เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 ดร.สำราญ สมพงษ์ นักข่าวอาวุโสและนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านพุทธสันติวิธีและการสื่อสารมวลชน ได้แสดงความเห็นเชิงวิชาการเกี่ยวกับแนวโน้มความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและประเทศกัมพูชาในอนาคต ภายหลังเหตุการณ์ที่ฝ่ายกัมพูชาใช้อาวุธยิงใส่ทหารไทยก่อนในบริเวณพื้นที่ชายแดนที่ยังเป็นข้อพิพาท โดยมองว่าสาเหตุสำคัญของความขัดแย้งครั้งนี้มีรากมาจากปัญหาพื้นที่ทับซ้อนและประวัติศาสตร์ที่ยังไม่มีข้อยุติ
ดร.สำราญวิเคราะห์ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศอยู่ภายใต้ความตึงเครียดที่แปรผันตามสถานการณ์การเมืองภายในและการปลุกกระแสชาตินิยมของทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะการใช้ข้อมูลข่าวสารอย่างมีอคติและการขาดความไว้วางใจต่อกัน ทำให้ปัญหาความขัดแย้งชายแดนไม่สามารถคลี่คลายได้โดยง่าย
ทั้งนี้ พื้นที่ที่มีความเปราะบางและมักเกิดการเผชิญหน้าบ่อยครั้ง ได้แก่ พื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร ช่องอานม้า ช่องสะงำ และภูมะเขือ ซึ่งยังไม่มีการปักปันเขตแดนอย่างชัดเจน นำไปสู่การปฏิบัติการทางทหารที่อาจกลายเป็นชนวนความขัดแย้งระดับชาติ
อย่างไรก็ตาม ดร.สำราญเสนอแนวทางเชิงนโยบายเพื่อบรรเทาความขัดแย้งและส่งเสริมความร่วมมือในอนาคต ได้แก่
การฟื้นฟูการเจรจาทางการทูตและการทหารในระดับสูง
การส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ชายแดน
การใช้กลไกอาเซียนหรือองค์การระหว่างประเทศเป็นเวทีกลาง
การบริหารจัดการข้อมูลข่าวสารอย่างมืออาชีพ เพื่อลดความเข้าใจผิดและป้องกันการปลุกปั่น
ดร.สำราญเน้นว่า แม้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาจะเผชิญกับความตึงเครียดในขณะนี้ แต่ยังไม่สายเกินไปที่จะกลับสู่เส้นทางแห่งสันติภาพ หากทั้งสองฝ่ายมีเจตจำนงทางการเมืองที่จริงใจ และพร้อมเปิดพื้นที่สำหรับการเจรจาอย่างเป็นธรรมและสม่ำเสมอ
“ในวิกฤติยังมีโอกาส หากเรายึดหลักสันติวิธีและมองข้ามอคติแห่งประวัติศาสตร์ สันติภาพจะไม่ใช่เพียงความฝัน” ดร.สำราญกล่าวทิ้งท้าย
บทความทางวิชาการ
ชื่อเรื่อง: วิเคราะห์ความสัมพันธ์ไทยกับกัมพูชาในอนาคตหลังจากกัมพูชายิงไทยก่อน: สาเหตุจากปัญหาความขัดแย้งชายแดน
บทคัดย่อ
บทความนี้มุ่งวิเคราะห์แนวโน้มความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและประเทศกัมพูชาในอนาคต ภายหลังเหตุการณ์ที่ฝ่ายกัมพูชาใช้อาวุธปะทะกับฝ่ายไทยก่อน ซึ่งสาเหตุสำคัญมาจากปัญหาความขัดแย้งบริเวณชายแดน โดยเฉพาะในพื้นที่ทับซ้อนและพื้นที่ยุทธศาสตร์ใกล้แนวเขตแดนทางบกและทางภูมิศาสตร์ประวัติศาสตร์ การศึกษานี้จะวิเคราะห์จากกรอบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทฤษฎีความขัดแย้ง และหลักการเจรจาสันติภาพ เพื่อเสนอแนวทางลดความตึงเครียดและส่งเสริมความร่วมมือในอนาคต
1. บทนำ
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชาเป็นความสัมพันธ์ที่มีพลวัตสูง โดยมีทั้งความร่วมมือและความขัดแย้งในหลากหลายมิติ ความขัดแย้งชายแดนเป็นประเด็นสำคัญที่ฝังรากลึกจากประวัติศาสตร์และยังไม่สามารถยุติได้โดยถาวร เหตุการณ์ล่าสุดที่ฝ่ายกัมพูชาใช้อาวุธปะทะกับฝ่ายไทยก่อน ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทวิภาคีในระยะยาว
2. ปัจจัยสาเหตุของความขัดแย้งชายแดน
2.1 ข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อน
พื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทย-กัมพูชา เช่น บริเวณรอบปราสาทพระวิหาร และพื้นที่ใกล้เคียง เช่น ช่องอานม้า ช่องสะงำ หรือภูมะเขือ ยังไม่มีการปักปันเขตแดนอย่างเป็นทางการ จึงนำไปสู่การปะทะเป็นระยะ
2.2 ปัญหาความไม่ไว้วางใจและการบิดเบือนข้อมูล
ฝ่ายกัมพูชามักกล่าวหาฝ่ายไทยว่าเป็นผู้รุกราน ขณะที่ฝ่ายไทยยืนยันว่าปฏิบัติการเป็นไปเพื่อปกป้องอธิปไตย การใช้ข้อมูลข่าวสารอย่างมีอคติ และการปลุกกระแสชาตินิยม ทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน
2.3 การเมืองภายในของทั้งสองประเทศ
รัฐบาลกัมพูชาอาจใช้ความขัดแย้งชายแดนเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาภายใน หรือเพื่อเสริมสร้างความชอบธรรมของผู้นำ ขณะที่รัฐบาลไทยก็เผชิญกับแรงกดดันจากสังคมให้รักษาอธิปไตยอย่างเข้มงวด
3. แนวโน้มความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาในอนาคต
3.1 ความเป็นไปได้ของความตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง
หากไม่มีการเจรจาในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง หรือหากมีการยั่วยุเพิ่มเติมจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อาจเกิดความขัดแย้งแบบประปรายที่ลุกลามเป็นความตึงเครียดระยะยาว
3.2 การแทรกแซงของมหาอำนาจ
หากสถานการณ์ไม่สงบยืดเยื้อ มหาอำนาจเช่น จีน หรือสหรัฐอเมริกา อาจเข้ามามีบทบาทในฐานะผู้ไกล่เกลี่ย หรือใช้เหตุการณ์เป็นเครื่องมือในการสร้างอิทธิพลในภูมิภาค
3.3 ช่องทางสันติภาพและความร่วมมือ
ยังมีโอกาสในการใช้กลไกทวิภาคี เช่น คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) หรือการประชุม GBC ระหว่างกองทัพสองประเทศ เพื่อคลี่คลายปัญหา รวมถึงการพึ่งพากลไกของอาเซียนในการเจรจา
4. ข้อเสนอเชิงนโยบาย
1. ฟื้นฟูการเจรจาทางการทูตและการทหาร เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมและขจัดความเข้าใจผิดในระดับพื้นที่
2. ส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน เพื่อสร้างผลประโยชน์ร่วมและลดแรงจูงใจในการใช้ความรุนแรง
3. ใช้กลไกความร่วมมือระดับภูมิภาค เช่น ASEAN หรือสหประชาชาติ เพื่อเป็นเวทีกลางในการไกล่เกลี่ยและสังเกตการณ์
4. จัดการข้อมูลข่าวสารอย่างโปร่งใสและมืออาชีพ เพื่อป้องกันการบิดเบือนข้อมูลและปลุกปั่นประชาชนทั้งสองฝ่าย
5. บทสรุป
ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นปัญหาที่สะสมมายาวนานและยากแก่การแก้ไขในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ในอนาคตขึ้นอยู่กับเจตนารมณ์ทางการเมืองของทั้งสองประเทศ ความเข้มแข็งของกลไกทางการทูต และความสามารถในการจัดการความขัดแย้งอย่างสันติ แม้สถานการณ์ปัจจุบันจะเผชิญความตึงเครียดจากเหตุการณ์กัมพูชายิงไทยก่อน แต่ยังมีช่องทางทางการทูตที่สามารถพลิกฟื้นความสัมพันธ์ให้กลับมาอยู่ในแนวทางแห่งสันติภาพและความร่วมมือได้
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น