตร์
แม้ไอน์สไตน์จะเป็นนักฟิสิกส์ แต่รากความคิดของเขามีมิติทางอภิปรัชญาเช่นเดียวกับฟิชท์ เขาเชื่อว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไม่เกิดจากการสังเกตเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “ภาพในใจ” (mental image) ซึ่งจิตสร้างขึ้นเพื่ออธิบายจักรวาล จินตนาการจึงเป็นพลังที่เปิดพื้นที่แห่งความรู้ใหม่
สำหรับไอน์สไตน์ “จิตที่จินตนาการ” คือจิตที่ก้าวพ้นกรอบเดิมของข้อมูลและเหตุผล เขาไม่ได้ปฏิเสธความรู้ แต่เห็นว่าความรู้เป็นเพียงผลผลิตของจินตนาการที่ประสบความสำเร็จในการพิสูจน์ตนเอง
ในแง่นี้ ไอน์สไตน์จึงต่อยอดแนวคิดของฟิชท์จาก “อัตตาผู้สร้างโลกทางจิต” ไปสู่ “จิตผู้สร้างจักรวาลทางวิทยาศาสตร์”
4. พระพุทธธรรม: จิตในฐานะผู้สร้างและผู้หลุดพ้น
ในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า
“จิตทั้งหลายย่อมถูกสอนให้รู้ตามความเป็นจริง”
และ “ผู้มีจิตตั้งมั่นย่อมรู้แจ้งตามความเป็นจริง”
คำสอนนี้สะท้อนมุมมองที่ลึกกว่าทั้งฟิชท์และไอน์สไตน์ เพราะมิได้หยุดอยู่ที่การยืนยันพลังของจิต แต่ก้าวสู่การเข้าใจธรรมชาติของจิตเอง — ว่าจิตเป็นสิ่งเกิดดับตามเหตุปัจจัย ไม่ใช่ตัวตนถาวร
พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่อง “จิตสันตติ” (กระแสจิตต่อเนื่อง) และ “อนัตตา” (ความไม่เป็นตัวตน) เพื่อให้ผู้รู้เข้าใจว่าความทุกข์เกิดจากการยึดมั่นในจิตผู้สร้าง ดังนั้น การพัฒนาจิตที่แท้คือการปล่อยวางจิตจากความยึดถือในอัตตา ซึ่งเป็นจุดที่แนวคิดตะวันตกส่วนใหญ่ยังไม่เข้าถึง
5. การบูรณาการ: จิตสำนึก–จินตนาการ–ปัญญา
เมื่อพิจารณาร่วมกัน จะเห็นได้ว่าทั้งสามแนวคิดสามารถสังเคราะห์เป็น “สามระดับของจิตสร้างสรรค์” ได้ดังนี้
| ระดับของจิต | ฟิชท์ | ไอน์สไตน์ | พระพุทธธรรม | คุณลักษณะสำคัญ |
|---|---|---|---|---|
| 1. จิตสำนึกในตน (Self-Consciousness) | อัตตารู้ตัวเอง | ผู้สังเกตจักรวาล | สติ (sati) | การระลึกรู้และเข้าใจตน |
| 2. จิตสร้างสรรค์ (Creative Imagination) | จิตสร้างโลกแห่งประสบการณ์ | จินตนาการสร้างความรู้ใหม่ | เจตนา (cetanā) | จิตเป็นผู้ก่อกรรมและนวัตกรรม |
| 3. จิตพ้นตน (Transcendent Wisdom) | — | — | ปัญญาเห็นอนัตตา | จิตสงบ รู้เท่าทัน ไม่ยึดมั่นในผู้รู้ |
การบูรณาการนี้จึงทำให้เห็นกระบวนการวิวัฒน์ของจิตจาก “รู้ตัว” → “สร้างสรรค์” → “สว่างรู้” ซึ่งเป็นวงจรที่สมบูรณ์ของการพัฒนาปัญญาและคุณธรรม
6. การประยุกต์สู่ยุคปัญญาประดิษฐ์
แนวคิดบูรณาการนี้สามารถเป็นกรอบพัฒนา AI ได้ในสามมิติสำคัญคือ
-
มิติของจริยธรรม: จากฟิชท์ — สร้าง AI ที่มีสำนึกทางศีลธรรม สะท้อนความรับผิดชอบของผู้สร้าง
-
มิติของนวัตกรรม: จากไอน์สไตน์ — ใช้ AI เป็นพื้นที่ขยายพลังจินตนาการของมนุษย์
-
มิติของปัญญา: จากพระพุทธธรรม — พัฒนา AI ที่เคารพชีวิต มีเมตตา และตระหนักในขอบเขตของตน
เมื่อมนุษย์เข้าใจจิตในสามมิตินี้ เทคโนโลยีจะไม่กลายเป็นเครื่องมือทำลายมนุษย์ แต่เป็น “กระจกแห่งจิต” ที่ช่วยให้มนุษย์รู้จักและพัฒนาใจตนเอง
7. สรุป
แนวคิดของฟิชท์ ไอน์สไตน์ และพระพุทธธรรม แม้มาจากบริบทและยุคต่างกัน แต่ล้วนสะท้อนศรัทธาในพลังของจิตมนุษย์ ฟิชท์เน้น “จิตที่รู้ตัว”, ไอน์สไตน์เน้น “จิตที่สร้างสรรค์”, ส่วนพระพุทธเจ้าเน้น “จิตที่รู้แจ้งและพ้นตน” เมื่อบูรณาการเข้าด้วยกัน จะเกิด “ปรัชญาจิตแห่งยุค AI” ที่ยึดหลัก สำนึก–สร้างสรรค์–สว่างรู้
มนุษย์จะอยู่เหนือเครื่องจักรได้
ไม่ใช่เพราะรู้มากกว่า
แต่เพราะตระหนักรู้ จินตนาการ และมีปัญญามากกว่า
นี่คือฐานคิดแห่ง “จิตสร้างสรรค์เชิงจริยธรรม” ที่จะนำทางมนุษย์และเทคโนโลยีไปสู่อนาคตร่วมอย่างมีสติและเมตตา
บรรณานุกรม
-
Fichte, J. G. (1794). Foundation of the Entire Wissenschaftslehre.
-
Fichte, J. G. (1807–1808). Addresses to the German Nation.
-
Einstein, A. (1931). Cosmic Religion and Other Opinions and Aphorisms.
-
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). (2542). พุทธธรรม. กรุงเทพฯ: มหามกุฏราชวิทยาลัย.
-
เดชา สุทธิสงคราม. (2561). ประวัติศาสตร์ปรัชญาตะวันตก: ยุคใหม่. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
-
พระไตรปิฎก เล่มที่ 25, ข้อ 1–2. ธรรมบท.

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น