เทคโนโลยีโดรน (Unmanned Aerial Vehicles: UAVs) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในหลายภาคส่วนของสังคม ตั้งแต่การเกษตร การขนส่ง ไปจนถึงการถ่ายภาพมุมสูงอย่างสร้างสรรค์ อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าดังกล่าวได้ก่อให้เกิดข้อกังวลในมิติของ “ความมั่นคงแห่งชาติ” โดยเฉพาะเมื่อเกิดสถานการณ์ที่มีการใช้โดรนเพื่อการสอดแนมหรือก่อกวนในเขตทหาร หรือบริเวณพื้นที่ความมั่นคงต่างๆ ซึ่งได้เกิดขึ้นแล้วในประเทศไทยตามที่ปรากฏในกรณีโดรนไม่ทราบฝ่ายรุกล้ำเข้าพื้นที่ทางทหารเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2568
บทความนี้มุ่งวิเคราะห์ปัญหาเชิงโครงสร้างของการบริหารจัดการโดรนในบริบทความมั่นคงของประเทศไทย โดยพิจารณาทั้งในเชิงนโยบาย วิศวกรรมเทคโนโลยี และกลไกความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน พร้อมเสนอแนวทางในการจัดการกับความท้าทายนี้อย่างเป็นระบบ
1. บริบทปัญหาความมั่นคงจากโดรน
การที่โดรนเข้ามาสู่เขตชุมชนและพื้นที่ทางทหารโดยไม่ได้รับอนุญาต นับเป็นสัญญาณเตือนด้านความมั่นคงที่สำคัญ โดรนในยุคปัจจุบันมีความสามารถที่หลากหลาย ตั้งแต่การบินในระดับสูง ตรวจจับจากเรดาร์ได้ยาก ไปจนถึงการบรรทุกอุปกรณ์ เช่น กล้องถ่ายภาพระยะไกลหรือแม้กระทั่งวัตถุระเบิด โดรนบางประเภทสามารถบินในระยะไกลโดยใช้ระบบ GNSS หรือคลื่นความถี่วิทยุทั่วไป ซึ่งสร้างความท้าทายอย่างมากในการตรวจจับและระบุตัวผู้ควบคุม
2. โครงสร้างการบริหารจัดการโดรนในประเทศไทย
การบริหารจัดการโดรนในประเทศไทยปัจจุบันมีการประสานความร่วมมือระหว่าง 3 หน่วยงานหลัก ได้แก่
-
สำนักงาน กสทช. ดูแลด้านคลื่นความถี่
-
สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) กำกับดูแลห้วงอากาศ
-
บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) รับผิดชอบการควบคุมการจราจรทางอากาศ
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีระบบร่วมในการออกใบอนุญาตและการติดตามเครื่องโดรนที่ได้รับอนุญาตแล้ว การควบคุมโดรนที่ไม่ขึ้นทะเบียนหรือใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางทหารยังคงเป็นช่องโหว่ที่ยากต่อการแก้ไข
3. ความซับซ้อนทางวิศวกรรมและความท้าทายในการตรวจจับ
ระบบโดรนในปัจจุบันประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก ได้แก่ มอเตอร์ ชุดรับสัญญาณ สมองควบคุม และ payload ซึ่งสามารถดัดแปลงได้ตามวัตถุประสงค์ โดรนขนาดเล็กที่ใช้ในลักษณะ ATM (สูงกว่า 400 ฟุต) อาจมีความสามารถเพียงพอในการสอดแนมหรือก่อกวน โดยไม่สามารถตรวจจับด้วยเรดาร์ปกติได้
ขณะที่โดรน UTM (ต่ำกว่า 400 ฟุต) แม้จะมี payload สูงกว่า แต่ก็ต้องการระบบการควบคุมที่ซับซ้อน เช่น คลื่นความถี่เฉพาะ หรือการสื่อสารแบบ Beyond Line of Sight (BLOS) ทำให้ผู้มีความสามารถด้านเทคนิคสามารถดัดแปลงโดรนเพื่อภารกิจเฉพาะได้ง่าย
4. แนวนโยบายในการบริหารและกำกับดูแล
สำนักงาน กสทช. ได้เสนอแนวทางควบคุมโดยการติดตั้งอุปกรณ์ เช่น
-
Beacon เพื่อระบุตำแหน่งเครื่อง
-
Blackbox สำหรับบันทึกข้อมูลการบิน
-
ระบบยืนยันตัวตนผู้ควบคุม (Digital ID) เพื่อเชื่อมโยงกับผู้ใช้งาน
อย่างไรก็ตาม การควบคุมเหล่านี้มีข้อจำกัด เนื่องจากผู้ที่ตั้งใจละเมิดกฎหมายหรือมีวัตถุประสงค์ไม่สุจริตสามารถหลีกเลี่ยงระบบเหล่านี้ได้
5. บทเรียนจากนานาชาติและโอกาสการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง
แม้ประเทศมหาอำนาจ เช่น สหรัฐอเมริกา จะมีระบบป้องกันโดรน แต่ก็ยังไม่สามารถป้องกันได้ 100% ประเทศต่างๆ เช่น ยูเครน หรือรัสเซีย ต่างก็ใช้โดรนในสงครามอย่างแพร่หลาย เป็นบทเรียนว่าระบบการป้องกันต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยีและบุคลากรที่มีองค์ความรู้เฉพาะทาง
หนึ่งในแนวทางที่เริ่มได้รับความสนใจคือการใช้ Blockchain Provenance เพื่อระบุที่มาของอุปกรณ์แต่ละชิ้น และการพัฒนาระบบป้องกันสัญญาณหรือ Anti-Drone System ซึ่งต้องใช้การลงทุนและวิจัยในระดับลึก
6. ข้อเสนอเชิงนโยบาย
เพื่อจัดการกับภัยคุกคามจากโดรนอย่างเป็นระบบ ประเทศไทยควรพิจารณาดำเนินการดังนี้:
-
ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่ทันสมัย เพื่อควบคุมการนำเข้า ผลิต และใช้งานโดรน โดยเฉพาะโดรนที่สามารถใช้งาน BLOS หรือดัดแปลงให้มี payload อันตรายได้
-
พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการตรวจจับและตอบโต้ (Drone Detection & Countermeasure Infrastructure) ทั้งในรูปแบบเทคโนโลยีและการฝึกอบรมบุคลากร
-
สร้างฐานข้อมูลแบบรวมศูนย์ ที่ใช้ระบุตัวตนของผู้ใช้ โดรน และติดตามเส้นทางการใช้งาน
-
ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคง สื่อสาร และเทคโนโลยี เพื่อประสานแนวทางการจัดการ
-
สร้างความตระหนักรู้ในสังคม โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนและผู้ใช้งานทั่วไป ผ่านหลักสูตรและการรณรงค์ “รู้เท่าทันโดรน”
บทสรุป
ภัยคุกคามจากโดรนในบริบทความมั่นคงไม่ใช่เรื่องของอนาคต แต่เป็นปัจจุบันที่กำลังเกิดขึ้นแล้ว ระบบการบริหารจัดการโดรนในประเทศไทยยังคงมีข้อจำกัดที่ต้องเร่งปรับปรุงให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและภูมิรัฐศาสตร์ การจัดการภัยคุกคามนี้ไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น