วันศุกร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2561

สร้างวัฒนธรรมการรู้จักใช้สื่อออนไลน์อย่างมีสติมีปัญญาอย่างไรถึงมีอำนาจ



วันที่ 7 ก.ย.2561 Media Forum ครั้งที่ 3 :สิทธิพลเมืองดิจิทัล : อำนาจสื่อในมือใคร
ณ ห้องประชุมชั้น 5 วิทยาลัยนวัตกรรม ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
.
ผู้ดำเนินการเสวนา น. ส. สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ และอดีต กสทช.
.
ร่วมเสวนา โดย
.
1. นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ
2. นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กสทช.
3. นายพิชาย ชื่นสุขสวัสดิ์ กรรมการ World Association of Newspapers
อดีตบรรณาธิการหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ สื่อ traditional นักข่าวอาชีพควรได้รับการฝึกพัฒนาการใช้เทคโนโลยีสื่อดิจิทัล ทักษะการ verification มีเครื่องมือและกระบวนการในการตรวจสอบสำหรับพลเมือง ทำอย่างไรให้มีทักษะการ Fact Check ได้ สื่อ-ประชาชน ควรมียุทธศาสตร์ร่วมกัน
4. ดร.เวฬุรีย์ เมธาวีวินิจ ผู้อำนวยการหลักสูตรการจัดการมรดกวัฒนธรรมและ
อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
5. ผศ.ดร.เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิสื่อมวลชนศึกษา สติ ตัว ปัญญาใครทำ เพราะปัจจุบันผู้ใช้สื่อใช้อารมณ์เป็นตัวนำ จะทำอย่างไรให้สื่อออนไลน์เป็นตัวเก็บข้อมูล แสดงผล ทำวิทยุชุมชนหลายปีแต่เขามีวัฒนธรรมใช้ตามๆกัน วัฒนธรรมการใช้สื่อออนไลน์อย่างมีสติมีปัญญาอย่างไร น่าจะสร้างกลไกที่ใช้ประโยชน์จากสื่อออนไลน์ในการเฝ้าระวัง > มีส่วนร่วม > สะท้อนสื่อ สะท้อนตัวเอง ทำให้คนสร้างวัฒนธรรมการสื่อสารสร้างสรรค์ที่ยั่งยืน ... ด้วยสื่อออนไลน์
6. น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
7. นายอาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล ผู้ประสานงาน เครือข่ายพลเมืองเน็ต
8. นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการ iLaw
9. นายธิปไตร แสละวงศ์ ผู้เข้าร่วมหลักสูตรส าหรับนักบริหารรุ่นใหม่ด้านหลักนิติธรรม
และการพัฒนา (Rold)
10. นายปรเมศวร์ มินศิริ ผู้บริหาร Kapook.com
11. นายธีรวุฒิ ธงภักดิ์ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนดิจิทัลเพื่อสังคม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม อันดับแรกผู้รับสารต้องรู้สิทธิ รู้เท่าทันสื่อ แล้วใช้สื่อสร้างสร้างสรรค์

วันที่  7 กันยายน  สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดเวที Media Forum ครั้งที่ 3 ในหัวข้อ “สิทธิพลเมืองดิจิทัล : อำนาจสื่อในมือใคร” ณ ห้องประชุมชั้น 5 วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายวงการเข้าร่วม 

นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กสทช. กล่าวถึงอำนาจสื่อในมือใคร วันนี้อำนาจสื่ออยู่ในอำนาจของแพลตฟอร์ม (Platform) แย่งไป ทั้งสามารถควบคุมผู้บริโภคได้ อยากรู้ข่าวอะไรป้อนได้เลย ทำให้คนติดเนื่องจากตรงกับจริตของผู้บริโภค นี่คืออำนาจของแพลตฟอร์มที่ทำให้อำนาจตัวกลางเปลี่ยนไป ขณะที่อำนาจการกำกับดูแลของรัฐก็ไม่ค่อยมีทิศทาง จะมีอำนาจปิดกั้นในกรณีข่าวที่อ่อนไหวเท่านั้น ฉะนั้น ทำอย่างไรให้อำนาจสื่ออยู่ในมือประชาชน ต้องให้อำนาจในการเข้าถึง อำนาจในการใช้วิจารณญาณกลั่นกรอง โดยอดีตในบรรณาธิการคอยกลั่นกรองให้ แต่วันนี้ตัวกลางเปลี่ยนไป 

“ผมยืนยันสื่อมวลชนอาชีพมีความจำเป็น คำว่า Fact Check คือตรวจสอบกับสำนักข่าวที่เป็นธรรมและเป็นกลางก่อน ผมยังเชื่อว่า อำนาจสื่ออยู่ในมือประชาชนได้ จำเป็นต้องมีสื่อมวลชนที่เป็นวิชาชีพอยู่ ไม่มีเลยเป็นไปไม่ได้ และต้องแก้ปัญหาเรื่องการพึ่งพิงทุนด้วย หรือพึ่งทุนสีเทามากนัก เราต้องช่วยกันออกแบบใหม่” นพ.ประวิทย์ กล่าว และเชื่อว่า การที่จะทำให้อำนาจสื่ออยู่ในมือประชาชนประเทศต้องมีการเลือกตั้งเท่านั้น 

ขณะที่นายธิปไตร แสละวงศ์ นักวิจัยอาวุโส จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงสื่อในโลกปัจจุบัน อำนาจทุนยังมีอำนาจอันดับที่ 1 รองลงมาอำนาจรัฐ และอำนาจสื่อเอง ตามลำดับ ขณะที่ผู้บริโภคจะมีอำนาจประเภทข่าวบันเทิง ซึ่งจะเห็นว่า สื่อมักจะเล่นตามคนสนใจเรื่องอะไร แสดงว่าผู้บริโภคมีปากมีเสียงบังคับให้สื่อเล่นตามได้ 

นายธิปไตร ได้ยกตัวอย่างสื่อหนังสือพิมพ์ที่ประเทศฝรั่งเศส 4 หัวใหญ่ที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดมากสุดนั้น ส่วนใหญ่เจ้าของเป็นเศรษฐีระดับต้น ๆ ของประเทศ สื่อจึงเหมือนของเล่นของเศรษฐีที่จะเข้าไปซื้อ ดังนั้นโมเดลของฝรั่งเศสทำให้รัฐพยายามเข้ามาแทรกแซงความเป็นเสรีภาพของสื่อมากขึ้น มิใช่โมเดลทุนนิยมสุดโต่ง 

นักวิจัยอาวุโส ทีดีอาร์ไอ กล่าวถึงการเข้าถึงทรัพยากรงบประมาณของภาครัฐ  หากตลาดมีการแข่งขันที่เป็นธรรม ดูที่คุณภาพสื่อ ไม่มีเส้นใหญ่ หรือผูกขาดเชื่อว่า เม็ดเงินตรงนี้จะทำให้สื่อเอกชน สื่อสิ่งพิมพ์ หรือสื่อท้องถิ่นอยู่ได้  ขณะที่การเข้าถึงข้อมูลภาครัฐ เช่น การนำเสนอในข่าวเชิงติดตามนโยบายภาครัฐ พบว่า สื่อจะมีต้นทุนมากขึ้นเพราะเข้าถึงข้อมูลภาครัฐยาก โดยภาครัฐพยายามจะสร้างกำแพงบางอย่างทำให้ต้นทุนตรงนี้สูงขึ้น 

“หากสื่อสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ง่าย การทำงานก็จะง่าย ต้นทุนของสื่อก็จะถูกลง การทำสื่อในเชิงธุรกิจก็จะมีกำไร” 

นายธิปไตร ยังกล่าวถึงบทบาทของเฟชบุค มีประโยชน์ ทำให้คนสามารถเข้าถึงสื่อท้องถิ่น สื่อทางเลือกได้มากขึ้น เกิดสื่อกระแสทางเลือกขึ้นมามากขึ้น แต่เฟชบุคก็มีกลไกที่รัฐไทยเองตามไม่ทันด้วย ซึ่งทำให้เฟชบุคได้เปรียบสื่อไทย โดยเฉพาะเรื่องภาษี  

“เฟชบุคได้ค่าโฆษณา แต่เสียภาษีให้รัฐไทยน้อยมาก ฉะนั้นมองในเชิงการตลาดธุรกิจสื่อไทยเสียเปรียบเฟชบุค เพราะภาษีมากกว่าเฟชบุค เราต้องเริ่มคิด”นายธิปไตร กล่าว และว่า หลายธุรกิจมีการให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทย สามารถถือหุ้นในบางธุรกิจได้ 100% แต่ธุรกิจสื่อ ห้ามให้ต่างชาติเข้ามาถือหุ้นเกิน 50%  ฉะนั้น  หากเราอยากให้สื่อเอกชนเล็ก ๆ น้อยๆ มีเงินเพิ่มทุน การเปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนธุรกิจสื่อในประเทศไทย ถือหุ้นได้มากกว่านี้ ให้เขาเป็นเจ้าของ เป็นสิ่งที่เราน่าจะเริ่มคิดได้แล้ว   

สำหรับประเด็นเฟชบุค นายพิชาย ชื่นสุขสวัสดิ์ อดีตบรรณาธิการหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์   กล่าวว่า วันนี้เฟชบุคต้องยอมรับตัวเองเป็นทั้งแพลตฟอร์มและเป็นสื่อ (Publisher) ด้วย ซึ่งในฐานะ  Publisher จึงจำเป็นต้องมีความรับผิดชอบมากกว่านี้ในการตรวจสอบควบคุมข้อมูล ที่คนใช้เฟชบุค ทั้งเรื่อง Hate Speech ข่าวลวง พร้อมกันนี้ได้ตั้งคำถาม  ข้อมูลข่าวสารในโลกดิจิทัลปัจจุบันนี้ ถูกต้อง และเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน 

ส่วนนางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า วันนี้อำนาจสื่อไม่ได้อยู่ในมือผู้บริโภค แต่อยู่ในมือทุน หากอำนาจสื่ออยู่ในมือผู้บริโภคจริงต้องสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในสังคมได้ โดยยกตัวอย่างการต่อสู้เรียกร้องเรื่องอันตรายสารเคมี 3 ชนิด พาราควอต ไกลโฟเสต  และคลอร์ไพริฟอส ที่คนก็รู้มีอันตรายมากนั้น ก็น่าจะห้ามใช้ในประเทศไทยได้  หรือทำสำเร็จได้ในประเทศไทย 

“สื่อบ้านเราไม่เคยยอมรับว่าตัวเองเป็นทุนประเภทหนึ่ง เราเชื่อความเป็นวิชาชีพยังอยู่แต่อยู่ภายใต้กำกับของทุน จำเป็นที่สื่อต้องทำให้สังคมเห็นความเป็นวิชาชีพ เมื่อถึงจุดที่ต้องตัดสินใจ”  

สำหรับนายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กล่าวถึงผู้บริโภคปัจจุบันพึ่งพาโซเชียลมีเดียมาก และสนใจเฉพสะเนื้อหาข่าวสารที่เป็นข่าวดราม่า ทำให้ทิศทางการทำข่าวของสื่อหลักไปแนวนี้ เพราะต้องการเรตติ้ง ยอดวิว ยอดคลิก สิ่งที่ตามมาคือรายได้ มิเช่นนั้นจะอยู่ไม่ได้ 

“ ประเด็นนี้กลายเป็นทางสองแพร่ง เรายังต้องอยู่แบบนี้ ผู้บริโภคสื่อยังเป็นแบบนี้ เราจะมีงบประมาณไปทำข่าวที่มีคุณภาพหรือไม่ หรือทำข่าวเรื่องสำคัญๆ มากน้อยแค่ไหน ซึ่งผู้บริโภคที่เป็นพลเมืองดิจิทัล ก็ต้องตัดสินใจตรงนี้เช่นกัน” 

ในฐานะองค์กรกำกับดูแลสื่อ นายชวรงค์ กล่าวถึงบทบาทของพลเมืองดิจิทัลในการกำกับดูแลสื่อที่มีมากขึ้น เห็นได้จากกรณีเหตุการณ์ที่ถ้ำหลวง แต่ก็ยังไม่มีสูตรสำเร็จว่า อารมณ์สังคม หรืออารมณ์โซเชียลเป็นทิศทางเดียวกับการนำเสนอข่าวของสื่อหรือไม่ ยังเป็นที่ถกเถียงกันต่อไป  

“เราพยายามจัดสมดุลความต้องการของพลเมืองดิจิทัลกับการดำรงไว้ซึ่งความเป็นมืออาชีพของสื่อ” 

นอกจากนี้ ในเวที “สิทธิพลเมืองดิจิทัล : อำนาจสื่อในมือใคร” ยังมีการพูดถึงร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่ราคาถูกกว่าปัจจุบัน การสร้างวัฒนธรรมการสื่อสารทางสังคม หรืออาสาสมัครภาคพลเมืองเพื่อสร้างกระแสสื่อสารออนไลน์ในทุกประเด็น รวมถึงโมเดลการระดมทุนผ่านระบบ Blockchain ทางเลือกของสื่อที่จะสู้กับเฟชบุค เป็นต้น (https://www.isranews.org/isranews/69286-media69286.html)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เพลง: ใจไม่หวั่น หลักธรรมจากขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต จตุตถวรรค

เพลง: ใจไม่หวั่น หลักธรรมจากขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต  จตุตถวรรค [Verse 1] ยุงจะกัด เหลือบจะต่อย ทางจะคอย มีเรื่องราว ใจของเราอย่าร้อนราว...