วันที่ 16 ตุลาคม 2568 —ดร.สำราญ สมพงษ์ นักวิชาการอิสระด้านพุทธสันติวิธี เปิดเผยผลการวิเคราะห์ร่วมกับระบบปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ถึงแนวโน้มของ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (แก้ไขเพิ่มเติม) พ.ศ. … ซึ่งรัฐสภาเพิ่งเห็นชอบให้ ร่างของพรรคประชาชน เป็น “ร่างหลัก” โดยมีมติ 300 ต่อ 287 เสียง เหนือร่างของพรรคภูมิใจไทย สะท้อนจุดเปลี่ยนสำคัญในทิศทางการเมืองไทย
🔹 หมุดหมายใหม่ของประชาธิปไตยไทย
วันที่ 15 ตุลาคม 2568 ถูกจารึกเป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เมื่อรัฐสภามีมติ “เห็นชอบในหลักการ” ต่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอโดยพรรคประชาชน ภายใต้บรรยากาศการโหวตที่เข้มข้นและการนับคะแนนใหม่แบบขานชื่อ ซึ่งดำเนินการโดย นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา
การโหวตครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันทางคะแนนเสียง แต่เป็น สัญลักษณ์ของการเปลี่ยนสมดุลอำนาจ จากกลุ่มการเมืองที่เน้น “การคงระบบเดิม” ไปสู่ “แนวทางรัฐธรรมนูญใหม่โดยประชาชน”
🔹 องค์ประกอบคณะกรรมาธิการวิสามัญ 43 คน
คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ชุดนี้มีสมาชิกทั้งหมด 43 คน แบ่งเป็น
-
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 31 คน
-
สมาชิกวุฒิสภา 12 คน
โดยมีตัวแทนจากเกือบทุกพรรคการเมืองหลัก ทำให้เป็นเวทีต่อรองเชิงอุดมการณ์อย่างแท้จริง
-
พรรคประชาชน: 9 คน นำโดย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ตัวแทนคนรุ่นใหม่และแนวคิดประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม
-
พรรคเพื่อไทย: 9 คน สนับสนุนร่างพรรคประชาชน แม้ร่างของตนไม่ผ่านวาระที่ 1
-
พรรคภูมิใจไทย: 4 คน พยายามผลักดันร่างของตนให้เป็นร่างหลัก
-
วุฒิสภา: 12 คน ส่วนใหญ่ยังคงท่าทีระมัดระวังต่อการแก้ไขโครงสร้างเดิม
-
พรรคอื่น ๆ เช่น รวมไทยสร้างชาติ ประชาธิปัตย์ พลังประชารัฐ และประชาชาติ มีตัวแทนร่วมด้วย
ดร.สำราญระบุว่า “กรรมาธิการชุดนี้จะเป็นสมรภูมิความคิดระหว่าง อุดมการณ์อนุรักษนิยม กับ แนวทางปฏิรูปเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะในประเด็นการตั้ง สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน”
🔹 เนื้อหาเด่นของร่างพรรคประชาชน
ร่างของพรรคประชาชนมุ่งแก้ไข มาตรา 256 เพื่อ ตัดเงื่อนไขเสียง ส.ว. 1 ใน 3 และเพิ่ม หมวด 15/1 ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
สาระสำคัญได้แก่
-
ตั้ง สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) จากการเลือกตั้งโดยตรง
-
จัดทำประชามติ 2 ครั้ง (หลังผ่านสภา และหลังยกร่างเสร็จ)
-
ตั้ง คณะกรรมาธิการยกร่างและสภาที่ปรึกษา เพื่อความโปร่งใส
-
เปิดช่องให้ประชาชน ตรวจสอบและเสนอถอดถอนองค์กรอิสระ
ร่างนี้ถูกมองว่าเป็น “รัฐธรรมนูญเพื่อชีวิต” (Constitution for Life) ที่มุ่งคืนอำนาจให้ประชาชน มากกว่าจะเป็นเพียงเอกสารกำหนดอำนาจรัฐ
🔹 การเมืองในสภา: พลิกคะแนน–เปลี่ยนทิศทาง
ก่อนหน้าการนับคะแนนใหม่ พรรคภูมิใจไทยเคยมีคะแนนนำ 297 ต่อ 292 เสียง
แต่หลังการขานชื่อใหม่ ผลกลับพลิกให้พรรคประชาชนชนะ 300 ต่อ 287 เสียง
ชัยชนะนี้ไม่ใช่แค่เทคนิคในสภา แต่สะท้อนการรวมพลังของ พรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย
ซึ่งมีแนวทางร่วมในประเด็น “รัฐธรรมนูญโดยประชาชน”
🔹 ความหมายเชิงการเมืองและสังคม
ดร.สำราญให้ความเห็นว่า
“นี่ไม่ใช่แค่ชัยชนะของพรรคหนึ่ง แต่เป็นการเริ่มต้นของ รัฐธรรมนูญที่เชื่อมโยงกับจิตวิญญาณประชาชนไทย ซึ่งแตกต่างจากรัฐธรรมนูญก่อนหน้าที่มักเน้นรักษาโครงสร้างอำนาจ มากกว่าตอบสนองต่อสังคม”
เขาชี้ว่า การเห็นชอบในหลักการครั้งนี้คือ “การย้ายศูนย์กลางอำนาจ” จากโครงสร้างรัฐเดิม มาสู่การเมืองเชิงประชาชน (People-centered Politics)
ซึ่งเป็นกระแสที่เติบโตขึ้นต่อเนื่องหลังปี 2566
🔹 ความท้าทายและแนวโน้มในอนาคต
แม้ร่างของพรรคประชาชนจะผ่านหลักการแล้ว แต่ยังมีอุปสรรคสำคัญ ได้แก่
-
การตีความของ ศาลรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับการทำประชามติ
-
แรงต้านจาก วุฒิสภาและกลุ่มอนุรักษนิยม
-
ข้อจำกัดด้านเวลา ก่อนการเลือกตั้งใหญ่ปี 2569
-
ความเข้าใจของประชาชน ซึ่งหากสื่อสารไม่ดีอาจถูกบิดเบือน
นักรัฐศาสตร์บางรายคาดว่า ไทยอาจได้เพียง “รัฐธรรมนูญกึ่งใหม่” ที่ปรับบางหมวดสำคัญ แต่ยังไม่ถึงขั้นร่างใหม่ทั้งฉบับ
🔹 ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์
-
ด้านกฎหมาย: พรรคประชาชนควรร่วมมือกับนักกฎหมายรัฐธรรมนูญเพื่อให้ร่างสอดคล้องแนวคำวินิจฉัยศาล
-
ด้านการเมือง: สร้างแนวร่วมในสภาและภาคประชาชนเพื่อผลักดันฉันทามติ
-
ด้านสังคม: สื่อสารให้ประชาชนเข้าใจว่า “รัฐธรรมนูญใหม่” คือ สัญญาประชาคม ไม่ใช่การล้มระบอบ
🔹 บทสรุป
การที่ร่างพรรคประชาชนได้รับเลือกให้เป็น “ร่างหลัก” ของรัฐสภา ถือเป็น จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทย
แม้เส้นทางข้างหน้ายังเต็มไปด้วยแรงต้าน แต่หากกระบวนการนี้ดำเนินด้วยความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
ประเทศไทยอาจได้เห็น “รัฐธรรมนูญเพื่อชีวิต” ที่สะท้อนเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง
— หมุดหมายใหม่ของประชาธิปไตยไทยในศตวรรษที่ 21
วิเคราะห์แนวโน้มคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (แก้ไขเพิ่มเติม) พ.ศ. … : 43 คนเห็นชอบร่างพรรคประชาชนเหนือพรรคภูมิใจไทย
โดย... (ใส่ชื่อผู้เขียน)
บทความเชิงวิชาการกึ่งวิเคราะห์–เชิงข่าว
🔹 บทนำ
วันที่ 15 ตุลาคม 2568 กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการเมืองไทย เมื่อรัฐสภามีมติ “เห็นชอบในหลักการ” ต่อ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (แก้ไขเพิ่มเติม) พ.ศ. … ที่เสนอโดย พรรคประชาชน หลังจากกระบวนการพิจารณาและการโหวตที่พลิกผันหลายรอบในสภา โดยเฉพาะการ “นับคะแนนใหม่แบบขานชื่อ” ภายใต้การดำเนินการของนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ซึ่งส่งผลให้ร่างของพรรคประชาชนชนะร่างของพรรคภูมิใจไทยด้วยคะแนน 300 ต่อ 287 เสียง
การโหวตครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการแข่งขันเชิงตัวเลข แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนสมดุลอำนาจในรัฐสภา จากกลุ่มการเมืองที่เน้น “การคงระบบเดิม” ไปสู่กลุ่มที่ผลักดัน “รัฐธรรมนูญใหม่โดยประชาชน” บทความนี้จะวิเคราะห์ทั้งองค์ประกอบของคณะกรรมาธิการวิสามัญ 43 คน แนวโน้มทางการเมือง และผลสะเทือนต่ออนาคตรัฐธรรมนูญไทยในมิติทางกฎหมายและสังคม
🔹 องค์ประกอบและพลวัตในคณะกรรมาธิการวิสามัญ 43 คน
คณะกรรมาธิการชุดนี้ประกอบด้วย สมาชิกจากสภาผู้แทนราษฎร 31 คน และ สมาชิกวุฒิสภา 12 คน โดยมีตัวแทนจากเกือบทุกพรรคการเมืองหลัก ซึ่งทำให้การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้มีมิติทางการเมืองที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น
-
พรรคประชาชน มี 9 คน นำโดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ ซึ่งเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่และแนวคิดประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม
-
พรรคเพื่อไทย มี 9 คน และประกาศชัดว่าจะ “หนุนร่างพรรคประชาชน” แม้ร่างของตนจะไม่ผ่านวาระที่ 1
-
พรรคภูมิใจไทย มี 4 คน ซึ่งพยายามเสนอให้ร่างของตนเป็นร่างหลัก
-
วุฒิสภา 12 คน ส่วนใหญ่มีแนวโน้มระมัดระวังและรักษาโครงสร้างเดิมของรัฐธรรมนูญ
-
พรรคอื่น ๆ เช่น รวมไทยสร้างชาติ ประชาธิปัตย์ พลังประชารัฐ และประชาชาติ ต่างมีตัวแทนร่วม
การจัดสรรเช่นนี้ทำให้กรรมาธิการชุดนี้กลายเป็น “สนามต่อรองเชิงอุดมการณ์” ระหว่างแนวทางอนุรักษนิยมกับแนวทางปฏิรูปเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะในประเด็นการตั้ง สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน
🔹 ร่างของพรรคประชาชน: เนื้อหาและจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์
ร่างของพรรคประชาชนมุ่งหมายแก้ไข มาตรา 256 เพื่อ ตัดเงื่อนไขเสียงเห็นชอบจาก ส.ว. 1 ใน 3 และเพิ่ม หมวด 15/1 ว่าด้วย “การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” โดยมีสาระสำคัญคือ
-
ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) จากการเลือกตั้งโดยตรง เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ
-
ทำประชามติ 2 ครั้ง — หลังผ่านรัฐสภา และหลังจากยกร่างเสร็จ ไม่ต้องทำประชามติล่วงหน้า
-
จัดตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างและสภาที่ปรึกษา เพื่อเพิ่มความโปร่งใส
-
ปรับบทบาทองค์กรอิสระ เปิดให้ประชาชนมีสิทธิตรวจสอบหรือเสนอถอดถอน
เนื้อหาเหล่านี้สะท้อนแนวคิด “รัฐธรรมนูญเพื่อชีวิต” ที่มุ่งคืนอำนาจให้ประชาชน มากกว่าจะเป็นเพียงเครื่องมือของระเบียบอำนาจ
🔹 การเมืองในสภา: จาก “คว่ำร่าง” สู่ “พลิกคะแนน”
การประชุมร่วมรัฐสภาครั้งนั้นมีร่างจาก 3 พรรค — พรรคประชาชน, พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย โดยตอนแรกพรรคภูมิใจไทยดูเหมือนจะชนะด้วยคะแนน 297 ต่อ 292 แต่เมื่อมีการทักท้วงเรื่องคะแนนและเสนอให้นับใหม่แบบขานชื่อ ผลกลับพลิกเป็นพรรคประชาชนชนะ 300 ต่อ 287 เสียง
ชัยชนะครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่ผลทางเทคนิค แต่เป็นสัญญาณการรวมพลังระหว่างพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย ที่มีจุดร่วมทางอุดมการณ์เรื่อง “รัฐธรรมนูญโดยประชาชน” ขณะที่พรรคภูมิใจไทยถูกพลิกบทบาทจากผู้ชนะในรอบแรก กลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ทางการเมืองเชิงสัญลักษณ์
🔹 ความหมายเชิงการเมืองและสังคม
ดร.สำราญ สมพงษ์ นักวิชาการด้านพุทธสันติวิธี มองว่าร่างนี้เป็น “จุดเริ่มต้นของรัฐธรรมนูญที่เชื่อมโยงกับจิตวิญญาณประชาชนไทย” ซึ่งต่างจากรัฐธรรมนูญก่อนหน้าที่มักถูกออกแบบเพื่อรักษาเสถียรภาพของโครงสร้างอำนาจ มากกว่าจะตอบสนองต่อความต้องการของสังคม
การเห็นชอบในหลักการครั้งนี้จึงสะท้อน “การย้ายศูนย์กลางอำนาจทางการเมือง” จากกลุ่มสถาบันเดิม มาสู่การเมืองเชิงประชาชน (People-centered Politics) ที่มีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในยุคหลังปี 2566
🔹 แนวโน้มและความท้าทายข้างหน้า
แม้ร่างพรรคประชาชนจะกลายเป็นร่างหลักของสภา แต่ยังต้องเผชิญอุปสรรคหลายด้าน ได้แก่
-
การตีความของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจพิจารณาว่าการแก้มาตรา 256 ต้องทำประชามติ 3 ครั้ง หรือไม่
-
แรงต้านจากวุฒิสภาและพรรคอนุรักษนิยม ที่อาจพยายามลดทอนอำนาจของสภาร่างฯ
-
ข้อจำกัดด้านเวลา เนื่องจากการเลือกตั้งใหญ่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2569
-
ความเข้าใจของสังคม หากไม่มีการสื่อสารที่ดี อาจถูกบิดเบือนว่าเป็น “ร่างเปลี่ยนระบอบ”
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์บางรายเสนอว่า สถานการณ์ที่เป็นไปได้มากที่สุด คือการได้ “รัฐธรรมนูญกึ่งใหม่” ที่ปรับเฉพาะมาตราหลัก เช่น 256 และหมวดว่าด้วย สสร. แต่ยังไม่ถึงขั้นเขียนใหม่ทั้งฉบับ
🔹 ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์
-
ด้านกฎหมาย: พรรคประชาชนควรประสานกับนักกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ร่างมีความสอดคล้องกับแนวคำวินิจฉัยของศาลในอดีต
-
ด้านการเมือง: สร้างแนวร่วมกับพรรคอื่นและภาคประชาชน เพื่อให้เกิดฉันทามติในสภา
-
ด้านสังคม: สื่อสารให้ประชาชนเข้าใจว่าการมีรัฐธรรมนูญใหม่คือการสร้าง “สัญญาประชาคม” ไม่ใช่การล้มระบบ
🔹 บทสรุป
การที่ร่างของพรรคประชาชนได้รับเลือกให้เป็น “ร่างหลัก” ของรัฐสภา ถือเป็นจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างของประชาธิปไตยไทย เป็นการเปิดทางให้ “อำนาจของประชาชน” เริ่มมีผลในกระบวนการออกแบบรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ
แม้หนทางข้างหน้ายังเต็มไปด้วยอุปสรรค ทั้งจากศาลรัฐธรรมนูญ วุฒิสภา และแรงต้านจากกลุ่มอำนาจเดิม แต่หากกระบวนการนี้สามารถเดินหน้าด้วยความโปร่งใสและมีส่วนร่วม รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นอาจเป็น “รัฐธรรมนูญเพื่อชีวิต” ที่สะท้อนเสียงของประชาชนไทยอย่างแท้จริง — และเป็นหมุดหมายสำคัญของประชาธิปไตยไทยในศตวรรษที่ 21
วิเคราะห์อนาคตร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชนที่รัฐสภาเห็นชอบเป็นหลัก
วันที่ 15 ตุลาคม 2568 — รัฐสภาไทยมีมติ “เห็นชอบในหลักการ” ต่อ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่เสนอโดย พรรคประชาชน ถือเป็นก้าวสำคัญของการเมืองไทยยุคใหม่ เพราะนี่คือครั้งแรกในรอบหลายปีที่ร่างแก้ไขที่มีเจตนาเปิดทางให้เกิด “รัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยประชาชน” ได้รับการสนับสนุนจากรัฐสภาในระดับเสียงข้างมาก
บทความนี้จะพาไปวิเคราะห์แนวทาง เนื้อหาหลัก และอนาคตของร่างดังกล่าว — ทั้งในมิติทางการเมือง กฎหมาย และสังคม
🔹 ร่างของพรรคประชาชน: จากความตั้งใจสู่ร่างหลักของสภา
ร่างของพรรคประชาชนประกอบด้วยประเด็นสำคัญหลายส่วน โดยมีเป้าหมายชัดคือ ปลดล็อกอุปสรรคในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
-
แก้มาตรา 256 – ตัดเงื่อนไขเสียงเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 1 ใน 3 เพื่อให้รัฐสภาสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ด้วยเสียงข้างมากของผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภารวมกัน
-
เพิ่มหมวด 15/1 “การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” – เปิดทางให้ตั้ง สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ
-
ประชามติ 2 ครั้งแทน 3 ครั้ง – พรรคประชาชนเสนอให้ทำประชามติหลังผ่านร่างจากรัฐสภา และหลังจากยกร่างเสร็จ ไม่จำเป็นต้องมี “ประชามติล่วงหน้า” ซึ่งมักถูกใช้เป็นเงื่อนไขชะลอกระบวนการ
-
กลไกตรวจสอบคู่ขนาน – เสนอให้มี “คณะกรรมาธิการยกร่าง” และ “สภาที่ปรึกษา” ทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างความโปร่งใสและมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน
-
แนวทางปรับองค์กรอิสระ – เปิดช่องให้ประชาชนสามารถเสนอถอดถอนตุลาการหรือกรรมการองค์กรอิสระได้ หากพบการปฏิบัติหน้าที่ที่ขัดต่อหลักประชาธิปไตย
การโหวตเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 ได้ผล 300 ต่อ 287 เสียง ซึ่งถือว่า “เฉือนกันแบบประวัติศาสตร์” และทำให้ร่างของพรรคประชาชนกลายเป็น ร่างหลักของสภา ที่จะใช้พิจารณาในวาระที่ 2 และ 3 ต่อไป
🔹 ความหมายทางการเมือง: “เสียงของประชาชน” เริ่มมีพื้นที่
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์หลายคนมองว่าการเห็นชอบหลักการของร่างนี้ ไม่ใช่เพียงการเมืองในเชิงเทคนิค แต่สะท้อนการเปลี่ยนจุดศูนย์กลางของอำนาจในรัฐสภา — จาก อำนาจของสถาบัน สู่ อำนาจของประชาชน
ดร.สำราญ สมพงษ์ นักวิชาการอิสระด้านพุทธสันติวิธี ให้ความเห็นว่า
“ร่างนี้เป็นการเริ่มต้นของการออกแบบโครงสร้างรัฐธรรมนูญที่สอดคล้องกับจิตวิญญาณประชาชนไทยอย่างแท้จริง เป็นจุดเปลี่ยนจาก ‘รัฐธรรมนูญเพื่อระเบียบ’ ไปสู่ ‘รัฐธรรมนูญเพื่อชีวิต’”
การผ่านหลักการจึงไม่ใช่เพียงมติในสภา แต่คือ “สัญญาณแห่งยุคใหม่” ที่สะท้อนความต้องการของคนรุ่นใหม่และสังคมไทยที่ต้องการโครงสร้างอำนาจที่โปร่งใสและมีส่วนร่วมมากขึ้น
🔹 ปัจจัยที่หนุนให้ร่างนี้เดินหน้าได้
-
แรงสนับสนุนจากสังคมและภาคประชาชน – กลุ่มคนรุ่นใหม่ องค์กรภาคประชาสังคม และขบวนการนักศึกษาเคลื่อนไหวผลักดันอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
-
ความยืดหยุ่นทางการเมืองของรัฐบาลผสม – รัฐบาลปัจจุบันแม้ไม่ใช่พรรคประชาชนโดยตรง แต่มีแนวทางเปิดกว้างต่อการปฏิรูประบบกฎหมายพื้นฐาน
-
การเชื่อมโยงกับวาระการเลือกตั้ง – ร่างนี้ถูกออกแบบให้สอดรับกับการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ในปี 2569 ทำให้มีแรงจูงใจทางการเมืองและความเร่งของเวลาเป็นตัวผลัก
-
แนวทางเชิงเทคนิคที่ลดความขัดแย้ง – การเลือกทำประชามติ 2 ครั้ง และกลไกตรวจสอบคู่ขนาน ทำให้ร่างดูมีความ “ประนีประนอม” กว่าร่างที่เสนอโดยกลุ่มอื่นในอดีต
🔹 แต่อุปสรรคก็ยังหนัก: ศาลรัฐธรรมนูญ–ส.ว.–และเกมอำนาจ
แม้จะผ่านหลักการ แต่เส้นทางต่อจากนี้ไม่ได้ง่าย
มีอุปสรรคสำคัญหลายประการที่อาจทำให้ร่างสะดุดกลางทาง ได้แก่
-
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ – หากศาลชี้ว่า “ต้องทำประชามติ 3 ครั้ง” หรือรัฐสภาไม่มีอำนาจจัดตั้งสภาร่างฯ โดยตรง ร่างนี้อาจกลายเป็นโมฆะทางกระบวนการ
-
บทบาทของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) – แม้ไม่มีสิทธิ “คว่ำ” โดยเสียง 1 ใน 3 อีกต่อไป แต่ยังมีอิทธิพลในวาระ 2–3 รวมถึงการพิจารณารายมาตรา
-
แรงต้านจากพรรคการเมืองฝ่ายอนุรักษนิยม – พรรคที่มีฐานจากระบบเดิมอาจมองว่ารัฐธรรมนูญใหม่จะลดอำนาจของตนเอง
-
ข้อจำกัดด้านเวลาและทรัพยากรทางการเมือง – หากกระบวนการลากยาวเกินไป อาจกระทบต่อการเลือกตั้งและทำให้สภาชุดนี้หมดอายุโดยยังไม่แล้วเสร็จ
🔹 วิเคราะห์อนาคต: 3 เส้นทางที่เป็นไปได้
| ฉากทัศน์ | รายละเอียด | ความเป็นไปได้ |
|---|---|---|
| 1. รัฐธรรมนูญใหม่สำเร็จโดยประชาชน | ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้เดินหน้าตามแนวทาง 2 ครั้ง รัฐสภาร่วมมือและจัดตั้ง สสร. ได้จริง | ปานกลาง |
| 2. แก้ได้บางส่วน – รัฐธรรมนูญ “กึ่งใหม่” | ปรับเฉพาะมาตราหลัก เช่น 256, กลไก สสร., องค์กรอิสระ แต่ยังไม่เขียนใหม่ทั้งฉบับ | สูง |
| 3. กระบวนการสะดุด / ถูกตีกลับ | ศาลหรือสถาบันเดิมขวาง, เสียงในสภาเปลี่ยน, การเมืองไม่เอื้อ | ปานกลาง–สูง หากเกิดแรงต้านร่วม |
ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากประเมินว่า สถานการณ์ที่ 2 มีโอกาสมากที่สุด — คือประเทศไทยจะได้ “รัฐธรรมนูญกึ่งใหม่” ที่ลดอำนาจกลไกเดิมบางส่วน แต่ยังไม่ถึงขั้นเปลี่ยนฉบับทั้งหมด
🔹 ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์
เพื่อให้ร่างเดินหน้าได้จริง พรรคประชาชนและภาคีที่เกี่ยวข้องควรดำเนินการควบคู่กันในสามระดับ
-
ระดับกฎหมาย – ประสานกับนักกฎหมายและตุลาการรัฐธรรมนูญ เพื่อปรับถ้อยคำให้สอดคล้องกับแนวคำวินิจฉัยก่อนหน้า
-
ระดับการเมือง – สร้างแนวร่วมในสภาและสังคม ปรับท่าทีเชิงนโยบายเพื่อให้ร่างได้รับการยอมรับข้ามพรรค
-
ระดับสังคม – ทำความเข้าใจกับประชาชนผ่านสื่อ การศึกษา และเวทีสาธารณะ ว่าการมีรัฐธรรมนูญใหม่หมายถึงอะไร และจะเปลี่ยนชีวิตประชาชนอย่างไร
🔹 บทสรุป: จุดเปลี่ยนของประชาธิปไตยไทย
ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชนเป็นมากกว่าการปรับถ้อยคำในกฎหมายสูงสุด — มันคือการประกาศ “ยุคเปลี่ยนผ่าน” ของการเมืองไทย ที่ประชาชนเริ่มมีบทบาทเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง
แต่การเดินทางจาก “ร่างที่เห็นชอบในหลักการ” ไปสู่ “รัฐธรรมนูญใหม่โดยประชาชน” ยังเต็มไปด้วยอุปสรรคจากสถาบันเดิม และเกมอำนาจเชิงโครงสร้าง
ถ้ารัฐสภา ศาล และประชาชนสามารถร่วมกันสร้างสมดุลใหม่แห่งอำนาจ — รัฐธรรมนูญฉบับนี้อาจกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของประชาธิปไตยไทยในศตวรรษที่ 21
“วิเคราะห์อนาคตร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชน ที่รัฐสภาเห็นชอบเป็นหลัก” โดยผมจะแบ่งเป็นบทนำ แนวคิดและนโยบายของร่างแก้ไข รัฐสภาพิจารณา ผลเชิงอนาคต (โอกาสและอุปสรรค) และบทสรุป พร้อมแนวทางข้อเสนอ
บทนำ
การแก้ไขรัฐธรรมนูญถือเป็นการ “พลิกโฉม” โครงสร้างการเมืองของประเทศให้สอดคล้องกับอุดมการณ์ประชาธิปไตย และเป็นช่องทางสำคัญในการจัดตั้งกลไกทางการเมืองใหม่ ๆ ให้ตอบโจทย์พลวัตสังคมในยุคปัจจุบัน พรรคประชาชน (People’s Party / พรรคประชาชน) หนึ่งในพรรคการเมืองฝ่ายก้าวหน้า ได้ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญหลายมาตรา โดยมีเป้าหมายหลักคือการเปิดทางสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ยึดโยงกับประชาชน ขณะเดียวกันเมื่อรัฐสภา “เห็นชอบเป็นหลัก” กับร่างของพรรคประชาชน ก็สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงสัญลักษณ์และเชิงโครงสร้างที่น่าสนใจ ทั้งในแง่การเมือง กฎหมาย และสถาบัน
บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์อนาคตของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับพรรคประชาชน — โอกาส ความเป็นไปได้ ความขัดแย้ง และแนวทางเผชิญหน้าต่อไป
แนวคิดหลักและสาระสำคัญของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชน
ก่อนจะวิเคราะห์อนาคต จึงจำเป็นต้องเข้าใจสาระสำคัญของร่างแก้ไขที่พรรคประชาชนเสนอ:
-
แก้ไขมาตรา 256 และตัดเงื่อนไข ส.ว. 1 ใน 3
ร่างของพรรคประชาชนมีการเสนอให้ตัดเงื่อนไขที่ ส.ว. ต้องให้ความเห็นชอบไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 หรือประมาณ 67 เสียงในวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมุ่งหวังลดอุปสรรคที่ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นไปได้ยากมากในอดีต iLaw+3iLaw+3iLaw+3 -
เพิ่ม “หมวด 15/1” – กลไกจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
พรรคประชาชนเสนอให้มีหมวด 15/1 เพื่อกำหนดกลไกในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดย สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง และมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกขั้นตอน โดยไม่ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ Policy Watch+4www.thairath.co.th+4iLaw+4 -
การรวมประชามติ 2 ครั้งแทน 3 ครั้ง
พรรคประชาชนมีมุมมองว่า การทำประชามตินั้นควรทำเพียง 2 รอบ — รอบหลังการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ตามมาตรา 256) และรอบหลังจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จ — โดยไม่จำเป็นต้องมีรอบ “ก่อน” ของรัฐสภา (คือก่อนแก้ไขมาตรา 256) ตามแนวทางที่บางฝ่ายเสนอ Policy Watch+3iLaw+3iLaw+3 -
กลไก “2 คณะ” คู่ขนาน
ข้อเสนอของพรรคประชาชนยังรวมถึงโมเดล “2 กลไกคู่ขนาน” ที่ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และสภาที่ปรึกษาการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทำงานร่วมกัน เพื่อลดความเสี่ยงละเลยหรือการแทรกแซงจากอำนาจภายนอก Facebook+2www.thairath.co.th+2 -
ประเด็นองค์กรอิสระและถอดถอนตุลาการ
พรรคประชาชนยังเสนอร่างแก้ไขรายมาตราเกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ โดยเปิดช่องให้ประชาชนถอดถอนตุลาการองค์กรอิสระ ในลักษณะเข้าชื่อเสนอต่อรัฐสภาหรือผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้อง YouTube+2promise.peoplesparty.or.th+2 -
แผนไทม์ไลน์และขั้นตอน
พรรคประชาชนเสนอให้มีการยุบสภาภายในสิ้นเดือนมกราคม 2569 และให้มีการจัดประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งภายใน 4 เดือนหลังยุบสภา เพื่อให้ทั้งกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการจัดรัฐธรรมนูญใหม่เดินคู่กับวาระการเลือกตั้งทั่วไป Facebook+3www.thairath.co.th+3Policy Watch+3
เมื่อรัฐสภา เห็นชอบเป็นหลัก กับร่างของพรรคประชาชน (โดยได้คะแนน 300 ต่อ 287 เสียง) ก็ทำให้ร่างของพรรคประชาชนกลายเป็น “ร่างหลัก” สำหรับการพิจารณาวาระ 2 และ 3 ต่อไป Policy Watch+3Thai PBS+3Thai PBS+3
ปัจจัยภายใน-ภายนอกที่กำหนดโอกาสและอุปสรรค
การที่รัฐสภาให้ “ผ่านหลักการ” กับร่างของพรรคประชาชนเป็นก้าวสำคัญ แต่อนาคตของร่างแก้ไขนี้ยังเผชิญเงื่อนไข ตัวแปร และแรงเสียดทานจำนวนมาก ในที่นี้จะแบ่งวิเคราะห์เป็น โอกาส และ อุปสรรค พร้อมประเมินความเป็นไปได้ในแต่ละกรณี
โอกาส (โอกาสต่อผ่านเป็นกฎหมาย / จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่สำเร็จ)
-
อำนาจสนับสนุนในรัฐสภา
คะแนนเสียง 300:287 ที่รัฐสภาโหวตเห็นชอบหลักการร่างของพรรคประชาชน เป็นสัญญาณว่าแม้จะมีฝ่ายค้าน-กลไกต้านทาน แต่แนวร่วมในฝ่ายรัฐสภายินดีให้โอกาสแก่ร่างนี้เดินหน้าต่อ Thai PBS+2Thai PBS+2 -
วาระใหม่ทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง
การเชื่อมโยงกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญกับวาระการเลือกตั้งอาจช่วยให้กลไกรัฐธรรมนูญใหม่มี “แรงจูงใจทางการเมือง” สูง และสร้างเงื่อนไขให้พรรคการเมืองต้องตอบต่อประชาชนเรื่องนโยบายโครงสร้างในรัฐธรรมนูญ -
แรงกดดันจากประชาสังคมและภาคประชาชน
พรรคประชาชนมีฐานสนับสนุนในหมู่คนรุ่นใหม่และกลุ่มเคลื่อนไหวประชาธิปไตย ซึ่งอาจสนับสนุนให้ร่างแก้ไขเดินหน้า และสร้างแรงกดดันต่อผู้แทนรัฐสภาให้ปฏิบัติตาม -
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่เป็นมิตร (ถ้าออกในแนว 2 ครั้ง)
หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ต้องทำประชามติ 2 ครั้ง (ไม่ต้องรอบ “ก่อน”) ก็จะเปิดทางให้ร่างของพรรคประชาชนเดินหน้าได้อย่างราบรื่นกว่า หากเลือกเส้นทาง 3 ครั้ง จะเป็นอุปสรรคอย่างมาก iLaw+4iLaw+4iLaw+4 -
แรงบันดาลใจต่อการปฏิรูประยะยาว
ความสำเร็จของการแก้ไขรัฐธรรมนูญในลักษณะนี้จะเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญในการปฏิรูปรัฐธรรมนูญ ประวัติศาสตร์การเมืองไทย และอาจเปิดโอกาสให้มี “รัฐธรรมนูญโดยประชาชน” ที่มีความชอบธรรมทางการเมืองมากขึ้น
อุปสรรค (ปัจจัยเสี่ยง / ความเป็นไปได้ติดขัด)
-
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเป็นอุปสรรค
หากศาลรัฐธรรมนูญยืนยันว่า “ประชามติ 3 ครั้ง” เป็นเงื่อนไขจำเป็น หรือวินิจฉัยให้รัฐสภาไม่มีอำนาจตั้ง สสร. โดยตรงเลย ก็จะทำให้ร่างของพรรคประชาชนเกิดความไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรืออาจถูกตีกลับได้ iLaw+3iLaw+3bangkokbiznews+3 -
บทบาทของ ส.ว. และกลไกต้านทานในสถาบันเดิม
ถึงแม้เงื่อนไข ส.ว. 1 ใน 3 ถูกตัดออกในร่างของพรรคประชาชน แต่ ส.ว. อาจใช้กลไกอื่น เช่น ปฏิเสธร่างในวาระ 2/3, ใช้กฎหมายประกอบ, หรือประสานกับศาล/องค์กรสถาบันอื่น ๆ เพื่อชะลอหรือปัดตก -
แรงต่อต้านจากพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม
พรรคอื่น ๆ อาจเห็นว่าสนามรัฐธรรมนูญใหม่จะลดอำนาจหรือฐานเสียงของตนเอง จึงอาจร่วมมือกันคว่ำร่างหรือเสนอดัดแปลงจนร่างผิดรูป -
ความซับซ้อนทางกฎหมาย/เทคนิค
การนิยามบทบัญญัติใหม่ กลไกการถอดถอนตุลาการ การประสานระหว่างสองคณะ (คณะกรรมาธิการยกร่าง กับสภาที่ปรึกษา) รวมถึงการจัดทำบทบัญญัติเกี่ยวกับองค์กรอิสระ อาจเกิดปัญหาทางเทคนิคทางกฎหมายซึ่งอาจถูกท้วงดำเนินการ -
เวลาและทรัพยากรทางการเมือง
แม้จะเชื่อมโยงกับการเลือกตั้ง แต่การเดินหน้าให้รัฐธรรมนูญใหม่สำเร็จภายในมุมมองทางการเมืองอาจถูกบีบด้วยเวลา ทั้งวาระสภา การรื้อฟื้นความสนใจของประชาชน และผลตอบรับของสาธารณะ -
ความไม่แน่นอนทางสังคมและภายนอก
หากเกิดวิกฤตการเมือง เศรษฐกิจ หรือการเปลี่ยนแปลงนโยบายจากรัฐบาลหน้า อาจเบี่ยงเบนเส้นทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญไปได้
ความเป็นไปได้ (Scenario) สำหรับ “อนาคต” ของร่างแก้ไขพรรคประชาชน
เพื่อประเมินโอกาสจริง ผมเสนอ 3 สถานการณ์ (scenario) เป็นเครื่องมือวิเคราะห์:
| สถานการณ์ | เงื่อนไขที่ทำให้เกิด | ผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ | ความเป็นไปได้ (โดยประมาณ) |
|---|---|---|---|
| สถานการณ์ 1: ร่างผ่านสำเร็จ → จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่สำเร็จ | ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสนับสนุนแนวทาง 2 ครั้ง, ส.ส.–ราษฎรร่วมมือ, ไม่มีอุปสรรคสำคัญ | ประเทศมีรัฐธรรมนูญใหม่โดยประชาชน มีบทบัญญัติที่ลดอำนาจสถาบันผูกขาด และเปิดช่องทางเชิงประชาธิปไตยมากขึ้น | กลาง – ต้องอาศัยเงื่อนไขหลายด้านประสาน |
| สถานการณ์ 2: ร่างผ่านบางมาตรา แต่ไม่สามารถจัดรัฐธรรมนูญใหม่เต็มรูปได้ | ศาลให้ทำ 3 ครั้ง, มีข้อจำกัดทางกฎหมายบางมาตรา, ข้อโต้แย้งทางเทคนิค | เกิด “รัฐธรรมนูญกึ่งใหม่” — มีการปรับปรุงโครงสร้างบางจุด แต่ไม่ถึงกับเขียนใหม่ทั้งฉบับ | สูง – เป็นทางสายกลางที่หลายฝ่ายอาจยอมรับ |
| สถานการณ์ 3: ร่างถูกตีกลับ / สะดุด / ยุติกลางทาง | ศาลวินิจฉัยว่าอำนาจรัฐสภาถูกจำกัด, มีการคว่ำร่างในวาระ 2/3, ข้อขัดแย้งทางสถาบันรุนแรง | ร่างแก้ไขถูกล้ม การเมืองกลับสู่สถานะเดิม อาจเกิดรัฐธรรมนูญ “รุ่นใหม่” แต่ผ่านกระบวนการแบบตั้งรับ | กลาง – หากเงื่อนไขหลายด้านไม่เอื้อ |
นอกจากนี้ ยังมี “ทางเลือกเสริม” เช่น การยืดเวลาการแก้ไข การปรับร่างตามข้อท้วง หรือใช้ทางอ้อม เช่น การแก้ไขรายมาตราก่อน แล้วเดินหน้าใหม่อีกครั้ง
โดยรวมแล้ว ผมเห็นว่า สถานการณ์ 2 มีแนวโน้มเกิดมากที่สุด — คือการปรับแก้รัฐธรรมนูญในบางจุดสำคัญ แต่ไม่สามารถเดินหน้าเขียนรัฐธรรมนูญใหม่เต็มรูปได้หากอุปสรรคจากศาลหรือสถาบันเดิมไม่คลี่คลาย
แนวทางเชิงยุทธศาสตร์: ข้อเสนอเพื่อเพิ่มโอกาสสำเร็จ
เพื่อให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชนมีโอกาสสำเร็จสูงขึ้น ผมขอเสนอแนวทางยุทธศาสตร์ดังนี้:
-
ประสานกับฝ่ายสถาบันกฎหมายและรัฐธรรมนูญ
ควรมีทีมกฎหมายระดับสูง ทำงานร่วมกับตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรตุลาการ เพื่อออกแบบร่างที่ “ปลอดภัย” และหลีกเลี่ยงจุดเสี่ยงตามคำวินิจฉัย -
การรณรงค์สาธารณะและให้ความรู้
สร้างความเข้าใจให้ประชาชน ชี้แจงความหมายของ “รัฐธรรมนูญโดยประชาชน” ความแตกต่างของ 2 vs 3 ครั้ง กระบวนการถอดถอนตุลาการ เพื่อสร้างแรงสนับสนุนทางสังคม -
เจรจาต่อรองในสภาและกับ ส.ว.
ใช้กลยุทธ์เจรจาต่อรองกับพรรคการเมืองอื่น ๆ และกับ ส.ว. เพื่อหาจุดร่วม ลดข้อคัดค้าน หรือขอเงื่อนไข “ถอนกลับ” (fallback) ในบางมาตรา -
สร้าง “เงื่อนไขเวลา” ให้ร่างเดินหน้า
กำหนดไทม์ไลน์ที่เชื่อมโยงกับการเลือกตั้งและมติการเมือง เพื่อให้ไม่มี “ช่องว่าง” ระหว่างการเมืองประจำและการปฏิรูป -
ใช้กลไกสถาบันตัวกลาง
เชื่อมองค์กรอิสระ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม มาเป็นผู้ตรวจสอบ–ให้คำแนะนำ–เป็น “buffet check” ลดโอกาสถูกท้วง -
เตรียม “แผนสำรอง (fallback)”
หากการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ติดขัด ควรมีแผนแก้ไขเสริม (เช่น แก้รายมาตรา) เพื่อให้สามารถปรับปรุงรัฐธรรมนูญได้ในเบื้องต้น
บทสรุป
ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชนที่รัฐสภาเห็นชอบเป็นหลักนั้นถือเป็นก้าวสำคัญทางการเมืองไทย มันไม่ใช่แค่ “การแก้ไขกฎหมาย” เท่านั้น แต่เป็นการเปิดโอกาสท้าทายโครงสร้างอำนาจเดิม และตั้งคำถามถึงที่มาของอำนาจรัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดทางกฎหมาย คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ บทบาทของสถาบันเดิม และแรงเสียดทานทางการเมือง เป็นอุปสรรคหลักต่อการเดินหน้า ฉะนั้น โอกาสสำเร็จของร่างนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ “ดีเด่น” อย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลากหลายที่ต้องประสานกัน
ผมมองว่า มีแนวโน้มสูงที่ร่างแก้ไขจะผ่านบางมาตราและเกิด “รัฐธรรมนูญกึ่งใหม่” มากกว่าการเกิดรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เต็มรูปภายในสมัยสภานี้ แต่ถ้าทุกยุทธศาสตร์เชิงกฎหมาย การเมือง และสังคมเดินได้ดี ก็มีโอกาสเกิดรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ประชาชนมีบทบาทจริง

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น