วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569

พระสงฆ์เดินเพื่อสันติภาพ กระแสฟีเวอร์กับสัจธรรมที่ยั่งยืน บริบทสังคมไทยและเวทีโลก


ช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
สังคมไทยและสังคมโลกต่างประจักษ์ต่อภาพพระสงฆ์เดินเท้าเป็นระยะทางไกลนับร้อยนับพันกิโลเมตร ตั้งแต่ถนนสายหลักใจกลางกรุงเทพมหานคร ไปจนถึงทางหลวง Route 66 ในสหรัฐอเมริกา หรือเส้นทางทุรกันดารในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงกิจวัตรของสงฆ์ตามจารีตดั้งเดิม หากแต่กลายเป็น “เหตุการณ์เชิงสื่อ” (Media Event) ที่ดึงดูดความสนใจ ความศรัทธา และข้อถกเถียงในวงกว้าง

คำถามสำคัญที่สังคมตั้งขึ้นคือ การเดินของพระสงฆ์เหล่านี้เป็นเพียง “กระแสฟีเวอร์” ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยสื่อและอารมณ์ร่วม หรือเป็น “พลังศรัทธาที่ยั่งยืน” ที่สะท้อนการปรับตัวของพุทธศาสนาในโลกยุคใหม่


จากธุดงค์สู่ธรรมยาตรา: ความหมายที่เปลี่ยนไป

ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสนวิทยาชี้ว่า หนึ่งในต้นตอของความสับสนคือการใช้คำว่า “ธุดงค์” ในบริบทสังคมร่วมสมัย โดยในพระพุทธศาสนา ธุดงค์หมายถึง “ข้อวัตรขัดเกลากิเลส” จำนวน 13 ข้อ มิใช่เพียงการเดินทางไกล แต่ในความเข้าใจของสังคมไทย คำนี้กลับถูกผูกติดกับภาพพระเดินเท้าเป็นหมู่คณะ

เมื่อกิจกรรมการเดินของพระสงฆ์เริ่มมีลักษณะเป็นกิจกรรมมวลชนในเมือง คำว่า “ธรรมยาตรา” จึงถูกนำมาใช้แทน เพื่อสื่อถึงการเดินทางเพื่อเผยแผ่ธรรมและสร้างแรงบันดาลใจทางสังคม มากกว่าการปฏิบัติเคร่งครัดเฉพาะตน ขณะเดียวกัน ในเวทีโลก ได้เกิดรูปแบบที่สามคือ “การเดินเพื่อสันติภาพ” ซึ่งลดทอนพิธีกรรมทางศาสนา แต่เน้นสาระสากลด้านสันติภาพ มนุษยธรรม และการอยู่ร่วมกัน


กรณีวัดพระธรรมกาย: เมื่อศรัทธาบรรจบการเมือง

หนึ่งในกรณีที่ถูกจับตามองมากที่สุด คือกิจกรรมการเดินของวัดพระธรรมกาย จากเดิมที่ใช้ชื่อ “ธุดงค์ธรรมชัย” ก่อนปรับเป็น “ธรรมยาตรา” หลังเผชิญกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยเฉพาะภาพพระสงฆ์เดินบนถนนสายหลักในกรุงเทพฯ ท่ามกลางการจัดการอย่างเป็นระบบและพิถีพิถัน

นักวิเคราะห์มองว่า ความฟีเวอร์ของธรรมยาตราธรรมกายไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลจากการออกแบบภาพลักษณ์ การสื่อสารผ่านสื่อขององค์กร และการตลาดบุญที่ตอบโจทย์คนชั้นกลาง ขณะเดียวกัน กิจกรรมดังกล่าวยังมีนัยยะทางการเมือง ทั้งในแง่การแสดงพลังมวลชน และการยึดพื้นที่สาธารณะเชิงสัญลักษณ์ในช่วงที่วัดเผชิญแรงกดดันจากรัฐ


ผู้จาริกโลก: ศรัทธาจากความโดดเดี่ยว

ในอีกฟากหนึ่งของโลก การเดินของพระสุธรรม ฐิตธัมโม หรือ “หลวงพี่หมี” ในโครงการ Walk for Peace และกรณีของพระทิช มินห์ ตู ในเวียดนาม กลับสร้างศรัทธาจากภาพความเรียบง่าย ความอดทน และความจริงแท้ส่วนบุคคล

เรื่องราวการเดินฝ่าภัยธรรมชาติ ความยากลำบาก และการช่วยเหลือผู้คนระหว่างทาง กลายเป็นพลัง Soft Power ของพุทธศาสนาในสายตาชาวตะวันตก ขณะที่ในเวียดนาม ความนิยมอย่างรวดเร็วของพระทิช มินห์ ตู ผ่านโซเชียลมีเดีย ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนจนรัฐต้องเข้ามาจัดการ ด้วยความกังวลด้านความมั่นคง


ทำไม “พระเดิน” จึงกลายเป็นกระแส

นักวิชาการอธิบายว่า ความฟีเวอร์ของปรากฏการณ์นี้เกิดจากหลายปัจจัยประกอบกัน ทั้งวิกฤตศรัทธาต่อสถาบันสงฆ์กระแสหลัก ความโหยหาพระที่ “ปฏิบัติจริง” และบทบาทของสื่อดิจิทัลที่ให้รางวัลกับภาพและเรื่องราวที่กระตุ้นอารมณ์

ในยุคโซเชียลมีเดีย การพิมพ์ “สาธุ” หรือการแชร์ภาพ กลายเป็นการมีส่วนร่วมทางศาสนาแบบใหม่ ขณะเดียวกัน นโยบาย Soft Power ของรัฐที่พยายามเชื่อมศาสนาเข้ากับการท่องเที่ยวและภาพลักษณ์ประเทศ ก็มีส่วนช่วยขยายกระแสให้กว้างขึ้น


Fever หรือ Non-Fever?

เมื่อพิจารณาอย่างรอบด้าน นักวิเคราะห์สรุปว่า ปรากฏการณ์พระสงฆ์เดินหนเป็น “ฟีเวอร์บนรากฐานของ Non-Fever” กล่าวคือ รูปแบบการนำเสนอและการจัดกิจกรรมอาจเป็นกระแสชั่วคราว แต่พลังที่แท้จริงซึ่งทำให้กระแสนี้เกิดขึ้น คือความต้องการทางจิตวิญญาณที่ยั่งยืนของผู้คนในสังคมที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน


บทสรุป

ปรากฏการณ์พระสงฆ์เดินเพื่อสันติภาพ ธรรมยาตรา และธุดงค์ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของศาสนา หากเป็นภาพสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของพุทธศาสนาในโลกยุคดิจิทัล ที่ศรัทธา การเมือง และเทคโนโลยีมาบรรจบกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ท้ายที่สุด ไม่ว่าการเดินนั้นจะถูกถ่ายทอดผ่านเส้นทางป่าเขา หรือผ่านหน้าจอโทรศัพท์มือถือ คำถามสำคัญที่สังคมต้องตอบร่วมกันคือ เรากำลังมองเห็น “การเดินของร่างกาย” หรือ “การเดินของจิตวิญญาณ” และเราจะรักษาแก่นแท้ของศรัทธาไว้ได้อย่างไร ท่ามกลางโลกที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน


1. บทนำ: ภูมิทัศน์ใหม่ของการจาริกแสวงบุญในโลกสมัยใหม่ (The New Landscape of Pilgrimage)

ในทศวรรษที่ผ่านมา สังคมไทยและสังคมโลกได้ประจักษ์ต่อปรากฏการณ์ทางศาสนาในรูปแบบใหม่ที่ผสมผสานระหว่างจารีตประเพณีโบราณกับการสื่อสารสมัยใหม่อย่างแยกไม่ออก นั่นคือการปรากฏตัวของพระสงฆ์ที่เดินเท้าเป็นระยะทางไกลนับร้อยนับพันกิโลเมตร ท่ามกลางบริบทที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จากถนนคอนกรีตที่โรยด้วยกลีบกุหลาบกลางมหานครกรุงเทพฯ สู่ทางหลวงสายประวัติศาสตร์ Route 66 ในสหรัฐอเมริกา และเส้นทางทุรกันดารในป่าลึกของเวียดนาม ปรากฏการณ์เหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงกิจวัตรของสงฆ์ตามปกติ แต่ได้กลายเป็น "Media Event" หรือเหตุการณ์เชิงสื่อที่ดึงดูดความสนใจ วิพากษ์วิจารณ์ และศรัทธามหาศาล จนนำไปสู่คำถามสำคัญที่รายงานวิจัยฉบับนี้มุ่งตอบคือ ปรากฏการณ์เหล่านี้เป็นเพียง "กระแสฟีเวอร์" (Fever) ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างฉาบฉวย หรือเป็น "พลังศรัทธาที่ยั่งยืน" (Non-Fever) ที่สะท้อนพลวัตใหม่ของพุทธศาสนาในโลกยุคดิจิทัล

รายงานฉบับนี้มุ่งเน้นที่จะถอดรหัสปรากฏการณ์ดังกล่าว โดยไม่เพียงแค่มองที่ผิวเผินของกระแสความนิยม แต่จะเจาะลึกลงไปถึงรากฐานทางประวัติศาสตร์ พลวัตการปรับตัวของพุทธศาสนาเถรวาทในไทย และบทบาทของสื่อสมัยใหม่ที่ทำหน้าที่เป็น "ตัวกลาง" (Mediator) ในการสร้างความหมายใหม่ให้กับพิธีกรรมโบราณ เราจะสำรวจว่าภายใต้ภาพที่สวยงามและน่าศรัทธานั้น มีกลไกอะไรขับเคลื่อนอยู่ และเส้นแบ่งระหว่าง "ศรัทธา" กับ "การแสดง" อยู่ตรงไหน โดยอาศัยข้อมูลเชิงประจักษ์จากแหล่งข้อมูลทุติยภูมิ รายงานข่าว และบทวิเคราะห์ทางวิชาการที่รวบรวมได้ เพื่อสังเคราะห์ออกมาเป็นองค์ความรู้ที่ครอบคลุมมิติด้านศาสนวิทยา สังคมวิทยาการเมือง และนิเทศศาสตร์


2. นิยามและพลวัต: การปะทะสังสรรค์ระหว่าง "ธุดงควัตร" กับ "ธรรมยาตรา" (Definitions and Dynamics)

ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนและการใช้ถ้อยคำที่กำกวมเป็นหนึ่งในรากเหง้าของความขัดแย้งทางความคิดในสังคมไทยเกี่ยวกับปรากฏการณ์พระเดินหน การวิเคราะห์เชิงลึกในส่วนนี้จึงเริ่มต้นด้วยการรื้อสร้าง (Deconstruct) และนิยามคำศัพท์สำคัญ 3 คำ ได้แก่ ธุดงค์, ธรรมยาตรา, และการเดินเพื่อสันติภาพ เพื่อให้เห็นถึงพัฒนาการและความแตกต่างในเชิงนัยยะทางสังคมและศาสนา

2.1 ธุดงค์ (Dhutanga): จากข้อวัตรขัดเกลากิเลสสู่ความเข้าใจที่เลื่อนไหล

ในทางพุทธบัญญัติและคัมภีร์วิสุทธิมรรค "ธุดงค์" (Dhutanga) มีรากศัพท์มาจากภาษาบาลี หมายถึง "องค์คุณเครื่องกำจัดกิเลส" หรือข้อวัตรปฏิบัติที่เข้มงวดเป็นพิเศษเพื่อขัดเกลากิเลส มีจำนวน 13 ข้อ ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้พระภิกษุถือปฏิบัติได้ตามความสมัครใจ ไม่ใช่ข้อบังคับ.1 ข้อวัตรเหล่านี้มุ่งเน้นความ "มักน้อย สันโดษ" (Appicchatā and Santutthi) และการลดละความยึดติดในปัจจัย 4 ตัวอย่างเช่น:

  • รุกขมูลกังคะ: การอยู่โคนไม้เป็นวัตร

  • โสสานิกังคะ: การอยู่ป่าช้าเป็นวัตร

  • เนสัชชิกังคะ: การถืออิริยาบถนั่งเป็นวัตร (ไม่นอน)

  • เอกาสนิกังคะ: การฉันมื้อเดียวเป็นวัตร

ความเข้าใจผิดในสังคมไทย:

ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อคำว่า "ธุดงค์" ถูกนำมาใช้ในบริบทสังคมไทยร่วมสมัย โดยมักผูกติดภาพจำกับการ "เดิน" (Walking) ของพระป่า หรือการจาริกไปในพื้นที่ทุรกันดาร.4 ความเข้าใจนี้คลาดเคลื่อนไปจากนัยยะเดิม เพราะการเดินจาริก (Cārika) เป็นเพียงวิธีการเดินทาง แต่ธุดงค์คือ "ข้อวัตร" ที่ปฏิบัติขณะเดินทางหรือขณะหยุดพัก ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา คำว่าธุดงค์ถูกนำมาใช้กับกิจกรรมที่มีลักษณะ "มวลชน" และ "ในเมือง" (Mass and Urban) เช่น โครงการธุดงค์ธรรมชัยของวัดพระธรรมกาย ซึ่งนำไปสู่การตั้งคำถามจากนักวิชาการศาสนาอย่างพระไพศาล วิสาโล และสังคมวงกว้างว่า กิจกรรมที่มีการปูพรมต้อนรับและเดินท่ามกลางความสะดวกสบายนั้น สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของการ "ขัดเกลากิเลส" หรือไม่.4

2.2 ธรรมยาตรา (Dhamma Yatra): นวัตกรรมทางภาษาและการเคลื่อนไหวทางสังคม

เมื่อคำว่า "ธุดงค์" เริ่มถูกตั้งคำถามในแง่ความเหมาะสมของการใช้ศัพท์ คำว่า "ธรรมยาตรา" (Dhamma Yatra) จึงถูกนำมาใช้แทนที่และขยายความหมายอย่างมีนัยยะสำคัญ คำนี้ไม่มีปรากฏในพระไตรปิฎกโดยตรง แต่เกิดจากการสมาสคำว่า "ธรรม" (ความจริง/คำสอน) และ "ยาตรา" (การเดินทาง/การเดินขบวน) เข้าด้วยกัน.7

วิวัฒนาการและความหมาย:

  1. รากฐานจากสมัยอโศกมหาราช: ประวัติศาสตร์บ่งชี้ว่าคำนี้เริ่มใช้ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช (พ.ศ. 270-311) ตามจารึกศิลาฉบับที่ 8 เพื่อเรียกการเสด็จประพาสเพื่อเผยแผ่ธรรม แทนการล่าสัตว์หรือการเที่ยวเตร่แบบเดิม.4

  2. โมเดลจากกัมพูชา (Cambodian Model): ในยุคสมัยใหม่ สมเด็จพระมหาโฆสนันทะ (Maha Ghosananda) ผู้นำทางจิตวิญญาณของกัมพูชา ได้ฟื้นฟูและนิยาม "ธรรมยาตรา" (Dhammayietra) ขึ้นใหม่ในปี 1992 เพื่อเยียวยาสังคมหลังสงครามล้างเผ่าพันธุ์เขมรแดง การเดินธรรมยาตราในบริบทนี้คือ "การเดินแห่งความจริง" (Pilgrimage of Truth) ที่มุ่งเน้นการสร้างพื้นที่แห่งสันติภาพ การให้อภัย และการนำพุทธศาสนามาสู่สังคม (Socially Engaged Buddhism) โดยไม่ได้เน้นความเคร่งครัดทางวินัยเท่ากับการสื่อสารเชิงสัญลักษณ์.4

  3. การประยุกต์ใช้ในไทย: ในบริบทไทย โดยเฉพาะกรณีวัดพระธรรมกาย คำว่า "ธรรมยาตรา" ถูกนำมาใช้แทน "ธุดงค์ธรรมชัย" ภายหลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ เพื่อลดแรงเสียดทานทางสังคมและทางพระวินัย และเพื่อเน้นย้ำวัตถุประสงค์ในการ "บูชาธรรมมหาปูชนียาจารย์" และการ "ประกาศธรรม" ซึ่งเป็นกิจกรรมเชิงเผยแผ่มากกว่าการปฏิบัติส่วนตน.4

2.3 การเดินเพื่อสันติภาพ (Walk for Peace): ความเป็นสากลและการทูตภาคประชาชน

รูปแบบที่สามคือ "การเดินเพื่อสันติภาพ" (Walk for Peace) ซึ่งมักเกิดขึ้นในบริบทข้ามชาติและมีความเป็นสากลสูง ดังเช่นกรณีของพระสุธรรม ฐิตธัมโม (หลวงพี่หมี) และคณะสงฆ์นานาชาติที่เดินเท้าข้ามทวีปอเมริกา.9

  • ลักษณะเด่น: การเดินรูปแบบนี้ลดทอนความเป็นพิธีกรรมทางศาสนาแบบจารีตลง (De-ritualization) แต่เน้นความเป็น "สากล" (Universalism) ของสันติภาพ ภราดรภาพ และมนุษยธรรม การเดินกลายเป็น "สื่อกลาง" (Medium) ในการเชื่อมโยงผู้คนต่างเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน.11

  • นัยยะทางการทูต: การเดินลักษณะนี้ทำหน้าที่เป็น "Soft Power" ของไทยและพุทธศาสนาในเวทีโลก โดยไม่ต้องอาศัยงบประมาณรัฐในการจัดอีเวนต์ แต่ใช้ความอดทนของร่างกายมนุษย์เป็นเครื่องพิสูจน์ศรัทธา ซึ่งสร้างแรงบันดาลใจ (Inspiration) ให้กับชาวตะวันตกได้อย่างลึกซึ้ง.13

ตารางที่ 1: เปรียบเทียบเชิงวิเคราะห์ 3 รูปแบบของการเดินจาริกในบริบทปัจจุบัน

มิติการวิเคราะห์ธุดงค์ (Traditional Dhutanga)ธรรมยาตรา (Dhamma Yatra)เดินเพื่อสันติภาพ (Walk for Peace)
วัตถุประสงค์สูงสุด (Telos)ความหลุดพ้นส่วนตน (Nirvana), ขัดเกลากิเลสการเผยแผ่ธรรม, บูชาบุคคล, สร้างกระแสสังคมสันติภาพสากล, การเชื่อมโยงข้ามวัฒนธรรม
พื้นที่ปฏิบัติการ (Space)ป่า, เขา, พื้นที่สงบสงัด (Rural/Forest)เมือง, ชุมชน, พื้นที่สาธารณะ (Urban/Public)ข้ามประเทศ, ถนนหลวง, พื้นที่สัญลักษณ์ (Transnational)
ปฏิสัมพันธ์กับสังคมน้อยที่สุด (ปลีกวิเวก/Seclusion)มาก (Mass Participation/Ritualistic)ปานกลาง (Engagement/Dialogue)
สุนทรียศาสตร์ (Aesthetics)ความเรียบง่าย, ความขลัง, ธรรมชาติความยิ่งใหญ่, ความเป็นระเบียบ, สีสัน (Spectacle)ความอดทน, ความเป็นมนุษย์, การผจญภัย
สถานะ "Fever"มักเกิดจากบารมีตัวบุคคล (Charisma)เกิดจากการจัดการองค์กร (Organized)เกิดจากเรื่องราว/การผจญภัย (Storytelling)

3. กรณีศึกษาวัดพระธรรมกาย: จาก "ธุดงค์ธรรมชัย" สู่ "ธรรมยาตรา" และการเมืองเรื่องพื้นที่ (The Politics of Space and Merit)

กรณีศึกษาที่ทรงอิทธิพลและก่อให้เกิดข้อถกเถียงมากที่สุดในสังคมไทย คือกิจกรรมการเดินของคณะสงฆ์จากวัดพระธรรมกาย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพลวัตการปรับตัวขององค์กรทางศาสนาต่อแรงกดดันทางสังคมและการเมือง

3.1 วิวัฒนาการและการเปลี่ยนผ่าน (Evolution and Transition)

โครงการนี้เริ่มต้นด้วยชื่อ "ธุดงค์ธรรมชัย" (Dhammachai Dhutanga) ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีเพื่อบูชาพระมงคลเทพมุนี (หลวงปู่สด).15 รูปแบบกิจกรรมประกอบด้วยพระสงฆ์กว่า 1,000 รูป เดินธุดงค์ผ่านสถานที่สำคัญ 7 แห่งที่เกี่ยวข้องกับชีวประวัติของหลวงปู่สด ครอบคลุมพื้นที่ 6 จังหวัด.8

จุดเปลี่ยนสำคัญ (Turning Point):

กระแสวิพากษ์วิจารณ์พุ่งสู่จุดสูงสุดเมื่อขบวนธุดงค์เดินเข้าสู่พื้นที่ใจกลางกรุงเทพฯ บนถนนสายหลัก ก่อให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัดอย่างหนัก.6 ภาพของพระสงฆ์เดินบนเสื่อที่โรยด้วยกลีบดอกดาวเรือง (ซึ่งทางวัดเรียกว่า "ดอกดาวรวย") ถูกโจมตีว่าเป็นความฟุ่มเฟือยและขัดกับหลักสมถะของธุดงค์.4 เพื่อตอบสนองต่อแรงกดดันนี้และเพื่อลดความขัดแย้งกับคณะสงฆ์ฝ่ายปกครอง ทางวัดจึงได้ปรับเปลี่ยนชื่อโครงการเป็น "ธรรมยาตรา" (Dhamma Yatra) ในปีต่อๆ มา.4 การเปลี่ยนชื่อนี้เป็นกลยุทธ์ทางวาทกรรม (Discursive Strategy) ที่ชาญฉลาด เพราะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดทางพระวินัยเรื่องธุดงค์ และนิยามกิจกรรมใหม่ให้เป็นการ "จาริกเพื่อบูชาธรรม" ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ทั่วไป

3.2 ทัศนียภาพแห่งศรัทธา (The Spectacle of Faith)

ความ "ฟีเวอร์" ของธรรมยาตราธรรมกาย ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดจากการออกแบบ (Design) อย่างพิถีพิถัน:

  • Visual Semiotics: การใช้สีจีวรที่เหมือนกันหมด การเดินอย่างพร้อมเพรียงเป็นระเบียบ และการใช้สีเหลืองของดอกดาวรวยตัดกับสีขาวของชุดอุบาสกอุบาสิกา สร้างภาพจำที่มีพลังทางสายตา (Visual Power) สูงมาก เหมาะแก่การเผยแพร่ผ่านสื่อโทรทัศน์ (DMC) และโซเชียลมีเดีย.17

  • การตลาดบุญ (Merit Marketing): มีการสร้างคำอธิบายอานิสงส์ที่ชัดเจนและจูงใจ เช่น การโปรยกลีบดอกไม้ต้อนรับพระธุดงค์จะนำมาซึ่งโภคทรัพย์และความงาม ซึ่งตอบสนองความต้องการทางโลก (Worldly Desires) ของคนชั้นกลางและผู้ประกอบการ.17

3.3 นัยยะทางการเมือง (Political Implications)

นักวิเคราะห์มองว่า ธรรมยาตราไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่ทางศาสนา แต่มีนัยยะทางการเมืองที่ซ่อนเร้น (Latent Political Functions):

  • การแสดงพลัง (Show of Force): ในช่วงเวลาที่วัดพระธรรมกายเผชิญกับคดีความและการตรวจสอบจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และรัฐบาล คสช. 20 การระดมพระสงฆ์และมวลชนจำนวนมากออกมาในพื้นที่สาธารณะ เป็นการส่งสัญญาณถึง "ศักยภาพในการระดมพล" (Mobilization Capacity) และความเข้มแข็งของเครือข่าย เพื่อสร้างอำนาจต่อรอง

  • การยึดครองพื้นที่เชิงสัญลักษณ์: การเดินผ่านพื้นที่สำคัญในเมือง เป็นการประกาศตัวตน (Visibility) ของพุทธศาสนาแบบธรรมกายในพื้นที่สาธารณะ ซึ่งท้าทายอำนาจของพุทธศาสนาแบบจารีตและอำนาจรัฐ


4. กรณีศึกษา "ผู้จาริกโลก": พระสุธรรม และ ทิช มินห์ ตู (Global Pilgrims)

ในขณะที่ธรรมยาตราของวัดพระธรรมกายเน้นความเป็นระบบระเบียบและมวลชน กรณีของพระสุธรรมและทิช มินห์ ตู นำเสนอภาพลักษณ์ที่ตรงกันข้าม คือ "วีรบุรุษผู้โดดเดี่ยว" (The Lone Hero) ที่ใช้ความเพียรส่วนตนสร้างกระแสศรัทธา

4.1 พระสุธรรม ฐิตธัมโม: การทูตบนทางเท้า (Walking Diplomacy)

พระสุธรรม หรือ "หลวงพี่หมี" ได้เริ่มโครงการ "Walk for Peace" เดินเท้าข้ามทวีปอเมริกาจากฝั่งตะวันตกสู่ฝั่งตะวันออก และเส้นทางอื่นๆ รวมระยะทางกว่า 5,000 กิโลเมตร.9

  • เรื่องราว (Narrative): เรื่องราวของการเดินฝ่าความหนาวเหน็บ ภัยธรรมชาติ และอุบัติเหตุ (เช่น กรณีพระร่วมคณะถูกรถชนจนต้องตัดขา) 10 สร้างอารมณ์ร่วม (Pathos) ให้กับผู้ติดตาม การมีสุนัขชื่อ "อาโลกะ" (Aloka) ร่วมเดินทางด้วย ยิ่งเพิ่มมิติของความเมตตาและความน่าเอ็นดู ซึ่งเป็นสูตรสำเร็จของเนื้อหาไวรัล.10

  • การยอมรับจากตะวันตก: สื่อท้องถิ่นและชาวอเมริกันจำนวนมากให้การต้อนรับและมองว่านี่คือการนำ "สันติภาพ" มาสู่ชุมชนของพวกเขา ซึ่งแตกต่างจากการมองพระสงฆ์ในไทยที่บางครั้งถูกมองด้วยสายตาจับผิด.12 นี่คือตัวอย่างความสำเร็จของ Soft Power พุทธศาสนาไทยที่รัฐบาลพยายามผลักดัน

4.2 ทิช มินห์ ตู (Thich Minh Tue): กบฏทางจิตวิญญาณ (Spiritual Rebel)

ในเวียดนาม พระทิช มินห์ ตู กลายเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่สั่นสะเทือนรัฐบาลคอมมิวนิสต์และคณะสงฆ์ทางการ

  • Authenticity as Power: ท่านเดินเท้าเปล่า ใช้หม้อหุงข้าวเก่าๆ เป็นบาตร และสวมจีวรที่เย็บจากเศษผ้าตามกองขยะ.24 ภาพลักษณ์นี้กระแทกใจชาวเวียดนามที่เบื่อหน่ายกับพระสงฆ์ในระบบที่ดูร่ำรวยและเหินห่าง ท่านกลายเป็นสัญลักษณ์ของ "ความจริงแท้" (Authenticity) ที่หาได้ยาก

  • ปฏิกิริยาของรัฐ: ความนิยมในตัวท่านที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วผ่าน TikTok และ Facebook ทำให้รัฐบาลเวียดนามกังวลเรื่องความมั่นคง จนนำไปสู่การแทรกแซงและทำให้ท่าน "หายตัวไป" ชั่วคราว.26 กรณีนี้ชี้ให้เห็นว่า การเดินที่ดูสงบเงียบ สามารถกลายเป็นการเคลื่อนไหวทางสังคมที่ทรงพลังจนรัฐต้องเกรงกลัว


5. การวิเคราะห์สาเหตุความ "ฟีเวอร์" ผ่านทฤษฎี (Theoretical Analysis of the 'Fever')

ทำไมการเดินของพระสงฆ์จึงกลายเป็นกระแสฟีเวอร์ในยุคนี้? การวิเคราะห์ผ่านกรอบทฤษฎี 3 ด้านช่วยไขคำตอบได้:

5.1 วิกฤตศรัทธาและการแสวงหาที่พึ่ง (Crisis of Faith)

สังคมพุทธในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญ "วิกฤตศรัทธา" ต่อสถาบันสงฆ์หลัก จากข่าวฉาวโฉ่เรื่องเงินทอนวัด พระเสพยา และจริยธรรมที่หย่อนยาน.27

  • Reactionary Zeal: ประชาชนจึงโหยหาพระสงฆ์ที่ "ปฏิบัติจริง" การเห็นพระเดินตากแดดตากฝน เท้าแตกเลือดไหล จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ (Proof of Work) ที่ชัดเจนที่สุดว่า "พระดียังมีอยู่" ความฟีเวอร์จึงเกิดจากปฏิกิริยาโต้กลับต่อความเสื่อมศรัทธาในระบบหลัก

  • Nostalgia: การเดินธุดงค์เชื่อมโยงจินตนาการของผู้คนกลับไปยังสมัยพุทธกาล ยุคที่พุทธศาสนายังบริสุทธิ์ เป็นการเติมเต็มความโหยหาอดีต (Religious Nostalgia).5

5.2 Mediatization of Religion: อัลกอริทึมแห่งศรัทธา

ในยุคดิจิทัล ศาสนาไม่ได้ถูกกำหนดโดยคัมภีร์เพียงอย่างเดียว แต่ถูกกำหนดโดย "สื่อ" (Media Logic).30

  • Visual Dominance: แพลตฟอร์มอย่าง TikTok, Instagram, Facebook ให้รางวัล (Reward) กับคอนเทนต์ที่มี "Visual Impact" สูง ภาพขบวนพระสีทองอร่าม (ธรรมกาย) หรือภาพเท้าเปล่าที่เปื้อนฝุ่น (ทิช มินห์ ตู) ล้วนเป็นภาพที่หยุดนิ้วโป้ง (Thumb-stopping) ได้ดีกว่าภาพพระนั่งเทศน์เฉยๆ.30

  • Digital Participation: การพิมพ์ "สาธุ" ในคอมเมนต์ หรือแชร์รูป กลายเป็นการทำบุญรูปแบบใหม่ (Clickbait Spirituality / Digital Merit) ที่ง่ายและรวดเร็ว.33 อัลกอริทึมจะดันเนื้อหาเหล่านี้ให้เกิด Echo Chamber ทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ ทั้งที่อาจเป็นเพียงกระแสในกลุ่มเฉพาะ.34

  • Emotional Engagement: เนื้อหาที่กระตุ้นอารมณ์ (ความปิติ, ความสงสาร, ความโกรธต่อผู้ขัดขวาง) จะถูกแชร์มากที่สุด ซึ่งธรรมยาตราและการเดินธุดงค์มีองค์ประกอบเหล่านี้ครบถ้วน.36

5.3 นโยบาย Soft Power และบทบาทรัฐ (State and Policy)

รัฐบาลไทยภายใต้การนำของหลายยุคสมัย พยายามผลักดันนโยบาย Soft Power โดยเฉพาะนโยบาย "1 ครอบครัว 1 Soft Power" (OFOS) และ THACCA.38

  • ศาสนาในฐานะสินทรัพย์: แม้ศาสนาจะไม่ได้อยู่ใน 11 อุตสาหกรรมเป้าหมายโดยตรง แต่ถูกผนวกเข้ากับเรื่อง "ท่องเที่ยว" (Tourism) และ "เฟสติวัล" (Festivals).40 การสนับสนุนกิจกรรมทางศาสนาที่มีภาพลักษณ์งดงาม จึงสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การดึงดูดนักท่องเที่ยวและการสร้างแบรนด์ประเทศ รัฐจึงมีส่วนช่วย "จุดกระแส" ผ่านสื่อของรัฐและการอำนวยความสะดวก


6. บทวิเคราะห์เปรียบเทียบ: Fever vs. Non-Fever (The Verdict)

จากการสังเคราะห์ข้อมูลทั้งหมด เราสามารถจำแนกสถานะของปรากฏการณ์นี้ได้ดังนี้:

ตารางที่ 2: การจำแนกสถานะของปรากฏการณ์

มิติสถานะคำอธิบาย
รูปแบบ (Form)Fever (เป็นกระแส)การจัดอีเวนต์ใหญ่, การแชร์ในโซเชียลมีเดีย, ความตื่นตัวชั่วครั้งชั่วคราว มีลักษณะมาไวไปไวตามวัฏจักรข่าวสารและอัลกอริทึม
สาระ (Essence)Non-Fever (ยั่งยืน)ความโหยหาทางจิตวิญญาณ, การปฏิบัติขัดเกลาตนของพระป่า, พลังแห่งการให้และการเสียสละ เป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ที่ดำรงอยู่ตลอดกาล
ผลกระทบ (Impact)Mixed (ผสมผสาน)สร้างความตื่นตัวในวงกว้าง (Fever effect) แต่ก็นำไปสู่การตั้งคำถามและการตรวจสอบสถาบันสงฆ์ที่เข้มข้นขึ้น (Long-term effect)

บทสรุปสถานะ:

ปรากฏการณ์นี้เป็น "Fever บนรากฐานของ Non-Fever" กล่าวคือ ตัวกิจกรรมและการนำเสนอผ่านสื่อมีลักษณะเป็นกระแสฟีเวอร์ที่ฉาบฉวยและถูกปรุงแต่ง แต่เชื้อเพลิงที่ทำให้ไฟแห่งกระแสนี้ติดขึ้นมาได้ คือความต้องการทางจิตวิญญาณที่แท้จริงและยั่งยืน (Non-Fever) ของผู้คนในสังคมที่กำลังสับสนวุ่นวาย


7. บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย (Conclusion and Recommendations)

ปรากฏการณ์พระสงฆ์เดินเพื่อสันติภาพ ธรรมยาตรา และธุดงค์ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของพุทธศาสนาไทยที่กำลังดิ้นรนปรับตัว (Struggle to Adapt) ในโลกยุคใหม่ มันคือพื้นที่ที่ศรัทธา, การเมือง, และเทคโนโลยี มาบรรจบกัน

ข้อเสนอแนะ:

  1. การสร้างภูมิคุ้มกันทางสื่อ (Media Literacy): องค์กรพุทธและภาคการศึกษาควรให้ความรู้แก่ประชาชนในการแยกแยะระหว่าง "รูปแบบพิธีกรรม" กับ "แก่นธรรม" เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการตลาดบุญหรือ Clickbait Spirituality ที่เน้นแต่ยอดไลก์.33

  2. การสนับสนุน Soft Power ที่ถูกทิศทาง: รัฐบาลควรสนับสนุนกิจกรรมทางศาสนาในมิติที่เป็นสากลและส่งเสริมสันติภาพ (เช่น Walk for Peace) มากกว่ากิจกรรมที่เน้นปาฏิหาริย์หรืองมงาย โดยบูรณาการเข้ากับนโยบายท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณ (Spiritual Tourism) อย่างมีรสนิยมและเคารพศรัทธา.40

  3. การปฏิรูปและตรวจสอบ: สถาบันสงฆ์ต้องตระหนักว่า "ภาพลักษณ์" (Image) ที่สร้างผ่านอีเวนต์ ไม่สามารถทดแทน "ความศรัทธา" (Faith) ที่เกิดจากวัตรปฏิบัติที่บริสุทธิ์ได้ การกลับมาเน้นความโปร่งใสและจริยธรรมของสงฆ์คือกุญแจสำคัญในการแก้วิกฤตศรัทธาอย่างยั่งยืน.27

ท้ายที่สุด การเดินของพระสงฆ์จะยังคงเป็นภาพที่ทรงพลังต่อไป ตราบใดที่มนุษย์ยังคงต้องก้าวเดินฝ่าความทุกข์ยากของชีวิต และต้องการใครสักคนเดินนำทางด้วยแสงแห่งธรรม ไม่ว่าแสงนั้นจะส่องผ่านเปลวเทียนในป่า หรือผ่านหน้าจอ LED ในเมืองหลวงก็ตาม.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

"ดร.มหานิยม" ฝ่ากระแสพรรคใหญ่ ขอโอกาสเป็นพรรคทางเลือกใหม่ กาเบอร์ 6 เพื่อสกลนครที่เป็นธรรม

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2569 ที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ไม่เพียงเป็นหมุดหมายสำคัญของการจัดระเบียบอำนา...