วันเสาร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2561

บีบีซีสุดล้ำ!ใช้ AIตรวจสอบข่าวจริง-โปร่งใส




อักษรศาสตร์ม.ศิลปากร จับมือ สกว. เปิดเวทีชวนคิด "อยู่ด้วยกัน : โลก เทคโนโลยี ความเหลื่อมล้ำ และความเป็นอื่น" กระตุ้นนักวิจัยตั้งโจทย์ในมิติทวัฒนธรรม จริยธรรม และประดิษฐกรรมใหม่ อาทิ AI ขณะที่สำนักข่าวบีบีซีสุดล้ำใช้ AI ตรวจสอบข่าวจริง-โปร่งใส"



ระหว่างวันที่ 7- 8 กันยายน 2561 คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ร่วมกับฝ่ายมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดการประชุมวิชาการระดับชาติ เวทีวิจัยมนุษยศาสตร์ไทย ครั้งที่ 12 “อยู่ด้วยกัน : โลก เทคโนโลยี ความเหลื่อมล้ำ และความเป็นอื่น”  ที่อาคารวชิรมงกุฎ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เพื่อเป็นพื้นที่ในการนำเสนอผลงานวิจัยด้านมนุษยศาสตร์ของไทยสู่สาธารณะ และเปิดโอกาสให้นักวิชาการทุกระดับได้ร่วมพิจารณา ถกเถียง สนทนา แลกเปลี่ยนเรียนรู้ พัฒนาประเด็นวิจัยว่าด้วยการอยู่ด้วยกันในพื้นที่ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น ตลอดจนเป็นการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพด้านการวิจัยสำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่ และสร้างเครือข่ายทางวิชาการด้านมนุษยศาสตร์และสาขาที่เกี่ยวข้องทั้งระดับชาติและระดับนานาชาติ ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง




ศาสตราจารย์ นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดงานว่า ปัจจุบันชุดโครงการเวทีวิจัยมนุษยศาสตร์ไทย สกว. พยายามพัฒนาเครือข่ายนักวิจัยสายมนุษยศาสตร์ ให้ร่วมกันตั้งโจทย์วิจัยที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กับปัญหาสังคมร่วมสมัย เปิดเวทีวิชาการระดับชาติและนานาชาติสำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค อีกทั้งวิเคราะห์ ตรวจสอบ สร้างสรรค์แนวการวิเคราะห์และทฤษฎีใหม่ๆ ที่จะช่วยอธิบายและชี้แนวทางการเข้าใจปัญหาสังคมและโจทย์ทางวิชาการที่มีลักษณะสหสาขาวิชาและเป็นประโยชน์ต่อสังคม




“การประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 12 นี้ เป็นความพยายามครั้งสำคัญที่จะตอบคำถามว่า เราจะอยู่ด้วยกันอย่างไรท่ามกลางความแตกต่างของผู้คนในโลกที่หมุนเร็วยิ่งนี้ คำถามดังกล่าวเชื่อมโยงทั้งมิติทางสังคม ภาษา วัฒนธรรม จริยธรรม และการเมือง ซึ่งรวมเอาประเด็นความเท่าเทียมและความเป็นธรรมไว้ด้วย ประดิษฐกรรมใหม่ อาทิ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือหุ่นยนต์ ฯลฯ ดังนั้นสิ่งที่ท้าทายมนุษยศาสตร์คงมิใช่แค่เพียงการตั้งคำถามเกี่ยวกับการเป็นอยู่ร่วมกันกับประดิษฐกรรมใหม่เหล่านี้ แต่เป็นการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันกับสิ่งอื่น หรือคนอื่นในพื้นที่ที่มีความแตกต่างหลากหลายและเส้นแบ่งที่คลุมเครือในศตวรรษที่ 21”




สำหรับไฮไลท์ของเวทีในปีนี้ ศาสตรจารย์เทเลอร์ คาร์แมน นักปรัชญาชาวอเมริกันแห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ซึ่งมีผลงานชิ้นสำคัญได้แก่ หนังสือ Merleau-Ponty ที่ตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์ Routledge และหนังสือ Heidegger’s Analytic: Interpretation, Discourse, and Authenticity in “Being and Time” ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ นอกจากนี้ยังเป็นหนึ่งในนักแสดงในภาพยนตร์สารคดีเชิงปรัชญาเรื่อง Being in the World ผลงานกำกับของ Tao Ruspoli ผู้กำกับชาวอเมริกันเชื้อสายอิตาเลียน ที่แสดงถึงแนวคิดการดำรงอยู่ในโลกในชีวิตประจำวัน ได้ให้เกียรติปาฐกถานำหัวข้อ “Three Concepts of Community” ซึ่งพิจารณามโนทัศน์ว่าด้วยชุมชนในกรอบคิดของศาสตร์การตีความและปรากฏการณ์วิทยา โดยมี ผศ. ดร.เกษม เพ็ญภินันท์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งคุ้นเคยกับปรัชญาภาคพื้นทวีปเป็นอย่างดี เป็นผู้นำถกและสรุปประเด็น




พร้อมกันนี้มีการอภิปรายหัวข้อ “สื่อ โลกเสมือน กับความเท่าเทียมในศตวรรษที่ 21" ในเวทีวิจัยมนุษยศาสตร์ไทย ครั้งที่ 12 "สฤณี อาชวานันทกุล" นักเขียน นักแปล และนักวิชาการอิสระ ให้ความเห็นว่า ในยุคข้อมูลข่าวสารไหลเวียนจำนวนมาก ต้องแยกแยะความจริงกับความคิดเห็น พบว่าสื่อหลายค่ายจรรยาบรรณตกต่ำลงอย่างชัดเจน พื้นที่ในสื่อสังคมออนไลน์ทำข่าวอย่างมักง่าย หยิบสิ่งที่คุยกันมากระจายต่อ หรือลอกมาโดยไม่ตรวจสอบความถูกต้อง ขณะที่ประเทศยังตกอยู่ในห้วงความขัดแย้งทางการเมือง สื่อมีการแบ่งขั้วและเลือกข้าง ทำงานไม่เป็นมืออาชีพ ความสนใจบนไม้บรรทัดหรืออุดมการณ์ไม่เหมือนกัน




สื่อที่กำลังจะหายไปคือ สื่อที่ยังพยายามนำเสนอข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านและไม่บิดเบือน บางสื่อคิดว่าตัวเองควรมีบทบาทผลักดันข้างที่ตัวเองเลือก ปลุกระดมให้เกิดการเกลียดชัง หวังได้คะแนนนิยมจากคนที่เป็นฐานเสียง จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการหรือเครื่องมือทางการเมืองในการโฆษณาชวนเชื่อมากกว่ารายงานข้อเท็จจริง แต่หลายค่ายก็ใช้โอกาสจากสื่อสังคมออนไลน์เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงให้เกิดความชัดเจนและมีเสน่ห์ โดยเรียบเรียงและประมวลผลข้อมูล ความคิดเห็นต่าง ๆ และสะท้อนออกมาเป็นเนื้อข่าว ทั้งนี้ ตนมองว่าการเสพสื่อสังคมออนไลน์สามารถสร้างความเท่าเทียมทางข้อมูลให้คนธรรมดาเข้าถึงได้ แต่ธรรมชาติของมนุษย์มักจะเข้าข้างสิ่งที่ตัวเองเชื่อและใช้อารมณ์ร่วมมากกว่าเหตุผล




นายอธิคม คุณาวุฒิ นักเขียนชื่อดัง  กล่าวว่า สื่อปัจจุบันมักให้ความเห็นและใส่น้ำเสียงในข่าวมากกว่าการรายงานข่าวแบบเดิม แต่ในความเป็นจริงเราต้องไม่ลืมว่าสื่อเป็นธุรกิจแขนงหนึ่ง สุดท้ายแล้วองค์กรธุรกิจจะต้องตอบโจทย์เบื้องต้นให้ได้ นั่นคือ ‘ความอยู่รอด’ จึงจะเข้าใจได้ว่าเหตุใดสื่อจึงมีพฤติกรรมหลายอย่างที่เรารังเกียจ สิ่งที่เกิดขึ้น ณ เวลานี้ คือ คลื่นความเปลี่ยนแปลงตลอดในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมามีปรากฏการณ์ที่น่าสนใจในพื้นที่ของสังคมไทยขึ้นมา 3 ลูกใหญ่



อย่างแรกคือการเปลี่ยนโฉมหน้าของการสื่อสาร การเผชิญหน้ากับความขัดแย้งทางการเมืองที่เปิดเปลือยให้เห็นว่าแต่ละคนมีจุดยืนและความคิดอ่านเช่นไร ซึ่งนำมาสู่คลื่นที่สำคัญที่สุดคือ สังคมไทยไม่ได้มีพื้นความคิดอ่านที่เป็นหลักการแม้แต่น้อย หากแต่ถกเถียงกันภายใต้ความเชื่อ ความศรัทธา ก่อให้คนทำสื่ออย่างเราทำงานยากลำบากมากขึ้น และต้องระมัดระวังท่วงทำนองท่าทีในการสื่อสารเพื่อรักษาคนฟังคนดูให้ยังอยู่กับเราจน ไม่กลายเป็นสื่อสุดขั้วจนไม่มีใครฟัง ซึ่งจะเห็นได้ว่าทุกวันนี้สื่อล้าหลังมากเพราะไม่มีหลักคิด จุดยืน หรือใช้ความรู้ ความคิดเดิมในการอธิบายความขัดแย้ง แต่การอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขควรอยู่บนหลักความเสมอภาค การเคารพผู้อื่น



"ผมมองว่าสื่อเป็นผลผลิตทางสังคม ยกตัวอย่างเช่นการรายงานข่าวถ้ำหลวง ประเด็นที่คนพูดถึงกันน้อยท่ามกลางความพยายามในการทำงานของสื่อรุ่นใหม่และสื่อดิจิทัลจำนวนมาก แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติระดับชาติ ความต้องการแรกคือ ความน่าเชื่อถือ เราจึงตรวจสอบจากสถานีข่าวที่น่าเชื่อถือที่สุด เพราะต้นทุนที่สำคัญที่สุดของสื่อ คือ “ความน่าเชื่อถือ” คนในสังคมให้บทเรียนในนาทีที่คนสามารถวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของสื่อ ทำให้สื่อต้องปรับตัวและสร้างมาตรฐาน อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากคือ ขนาดของทุน ส่งผลต่อการนำคนและเครื่องมือไปรายงานข่าว พื้นที่สื่อจึงมีทั้งความแตกต่างและเหลื่อมซ้อนกัน"นายอธิคม กล่าว 



นายเอียน แฮดดาว สำนักข่าวบีบีซี  กล่าวว่า สิ่งที่บีบีซีเน้นมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง คือ เสรีภาพในการพูด เพราะสิ่งที่จะตามมาคือการเชื่อมั่นในข้อมูลที่พูดมา ดังนั้นการมีเสรีภาพและเชื่อมั่นต่อสิ่งที่ได้ยินและกลั่นกรองจะกลายเป็นความจริง ปัจจุบันมีการแปลเป็นภาษาต่างประเทศกว่า 40 ภาษา และอยู่บนหลักการของสิทธิมนุษยชน จึงทำให้ประเทศแถบเอเชียมีเสรีภาพด้านสื่อค่อนข้างดี แต่บีบีซีก็ถูกโจมตีว่าอ่อนไหวทางวัฒนธรรม



"บีบีซีพยายามยึดมั่นในการเสนอข่าวที่เป็นความจริง ไม่ใช่เรื่องแต่ง ใช้เทคโนโลยีในการทำงานตรวจสอบข้อมูลในทุกวันให้เกิด ‘ความโปร่งใส’ มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ นอกจากนี้ยังใช้ปัญญาประดิษฐ์ เอื้อให้สามารถเข้าใจ ตั้งคำถามได้ ให้คำอธิบายที่สามารถตีความได้"นายเอียน กล่าว



ขณะเดียวกันสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดเวที Media Forum ครั้งที่ 3 ในหัวข้อ “สิทธิพลเมืองดิจิทัล : อำนาจสื่อในมือใคร” ณ ห้องประชุมชั้น 5 วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายวงการเข้าร่วม 



นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กสทช. กล่าวถึงอำนาจสื่อในมือใคร วันนี้อำนาจสื่ออยู่ในอำนาจของแพลตฟอร์ม (Platform) แย่งไป ทั้งสามารถควบคุมผู้บริโภคได้ อยากรู้ข่าวอะไรป้อนได้เลย ทำให้คนติดเนื่องจากตรงกับจริตของผู้บริโภค นี่คืออำนาจของแพลตฟอร์มที่ทำให้อำนาจตัวกลางเปลี่ยนไป ขณะที่อำนาจการกำกับดูแลของรัฐก็ไม่ค่อยมีทิศทาง จะมีอำนาจปิดกั้นในกรณีข่าวที่อ่อนไหวเท่านั้น ฉะนั้น ทำอย่างไรให้อำนาจสื่ออยู่ในมือประชาชน ต้องให้อำนาจในการเข้าถึง อำนาจในการใช้วิจารณญาณกลั่นกรอง โดยอดีตในบรรณาธิการคอยกลั่นกรองให้ แต่วันนี้ตัวกลางเปลี่ยนไป 



“ผมยืนยันสื่อมวลชนอาชีพมีความจำเป็น คำว่า Fact Check คือตรวจสอบกับสำนักข่าวที่เป็นธรรมและเป็นกลางก่อน ผมยังเชื่อว่า อำนาจสื่ออยู่ในมือประชาชนได้ จำเป็นต้องมีสื่อมวลชนที่เป็นวิชาชีพอยู่ ไม่มีเลยเป็นไปไม่ได้ และต้องแก้ปัญหาเรื่องการพึ่งพิงทุนด้วย หรือพึ่งทุนสีเทามากนัก เราต้องช่วยกันออกแบบใหม่” นพ.ประวิทย์ กล่าว และเชื่อว่า การที่จะทำให้อำนาจสื่ออยู่ในมือประชาชนประเทศต้องมีการเลือกตั้งเท่านั้น 



ขณะที่นายธิปไตร แสละวงศ์ นักวิจัยอาวุโส จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงสื่อในโลกปัจจุบัน อำนาจทุนยังมีอำนาจอันดับที่ 1 รองลงมาอำนาจรัฐ และอำนาจสื่อเอง ตามลำดับ ขณะที่ผู้บริโภคจะมีอำนาจประเภทข่าวบันเทิง ซึ่งจะเห็นว่า สื่อมักจะเล่นตามคนสนใจเรื่องอะไร แสดงว่าผู้บริโภคมีปากมีเสียงบังคับให้สื่อเล่นตามได้ 



นายธิปไตร ได้ยกตัวอย่างสื่อหนังสือพิมพ์ที่ประเทศฝรั่งเศส 4 หัวใหญ่ที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดมากสุดนั้น ส่วนใหญ่เจ้าของเป็นเศรษฐีระดับต้น ๆ ของประเทศ สื่อจึงเหมือนของเล่นของเศรษฐีที่จะเข้าไปซื้อ ดังนั้นโมเดลของฝรั่งเศสทำให้รัฐพยายามเข้ามาแทรกแซงความเป็นเสรีภาพของสื่อมากขึ้น มิใช่โมเดลทุนนิยมสุดโต่ง 



นักวิจัยอาวุโส ทีดีอาร์ไอ กล่าวถึงการเข้าถึงทรัพยากรงบประมาณของภาครัฐ  หากตลาดมีการแข่งขันที่เป็นธรรม ดูที่คุณภาพสื่อ ไม่มีเส้นใหญ่ หรือผูกขาดเชื่อว่า เม็ดเงินตรงนี้จะทำให้สื่อเอกชน สื่อสิ่งพิมพ์ หรือสื่อท้องถิ่นอยู่ได้  ขณะที่การเข้าถึงข้อมูลภาครัฐ เช่น การนำเสนอในข่าวเชิงติดตามนโยบายภาครัฐ พบว่า สื่อจะมีต้นทุนมากขึ้นเพราะเข้าถึงข้อมูลภาครัฐยาก โดยภาครัฐพยายามจะสร้างกำแพงบางอย่างทำให้ต้นทุนตรงนี้สูงขึ้น 



“หากสื่อสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ง่าย การทำงานก็จะง่าย ต้นทุนของสื่อก็จะถูกลง การทำสื่อในเชิงธุรกิจก็จะมีกำไร” 



นายธิปไตร ยังกล่าวถึงบทบาทของเฟซบุ๊กมีประโยชน์ ทำให้คนสามารถเข้าถึงสื่อท้องถิ่น สื่อทางเลือกได้มากขึ้น เกิดสื่อกระแสทางเลือกขึ้นมามากขึ้น แต่เฟซบุ๊กก็มีกลไกที่รัฐไทยเองตามไม่ทันด้วย ซึ่งทำให้เฟชบุคได้เปรียบสื่อไทย โดยเฉพาะเรื่องภาษี  



“เฟซบุ๊กได้ค่าโฆษณา แต่เสียภาษีให้รัฐไทยน้อยมาก ฉะนั้นมองในเชิงการตลาดธุรกิจสื่อไทยเสียเปรียบเฟชบุค เพราะภาษีมากกว่าเฟชบุค เราต้องเริ่มคิด”นายธิปไตร กล่าว และว่า หลายธุรกิจมีการให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทย สามารถถือหุ้นในบางธุรกิจได้ 100% แต่ธุรกิจสื่อ ห้ามให้ต่างชาติเข้ามาถือหุ้นเกิน 50%  ฉะนั้น  หากเราอยากให้สื่อเอกชนเล็ก ๆ น้อยๆ มีเงินเพิ่มทุน การเปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนธุรกิจสื่อในประเทศไทย ถือหุ้นได้มากกว่านี้ ให้เขาเป็นเจ้าของ เป็นสิ่งที่เราน่าจะเริ่มคิดได้แล้ว   



สำหรับประเด็นเฟซบุ๊ก นายพิชาย ชื่นสุขสวัสดิ์ อดีตบรรณาธิการหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์   กล่าวว่า วันนี้เฟซบุ๊กต้องยอมรับตัวเองเป็นทั้งแพลตฟอร์มและเป็นสื่อ (Publisher) ด้วย ซึ่งในฐานะ  Publisher จึงจำเป็นต้องมีความรับผิดชอบมากกว่านี้ในการตรวจสอบควบคุมข้อมูล ที่คนใช้เฟชบุค ทั้งเรื่อง Hate Speech ข่าวลวง พร้อมกันนี้ได้ตั้งคำถาม  ข้อมูลข่าวสารในโลกดิจิทัลปัจจุบันนี้ ถูกต้อง และเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน 



ส่วนนางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า วันนี้อำนาจสื่อไม่ได้อยู่ในมือผู้บริโภค แต่อยู่ในมือทุน หากอำนาจสื่ออยู่ในมือผู้บริโภคจริงต้องสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในสังคมได้ โดยยกตัวอย่างการต่อสู้เรียกร้องเรื่องอันตรายสารเคมี 3 ชนิด พาราควอต ไกลโฟเสต  และคลอร์ไพริฟอส ที่คนก็รู้มีอันตรายมากนั้น ก็น่าจะห้ามใช้ในประเทศไทยได้  หรือทำสำเร็จได้ในประเทศไทย 



“สื่อบ้านเราไม่เคยยอมรับว่าตัวเองเป็นทุนประเภทหนึ่ง เราเชื่อความเป็นวิชาชีพยังอยู่แต่อยู่ภายใต้กำกับของทุน จำเป็นที่สื่อต้องทำให้สังคมเห็นความเป็นวิชาชีพ เมื่อถึงจุดที่ต้องตัดสินใจ”  



สำหรับนายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กล่าวถึงผู้บริโภคปัจจุบันพึ่งพาโซเชียลมีเดียมาก และสนใจเฉพสะเนื้อหาข่าวสารที่เป็นข่าวดราม่า ทำให้ทิศทางการทำข่าวของสื่อหลักไปแนวนี้ เพราะต้องการเรตติ้ง ยอดวิว ยอดคลิก สิ่งที่ตามมาคือรายได้ มิเช่นนั้นจะอยู่ไม่ได้ 



“ประเด็นนี้กลายเป็นทางสองแพร่ง เรายังต้องอยู่แบบนี้ ผู้บริโภคสื่อยังเป็นแบบนี้ เราจะมีงบประมาณไปทำข่าวที่มีคุณภาพหรือไม่ หรือทำข่าวเรื่องสำคัญๆ มากน้อยแค่ไหน ซึ่งผู้บริโภคที่เป็นพลเมืองดิจิทัล ก็ต้องตัดสินใจตรงนี้เช่นกัน” 



ในฐานะองค์กรกำกับดูแลสื่อ นายชวรงค์ กล่าวถึงบทบาทของพลเมืองดิจิทัลในการกำกับดูแลสื่อที่มีมากขึ้น เห็นได้จากกรณีเหตุการณ์ที่ถ้ำหลวง แต่ก็ยังไม่มีสูตรสำเร็จว่า อารมณ์สังคม หรืออารมณ์โซเชียลเป็นทิศทางเดียวกับการนำเสนอข่าวของสื่อหรือไม่ ยังเป็นที่ถกเถียงกันต่อไป  



“เราพยายามจัดสมดุลความต้องการของพลเมืองดิจิทัลกับการดำรงไว้ซึ่งความเป็นมืออาชีพของสื่อ” 



ขณะที่ผศ.ดร.เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิสื่อมวลชนศึกษา กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ใช้สื่อใช้อารมณ์เป็นตัวนำ จะทำอย่างไรให้สื่อออนไลน์เป็นตัวเก็บข้อมูล แสดงผล ทำวิทยุชุมชนหลายปีแต่เขามีวัฒนธรรมใช้ตามๆกัน สร้างวัฒนธรรมการสื่อสารอย่างมีสติมีปัญญา 


นอกจากนี้ ในเวที “สิทธิพลเมืองดิจิทัล : อำนาจสื่อในมือใคร” ยังมีการพูดถึงร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่ราคาถูกกว่าปัจจุบัน การสร้างวัฒนธรรมการสื่อสารทางสังคม หรืออาสาสมัครภาคพลเมืองเพื่อสร้างกระแสสื่อสารออนไลน์ในทุกประเด็น รวมถึงโมเดลการระดมทุนผ่านระบบ Blockchain ทางเลือกของสื่อที่จะสู้กับเฟชบุค เป็นต้น 

.................

(หมายเหตุ : ขอบคุณข้อมูลจากเฟซบุ๊กสกว.และจากhttps://www.isranews.org/isranews/69286-media69286.html)





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Song: Walk Without Fear Inspired by The Third Chapter of the Theragāthā in the Khuddaka Nikaya

[Verse 1] The road ahead may hold its fears, But let the heart remain serene. When Dhamma lights the way we walk, The darkness fades from wh...