วันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

ยุทธศาสตร์การเตรียมการเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2569 ของพรรคพลังประชารัฐ

 
พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เป็นพรรคการเมืองที่มีบทบาทสำคัญในการเมืองไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลชุดก่อน แม้ว่าในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด พรรคจะประสบกับความท้าทายหลายประการ เช่น การแยกตัวของแกนนำสำคัญ และการเสื่อมถอยของกระแสความนิยม การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยในปี พ.ศ. 2569 จึงเป็นการต่อสู้เพื่อ "การดำรงอยู่และความอยู่รอด" ในฐานะพรรคการเมืองสำคัญ พรรคพลังประชารัฐจำเป็นต้องสร้างยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนเพื่อรักษาฐานเสียงเดิม, ฟื้นฟูภาพลักษณ์, และปรับตัวเข้ากับภูมิทัศน์การเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป บทความนี้มุ่งวิเคราะห์แผนปฏิบัติการและยุทธศาสตร์หลักที่พรรคพลังประชารัฐได้ดำเนินการเพื่อเตรียมความพร้อมสู่สนามเลือกตั้งครั้งนี้


1. ยุทธศาสตร์การรวมศูนย์อำนาจและการบริหารจัดการพรรค (Centralization and Party Management Strategy)

หัวใจสำคัญของการเตรียมการของ พปชร. คือการสร้างความมั่นคงและความเป็นเอกภาพภายในพรรคภายใต้การนำของแกนนำคนปัจจุบัน:

  • การรวมศูนย์อำนาจผู้นำ: การเสริมสร้างบทบาทและอำนาจของหัวหน้าพรรคในการตัดสินใจและกำหนดทิศทางของพรรค สะท้อนถึงความพยายามในการลดความแตกแยกและการช่วงชิงอำนาจภายในที่เคยเกิดขึ้นในอดีต การใช้ ระบบการบริหารจัดการที่เข้มงวด เป็นกุญแจสำคัญในการควบคุมผู้สมัครและ ส.ส. ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

  • การสรรหาและรักษา "บ้านใหญ่": พรรคยังคงให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการดึงดูดและรักษา "บ้านใหญ่" และอดีต ส.ส. ที่มีฐานเสียงส่วนตัวที่มั่นคงในแต่ละพื้นที่ แม้จะมีบางส่วนย้ายออกไป แต่ พปชร. ได้ใช้เครือข่ายความสัมพันธ์ส่วนตัวและฐานอำนาจที่ยังมีอยู่ในการเจรจาเพื่อให้แน่ใจว่าจะมีผู้สมัครที่มีศักยภาพแข่งขันได้ในเขตเลือกตั้งสำคัญ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง

  • การวางตัวเป็น "พรรคทางเลือกเพื่อความมั่นคง": พรรคพยายามวางตำแหน่งตัวเองให้เป็นพรรคที่สามารถ "ประนีประนอม" กับขั้วอำนาจต่าง ๆ ได้ และเป็นพรรคที่เน้น "ความสงบและความต่อเนื่อง" ของนโยบายรัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการสื่อสารไปยังกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เบื่อหน่ายความขัดแย้งทางการเมืองสุดขั้ว


2. ยุทธศาสตร์นโยบายมวลชนและรัฐสวัสดิการ (Populist and Welfare Policy Strategy)

พรรคพลังประชารัฐยังคงใช้ยุทธศาสตร์ที่พิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งก่อน ๆ คือการเน้นนโยบายที่เข้าถึงประชาชนโดยตรงและสร้างความผูกพันกับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง:

  • การตอกย้ำ "บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ": นโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (หรือที่รู้จักในชื่อ "บัตรลุงตู่" ในการเลือกตั้งครั้งก่อน) ยังคงเป็น "สมบัติหลัก" และเครื่องมือสำคัญในการรักษาฐานเสียงกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นฐานเสียงที่ภักดีและมีอัตราการมาใช้สิทธิเลือกตั้งสูง

  • การเพิ่มสวัสดิการและเงินช่วยเหลือ: พรรคได้ปรับปรุงนโยบายให้มีความทันสมัยขึ้น โดยเน้นการเพิ่มวงเงินช่วยเหลือ, การอุดหนุนราคาพลังงาน, และการดูแลกลุ่มเปราะบางอื่น ๆ โดยมีการนำเสนอข้อมูลเชิงสถิติว่า "นโยบายของพรรคได้ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต" ของคนไทยกลุ่มใดบ้าง ซึ่งเป็นไปเพื่อสร้างความชอบธรรมในการกลับมาบริหารประเทศ

  • การมุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาค: นโยบายที่มุ่งเน้นการสร้างงานในท้องถิ่น, การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในชนบท, และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจภูมิภาค ถูกนำมาใช้เพื่อดึงดูดคะแนนเสียงจากผู้ประกอบการขนาดเล็กและกลุ่มคนทำงานในพื้นที่


3. การวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน และความท้าทาย

ด้านจุดแข็ง (Strengths)จุดอ่อน/ความท้าทาย (Weaknesses/Challenges)
การบริหารจัดการพรรคมีการจัดตั้งและเครือข่ายในพื้นที่ที่มั่นคงจากการบริหารประเทศในอดีต, ผู้นำมีความเด็ดขาดในการควบคุมทิศทางพรรคภาพลักษณ์ที่ยังคงยึดโยงกับอำนาจรัฐแบบเดิม, การขาดบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีความโดดเด่นในพื้นที่เมือง
ยุทธศาสตร์เลือกตั้งมีนโยบายประชานิยมที่เข้าถึงง่ายและตรงกลุ่มเป้าหมาย (ผู้มีรายได้น้อย/ผู้สูงอายุ), การใช้เครือข่าย ส.ส. เขตที่เข้มแข็งถูกบั่นทอนคะแนนนิยมจากพรรคที่ก่อตั้งขึ้นใหม่, การแข่งขันที่สูงขึ้นจากพรรคเพื่อไทยในฐานะรัฐบาล
ภาวะผู้นำแกนนำพรรคมีประสบการณ์ทางการเมืองสูงและมีความสัมพันธ์กับข้าราชการ/หน่วยงานรัฐการขาดเสน่ห์ดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเมือง, ความเสี่ยงจากความขัดแย้งภายในที่อาจปะทุขึ้นอีกครั้ง

บทสรุปและข้อเสนอแนะ

ยุทธศาสตร์การเตรียมการเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2569 ของพรรคพลังประชารัฐคือการเดินตามแนวทาง "อนุรักษ์นิยมก้าวหน้า" (Progressive Conservatism) โดยการใช้ความแข็งแกร่งของเครือข่ายผู้สมัครที่มีอิทธิพลในพื้นที่ ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนนโยบายประชานิยมที่เข้าถึงกลุ่มฐานรากอย่างชัดเจน

ความท้าทายที่สำคัญที่สุดของ พปชร. คือการ ฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชน และการ ปรับตัวเข้ากับกระแสสังคมที่ต้องการความเปลี่ยนแปลง พรรคจำเป็นต้องสร้างแบรนด์ที่แยกออกจากภาพลักษณ์เดิม และดึงดูดคนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมงาน เพื่อให้พรรคสามารถรักษาความเป็นหนึ่งในพรรคการเมืองสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลผสมต่อไปในอนาคต

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

โมเดลสวัสดิการพระสงฆ์และ “ธนาคารพระพุทธศาสนา” ของ ดร.นิยม เวชกามา

  เลือกตั้ง 2569 กับการเมืองศรัทธาเชิงนโยบาย: วิเคราะห์โมเดลสวัสดิการพระสงฆ์และ “ธนาคารพระพุทธศาสนา” ของ ดร.นิยม เวชกามา วันที่ 19 มกราคม 2...