เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 ดร.สำราญ สมพงษ์ นักข่าวอาวุโสและนักวิชาการด้านพุทธสันติวิธีและการสื่อสารมวลชน ได้แสดงความเห็นต่อ นโยบายการแก้ปัญหาที่ดินวัด ด้วยมาตรการ การพิสูจน์สิทธิการครอบครองที่ดินของวัดในเขตที่ดินของรัฐ โดยชี้ว่าเป็นแนวทางสำคัญในการแก้ไขปัญหาทางโครงสร้างที่ยืดเยื้อมานาน พร้อมทั้งส่งเสริมความยั่งยืนทั้งในมิติกฎหมาย สังคม และวัฒนธรรม
ดร.สำราญ ระบุว่า ปัญหาที่ดินวัดที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของรัฐ เช่น ป่าสงวนแห่งชาติ หรืออุทยานแห่งชาติ เป็นประเด็นที่ซับซ้อน เนื่องจากวัดหลายแห่งตั้งมาก่อนรัฐจะประกาศพื้นที่เหล่านั้นให้เป็นที่ดินของรัฐ แต่กลับไม่มีเอกสารสิทธิรับรองตามกฎหมาย ทำให้วัดไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินเพื่อกิจกรรมศาสนา การศึกษา หรือสาธารณประโยชน์ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย อีกทั้งยังเกิดข้อพิพาทกับหน่วยงานของรัฐในหลายพื้นที่
เพื่อแก้ไขปัญหานี้ คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ได้เสนอ มาตรการการพิสูจน์สิทธิการครอบครองที่ดินของวัด โดยมุ่งให้กระบวนการตรวจสอบสิทธิเป็นไปอย่างโปร่งใส มีมาตรฐาน และคำนึงถึงบริบทของวัดที่แตกต่างจากประชาชนทั่วไป เช่น การใช้หลักฐานทางประวัติศาสตร์ ภาพถ่ายเก่า หรือมติของมหาเถรสมาคมเป็นส่วนหนึ่งในการรับรองสิทธิ
“มาตรการนี้ไม่ใช่เพียงแค่การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการวางรากฐานทางนโยบายเพื่อให้วัดสามารถมีพื้นที่ถูกต้องตามกฎหมาย และสามารถดำเนินบทบาททางสังคม ศาสนา และวัฒนธรรมได้อย่างเต็มที่” ดร.สำราญ กล่าว
นอกจากนี้ นโยบายดังกล่าวยังมีผลต่อมิติทางกฎหมาย โดยช่วยลดความคลุมเครือในพื้นที่ที่มีข้อทับซ้อน เปิดช่องให้ออกเอกสารสิทธิที่ชัดเจน และสอดคล้องกับหลักนิติธรรม ทั้งยังต้องคำนึงถึงการรักษาทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ที่อาจทับซ้อนกัน เช่น ป่าไม้หรือพื้นที่อนุรักษ์
ในด้านสังคมและวัฒนธรรม ดร.สำราญมองว่า การให้การรับรองสิทธิของวัดจะช่วยฟื้นฟูบทบาทวัดในฐานะศูนย์กลางชุมชน และลดความขัดแย้งระหว่างวัดกับภาครัฐ ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในพระพุทธศาสนาได้
เขายังเสนอข้อแนะเชิงนโยบายเพิ่มเติม เช่น การจัดทำฐานข้อมูลที่ดินวัด การอบรมเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น การกำหนดกรอบเวลาการพิจารณาเรื่องร้องเรียน การเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการ และการติดตามผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
ดร.สำราญ สรุปว่า “นโยบายนี้ไม่เพียงช่วยให้วัดสามารถใช้ที่ดินได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการรักษาสมดุลระหว่างกฎหมาย ศาสนา และการพัฒนาที่ยั่งยืน”
บทความทางวิชาการ
"วิเคราะห์นโยบายการแก้ปัญหาที่ดินวัดด้วยมาตรการการพิสูจน์สิทธิการครอบครองที่ดินของวัดในเขตที่ดินของรัฐ"
บทนำ
ปัญหาที่ดินวัดที่ตั้งอยู่ในเขตที่ดินของรัฐเป็นประเด็นที่สะสมมานานในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่วัดตั้งอยู่มาก่อนการประกาศพื้นที่นั้นให้เป็นที่ดินของรัฐ เช่น ป่าสงวนแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติ หรือพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ความซับซ้อนของปัญหาเกิดจากการขาดเอกสารสิทธิทางกฎหมาย ส่งผลให้วัดหลายแห่งไม่สามารถพัฒนาพื้นที่เพื่อกิจกรรมทางศาสนา การศึกษา หรือสาธารณประโยชน์ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย อีกทั้งยังนำไปสู่ข้อพิพาทระหว่างวัดกับหน่วยงานของรัฐ
ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลไทยโดยคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ได้เสนอและผลักดันมาตรการการพิสูจน์สิทธิการครอบครองที่ดินของวัดในเขตที่ดินของรัฐ โดยมุ่งให้เกิดความชัดเจน โปร่งใส และเป็นธรรมในกระบวนการรับรองสิทธิของวัด พร้อมวางแนวทางให้นำไปสู่การออกเอกสารสิทธิที่ถูกต้องตามกฎหมาย บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์ในการวิเคราะห์นโยบายดังกล่าวในมิติทางนโยบาย การบริหารจัดการกฎหมาย และการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน
1. ภูมิหลังและลักษณะของปัญหา
ปัญหาที่ดินวัดในพื้นที่ของรัฐมีรากฐานจากข้อเท็จจริงที่ว่า วัดหลายแห่งมีการตั้งและใช้พื้นที่ประกอบศาสนกิจมาก่อนที่รัฐจะประกาศพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นที่ดินของรัฐ วัดจึงไม่มีเอกสารสิทธิที่สามารถนำไปใช้ในการออกโฉนดเป็นที่ธรณีสงฆ์ได้ อีกทั้งการใช้ประโยชน์ในพื้นที่วัดมักไม่ปรากฏในลักษณะการครอบครองเชิงกายภาพ เช่น การปลูกสร้างอาคารหรือทำเกษตรกรรมเหมือนพื้นที่ของประชาชนทั่วไป จึงยากต่อการใช้เครื่องมือพิสูจน์สิทธิแบบเดิม เช่น ภาพถ่ายทางอากาศหรือหลักฐานการทำประโยชน์ตามแนวทางของกฎหมายที่ดินทั่วไป
2. วัตถุประสงค์และเนื้อหาของนโยบาย
นโยบายการพิสูจน์สิทธิที่ดินของวัดในเขตที่ดินของรัฐมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ:
พิสูจน์สิทธิการครอบครองของวัดที่มีการใช้ประโยชน์มาก่อนการประกาศเขตที่ดินของรัฐ
วางมาตรฐานและแนวปฏิบัติในการพิจารณาหลักฐานที่เหมาะสมกับลักษณะการใช้ประโยชน์ของวัด
ลดข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานรัฐกับวัด
สนับสนุนบทบาทของวัดในฐานะศูนย์กลางของศาสนาและชุมชน
เนื้อหาของนโยบายประกอบด้วยการจัดตั้งคณะอนุกรรมการระดับจังหวัด การจัดทำแบบฟอร์มและคู่มือการปฏิบัติ การรับรองพยานหลักฐานจากราชการ ท้องถิ่น และประชาชน การพิจารณาหลักฐานเชิงประจักษ์ เช่น ภาพถ่ายเก่า แผนที่ เอกสารจากหน่วยงานรัฐ รวมถึงมติของมหาเถรสมาคมในการรับรองวัดที่อยู่ในพื้นที่พิพาท
3. วิเคราะห์ผลกระทบทางกฎหมาย
นโยบายนี้มีความสำคัญในด้านการยกระดับกระบวนการพิสูจน์สิทธิให้สอดคล้องกับบริบทพิเศษของวัด:
ช่วยคลี่คลายความคลุมเครือทางกฎหมายในพื้นที่ที่มีข้อทับซ้อน
เพิ่มความชัดเจนในการใช้หลักฐานทดแทนในกรณีไม่มีร่องรอยการครอบครองแบบทั่วไป
เปิดทางให้ออกเอกสารสิทธิอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้วัดได้รับความคุ้มครองในการครอบครองที่ดิน
สอดคล้องกับหลักนิติธรรม (Rule of Law) และแนวปฏิบัติด้านสิทธิในทรัพย์สิน
อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาความสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิของวัดกับการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ป่าไม้ หรือพื้นที่อนุรักษ์ ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อระบบนิเวศในระยะยาว
4. วิเคราะห์ผลกระทบทางสังคมและวัฒนธรรม
นโยบายนี้มีแนวโน้มส่งเสริมความเข้มแข็งของวัดในบทบาทที่หลากหลาย ได้แก่:
การฟื้นฟูบทบาทของวัดในฐานะศูนย์กลางศีลธรรมของชุมชน
การเพิ่มพื้นที่สำหรับการศึกษา การบำเพ็ญประโยชน์ และกิจกรรมทางวัฒนธรรม
การลดความขัดแย้งระหว่างวัดกับหน่วยงานรัฐซึ่งอาจกระทบต่อความศรัทธาของประชาชน
การรับรองสิทธิของวัดในพื้นที่พิพาทยังสะท้อนความยืดหยุ่นและความเข้าใจในวัฒนธรรมท้องถิ่นของรัฐ อันเป็นแนวทางที่ส่งเสริมความสามัคคีและความยั่งยืนในระดับชุมชน
5. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
เพื่อให้มาตรการดังกล่าวมีประสิทธิภาพสูงสุด ควรดำเนินการในแนวทางต่อไปนี้:
1. พัฒนาระบบฐานข้อมูลที่ดินของวัดในเขตที่ดินของรัฐ ให้เป็นปัจจุบันและสามารถเชื่อมโยงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
2. อบรมเจ้าหน้าที่ระดับจังหวัดและท้องถิ่น ให้มีความเข้าใจในแนวทางการพิสูจน์สิทธิที่เหมาะสมกับบริบทของวัด
3. กำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจน สำหรับการพิจารณาเรื่องราวร้องทุกข์ เพื่อไม่ให้การดำเนินการล่าช้า
4. เปิดช่องทางการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะในส่วนของพยานหลักฐาน และการรับรองการครอบครอง
5. ติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับปรุงวิธีการให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและการเปลี่ยนแปลงของสังคม
สรุป
นโยบายการพิสูจน์สิทธิการครอบครองที่ดินของวัดในเขตที่ดินของรัฐเป็นมาตรการที่สะท้อนถึงความพยายามของรัฐในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน ด้วยการยึดหลักนิติธรรม ความเป็นธรรม และความเข้าใจในวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง นโยบายนี้ไม่เพียงแต่ช่วยวัดให้สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างถูกต้องเท่านั้น แต่ยังเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่พระพุทธศาสนาในฐานะรากฐานของสังคมไทย และส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งกฎหมาย สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น