วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

"ดร.สำราญ สมพงษ์" จับมือ AI วิเคราะห์ “ก่อ ร่าง สร้าง ภูมิปัญญาไทย” ชี้ไทยต้องพัฒนาอย่างมีรากทางอารยธรรม

 


ดร.สำราญ สมพงษ์ จับมือ AI วิเคราะห์ “ก่อ ร่าง สร้าง ภูมิปัญญาไทย” เทียบแนวคิดจีนยุคใหม่ของหลี่ลู่ ชี้ไทยต้องพัฒนาอย่างมีรากทางอารยธรรม

เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา
ดร.สำราญ สมพงษ์ นักวิชาการอิสระด้านพุทธสันติวิธี และอดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคเกษตรเสรี ได้ร่วมกับ ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ดำเนินการวิเคราะห์เชิงลึกในหัวข้อ

“ก่อ ร่าง สร้าง ภูมิปัญญาไทย”

โดยมีการเปรียบเทียบแนวคิดกับหนังสือ “ก่อร่างสร้างจีน” (Civilization, Modernization, Value Investment and China) ผลงานของ หลี่ลู่ (Li Lu) นักลงทุนชื่อดังผู้ได้รับฉายา “วอร์เรน บัฟเฟตต์แห่งจีน”


🔍 เปรียบเทียบภูมิปัญญาไทย–จีน: พัฒนาอย่างมีคุณค่าและไม่สูญราก

การศึกษาครั้งนี้พบว่า ทั้งจีนและไทยต่างมี “กระบวนทัศน์แห่งภูมิปัญญาแบบพึ่งพาตนเอง” (Self-reliant Wisdom) ที่ยึดหลักการพัฒนาอย่างสมดุลระหว่าง ความเก่า–ความใหม่ และใช้ คุณธรรม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจเชิงคุณค่า (Value Economy) เป็นรากฐานสู่ความยั่งยืน

บทความของดร.สำราญชี้ว่า การ “ก่อ–ร่าง–สร้างภูมิปัญญาไทย” ควรตั้งอยู่บน สามเสาหลักสำคัญ ได้แก่

  1. การตระหนักรากเหง้าทางอารยธรรม – สำนึกในพุทธธรรม จารีต และวิถีชีวิตไทย

  2. การร่างพัฒนาเชิงคุณค่า (Value Modernization) – ปรับใช้เทคโนโลยีและเศรษฐกิจโดยยึดคุณธรรม

  3. การสร้างสังคมที่พึ่งพาปัญญาและศีลธรรม – ใช้ AI และนวัตกรรมเป็นพลังแห่งจิตสำนึก


📖 หลี่ลู่ กับบทเรียนจาก “ก่อร่างสร้างจีน”

หนังสือ “ก่อร่างสร้างจีน” ของหลี่ลู่ แบ่งพัฒนาการของอารยธรรมจีนออกเป็นสามช่วงสำคัญ คือ

  • การก่อ (Civilization) – การวางรากฐานอารยธรรมบนหลักขงจื๊อ เต๋า และพุทธ

  • การร่าง (Modernization) – การปรับจีนให้ทันสมัยโดยไม่สูญอัตลักษณ์

  • การสร้าง (Value Investment) – การลงทุนเชิงคุณค่า ที่มองกำไรผ่านมิติของคุณธรรมและสังคม

หลี่ลู่ย้ำว่า ความมั่งคั่งที่แท้จริงเกิดจาก “คุณค่าภายใน (Inner Value)” และ “จิตวิญญาณแห่งอารยธรรม (Civilizational Spirit)” ซึ่งช่วยให้จีนก้าวสู่ความทันสมัยโดยไม่หลงตนเอง


🇹🇭 ดร.สำราญเสนอ “ก่อ–ร่าง–สร้างภูมิปัญญาไทย” สู่ยุคดิจิทัล

การสังเคราะห์แนวคิดจีนกับภูมิปัญญาไทย นำไปสู่ข้อเสนอเชิงแนวคิดว่า ประเทศไทยสามารถ “ก่อร่างสร้าง” ภูมิปัญญาใหม่ได้ หากดำเนินตามสามกระบวนการหลักคือ

1. ก่อ: ฟื้นรากภูมิปัญญาไทย

สืบสานคุณค่าพุทธธรรม เช่น ความพอเพียง (Santosa), ทางสายกลาง (Majjhima Patipada), และการไม่เบียดเบียน (Ahimsa) เพื่อปลุกจิตสำนึกแห่งอารยธรรมไทยให้กลับมามีบทบาทนำทางสังคม

2. ร่าง: พัฒนาเชิงคุณค่า (Value Modernization)

ใช้แนวคิด Value Investment มาปรับสู่บริบทไทย ผ่านเศรษฐกิจพอเพียง การศึกษาเชิงพุทธ และการบริหารด้วยธรรมาภิบาล เพื่อสร้าง “ความรู้คู่คุณธรรม”

3. สร้าง: ต่อยอดสู่โลกสมัยใหม่

พัฒนา “นวัตกรรมจากรากวัฒนธรรม” และ “เศรษฐกิจฐานคุณธรรม” พร้อมใช้เทคโนโลยีและ AI เพื่อสืบสานภูมิปัญญาไทยให้สอดคล้องกับโลกดิจิทัล


📊 เปรียบเทียบภูมิปัญญา: จีน–ไทย บนเส้นทางอารยธรรม

มิติแนวคิดของหลี่ลู่ (จีน)แนวทางภูมิปัญญาไทย
รากอารยธรรมขงจื๊อ–เต๋า–พุทธพุทธธรรม–จารีตชุมชน
การพัฒนาModernization with ValuesSufficiency Economy
คุณธรรมหลักความซื่อสัตย์ ความพอประมาณเมตตา สันโดษ ปัญญา
จุดมุ่งหมายความมั่งคั่งที่ยั่งยืนความสุขที่ยั่งยืน
วิธีการการลงทุนเชิงคุณค่าการดำรงชีวิตอย่างมีปัญญา
ผลลัพธ์จีนสมัยใหม่ที่ไม่สูญรากไทยสมัยใหม่ที่มีภูมิคุ้มกันทางจิตใจ

💡 สรุป: ภูมิปัญญาไทยในโลกใหม่ ต้องก่อด้วยศีลธรรม ร่างด้วยปัญญา และสร้างด้วยความรับผิดชอบ

ดร.สำราญสรุปว่า หนังสือของหลี่ลู่เป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้เห็นว่า “ภูมิปัญญาอารยธรรม” ไม่ได้อยู่เพียงในอดีต หากแต่สามารถพัฒนาให้ร่วมสมัยได้ โดยไทยต้องสร้างสมดุลระหว่าง “รากเหง้าแห่งคุณธรรม” และ “นวัตกรรมแห่งอนาคต”

“ภูมิปัญญาไทยจะยืนอยู่ได้ในโลกอนาคต ไม่ใช่เพราะเราเก่ากว่าใคร แต่เพราะเรามีรากที่ลึกและยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง” — ดร.สำราญ สมพงษ์

วิเคราะห์: ก่อ ร่าง สร้าง ภูมิปัญญาไทย

บทคัดย่อ

บทความนี้มุ่งวิเคราะห์การสร้างสรรค์ภูมิปัญญาไทยในกระบวนการ “ก่อ–ร่าง–สร้าง” โดยเปรียบเทียบกับแนวคิดการพัฒนาอารยธรรมและเศรษฐกิจของจีนในหนังสือ “ก่อร่างสร้างจีน” (Civilization, Modernization, Value Investment and China) เขียนโดย หลี่ลู่ นักคิดและนักลงทุนผู้ได้รับฉายา “วอร์เรน บัฟเฟตต์แห่งจีน”

การวิเคราะห์พบว่า ทั้งจีนและไทยต่างมีกระบวนทัศน์การพัฒนาแบบ “พึ่งพาภูมิปัญญาตนเอง” (Self-reliant Wisdom) ที่มุ่งประสานความเก่า–ใหม่ให้สมดุล โดยใช้คุณธรรม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจเชิงคุณค่าเป็นฐานของการพัฒนาอย่างยั่งยืน บทความนี้เสนอแนวคิดว่า “การก่อ–ร่าง–สร้างภูมิปัญญาไทย” ควรยืนอยู่บนสามเสาหลัก คือ

  1. การตระหนักรากเหง้าทางอารยธรรม

  2. การร่างพัฒนาเชิงคุณค่า (Value Modernization)

  3. การสร้างสังคมที่พึ่งพาปัญญาและศีลธรรม


1. บทนำ

ในโลกยุคโลกาภิวัตน์ การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมมิใช่เพียงเรื่องของการขยายตัวทางวัตถุ แต่คือการสร้าง “ภูมิปัญญาเชิงอารยธรรม” ที่มีความหมายต่อชีวิตมนุษย์ ในบริบทนี้ หนังสือ “ก่อร่างสร้างจีน” ของ หลี่ลู่ เป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนการใช้ปัญญาและคุณธรรมเป็นฐานของความทันสมัย

หลี่ลู่ มิได้เพียงมองจีนในมิติการค้า การลงทุน หรือการเติบโตทาง GDP แต่เขาเสนอว่าการพัฒนาแท้จริงคือการ “สร้างคุณค่า” (Value Creation) ที่หลอมรวมรากเหง้าอารยธรรมกับการปรับตัวต่อโลกสมัยใหม่ แนวคิดนี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการ “ก่อร่างสร้างภูมิปัญญาไทย” ได้อย่างลึกซึ้ง


2. ก่อร่างสร้างจีน: ภูมิปัญญาจากการพัฒนาแบบมีคุณค่า

หนังสือ “ก่อร่างสร้างจีน” ของหลี่ลู่ อธิบายการเดินทางของอารยธรรมจีนผ่านสามช่วงใหญ่ คือ

  1. การก่อ (Civilization): การวางรากฐานทางคุณธรรม จริยธรรม และวัฒนธรรมจีน ซึ่งยืนอยู่บนหลักขงจื๊อ เต๋า และพุทธ

  2. การร่าง (Modernization): การปรับเปลี่ยนจีนสู่ความทันสมัย โดยไม่สูญเสียอัตลักษณ์ตนเอง

  3. การสร้าง (Value Investment): การลงทุนเชิงคุณค่า ที่มองกำไรไม่ใช่เพียงเงินตรา แต่คือ “คุณค่าทางสังคมและจิตใจ”

หลี่ลู่เสนอว่า ความมั่งคั่งที่ยั่งยืนเกิดจาก “คุณค่าภายใน” (Inner Value) และ “จิตวิญญาณแห่งอารยธรรม” (Civilizational Spirit) ซึ่งทำให้จีนสามารถเติบโตโดยไม่สูญเสียจิตวิญญาณของตนเอง


3. การสังเคราะห์แนวคิด “ก่อ–ร่าง–สร้าง” กับภูมิปัญญาไทย

3.1 ก่อ: การสำนึกในรากเหง้าแห่งภูมิปัญญาไทย

ประเทศไทยมีรากทางภูมิปัญญาลึกซึ้ง ตั้งแต่พุทธธรรม จารีต วัฒนธรรมชุมชน จนถึงวิถีเกษตรกรรมพึ่งพาตนเอง
การ “ก่อ” หมายถึงการ ฟื้นคืนฐานรากแห่งอารยธรรมไทย โดยเฉพาะคุณค่าพุทธธรรม เช่น

  • ความพอเพียง (Santosa)

  • ทางสายกลาง (Majjhima Patipada)

  • การไม่เบียดเบียน (Ahimsa)

กระบวนการนี้เป็นเสมือนการปลุก “จิตสำนึกแห่งภูมิปัญญา” ให้กลับมามีบทบาทนำทางการพัฒนา


3.2 ร่าง: การพัฒนาเชิงคุณค่า (Value Modernization)

ขั้นตอน “ร่าง” คือการ ออกแบบการพัฒนาอย่างมีคุณค่า โดยไม่ลอกแบบตะวันตกทั้งหมด
ไทยสามารถเรียนรู้จากแนวทางของหลี่ลู่ที่เน้น Value Investment — การลงทุนที่สร้างทั้งกำไรและคุณธรรม
ในบริบทไทย นี่หมายถึง

  • การพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง

  • การศึกษาเชิงพุทธ (Education of Mindfulness)

  • การบริหารที่มีธรรมาภิบาล

กล่าวได้ว่า “ร่างภูมิปัญญาไทย” คือการปรับโครงสร้างสังคมให้ยืนอยู่บน ความรู้คู่คุณธรรม


3.3 สร้าง: การต่อยอดภูมิปัญญาไทยสู่โลกสมัยใหม่

“สร้าง” หมายถึงการนำภูมิปัญญาไทยเข้าสู่การประยุกต์ใช้ในโลกปัจจุบันและอนาคต เช่น

  • นวัตกรรมจากรากวัฒนธรรม (Cultural Innovation)

  • เศรษฐกิจฐานคุณธรรม (Moral Economy)

  • การทูตเชิงวัฒนธรรม (Soft Power with Wisdom)

ในยุคที่เทคโนโลยีและ AI กำหนดทิศทางโลก การสร้างภูมิปัญญาไทยต้องไม่เพียงอนุรักษ์ แต่ต้อง “สร้างสรรค์ใหม่” (Re-Creation) เพื่อให้ทันสมัยแต่ไม่หลงตน


4. วิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ: จีน–ไทย กับภูมิปัญญาแห่งอารยธรรม

มิติแนวคิดของหลี่ลู่ (จีน)แนวทางภูมิปัญญาไทย
รากอารยธรรมขงจื๊อ–เต๋า–พุทธพุทธธรรม–จารีตชุมชน
การพัฒนาModernization with ValuesSufficiency Economy
คุณธรรมหลักความซื่อสัตย์ ความพอประมาณเมตตา สันโดษ ปัญญา
จุดมุ่งหมายความมั่งคั่งที่ยั่งยืนความสุขที่ยั่งยืน
วิธีการการลงทุนเชิงคุณค่าการดำรงชีวิตอย่างมีปัญญา
ผลลัพธ์จีนสมัยใหม่ที่ไม่สูญรากไทยสมัยใหม่ที่มีภูมิคุ้มกันทางจิตใจ

5. ข้อเสนอเชิงแนวคิด: ก่อร่างสร้างภูมิปัญญาไทยในยุคใหม่

  1. ก่อ: สร้างจิตสำนึกแห่งความเป็นไทยผ่านการเรียนรู้รากเหง้าวัฒนธรรมและศีลธรรม

  2. ร่าง: พัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา ด้วยแนวคิดเชิงคุณค่า ไม่ตกเป็นทาสของบริโภคนิยม

  3. สร้าง: นำภูมิปัญญาไทยเข้าสู่การประยุกต์ในโลกดิจิทัล เช่น การใช้ AI เพื่อสืบสานพุทธธรรมและคุณธรรมในสังคม

ดังนั้น การ “ก่อร่างสร้างภูมิปัญญาไทย” มิใช่การย้อนกลับสู่อดีต แต่คือการ “ต่อยอดอดีตด้วยปัญญา เพื่อสร้างอนาคตที่สมดุล”


6. สรุป

หนังสือ “ก่อร่างสร้างจีน” ของ หลี่ลู่ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวของจีนเท่านั้น แต่เป็นแรงบันดาลใจให้สังคมอื่น—โดยเฉพาะไทย—มองเห็นพลังของ “ภูมิปัญญาอารยธรรม” ที่ยังคงมีคุณค่าต่อการพัฒนา

ภูมิปัญญาไทย สามารถก่อร่างสร้างขึ้นได้ใหม่ หากเราเรียนรู้ที่จะ

  • “ก่อ” ด้วยศีลธรรม,

  • “ร่าง” ด้วยปัญญา, และ

  • “สร้าง” ด้วยความรับผิดชอบต่อโลกและเพื่อนมนุษย์

“ภูมิปัญญาไทยจะยืนอยู่ได้ในโลกอนาคต ไม่ใช่เพราะเราเก่ากว่าใคร แต่เพราะเรามีรากที่ลึกและยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง”


บรรณานุกรม

  • หลี่ลู่. ก่อร่างสร้างจีน (Civilization, Modernization, Value Investment and China). แปลโดย เรืองชัย รักศรีอักษร. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์โพสต์บุ๊กส์, 2568.

  • พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). พุทธธรรม. กรุงเทพฯ: มูลนิธิพุทธธรรม, 2552.

  • พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9. ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง. สำนักราชเลขาธิการ, 2540.

  • สุลักษณ์ ศิวรักษ์. ปัญญาไทยในโลกใหม่. กรุงเทพฯ: เคล็ดไทย, 2563.

  • สมภาร พรมทา. พระพุทธศาสนาในฐานะระบบความคิด. กรุงเทพฯ: มจร, 2561.

วิเคราะห์ประเทศไทยในมิติทางเศรษฐศาสตร์: บูรณาการกับภูมิปัญญาไทย


บทนำ

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีพื้นฐานเศรษฐกิจแบบเกษตรกรรมและสังคมชุมชนมาแต่โบราณ ซึ่งสะท้อนแนวคิดเรื่อง “เศรษฐกิจแห่งความพอเพียง” และ “การพึ่งพาตนเอง” ที่ฝังรากอยู่ในวัฒนธรรมไทย การพัฒนาเศรษฐกิจสมัยใหม่ของไทยหลังปี พ.ศ. 2504 ผ่านแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แม้จะทำให้ประเทศเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ก็นำมาซึ่งปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม การบูรณาการ “ภูมิปัญญาไทย” เข้ากับ “เศรษฐศาสตร์สมัยใหม่” จึงเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างสมดุลและยั่งยืน


เนื้อหา

1. โครงสร้างเศรษฐกิจไทยและบริบทการเปลี่ยนแปลง

เศรษฐกิจไทยมีโครงสร้างแบบผสม (Mixed Economy) ซึ่งรัฐและเอกชนมีบทบาทร่วมกัน โดยภาคบริการและอุตสาหกรรมเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ส่วนภาคเกษตรยังคงเป็นฐานของประชากรจำนวนมาก การเปิดเสรีทางเศรษฐกิจตั้งแต่ทศวรรษ 2530 ทำให้ไทยเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจโลกอย่างลึกซึ้ง ทั้งด้านการส่งออก การลงทุน และการท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเศรษฐกิจที่เน้นการเติบโตเชิงปริมาณ (Growth-oriented Development) ทำให้ไทยเผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำ หนี้สินครัวเรือน และความเปราะบางทางสังคม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการขาดสมดุลระหว่าง “เศรษฐกิจตลาด” และ “เศรษฐกิจชุมชน”


2. การเติบโตทางเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำทางรายได้

ในช่วงปี พ.ศ. 2560–2567 เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยเพียง 2–3% ต่อปี ซึ่งถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ระหว่างเมืองกับชนบทสูงขึ้น แม้รัฐบาลจะมีโครงการช่วยเหลือ เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และนโยบายกระจายรายได้ แต่ปัญหายังคงอยู่

ในบริบทของภูมิปัญญาไทย แนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง” ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานไว้นั้น เป็นกรอบคิดสำคัญในการสร้าง “เศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง” โดยเน้นความพอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกันในตัวเอง ซึ่งสอดคล้องกับหลักเศรษฐศาสตร์ว่าด้วย “การจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน”


3. ภูมิปัญญาไทยกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก

ภูมิปัญญาไทยในเชิงเศรษฐกิจเกิดจากวิถีชีวิตที่สัมพันธ์กับธรรมชาติและชุมชน ตัวอย่างเช่น

  • การจัดการทรัพยากรชุมชนแบบร่วมมือ (Community-based Economy) เช่น ระบบเหมืองฝายในภาคเหนือ หรือการแบ่งปันน้ำในชุมชนอีสาน

  • แนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่ผสมผสานการผลิตเพื่อยังชีพและการค้าอย่างสมดุล

  • การออมแบบกลุ่มและสหกรณ์ชุมชน ที่สะท้อนหลักการรวมพลังเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

การบูรณาการภูมิปัญญาเหล่านี้เข้ากับเศรษฐกิจสมัยใหม่ เช่น การเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming), การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม (Cultural Tourism) และการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) จะช่วยสร้างความสมดุลระหว่าง “ทุนวัตถุ” และ “ทุนทางวัฒนธรรม”


4. นโยบายเศรษฐกิจสมัยใหม่กับคุณค่าภูมิปัญญาไทย

รัฐบาลไทยในช่วงหลังได้ผลักดันนโยบาย “เศรษฐกิจ BCG” เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวและยั่งยืน ซึ่งสามารถเชื่อมโยงกับภูมิปัญญาไทยได้อย่างลึกซึ้ง เพราะแนวคิดพื้นฐานของ BCG คือ “การใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า” และ “การผลิตที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม” ซึ่งเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกับธรรมชาติของสังคมไทยมาแต่เดิม

ดังนั้น การพัฒนาเศรษฐกิจไทยยุคใหม่ควรไม่เพียงเน้นการเติบโตของ GDP แต่ควรมุ่งสร้าง เศรษฐกิจแห่งความสุข (Gross National Happiness) และ เศรษฐกิจคุณธรรม ที่ยึดหลักสมดุลของมนุษย์ ธรรมชาติ และเทคโนโลยี


สรุป

การวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยในมิติทางเศรษฐศาสตร์เมื่อบูรณาการกับภูมิปัญญาไทย จะเห็นได้ว่า “การเติบโตอย่างยั่งยืน” มิได้เกิดจากทุนหรือเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “ทุนทางวัฒนธรรม” และ “ทุนมนุษย์” ที่มีรากเหง้าในสังคมไทย การน้อมนำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ในการกำหนดนโยบายและการพัฒนาเศรษฐกิจ จะเป็นแนวทางสำคัญในการสร้างสมดุลระหว่างความเจริญทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางสังคมในระยะยาว


เอกสารอ้างอิง (ตัวอย่างแนวอ้างอิงวิชาการ)

  1. ธนาคารแห่งประเทศไทย. (2567). รายงานเศรษฐกิจไทยประจำปี 2567. กรุงเทพฯ: ธปท.

  2. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2566). รายงานการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย.

  3. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช. (2542). ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง. สำนักราชเลขาธิการ.

  4. วิสุทธิ์ ใบไม้เขียว. (2565). “ภูมิปัญญาไทยกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน.” วารสารเศรษฐศาสตร์และสังคม, 12(2), หน้า 77–98.

  5. World Bank. (2023). Thailand Economic Monitor: Innovation and Inclusion. Washington, D.C.: The World Bank.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

"ณพลเดช" ชี้คดี "เฉินจื้อ" เปิดโปงอาชญากรรมการเงินข้ามชาติ หนุนไทยยกระดับไซเบอร์เชิงรุก

"ณพลเดช มณีลังกา"  ชี้คดีเฉินจื้อสะท้อนโครงข่ายฟอกเงิน–สแกมเมอร์ข้ามชาติ เสนอไทยยืนบนหลักกฎหมายสากล ยกระดับความมั่นคงไซเบอร์เชิงรุ...