เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 ดร.สำราญ สมพงษ์ นักวิชาการอิสระด้านพุทธสันติวิธี และอดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคเกษตรเสรี เปิดเผยผลการวิเคราะห์เชิงวิชาการร่วมกับระบบ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ภายใต้หัวข้อ “พัฒนาการประชาธิปไตยบนสนามเลือกตั้งปี 2569: ไท ไทย” ซึ่งมุ่งศึกษาความแตกต่างและความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่าง “ไท” (ชนชาติไทใหญ่ในเมียนมา) และ “ไทย” (ประเทศไทย) ในบริบทประชาธิปไตยร่วมสมัยของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
🔹 ประชาธิปไตยสองแบบในสองบริบท
งานวิเคราะห์ระบุว่า “ไท” และ “ไทย” แม้มีรากทางวัฒนธรรมร่วมกัน แต่เส้นทางประชาธิปไตยกลับต่างกันโดยสิ้นเชิง
ในฝั่ง ประเทศไทย (ไทย) การเลือกตั้งปี 2569 เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของประชาธิปไตยไทย หลังความขัดแย้งระหว่างฝ่ายอนุรักษนิยมกับฝ่ายเสรีนิยมยืดเยื้อมานาน ประเด็นหลักในการเลือกตั้งมุ่งไปที่ “การกระจายอำนาจ” และ “การปรับโครงสร้างสถาบันทางการเมือง” ให้เข้ากับยุคดิจิทัล
ประชาธิปไตยไทยในปี 2569 มีแนวโน้มพัฒนาเป็น “ประชาธิปไตยเชิงมีส่วนร่วม” (Participatory Democracy) ผ่านพลังของคนรุ่นใหม่ที่ใช้สื่อดิจิทัลและแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นพื้นที่แสดงออกทางการเมือง
ขณะที่ใน รัฐฉานของเมียนมา กลุ่มชนชาติ ไทใหญ่ (Tai Yai) ยังคงอยู่ในภาวะ “ประชาธิปไตยในเงื่อนไขความขัดแย้ง” (Democracy under Conflict) หลังรัฐประหารปี 2564 โครงสร้างรัฐกึ่งทหารยังครอบงำ แต่ในระดับท้องถิ่นกลับปรากฏรูปแบบ “ประชาธิปไตยจากฐานล่าง” (Grassroots Democracy) ซึ่งชาวไทใช้กระบวนการปรึกษาหารือของชุมชน การลงมติแบบฉันทามติ และการแก้ปัญหาด้วยหลักเมตตา–ขันติธรรม เป็นเครื่องมือบริหารตนเอง
🔹 AI วิเคราะห์เทียบ “ไท” กับ “ไทย”
การวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบของ ดร.สำราญ และระบบ AI ได้จัดทำตารางเปรียบเทียบระหว่าง “ไท” และ “ไทย” โดยพบว่า
| มิติการวิเคราะห์ | ไท (ไทยใหญ่ในเมียนมา) | ไทย (ประเทศไทย) |
|---|---|---|
| โครงสร้างรัฐ | กึ่งรวมศูนย์ภายใต้รัฐบาลทหาร | รัฐเดี่ยวแบบประชาธิปไตยรัฐสภา |
| การเลือกตั้ง | ระดับท้องถิ่น/จำลอง | ระบบระดับชาติ ภายใต้ กกต. |
| วัฒนธรรมการเมือง | ฉันทามติ-ชุมชนมีส่วนร่วม | การแข่งขันของพรรคการเมือง |
| อุปสรรคหลัก | ความไม่มั่นคงทางการเมืองและการทหาร | ความแตกแยกทางอุดมการณ์ |
| แนวโน้มปี 2569 | ฟื้นพลังการเมืองท้องถิ่นและอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ | พัฒนาเป็นประชาธิปไตยดิจิทัล มีส่วนร่วมของเยาวชน |
🔹 จุดร่วมของ “ไท” และ “ไทย” — เสรีภาพและศักดิ์ศรีมนุษย์
ดร.สำราญ วิเคราะห์ว่า แม้ “ไท” และ “ไทย” อยู่คนละขั้นของพัฒนาการประชาธิปไตย — ไทยมุ่งสู่ประชาธิปไตยที่มั่นคงภายใต้ระบบเลือกตั้งซับซ้อน ส่วนไทใหญ่ยังต่อสู้เพื่อ “สิทธิ์เลือกตั้ง” และ “สิทธิ์ปกครองตนเอง” — แต่ทั้งสองต่างมีรากอุดมการณ์ร่วมคือ “ความปรารถนาในเสรีภาพ” และ “ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ในการกำหนดชะตาชีวิตตนเอง”
“ประชาธิปไตยไม่ใช่เพียงระบบเลือกตั้ง แต่คือวัฒนธรรมแห่งเสรีภาพและความเคารพกัน”
— ดร.สำราญ สมพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย
🔹 ข้อเสนอเชิงนโยบาย
งานวิเคราะห์เสนอว่า ประเทศไทยควรส่งเสริม “การศึกษาเพื่อประชาธิปไตยเชิงวิพากษ์” (Critical Civic Education) เพื่อให้เยาวชนเข้าใจรากของสิทธิเสรีภาพและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ขณะที่กรณี “ไทใหญ่” ควรได้รับการสนับสนุนจากประชาคมระหว่างประเทศในด้าน สิทธิมนุษยชนและการปกครองตนเองในระดับท้องถิ่น
ทั้งนี้ ผลการศึกษาของ ดร.สำราญ และ AI ได้รับความสนใจอย่างมากจากวงวิชาการการเมืองระหว่างประเทศ เนื่องจากเป็นความพยายามครั้งสำคัญในการเชื่อมโยง “เทคโนโลยีสติปัญญา” เข้ากับ “ปัญญาแห่งอุษาคเนย์” เพื่อทำความเข้าใจประชาธิปไตยในฐานะกระบวนการทางวัฒนธรรมและมนุษยธรรมร่วมกันของภูมิภาค
วิเคราะห์พัฒนาการประชาธิปไตยบนสนามเลือกตั้งปี 2569: ไท ไทย
1. บทนำ
พัฒนาการประชาธิปไตยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตะวันตก โดยเฉพาะในกลุ่มชาติพันธุ์ “ไท” และ “ไทย” เป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนความแตกต่างเชิงโครงสร้างทางอำนาจ วัฒนธรรมการเมือง และเส้นทางของรัฐสมัยใหม่ได้อย่างชัดเจน
ในปี พ.ศ. 2569 สนามการเลือกตั้งทั้งใน ประเทศไทย และในเขตการปกครองของชนชาติ ไท (ไทยใหญ่) ในประเทศเมียนมา มีความน่าสนใจอย่างยิ่งในแง่ของการเคลื่อนไหวทางการเมืองของประชาชน และการตีความ “ประชาธิปไตย” ที่ต่างกันตามประสบการณ์ประวัติศาสตร์
คำว่า “ไท” หมายถึง ชนชาติไทใหญ่ (Shan or Tai Yai) ซึ่งมีถิ่นฐานในรัฐฉานของประเทศเมียนมา ส่วน “ไทย” หมายถึง ประชาชนในราชอาณาจักรไทย ที่มีระบบการเมืองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การเปรียบเทียบทั้งสองกรณีนี้จึงช่วยให้เข้าใจ “พัฒนาการประชาธิปไตยในบริบทอุษาคเนย์” ได้อย่างรอบด้าน
2. กรอบแนวคิดทางทฤษฎี
งานศึกษานี้ใช้กรอบแนวคิดหลัก 3 ประการ ได้แก่
-
ทฤษฎีประชาธิปไตยเชิงพัฒนา (Developmental Democracy Theory) – ชี้ให้เห็นว่าประชาธิปไตยจะเติบโตได้ต่อเมื่อเศรษฐกิจ สังคม และการศึกษามีความเข้มแข็งเพียงพอ
-
ทฤษฎีอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ (Ethnic Identity Theory) – อธิบายการเมืองของกลุ่มชาติพันธุ์ไทในเมียนมาว่าเป็น “ประชาธิปไตยในเงื่อนไขการต่อรองอำนาจ” มากกว่าประชาธิปไตยแบบตัวแทน
-
ทฤษฎีสังคมการเมืองเปรียบเทียบ (Comparative Political Analysis) – ใช้เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมทางการเมืองและโครงสร้างการเลือกตั้งระหว่าง “ไท” และ “ไทย”
3. พัฒนาการประชาธิปไตยในประเทศไทย (ไทย)
ประเทศไทยในช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 2569 อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของประชาธิปไตยหลังยุคความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างฝ่ายอนุรักษนิยมกับฝ่ายเสรีนิยม ประเด็นหลักในการเลือกตั้งครั้งนี้มุ่งไปที่ “การกระจายอำนาจ-การปฏิรูปโครงสร้างรัฐ” และ “การปรับบทบาทของสถาบันการเมืองให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัล”
ระบบการเลือกตั้งแบบ จัดสรรปันส่วนผสม (Mixed-Member System) ยังคงใช้ต่อเนื่อง แต่มีการปรับสูตรการคำนวณให้สอดคล้องกับความต้องการของพรรคขนาดกลางและพรรคท้องถิ่นมากขึ้น
ในมิติของวัฒนธรรมการเมือง ประชาธิปไตยไทยในปี 2569 แสดงให้เห็นแนวโน้มของ “ประชาธิปไตยเชิงมีส่วนร่วม” (Participatory Democracy) ผ่านการใช้สื่อดิจิทัลและการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในพื้นที่สาธารณะ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเห็น “เสรีภาพทางความคิด” มากกว่าการแข่งขันของพรรคการเมืองเพียงอย่างเดียว
4. พัฒนาการประชาธิปไตยของกลุ่มชาติพันธุ์ไทใหญ่ (ไท) ในเมียนมา
ในขณะเดียวกัน ในรัฐฉานของประเทศเมียนมา กลุ่มชาติพันธุ์ “ไท” หรือ “ไทยใหญ่” ยังคงเผชิญกับบริบทของ ประชาธิปไตยในเงื่อนไขความขัดแย้ง (Democracy under Conflict)
หลังเหตุการณ์รัฐประหารปี 2564 โครงสร้างการเมืองของเมียนมายังคงอยู่ในสภาพของ “รัฐกึ่งทหาร” (Hybrid Authoritarian State) แต่ในพื้นที่รัฐฉาน การเคลื่อนไหวของกลุ่มชาติพันธุ์ไทใหญ่กลับสะท้อนรูปแบบ “ประชาธิปไตยจากฐานล่าง” (Grassroots Democracy) ที่เน้นการบริหารตนเองภายในหมู่บ้านหรือเมืองต่าง ๆ โดยใช้สภาท้องถิ่นและผู้นำชุมชนเป็นกลไกสำคัญ
ในปี 2569 กลุ่มไทใหญ่จำนวนหนึ่งมีความพยายามจะจัด “การเลือกตั้งท้องถิ่นจำลอง” เพื่อแสดงออกถึงความปรารถนาในสิทธิการปกครองตนเอง ซึ่งแม้ไม่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลกลางเมียนมา แต่ถือเป็นสัญลักษณ์ของการฟื้นฟู “อัตลักษณ์ประชาธิปไตยแบบไท” ที่มีรากฐานจากจารีตประเพณี เช่น การประชุมหมู่บ้าน การลงมติด้วยฉันทามติ และการแก้ปัญหาด้วยหลัก “เมตตา–ขันติธรรม”
5. การเปรียบเทียบประชาธิปไตย “ไท” กับ “ไทย”
| มิติการวิเคราะห์ | ไท (ไทยใหญ่ในเมียนมา) | ไทย (ประเทศไทย) |
|---|---|---|
| โครงสร้างรัฐ | กึ่งรวมศูนย์ภายใต้รัฐบาลทหาร | รัฐเดี่ยวแบบประชาธิปไตยรัฐสภา |
| การเลือกตั้ง | ยังอยู่ในระดับท้องถิ่น/ไม่เป็นทางการ | เป็นระบบระดับชาติ มีคณะกรรมการการเลือกตั้ง |
| วัฒนธรรมการเมือง | เน้นฉันทามติและการมีส่วนร่วมของชุมชน | เน้นการแข่งขันของพรรคและแนวคิดเสรีนิยม |
| อุปสรรคหลัก | ความไม่มั่นคงทางการเมืองและการทหาร | ความแตกแยกทางอุดมการณ์และผลประโยชน์ทางการเมือง |
| แนวโน้มปี 2569 | ฟื้นพลังการเมืองท้องถิ่นและอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ | พัฒนาเข้าสู่ประชาธิปไตยดิจิทัลและการมีส่วนร่วมของเยาวชน |
6. การวิเคราะห์เชิงสังเคราะห์
การเมืองของ “ไท” และ “ไทย” แม้ต่างกันด้านโครงสร้างและอำนาจรัฐ แต่ต่างมี “ความปรารถนาในเสรีภาพ” เป็นรากเดียวกัน
ประชาธิปไตยไทยพยายามเคลื่อนไปข้างหน้าภายใต้ระบบเลือกตั้งที่ซับซ้อนและแรงกดดันจากผลประโยชน์ทางการเมือง ส่วนประชาธิปไตยของไทใหญ่กลับเป็น “การต่อสู้เพื่อให้ได้สิทธิ์เลือกตั้ง” เสียก่อน ทั้งสองจึงอยู่คนละขั้นของพัฒนาการ แต่ต่างมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกันคือ “ศักดิ์ศรีของมนุษย์ในการกำหนดชะตาชีวิตของตนเอง”
7. สรุปและข้อเสนอแนะ
พัฒนาการประชาธิปไตยบนสนามเลือกตั้งปี 2569 ของ “ไท” และ “ไทย” สะท้อนว่าประชาธิปไตยไม่ใช่เพียง “ระบบการเลือกตั้ง” หากแต่เป็น “วัฒนธรรมแห่งเสรีภาพและการเคารพกัน”
ประเทศไทยควรส่งเสริม การศึกษาเพื่อประชาธิปไตยเชิงวิพากษ์ (Critical Civic Education) เพื่อให้คนรุ่นใหม่เข้าใจรากของสิทธิเสรีภาพ ขณะที่กรณีของ “ไทใหญ่” ควรได้รับการสนับสนุนด้านสิทธิมนุษยชนและการปกครองตนเองจากประชาคมระหว่างประเทศ
ในที่สุด “ไท” และ “ไทย” คือสองเส้นทางที่ต่างที่มา แต่มีจุดหมายเดียวกัน — คือ ประชาธิปไตยที่เติบโตบนฐานของอัตลักษณ์และปัญญาแห่งตะวันออก
เอกสารอ้างอิง
-
Dahl, R. A. (1989). Democracy and Its Critics. Yale University Press.
-
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ. (2567). การเมืองไทยในกระแสเปลี่ยนผ่าน. สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
-
Smith, M. (2023). Burma: Insurgency and the Politics of Ethnicity. Zed Books.
-
สถาบันพระปกเกล้า. (2568). รายงานการเมืองไทยก่อนการเลือกตั้ง 2569.
-
ศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์ไทใหญ่ (รัฐฉาน). (2568). รายงานการมีส่วนร่วมทางการเมืองของชนชาติไทใหญ่.

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น