ดร.สำราญ จับมือ AI วิเคราะห์ยุทธศาสตร์เลือกตั้ง 2569 ของพรรคเพื่อไทย ชี้โจทย์ใหญ่ “รักษาฐานเดิม–บุกคนรุ่นใหม่” ท่ามกลางสมรภูมิการเมืองเปลี่ยนแปลงเร็ว
เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ดร.สำราญ สมพงษ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโส นักวิชาการอิสระด้านพุทธสันติวิธี และอดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดศรีสะเกษ ได้ร่วมกับระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำการวิเคราะห์แผนปฏิบัติการเตรียมการเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2569 ของพรรคเพื่อไทย ซึ่งกำลังเร่งเดินเครื่องวางยุทธศาสตร์เพื่อกลับมาทวงความเป็นพรรคแกนนำรัฐบาล หลังจากต้องปรับบทบาทมาเป็นฝ่ายค้านในปัจจุบัน
การเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 ถูกมองว่าเป็นสนามสำคัญสำหรับทุกพรรค โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยที่ต้องรักษาฐานเสียงในภาคเหนือ–อีสาน ขณะเดียวกันก็ต้องขยายฐานสู่กลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่ (Gen Y และ Gen Z) ซึ่งปัจจุบันเป็น “เสียงส่วนใหญ่” ในระบบการเมืองไทย
ยกเครื่องภายในพรรค–เปิดตัวผู้สมัครเร็ว เพื่อโชว์ความพร้อม
การวิเคราะห์ชี้ว่า พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญสูงสุดกับ ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการภายใน (Internal Management Strategy) เน้นการ “ยกเครื่ององค์กร” และฟื้นฟูภาพลักษณ์พรรค
-
ปรับโครงสร้างผู้นำและผู้บริหาร: การแต่งตั้งนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นผู้อำนวยการเลือกตั้ง ถือเป็นการดึงผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์พื้นที่เข้ามาขับเคลื่อน
-
เร่งเปิดตัวผู้สมัคร: พรรคได้เปิดตัวว่าที่ผู้สมัครชุดแรกอย่างรวดเร็ว พร้อมเดินหน้าจัดอบรมทั่วประเทศ เพื่อเน้น “DNA พรรคเพื่อไทย” ที่มุ่งแก้ปัญหาปากท้อง
-
แก้ปัญหาเลือดไหลออก – ดึงเลือดใหม่: แม้มีสมาชิกบางส่วนย้ายพรรค แต่พยายามดึงคนรุ่นใหม่และเครือข่ายตระกูลการเมืองเดิม “กลับบ้าน” เพื่อรักษาฐานเสียงในพื้นที่เสี่ยง
ขับเคลื่อนนโยบายต่อเนื่อง โชว์ผลงานก่อนเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง
ในฐานะพรรครัฐบาล พรรคเพื่อไทยใช้นโยบายเป็น “อาวุธหลัก” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นก่อนเข้าสู่ฤดูกาลหาเสียงอย่างเป็นทางการ
-
ผลักดันงบประมาณปี 2569: มุ่งให้ผ่านอย่างรวดเร็ว เพื่ออัดฉีดโครงการที่อ้างว่าเป็นประโยชน์ต่อประชาชน เช่น 20 บาทตลอดสาย และมาตรการฟื้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว
-
เร่งนโยบายเร่งด่วน: เช่น “30 บาทรักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว” และมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร รวมถึงการแก้ปัญหายาเสพติดและการพนันออนไลน์
-
เป้าหมายคือ “สร้างผลงานเชิงประจักษ์” ให้ทันก่อนการเลือกตั้ง
วิเคราะห์จุดแข็ง–จุดอ่อน พรรคเพื่อไทย
ในการวิเคราะห์ร่วมระหว่าง ดร.สำราญ และระบบปัญญาประดิษฐ์ ได้สรุปสาระสำคัญดังนี้
จุดแข็ง
-
ฐานเสียงเหนียวแน่นในภาคเหนือ–อีสาน
-
ประสบการณ์จัดตั้งรัฐบาลยาวนาน
-
เป้าหมายชัดเจน เช่น 200 ที่นั่ง บวก/ลบ 10%
-
นโยบายด้านเศรษฐกิจและปากท้องที่จับต้องได้จริง
จุดอ่อน/ความท้าทาย
-
การไหลออกของสมาชิกบางส่วน
-
การแข่งขันสูงกับพรรคคู่แข่ง เช่น พรรคประชาชน ในเขตเมืองและกลุ่มคนรุ่นใหม่
-
ความเสี่ยงจากนโยบายที่อาจดำเนินการไม่ทันหรือไม่เห็นผลชัดเจน
-
ความต้องการใหม่ของคน Gen Y/Gen Z ที่ให้ความสำคัญต่อประชาธิปไตย ธรรมาภิบาล และความโปร่งใส มากกว่านโยบายเศรษฐกิจแบบเดิม
บทสรุป: โจทย์ใหญ่คือ “คนรุ่นใหม่” และการสื่อสารจุดยืนทางการเมือง
ดร.สำราญและ AI สรุปตรงกันว่า พรรคเพื่อไทยมี “จุดแข็งเชิงโครงสร้าง” และ “ผลงานเชิงนโยบาย” ในฐานะรัฐบาล แต่โจทย์ใหญ่คือการทำให้คนรุ่นใหม่เชื่อมั่นและเห็นจุดยืนของพรรคในประเด็นประชาธิปไตยและธรรมาภิบาล ซึ่งเป็นวาระสำคัญของสังคมยุคใหม่
ยิ่งใกล้ปี 2569 การสื่อสารและการปรับตัวของพรรคเพื่อไทยจะเป็นตัวกำหนดว่า พรรคจะรักษาความเป็นพรรคขนาดใหญ่ไว้ได้ หรือจะถูกคู่แข่งในเมืองและในโลกออนไลน์แย่งฐานเสียงไป
พรรคเพื่อไทยจึงต้องพัฒนา “ยุทธศาสตร์เข้มแข็ง” ในการตอบโจทย์ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกช่วงวัยอย่างสมดุล เพื่อเตรียมพร้อมสู่ศึกเลือกตั้งใหญ่ครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในรอบทศวรรษ.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น