เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ดร.สำราญ สมพงษ์ นักวิชาการอิสระด้านพุทธสันติวิธี และอดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคเกษตรเสรี ได้ร่วมกับ ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำการศึกษาวิเคราะห์หัวข้อ “อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์: แนวคิดทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และการบูรณาการภูมิปัญญาไทย” ผลการวิเคราะห์พบว่า แนวคิดของศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นตัวอย่างสำคัญของ “นักเศรษฐศาสตร์เชิงคุณธรรม (Moral Economist)” ที่สามารถผสานองค์ความรู้สมัยใหม่กับรากฐานทางจิตวิญญาณและภูมิปัญญาไทยอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะหลัก “ความพอประมาณ ความซื่อสัตย์สุจริต และเมตตาธรรม” ซึ่งเป็นฐานเดียวกับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงในพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9
วิเคราะห์แนวคิด “ป๋วย” ผ่าน 3 มิติหลัก: เศรษฐกิจ สังคม การเมือง
การศึกษาครั้งนี้แบ่งการวิเคราะห์ออกเป็นสามมิติหลัก ได้แก่
1. ด้านเศรษฐกิจ: การพัฒนาอย่างมีธรรม
อาจารย์ป๋วยเสนอแนวคิด “From Womb to Tomb” หรือการพัฒนาคุณภาพชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย โดยมองว่าเศรษฐกิจต้องรับใช้มนุษย์ มิใช่มนุษย์รับใช้เศรษฐกิจ แนวคิดดังกล่าวสะท้อนหลัก “เศรษฐกิจเพื่อชีวิต” และ “พอประมาณ” อันสอดคล้องกับภูมิปัญญาไทยว่าด้วย ทางสายกลาง และ การอยู่เย็นเป็นสุข
2. ด้านสังคม: การศึกษาเพื่อชีวิตและความเป็นธรรม
ในฐานะอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ป๋วยเชื่อว่า “การศึกษาที่แท้คือการฝึกให้คนเป็นมนุษย์ที่มีคุณค่าและจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม” ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกับคำสอนพุทธศาสนา อตฺตานํ ทมยนฺติ ปณฺฑิตา — “บัณฑิตย่อมฝึกตน”
ธรรมศาสตร์ในยุคของป๋วยจึงเป็น “มหาวิทยาลัยเพื่อประชาชน” ที่มุ่งสร้างบัณฑิตอาสาและพลเมืองผู้มีปัญญา
ธรรมศาสตร์ในยุคของป๋วยจึงเป็น “มหาวิทยาลัยเพื่อประชาชน” ที่มุ่งสร้างบัณฑิตอาสาและพลเมืองผู้มีปัญญา
3. ด้านการเมือง: ประชาธิปไตยเชิงคุณธรรม
ป๋วยยึดมั่นใน “ธรรมาธิปไตย” หรือการปกครองโดยธรรม เห็นว่าการเมืองต้องตั้งอยู่บน หิริโอตตัปปะ — ความละอายและเกรงกลัวต่อบาป
ท่านเน้นว่า “ประชาธิปไตยที่แท้ ต้องเกิดจากประชาชนที่มีศีลธรรม” ไม่ใช่เพียงจากระบบเลือกตั้งที่ปราศจากคุณธรรม
ท่านเน้นว่า “ประชาธิปไตยที่แท้ ต้องเกิดจากประชาชนที่มีศีลธรรม” ไม่ใช่เพียงจากระบบเลือกตั้งที่ปราศจากคุณธรรม
ป๋วยกับธรรมศาสตร์: บ่มเพาะภูมิปัญญาไทยสมัยใหม่
บทวิเคราะห์ชี้ว่า อาจารย์ป๋วยทำให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กลายเป็นพื้นที่แห่ง “การเรียนรู้เพื่อสังคม” ที่เชื่อมโยงวิทยาการตะวันตกเข้ากับภูมิปัญญาไทยผ่านการลงมือทำจริง เช่น โครงการ “บัณฑิตอาสา” ซึ่งเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาได้เรียนรู้จากชาวบ้าน และใช้ความรู้สร้างประโยชน์กลับคืนสู่ชุมชน
แนวทางดังกล่าวสะท้อนว่า “มหาวิทยาลัยต้องเรียนรู้จากชุมชน ไม่ใช่เพียงสอนชุมชน” ซึ่งเป็นหัวใจของการพัฒนาแบบยั่งยืนและมีมนุษยธรรม
สรุปผล: ป๋วยคือสะพานเชื่อมภูมิปัญญาไทยกับเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่
ดร.สำราญสรุปว่า การบูรณาการแนวคิดของอาจารย์ป๋วยกับหลักภูมิปัญญาไทย ทำให้เกิดภาพใหม่ของ “การพัฒนาเพื่อคุณภาพชีวิต” ที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ จิตใจ และสังคมอย่างสมดุล
“แนวคิดของป๋วยคือสะพานเชื่อมระหว่างเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่กับภูมิปัญญาไทยดั้งเดิม เพื่อให้การพัฒนาไม่เพียงสร้างความมั่งคั่ง แต่ยังสร้างความดีงามและสันติสุขในสังคม” — ดร.สำราญ สมพงษ์ กล่าว
“แนวคิดของป๋วยคือสะพานเชื่อมระหว่างเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่กับภูมิปัญญาไทยดั้งเดิม เพื่อให้การพัฒนาไม่เพียงสร้างความมั่งคั่ง แต่ยังสร้างความดีงามและสันติสุขในสังคม” — ดร.สำราญ สมพงษ์ กล่าว
วิเคราะห์อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ : แนวคิดทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง บูรณาการภูมิปัญญาไทย
บทคัดย่อ
บทความนี้มุ่งวิเคราะห์แนวคิดทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ โดยเชื่อมโยงกับบทบาทของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อันเป็นสถาบันที่สะท้อนอุดมการณ์ “เพื่อประชาชน” อันเป็นหัวใจของภูมิปัญญาไทย บทความเสนอว่าป๋วยเป็นนักเศรษฐศาสตร์เชิงคุณธรรม (Moral Economist) ที่ผสานความรู้สมัยใหม่กับจิตสำนึกแห่งความเป็นไทย ได้แก่ ความพอประมาณ ความซื่อสัตย์สุจริต และเมตตาธรรม ซึ่งเป็นรากฐานเดียวกับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9
การบูรณาการแนวคิดของป๋วยเข้ากับภูมิปัญญาไทยทำให้เห็นภาพใหม่ของ “การพัฒนาเพื่อคุณภาพชีวิต” ที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ จิตใจ และสังคมบนฐานความเป็นธรรมและความสมดุล
คำสำคัญ: ป๋วย อึ๊งภากรณ์, ธรรมศาสตร์, เศรษฐกิจพอเพียง, ภูมิปัญญาไทย, สังคมประชาธิปไตย
1. บทนำ
อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นนักเศรษฐศาสตร์ผู้มีบทบาททั้งในเชิงเทคนิคของรัฐและเชิงคุณธรรมของสังคม ท่านเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยในช่วงที่ประเทศอยู่ในยุคพัฒนาอุตสาหกรรม และต่อมาเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของอุดมการณ์ประชาธิปไตยไทย
แนวคิดของท่านมิได้จำกัดอยู่ในกรอบเศรษฐศาสตร์ตะวันตก หากแต่ผสานกับ ภูมิปัญญาไทย ที่เน้น “ความพอดี ความไม่เบียดเบียน และการเสียสละเพื่อส่วนรวม” ซึ่งเป็นหัวใจของสังคมไทยมาแต่โบราณ
ดังนั้น การศึกษานี้จึงมุ่งวิเคราะห์แนวคิดของอาจารย์ป๋วยในมิติ
-
เศรษฐกิจ: พัฒนาอย่างมีธรรม
-
สังคม: สร้างโอกาสอย่างเท่าเทียม
-
การเมือง: เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
พร้อมทั้งบูรณาการเข้ากับหลักภูมิปัญญาไทยและแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง
2. แนวคิดทางเศรษฐกิจ: การพัฒนาอย่างมีธรรม
2.1 เศรษฐกิจเพื่อคุณภาพชีวิต
อาจารย์ป๋วยเสนอแนวคิด “From Womb to Tomb” — การพัฒนาคุณภาพชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย
ซึ่งสอดคล้องกับภูมิปัญญาไทยเรื่อง “อยู่เย็นเป็นสุข” ที่ถือว่าเศรษฐกิจมิใช่เรื่องของตัวเลขการเติบโตเท่านั้น แต่ต้องหมายถึงความพอเพียงทางใจและความมั่นคงของชุมชน
ท่านเน้นว่า “เศรษฐกิจต้องรับใช้มนุษย์ มิใช่มนุษย์รับใช้เศรษฐกิจ”
หลักคิดนี้สะท้อนแนวทางเดียวกับ “เศรษฐกิจพอเพียง” ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานไว้ภายหลัง — คือการพัฒนาอย่างมีสติ ปัญญา และไม่ประมาท
2.2 ความพอประมาณและความยั่งยืน
ในฐานะผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ป๋วยบริหารการเงินโดยยึดหลัก “ความพอประมาณ”
เน้นเสถียรภาพ ไม่ใช่การขยายตัวเกินจริง
หลักนี้สอดคล้องกับภูมิปัญญาไทยในพุทธธรรม เช่น มัชฌิมาปฏิปทา หรือ “ทางสายกลาง”
เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจโดยไม่ตกสุดโต่งทั้งฝั่งทุนนิยมและสังคมนิยม
3. แนวคิดทางสังคม: การพัฒนาเพื่อมนุษย์
3.1 การศึกษาเพื่อชีวิต
ในฐานะอาจารย์และอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ป๋วยย้ำว่า
“การศึกษาที่แท้ คือการฝึกให้คนเป็นมนุษย์ที่มีคุณค่า มีเหตุผล และมีจิตสำนึกต่อส่วนรวม”
แนวคิดนี้เชื่อมโยงกับภูมิปัญญาไทยในคำสอนของพุทธศาสนาเรื่อง “การฝึกตน” (อตฺตานํ ทมยนฺติ ปณฺฑิตา) — ผู้มีปัญญาย่อมฝึกตนก่อนฝึกคนอื่น
ธรรมศาสตร์ในยุคของป๋วยจึงเป็น “มหาวิทยาลัยแห่งปัญญาเพื่อประชาชน” มิใช่เพียงสถาบันมอบปริญญา
3.2 ความเป็นธรรมและเมตตา
ป๋วยยึดมั่นในหลัก “ความเป็นธรรมทางสังคม” (social justice) ซึ่งเป็นหัวใจของพุทธธรรมเช่นกัน
ในพระไตรปิฎก หลัก ธรรมาภิบาลของพระราชา (ทศพิธราชธรรม)
ได้แก่ ทาน ศีล ปริจาคะ อาชชวะ ฯลฯ
ท่านมองว่าผู้นำและข้าราชการควรมีคุณธรรมเหล่านี้ ไม่ใช่แค่ความรู้
4. แนวคิดทางการเมือง: ประชาธิปไตยเชิงคุณธรรม
4.1 การเมืองแห่งความรับผิดชอบ
ป๋วยมองว่าการเมืองไทยควรตั้งอยู่บน “ความรับผิดชอบและความโปร่งใส”
ไม่ต่างจากหลักธรรม “หิริโอตตัปปะ” — ความละอายและเกรงกลัวต่อบาป
ประชาธิปไตยที่ดีต้องเกิดจากพลเมืองที่มีศีลธรรม มิใช่เพียงระบบเลือกตั้ง
4.2 การพัฒนาอย่างมีศีลธรรม
ป๋วยเชื่อใน “ธรรมาธิปไตย” — การปกครองโดยธรรม
ซึ่งเป็นแก่นเดียวกับภูมิปัญญาไทยในคัมภีร์โบราณ เช่น มหาชาติคำหลวง และ สุภาษิตพระร่วง
ที่เน้นว่า “ความดีเป็นที่พึ่งแห่งโลก”
ดังนั้น การพัฒนาเศรษฐกิจที่ละเลยศีลธรรมย่อมนำสังคมไปสู่ความวิบัติ ไม่ใช่ความเจริญ
5. การบูรณาการแนวคิดของป๋วยกับภูมิปัญญาไทย
| มิติ | แนวคิดของป๋วย | ภูมิปัญญาไทยที่สัมพันธ์ |
|---|---|---|
| เศรษฐกิจ | การพัฒนาเพื่อคุณภาพชีวิต | เศรษฐกิจพอเพียง, ทางสายกลาง |
| สังคม | การศึกษาเพื่อชีวิตและความเท่าเทียม | พุทธธรรม, การฝึกตน |
| การเมือง | ประชาธิปไตยที่มีศีลธรรม | ทศพิธราชธรรม, หิริโอตตัปปะ |
| การบริหาร | สถาบันอิสระ โปร่งใส | ธรรมาภิบาล, สัปปุริสธรรม |
| ปรัชญาชีวิต | ความซื่อสัตย์ เมตตา ไม่โลภ | “อัตตาหิ อัตตโน นาโถ” – ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน |
6. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์: พื้นที่แห่งการบ่มเพาะภูมิปัญญาไทยสมัยใหม่
ป๋วยทำให้ธรรมศาสตร์กลายเป็น “มหาวิทยาลัยแห่งสังคม” ที่รวมทั้งศาสตร์ตะวันตกและภูมิปัญญาไทยเข้าด้วยกัน
โดยเปิดพื้นที่ให้เยาวชนตระหนักถึงหน้าที่พลเมือง ความเป็นธรรม และจิตอาสา
กิจกรรมอย่าง “บัณฑิตอาสา” ที่ท่านริเริ่ม เป็นตัวอย่างการใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านเป็นฐานการเรียนรู้
สะท้อนแนวคิดว่า “มหาวิทยาลัยต้องเรียนรู้จากชุมชน ไม่ใช่แค่สอนชุมชน”
7. บทสรุป
อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นแบบอย่างของนักเศรษฐศาสตร์ผู้มีหัวใจแห่งพุทธธรรม
ท่านผสานวิทยาศาสตร์ตะวันตกเข้ากับภูมิปัญญาไทย
สร้างแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่มีคุณธรรม การศึกษาเพื่อชีวิต และการเมืองแห่งความรับผิดชอบ
กล่าวโดยสรุป
“แนวคิดของป๋วยคือสะพานเชื่อมระหว่างเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่กับภูมิปัญญาไทยดั้งเดิม”
เพื่อให้การพัฒนาไม่เพียงสร้างความมั่งคั่ง แต่ยังสร้างความดีงามและสันติสุขในสังคม
บรรณานุกรมคัดเลือก
-
ป๋วย อึ๊งภากรณ์. จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน (From Womb to Tomb).
-
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). เศรษฐศาสตร์กับพุทธธรรม.
-
พระราชดำรัสเรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง, รัชกาลที่ 9.
-
สมภาร พรมทา. พระพุทธศาสนาในฐานะระบบความคิด. มจร, 2561.
-
Puey Ungphakorn Institute for Economic Research (PIER). Legacy and Thought of Dr. Puey.
-
พระไตรปิฎก เล่มที่ 23: ทศพิธราชธรรม.
วิเคราะห์อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ : แนวคิดทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง
บทคัดย่อ (Abstract)
บทความนี้ศึกษาชีวประวัติและแนวคิดของ ศ.ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ต่อเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างบทบาทของท่านในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และอธิการบดี/อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ งานวิเคราะห์มุ่งชี้ให้เห็นว่า แนวคิดของป๋วยผสานการวิเคราะห์เชิงเศรษฐกิจเข้ากับค่านิยมด้านความเป็นธรรมทางสังคมและประชาธิปไตย ผลงานของท่านมีทั้งมิติเทคนิคเชิงนโยบายสาธารณะ (monetary, fiscal, institution-building) และมิติการขับเคลื่อนสังคม–การศึกษา เพื่อสร้างฐานความคิดทางปัญญาที่สนับสนุนสังคมประชาธิปไตยและการพัฒนาอย่างครอบคลุม (inclusive development) ซึ่งสะท้อนร่องรอยสำคัญในการพัฒนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 จนถึงเหตุการณ์ทางการเมืองในทศวรรษ 2519–2519 ต่อมา (สรุป) แนวคิดของป๋วยยังคงมีคุณค่าต่อการรื้อฟื้นนโยบายสาธารณะที่คำนึงถึงคุณภาพชีวิตและสถาบันอิสระของรัฐในบริบทสังคมไทยปัจจุบัน. วิกิพีเดีย+1
คำสำคัญ (Keywords): ป๋วย อึ๊งภากรณ์, ธนาคารแห่งประเทศไทย, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, นโยบายเศรษฐกิจ, สังคมประชาธิปไตย, สถาบันอิสระ.
1. บทนำและเหตุผลการศึกษา
ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (1916–1999) เป็นหนึ่งในนักคิดทางเศรษฐศาสตร์และสาธารณบุคคลที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สถาบันการเงินสาธารณะ และการพัฒนาการศึกษาในประเทศไทย ท่านดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นระยะยาวและต่อมาเป็นคณบดี/อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทั้งสองบทบาททำให้แนวคิดของท่านแสดงออกทั้งในนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและงานสถาบันการศึกษา ซึ่งมีผลต่อทิศทางการพัฒนาและการเมืองสังคมของไทยในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ถึงทศวรรษ 2520–2530. วิกิพีเดีย+1
การศึกษานี้ตั้งคำถามสำคัญว่า แนวคิดของป๋วยเชื่อมโยงการวิเคราะห์เศรษฐกิจกับค่านิยมทางสังคมและการเมืองอย่างไร และบทบาทที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีต่อการขับเคลื่อนแนวคิดเหล่านี้เป็นอย่างไร — คำถามซึ่งมีความสำคัญทั้งเชิงประวัติศาสตร์และเชิงนโยบายสาธารณะในปัจจุบัน.
2. ภูมิหลังชีวประวัติ (สังเขป)
ป๋วยสำเร็จการศึกษากฎหมายจากธรรมศาสตร์ ก่อนจะได้รับทุนไปศึกษาต่อด้านเศรษฐศาสตร์ที่ London School of Economics (ป.ตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก) หลังกลับมาทำงานในกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยในปี พ.ศ. 2502 ดำรงตำแหน่งยาวนานจนถึง พ.ศ. 2514 และภายหลังเปลี่ยนบทบาทกลับสู่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทั้งในฐานะคณาจารย์ คณบดีและอธิการบดี ซึ่งสะท้อนการเคลื่อนจากงานด้านเทคนิคสู่บทบาทสาธารณะเชิงการศึกษาและสังคม. bot.or.th+1
3. แนวคิดทางเศรษฐกิจของป๋วย
3.1 บริหารจัดการสถาบันการเงินและนโยบายการเงิน
ในฐานะผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ป๋วยเน้นการสร้างสถาบันการเงินที่เข้มแข็งและมีความเป็นอิสระทางเทคนิค (central bank independence) เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเงินและความเชื่อมั่นของตลาด การวางกฎระเบียบและการพัฒนาระบบธนาคารรวมทั้งการเปิดเสรีเชิงค่อยเป็นค่อยไป (liberalisation under macroprudential care) เป็นลักษณะเด่นของแนวปฏิบัติซึ่งช่วยวางรากฐานการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในทศวรรษ 2500–2510. วิกิพีเดีย+1
3.2 การพัฒนาและความเป็นธรรมทางสังคม (Development with equity)
นอกจากมิติเทคนิคนโยบายการเงิน ป๋วยให้ความสำคัญกับ “คุณภาพชีวิต” (quality of life) และสวัสดิการสังคม ท่านเขียนและเรียกร้องแนวทางการพัฒนาเชิงรวม (inclusive development) ที่ไม่ทิ้งผู้ด้อยโอกาส เช่น แนวคิดการคุ้มครองสังคมและการพัฒนามนุษย์ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นฐานคิดสำคัญของงานสาธารณะและสถาบันวิจัยที่ตั้งชื่อตามท่าน. วิกิพีเดีย+1
3.3 วิธีคิดเชิงระบบและเชิงสหวิทยาการ
ป๋วยเป็นนักวิเคราะห์ที่ผสมผสานมุมมองเศรษฐศาสตร์กับสังคมศาสตร์และการเมือง (interdisciplinary approach) ท่านเน้นการวางนโยบายที่มีกรอบข้อมูลและการวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจควบคู่กับการเข้าใจโครงสร้างสังคม — แนวทางนี้ทำให้การออกแบบนโยบายมีความเป็นระบบและพิจารณาถึงข้อจำกัดทางสถาบัน.
4. แนวคิดทางสังคมและการศึกษา: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในสายตาป๋วย
4.1 มหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่สร้างความคิดสาธารณะ
ในฐานะอาจารย์และอธิการบดีของธรรมศาสตร์ ป๋วยมองมหาวิทยาลัยว่าเป็น “พื้นที่สาธารณะ” (public intellectual space) ที่ต้องผลิตทั้งความรู้และพลเมืองให้มีความรับผิดชอบต่อสังคม ท่านส่งเสริมการเรียนการสอนที่เชื่อมโยงกับปัญหาสังคมจริง และสนับสนุนกิจกรรมบัณฑิตอาสา/พัฒนาชนบทที่ทำให้ความรู้สัมพันธ์กับการแก้ปัญหาในระดับชุมชน — ตัวอย่างคือแนวคิดการก่อร่างสถาบันอาสาพัฒนา ซึ่งต่อมาเป็นพื้นฐานของวิทยาลัย/สถาบันที่ตั้งชื่อตามท่าน. psds.tu.ac.th+1
4.2 คุณธรรมสาธารณะและการศึกษาร่วมสมัย
ป๋วยย้ำคุณค่าด้านความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบสาธารณะ และการวิจารณ์เชิงสร้างสรรค์ในสถาบันการศึกษา ซึ่งสอดรับกับแนวคิดว่ามหาวิทยาลัยต้องเป็นแหล่งผลิต “ผู้นำทางความคิด” ที่สามารถตรวจสอบอำนาจและผลักดันนโยบายสาธารณะ.
5. แนวคิดทางการเมือง: ประชาธิปไตย สถาบัน และความรับผิดชอบของชนชั้นนำทางปัญญา
5.1 สถาบันอิสระและการตรวจสอบอำนาจ
ป๋วยสนับสนุนการมีสถาบันสาธารณะที่เข้มแข็งและมีความเป็นกลางทางเทคนิค เช่น ธนาคารกลางที่ไม่ถูกแทรกแซงทางการเมืองอย่างไม่เป็นเหตุเป็นผล รวมทั้งการสร้างหน่วยงานที่ชัดเจนด้านงบประมาณและการแผนกลาง ซึ่งสะท้อนวิสัยทัศน์ว่า การมีสถาบันอิสระเป็นเงื่อนไขสำคัญของประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ. nationthailand+1
5.2 ความรับผิดชอบของชนชั้นนำทางปัญญา (Intellectual elites)
ท่านเห็นว่าชนชั้นนำทางปัญญาต้องรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ใช่แค่ทำงานเชิงวิชาการ แต่ต้องมีการสื่อสารกับสาธารณะและมีบทบาทในการสร้างนโยบายสาธารณะที่เป็นธรรม ป๋วยจึงลงมือทั้งในตำแหน่งราชการและการศึกษาเพื่อเชื่อมระหว่างความรู้กับการปฏิบัติ.
6. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กับการเมืองสังคมในยุคของป๋วย
บทบาทของป๋วยในธรรมศาสตร์ไม่ได้จำกัดเพียงการบริหารงานมหาวิทยาลัย แต่รวมถึงการพัฒนาหลักสูตร การส่งเสริมงานวิจัยสังคมและการกระตุ้นให้นักศึกษาเป็นพลเมืองที่ตื่นตัวทางสังคม จนถึงช่วงวิกฤตการเมืองกลางทศวรรษ 2519–2519 ซึ่งสถานะของธรรมศาสตร์ในฐานะศูนย์กลางการเคลื่อนไหวทางการเมืองทำให้บทบาทอุดมการณ์และความรับผิดชอบของอาจารย์ถูกทดสอบอย่างเข้มข้น (เช่น เหตุการณ์ตุลาคม 2516 และเหตุการณ์ต่อเนื่องจนถึง 6 ตุลาคม 2519) — บริบทนี้ชี้ให้เห็นความตึงเครียดระหว่างอุดมคติทางการศึกษาและแรงกดดันทางการเมืองภายนอก. วิกิพีเดีย+1
7. บทวิเคราะห์สังเขป: การผสานเศรษฐกิจ–สังคม–การเมืองในงานของป๋วย
-
ผสานทฤษฎีเชิงเทคนิคกับค่านิยมสังคม — ป๋วยไม่ใช่เพียงนักเทคนิคการเงิน แต่เป็นนักนโยบายที่ตั้งคำถามว่าการเติบโตเศรษฐกิจ “หมายถึงอะไร” หากไม่ยกระดับคุณภาพชีวิตของปวงชน. วิกิพีเดีย
-
สร้างสถาบันและกำกับเชิงกฎเกณฑ์ — การให้ความสำคัญกับสถาบันอิสระ เช่น ธนาคารกลาง และการวางระบบงบประมาณ เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันต่อการใช้อำนาจโดยขาดความรับผิดชอบ. nationthailand
-
มหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่เปลี่ยนแปลงสังคม — ทัศนะของป๋วยทำให้ธรรมศาสตร์มีบทบาทไม่เพียงผลิตบัณฑิต แต่เป็นแหล่งกำเนิดแนวคิดและการเคลื่อนไหวเชิงสังคม–การเมือง. psds.tu.ac.th
8. มรดกเชิงนโยบายและสถาบัน (Legacy)
แนวคิดและการปฏิบัติของป๋วยยังถูกสืบทอดผ่านสถาบันวิจัยและการเคลื่อนไหวด้านนโยบายสาธารณะ เช่น สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) และวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ที่ชื่อนำเกียรติยศของท่าน — ทั้งสองเป็นตัวอย่างของการทำงานเชิงสถาบันที่สะท้อนความตั้งใจของท่านในการรวมความรู้กับการพัฒนาเชิงปฏิบัติ. pier.or.th+1
9. ข้อเสนอในการวิจัยต่อ (Further research)
-
การศึกษาลึกเชิงเปรียบเทียบระหว่างนโยบายการเงินในยุคป๋วยกับยุคต่อมา เพื่อชี้ผลกระทบระยะยาวต่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทย
-
การวิเคราะห์บทบาทธรรมศาสตร์ภายใต้การนำของป๋วยต่อการพัฒนาประชาธิปไตยเชิงสถาบันในไทย
-
การสำรวจมรดกทางความคิดของป๋วยต่อแนวปฏิบัติทางสังคมสมัยใหม่ เช่น ระบบคุ้มครองสังคมและนโยบายความเป็นอยู่.
10. บทสรุป
ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นนักเศรษฐศาสตร์–นักสถาบันที่ผสานงานเชิงเทคนิคกับค่านิยมความเป็นธรรมทางสังคมและการเมือง งานของท่านที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และธนาคารแห่งประเทศไทยแสดงให้เห็นความพยายามในการสร้างสถาบันที่เข้มแข็งและพัฒนานโยบายที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต ประเด็นสำคัญคือการเห็นว่าการพัฒนาเศรษฐกิจต้องไม่แยกจากเป้าหมายทางสังคมและความรับผิดชอบของสถาบันประชาธิปไตย — ข้อสังเกตที่ยังมีความเกี่ยวข้องและให้บทเรียนสำคัญต่อการกำหนดนโยบายปัจจุบัน.
บรรณานุกรมคัดเลือก (Selected references)
-
Puey Ungphakorn. From Womb to Tomb: The Quality of Life of a South-East Asian. (งานเขียนและการบันทึกแนวคิดของป๋วย). วิกิพีเดีย
-
Bank of Thailand. “Dr. Puey Ungphakorn” (biography and tenure as Governor). bot.or.th+1
-
บทความและนิทรรศการที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ / PSDS เกี่ยวกับ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (บทบาทการศึกษาและการก่อตั้งสำนัก/วิทยาลัยพัฒนศาสตร์). psds.tu.ac.th
-
บทวิเคราะห์และบทความระลึกถึง ป๋วย (Bangkok Post, The Nation และสถาบันวิจัยต่าง ๆ) เกี่ยวกับผลงานเชิงนโยบายและมรดกทางสังคม. Bangkok Post+1
-
PIER (Puey Ungphakorn Institute for Economic Research) — งานวิจัยต่อยอดและสถาบันที่ใช้ชื่อท่าน. pier.or.th
%20(1)%20(1).png)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น