วันพุธที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2568

"ดร.สำราญ–เอไอ" วิเคราะห์แนวโน้มอนาคตรัฐธรรมนูญไทย หลังร่างพรรคประชาชนชนะในสภา



วันที่ 16 ตุลาคม 2568 —ดร.สำราญ สมพงษ์ นักวิชาการอิสระด้านพุทธสันติวิธี เปิดเผยผลการวิเคราะห์ร่วมกับระบบปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ถึงแนวโน้มของ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (แก้ไขเพิ่มเติม) พ.ศ. … ซึ่งรัฐสภาเพิ่งเห็นชอบให้ ร่างของพรรคประชาชน เป็น “ร่างหลัก” โดยมีมติ 300 ต่อ 287 เสียง เหนือร่างของพรรคภูมิใจไทย สะท้อนจุดเปลี่ยนสำคัญในทิศทางการเมืองไทย


🔹 หมุดหมายใหม่ของประชาธิปไตยไทย

วันที่ 15 ตุลาคม 2568 ถูกจารึกเป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เมื่อรัฐสภามีมติ “เห็นชอบในหลักการ” ต่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอโดยพรรคประชาชน ภายใต้บรรยากาศการโหวตที่เข้มข้นและการนับคะแนนใหม่แบบขานชื่อ ซึ่งดำเนินการโดย นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

การโหวตครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันทางคะแนนเสียง แต่เป็น สัญลักษณ์ของการเปลี่ยนสมดุลอำนาจ จากกลุ่มการเมืองที่เน้น “การคงระบบเดิม” ไปสู่ “แนวทางรัฐธรรมนูญใหม่โดยประชาชน”


🔹 องค์ประกอบคณะกรรมาธิการวิสามัญ 43 คน

คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ชุดนี้มีสมาชิกทั้งหมด 43 คน แบ่งเป็น

  • สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 31 คน

  • สมาชิกวุฒิสภา 12 คน

โดยมีตัวแทนจากเกือบทุกพรรคการเมืองหลัก ทำให้เป็นเวทีต่อรองเชิงอุดมการณ์อย่างแท้จริง

  • พรรคประชาชน: 9 คน นำโดย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ตัวแทนคนรุ่นใหม่และแนวคิดประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม

  • พรรคเพื่อไทย: 9 คน สนับสนุนร่างพรรคประชาชน แม้ร่างของตนไม่ผ่านวาระที่ 1

  • พรรคภูมิใจไทย: 4 คน พยายามผลักดันร่างของตนให้เป็นร่างหลัก

  • วุฒิสภา: 12 คน ส่วนใหญ่ยังคงท่าทีระมัดระวังต่อการแก้ไขโครงสร้างเดิม

  • พรรคอื่น ๆ เช่น รวมไทยสร้างชาติ ประชาธิปัตย์ พลังประชารัฐ และประชาชาติ มีตัวแทนร่วมด้วย

ดร.สำราญระบุว่า “กรรมาธิการชุดนี้จะเป็นสมรภูมิความคิดระหว่าง อุดมการณ์อนุรักษนิยม กับ แนวทางปฏิรูปเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะในประเด็นการตั้ง สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน”


🔹 เนื้อหาเด่นของร่างพรรคประชาชน

ร่างของพรรคประชาชนมุ่งแก้ไข มาตรา 256 เพื่อ ตัดเงื่อนไขเสียง ส.ว. 1 ใน 3 และเพิ่ม หมวด 15/1 ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
สาระสำคัญได้แก่

  • ตั้ง สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) จากการเลือกตั้งโดยตรง

  • จัดทำประชามติ 2 ครั้ง (หลังผ่านสภา และหลังยกร่างเสร็จ)

  • ตั้ง คณะกรรมาธิการยกร่างและสภาที่ปรึกษา เพื่อความโปร่งใส

  • เปิดช่องให้ประชาชน ตรวจสอบและเสนอถอดถอนองค์กรอิสระ

ร่างนี้ถูกมองว่าเป็น “รัฐธรรมนูญเพื่อชีวิต” (Constitution for Life) ที่มุ่งคืนอำนาจให้ประชาชน มากกว่าจะเป็นเพียงเอกสารกำหนดอำนาจรัฐ


🔹 การเมืองในสภา: พลิกคะแนน–เปลี่ยนทิศทาง

ก่อนหน้าการนับคะแนนใหม่ พรรคภูมิใจไทยเคยมีคะแนนนำ 297 ต่อ 292 เสียง
แต่หลังการขานชื่อใหม่ ผลกลับพลิกให้พรรคประชาชนชนะ 300 ต่อ 287 เสียง
ชัยชนะนี้ไม่ใช่แค่เทคนิคในสภา แต่สะท้อนการรวมพลังของ พรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย
ซึ่งมีแนวทางร่วมในประเด็น “รัฐธรรมนูญโดยประชาชน”


🔹 ความหมายเชิงการเมืองและสังคม

ดร.สำราญให้ความเห็นว่า

“นี่ไม่ใช่แค่ชัยชนะของพรรคหนึ่ง แต่เป็นการเริ่มต้นของ รัฐธรรมนูญที่เชื่อมโยงกับจิตวิญญาณประชาชนไทย ซึ่งแตกต่างจากรัฐธรรมนูญก่อนหน้าที่มักเน้นรักษาโครงสร้างอำนาจ มากกว่าตอบสนองต่อสังคม”

เขาชี้ว่า การเห็นชอบในหลักการครั้งนี้คือ “การย้ายศูนย์กลางอำนาจ” จากโครงสร้างรัฐเดิม มาสู่การเมืองเชิงประชาชน (People-centered Politics)
ซึ่งเป็นกระแสที่เติบโตขึ้นต่อเนื่องหลังปี 2566


🔹 ความท้าทายและแนวโน้มในอนาคต

แม้ร่างของพรรคประชาชนจะผ่านหลักการแล้ว แต่ยังมีอุปสรรคสำคัญ ได้แก่

  • การตีความของ ศาลรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับการทำประชามติ

  • แรงต้านจาก วุฒิสภาและกลุ่มอนุรักษนิยม

  • ข้อจำกัดด้านเวลา ก่อนการเลือกตั้งใหญ่ปี 2569

  • ความเข้าใจของประชาชน ซึ่งหากสื่อสารไม่ดีอาจถูกบิดเบือน

นักรัฐศาสตร์บางรายคาดว่า ไทยอาจได้เพียง “รัฐธรรมนูญกึ่งใหม่” ที่ปรับบางหมวดสำคัญ แต่ยังไม่ถึงขั้นร่างใหม่ทั้งฉบับ


🔹 ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์

  • ด้านกฎหมาย: พรรคประชาชนควรร่วมมือกับนักกฎหมายรัฐธรรมนูญเพื่อให้ร่างสอดคล้องแนวคำวินิจฉัยศาล

  • ด้านการเมือง: สร้างแนวร่วมในสภาและภาคประชาชนเพื่อผลักดันฉันทามติ

  • ด้านสังคม: สื่อสารให้ประชาชนเข้าใจว่า “รัฐธรรมนูญใหม่” คือ สัญญาประชาคม ไม่ใช่การล้มระบอบ


🔹 บทสรุป

การที่ร่างพรรคประชาชนได้รับเลือกให้เป็น “ร่างหลัก” ของรัฐสภา ถือเป็น จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทย
แม้เส้นทางข้างหน้ายังเต็มไปด้วยแรงต้าน แต่หากกระบวนการนี้ดำเนินด้วยความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
ประเทศไทยอาจได้เห็น “รัฐธรรมนูญเพื่อชีวิต” ที่สะท้อนเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง
— หมุดหมายใหม่ของประชาธิปไตยไทยในศตวรรษที่ 21

วิเคราะห์แนวโน้มคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (แก้ไขเพิ่มเติม) พ.ศ. … : 43 คนเห็นชอบร่างพรรคประชาชนเหนือพรรคภูมิใจไทย

โดย... (ใส่ชื่อผู้เขียน)

บทความเชิงวิชาการกึ่งวิเคราะห์–เชิงข่าว


🔹 บทนำ

วันที่ 15 ตุลาคม 2568 กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการเมืองไทย เมื่อรัฐสภามีมติ “เห็นชอบในหลักการ” ต่อ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (แก้ไขเพิ่มเติม) พ.ศ. … ที่เสนอโดย พรรคประชาชน หลังจากกระบวนการพิจารณาและการโหวตที่พลิกผันหลายรอบในสภา โดยเฉพาะการ “นับคะแนนใหม่แบบขานชื่อ” ภายใต้การดำเนินการของนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ซึ่งส่งผลให้ร่างของพรรคประชาชนชนะร่างของพรรคภูมิใจไทยด้วยคะแนน 300 ต่อ 287 เสียง

การโหวตครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการแข่งขันเชิงตัวเลข แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนสมดุลอำนาจในรัฐสภา จากกลุ่มการเมืองที่เน้น “การคงระบบเดิม” ไปสู่กลุ่มที่ผลักดัน “รัฐธรรมนูญใหม่โดยประชาชน” บทความนี้จะวิเคราะห์ทั้งองค์ประกอบของคณะกรรมาธิการวิสามัญ 43 คน แนวโน้มทางการเมือง และผลสะเทือนต่ออนาคตรัฐธรรมนูญไทยในมิติทางกฎหมายและสังคม


🔹 องค์ประกอบและพลวัตในคณะกรรมาธิการวิสามัญ 43 คน

คณะกรรมาธิการชุดนี้ประกอบด้วย สมาชิกจากสภาผู้แทนราษฎร 31 คน และ สมาชิกวุฒิสภา 12 คน โดยมีตัวแทนจากเกือบทุกพรรคการเมืองหลัก ซึ่งทำให้การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้มีมิติทางการเมืองที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น

  • พรรคประชาชน มี 9 คน นำโดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ ซึ่งเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่และแนวคิดประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม

  • พรรคเพื่อไทย มี 9 คน และประกาศชัดว่าจะ “หนุนร่างพรรคประชาชน” แม้ร่างของตนจะไม่ผ่านวาระที่ 1

  • พรรคภูมิใจไทย มี 4 คน ซึ่งพยายามเสนอให้ร่างของตนเป็นร่างหลัก

  • วุฒิสภา 12 คน ส่วนใหญ่มีแนวโน้มระมัดระวังและรักษาโครงสร้างเดิมของรัฐธรรมนูญ

  • พรรคอื่น ๆ เช่น รวมไทยสร้างชาติ ประชาธิปัตย์ พลังประชารัฐ และประชาชาติ ต่างมีตัวแทนร่วม

การจัดสรรเช่นนี้ทำให้กรรมาธิการชุดนี้กลายเป็น “สนามต่อรองเชิงอุดมการณ์” ระหว่างแนวทางอนุรักษนิยมกับแนวทางปฏิรูปเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะในประเด็นการตั้ง สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน


🔹 ร่างของพรรคประชาชน: เนื้อหาและจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์

ร่างของพรรคประชาชนมุ่งหมายแก้ไข มาตรา 256 เพื่อ ตัดเงื่อนไขเสียงเห็นชอบจาก ส.ว. 1 ใน 3 และเพิ่ม หมวด 15/1 ว่าด้วย “การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” โดยมีสาระสำคัญคือ

  1. ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) จากการเลือกตั้งโดยตรง เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ

  2. ทำประชามติ 2 ครั้ง — หลังผ่านรัฐสภา และหลังจากยกร่างเสร็จ ไม่ต้องทำประชามติล่วงหน้า

  3. จัดตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างและสภาที่ปรึกษา เพื่อเพิ่มความโปร่งใส

  4. ปรับบทบาทองค์กรอิสระ เปิดให้ประชาชนมีสิทธิตรวจสอบหรือเสนอถอดถอน

เนื้อหาเหล่านี้สะท้อนแนวคิด “รัฐธรรมนูญเพื่อชีวิต” ที่มุ่งคืนอำนาจให้ประชาชน มากกว่าจะเป็นเพียงเครื่องมือของระเบียบอำนาจ


🔹 การเมืองในสภา: จาก “คว่ำร่าง” สู่ “พลิกคะแนน”

การประชุมร่วมรัฐสภาครั้งนั้นมีร่างจาก 3 พรรค — พรรคประชาชน, พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย โดยตอนแรกพรรคภูมิใจไทยดูเหมือนจะชนะด้วยคะแนน 297 ต่อ 292 แต่เมื่อมีการทักท้วงเรื่องคะแนนและเสนอให้นับใหม่แบบขานชื่อ ผลกลับพลิกเป็นพรรคประชาชนชนะ 300 ต่อ 287 เสียง

ชัยชนะครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่ผลทางเทคนิค แต่เป็นสัญญาณการรวมพลังระหว่างพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย ที่มีจุดร่วมทางอุดมการณ์เรื่อง “รัฐธรรมนูญโดยประชาชน” ขณะที่พรรคภูมิใจไทยถูกพลิกบทบาทจากผู้ชนะในรอบแรก กลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ทางการเมืองเชิงสัญลักษณ์


🔹 ความหมายเชิงการเมืองและสังคม

ดร.สำราญ สมพงษ์ นักวิชาการด้านพุทธสันติวิธี มองว่าร่างนี้เป็น “จุดเริ่มต้นของรัฐธรรมนูญที่เชื่อมโยงกับจิตวิญญาณประชาชนไทย” ซึ่งต่างจากรัฐธรรมนูญก่อนหน้าที่มักถูกออกแบบเพื่อรักษาเสถียรภาพของโครงสร้างอำนาจ มากกว่าจะตอบสนองต่อความต้องการของสังคม

การเห็นชอบในหลักการครั้งนี้จึงสะท้อน “การย้ายศูนย์กลางอำนาจทางการเมือง” จากกลุ่มสถาบันเดิม มาสู่การเมืองเชิงประชาชน (People-centered Politics) ที่มีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในยุคหลังปี 2566


🔹 แนวโน้มและความท้าทายข้างหน้า

แม้ร่างพรรคประชาชนจะกลายเป็นร่างหลักของสภา แต่ยังต้องเผชิญอุปสรรคหลายด้าน ได้แก่

  1. การตีความของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจพิจารณาว่าการแก้มาตรา 256 ต้องทำประชามติ 3 ครั้ง หรือไม่

  2. แรงต้านจากวุฒิสภาและพรรคอนุรักษนิยม ที่อาจพยายามลดทอนอำนาจของสภาร่างฯ

  3. ข้อจำกัดด้านเวลา เนื่องจากการเลือกตั้งใหญ่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2569

  4. ความเข้าใจของสังคม หากไม่มีการสื่อสารที่ดี อาจถูกบิดเบือนว่าเป็น “ร่างเปลี่ยนระบอบ”

นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์บางรายเสนอว่า สถานการณ์ที่เป็นไปได้มากที่สุด คือการได้ “รัฐธรรมนูญกึ่งใหม่” ที่ปรับเฉพาะมาตราหลัก เช่น 256 และหมวดว่าด้วย สสร. แต่ยังไม่ถึงขั้นเขียนใหม่ทั้งฉบับ


🔹 ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์

  1. ด้านกฎหมาย: พรรคประชาชนควรประสานกับนักกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ร่างมีความสอดคล้องกับแนวคำวินิจฉัยของศาลในอดีต

  2. ด้านการเมือง: สร้างแนวร่วมกับพรรคอื่นและภาคประชาชน เพื่อให้เกิดฉันทามติในสภา

  3. ด้านสังคม: สื่อสารให้ประชาชนเข้าใจว่าการมีรัฐธรรมนูญใหม่คือการสร้าง “สัญญาประชาคม” ไม่ใช่การล้มระบบ


🔹 บทสรุป

การที่ร่างของพรรคประชาชนได้รับเลือกให้เป็น “ร่างหลัก” ของรัฐสภา ถือเป็นจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างของประชาธิปไตยไทย เป็นการเปิดทางให้ “อำนาจของประชาชน” เริ่มมีผลในกระบวนการออกแบบรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ

แม้หนทางข้างหน้ายังเต็มไปด้วยอุปสรรค ทั้งจากศาลรัฐธรรมนูญ วุฒิสภา และแรงต้านจากกลุ่มอำนาจเดิม แต่หากกระบวนการนี้สามารถเดินหน้าด้วยความโปร่งใสและมีส่วนร่วม รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นอาจเป็น “รัฐธรรมนูญเพื่อชีวิต” ที่สะท้อนเสียงของประชาชนไทยอย่างแท้จริง — และเป็นหมุดหมายสำคัญของประชาธิปไตยไทยในศตวรรษที่ 21

วิเคราะห์อนาคตร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชนที่รัฐสภาเห็นชอบเป็นหลัก

วันที่ 15 ตุลาคม 2568 — รัฐสภาไทยมีมติ “เห็นชอบในหลักการ” ต่อ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่เสนอโดย พรรคประชาชน ถือเป็นก้าวสำคัญของการเมืองไทยยุคใหม่ เพราะนี่คือครั้งแรกในรอบหลายปีที่ร่างแก้ไขที่มีเจตนาเปิดทางให้เกิด “รัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยประชาชน” ได้รับการสนับสนุนจากรัฐสภาในระดับเสียงข้างมาก

บทความนี้จะพาไปวิเคราะห์แนวทาง เนื้อหาหลัก และอนาคตของร่างดังกล่าว — ทั้งในมิติทางการเมือง กฎหมาย และสังคม


🔹 ร่างของพรรคประชาชน: จากความตั้งใจสู่ร่างหลักของสภา

ร่างของพรรคประชาชนประกอบด้วยประเด็นสำคัญหลายส่วน โดยมีเป้าหมายชัดคือ ปลดล็อกอุปสรรคในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

  1. แก้มาตรา 256 – ตัดเงื่อนไขเสียงเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 1 ใน 3 เพื่อให้รัฐสภาสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ด้วยเสียงข้างมากของผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภารวมกัน

  2. เพิ่มหมวด 15/1 “การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” – เปิดทางให้ตั้ง สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ

  3. ประชามติ 2 ครั้งแทน 3 ครั้ง – พรรคประชาชนเสนอให้ทำประชามติหลังผ่านร่างจากรัฐสภา และหลังจากยกร่างเสร็จ ไม่จำเป็นต้องมี “ประชามติล่วงหน้า” ซึ่งมักถูกใช้เป็นเงื่อนไขชะลอกระบวนการ

  4. กลไกตรวจสอบคู่ขนาน – เสนอให้มี “คณะกรรมาธิการยกร่าง” และ “สภาที่ปรึกษา” ทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างความโปร่งใสและมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน

  5. แนวทางปรับองค์กรอิสระ – เปิดช่องให้ประชาชนสามารถเสนอถอดถอนตุลาการหรือกรรมการองค์กรอิสระได้ หากพบการปฏิบัติหน้าที่ที่ขัดต่อหลักประชาธิปไตย

การโหวตเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 ได้ผล 300 ต่อ 287 เสียง ซึ่งถือว่า “เฉือนกันแบบประวัติศาสตร์” และทำให้ร่างของพรรคประชาชนกลายเป็น ร่างหลักของสภา ที่จะใช้พิจารณาในวาระที่ 2 และ 3 ต่อไป


🔹 ความหมายทางการเมือง: “เสียงของประชาชน” เริ่มมีพื้นที่

นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์หลายคนมองว่าการเห็นชอบหลักการของร่างนี้ ไม่ใช่เพียงการเมืองในเชิงเทคนิค แต่สะท้อนการเปลี่ยนจุดศูนย์กลางของอำนาจในรัฐสภา — จาก อำนาจของสถาบัน สู่ อำนาจของประชาชน

ดร.สำราญ สมพงษ์ นักวิชาการอิสระด้านพุทธสันติวิธี ให้ความเห็นว่า

“ร่างนี้เป็นการเริ่มต้นของการออกแบบโครงสร้างรัฐธรรมนูญที่สอดคล้องกับจิตวิญญาณประชาชนไทยอย่างแท้จริง เป็นจุดเปลี่ยนจาก ‘รัฐธรรมนูญเพื่อระเบียบ’ ไปสู่ ‘รัฐธรรมนูญเพื่อชีวิต’”

การผ่านหลักการจึงไม่ใช่เพียงมติในสภา แต่คือ “สัญญาณแห่งยุคใหม่” ที่สะท้อนความต้องการของคนรุ่นใหม่และสังคมไทยที่ต้องการโครงสร้างอำนาจที่โปร่งใสและมีส่วนร่วมมากขึ้น


🔹 ปัจจัยที่หนุนให้ร่างนี้เดินหน้าได้

  1. แรงสนับสนุนจากสังคมและภาคประชาชน – กลุ่มคนรุ่นใหม่ องค์กรภาคประชาสังคม และขบวนการนักศึกษาเคลื่อนไหวผลักดันอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

  2. ความยืดหยุ่นทางการเมืองของรัฐบาลผสม – รัฐบาลปัจจุบันแม้ไม่ใช่พรรคประชาชนโดยตรง แต่มีแนวทางเปิดกว้างต่อการปฏิรูประบบกฎหมายพื้นฐาน

  3. การเชื่อมโยงกับวาระการเลือกตั้ง – ร่างนี้ถูกออกแบบให้สอดรับกับการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ในปี 2569 ทำให้มีแรงจูงใจทางการเมืองและความเร่งของเวลาเป็นตัวผลัก

  4. แนวทางเชิงเทคนิคที่ลดความขัดแย้ง – การเลือกทำประชามติ 2 ครั้ง และกลไกตรวจสอบคู่ขนาน ทำให้ร่างดูมีความ “ประนีประนอม” กว่าร่างที่เสนอโดยกลุ่มอื่นในอดีต


🔹 แต่อุปสรรคก็ยังหนัก: ศาลรัฐธรรมนูญ–ส.ว.–และเกมอำนาจ

แม้จะผ่านหลักการ แต่เส้นทางต่อจากนี้ไม่ได้ง่าย
มีอุปสรรคสำคัญหลายประการที่อาจทำให้ร่างสะดุดกลางทาง ได้แก่

  1. คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ – หากศาลชี้ว่า “ต้องทำประชามติ 3 ครั้ง” หรือรัฐสภาไม่มีอำนาจจัดตั้งสภาร่างฯ โดยตรง ร่างนี้อาจกลายเป็นโมฆะทางกระบวนการ

  2. บทบาทของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) – แม้ไม่มีสิทธิ “คว่ำ” โดยเสียง 1 ใน 3 อีกต่อไป แต่ยังมีอิทธิพลในวาระ 2–3 รวมถึงการพิจารณารายมาตรา

  3. แรงต้านจากพรรคการเมืองฝ่ายอนุรักษนิยม – พรรคที่มีฐานจากระบบเดิมอาจมองว่ารัฐธรรมนูญใหม่จะลดอำนาจของตนเอง

  4. ข้อจำกัดด้านเวลาและทรัพยากรทางการเมือง – หากกระบวนการลากยาวเกินไป อาจกระทบต่อการเลือกตั้งและทำให้สภาชุดนี้หมดอายุโดยยังไม่แล้วเสร็จ


🔹 วิเคราะห์อนาคต: 3 เส้นทางที่เป็นไปได้

ฉากทัศน์รายละเอียดความเป็นไปได้
1. รัฐธรรมนูญใหม่สำเร็จโดยประชาชนศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้เดินหน้าตามแนวทาง 2 ครั้ง รัฐสภาร่วมมือและจัดตั้ง สสร. ได้จริงปานกลาง
2. แก้ได้บางส่วน – รัฐธรรมนูญ “กึ่งใหม่”ปรับเฉพาะมาตราหลัก เช่น 256, กลไก สสร., องค์กรอิสระ แต่ยังไม่เขียนใหม่ทั้งฉบับสูง
3. กระบวนการสะดุด / ถูกตีกลับศาลหรือสถาบันเดิมขวาง, เสียงในสภาเปลี่ยน, การเมืองไม่เอื้อปานกลาง–สูง หากเกิดแรงต้านร่วม

ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากประเมินว่า สถานการณ์ที่ 2 มีโอกาสมากที่สุด — คือประเทศไทยจะได้ “รัฐธรรมนูญกึ่งใหม่” ที่ลดอำนาจกลไกเดิมบางส่วน แต่ยังไม่ถึงขั้นเปลี่ยนฉบับทั้งหมด


🔹 ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์

เพื่อให้ร่างเดินหน้าได้จริง พรรคประชาชนและภาคีที่เกี่ยวข้องควรดำเนินการควบคู่กันในสามระดับ

  1. ระดับกฎหมาย – ประสานกับนักกฎหมายและตุลาการรัฐธรรมนูญ เพื่อปรับถ้อยคำให้สอดคล้องกับแนวคำวินิจฉัยก่อนหน้า

  2. ระดับการเมือง – สร้างแนวร่วมในสภาและสังคม ปรับท่าทีเชิงนโยบายเพื่อให้ร่างได้รับการยอมรับข้ามพรรค

  3. ระดับสังคม – ทำความเข้าใจกับประชาชนผ่านสื่อ การศึกษา และเวทีสาธารณะ ว่าการมีรัฐธรรมนูญใหม่หมายถึงอะไร และจะเปลี่ยนชีวิตประชาชนอย่างไร


🔹 บทสรุป: จุดเปลี่ยนของประชาธิปไตยไทย

ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชนเป็นมากกว่าการปรับถ้อยคำในกฎหมายสูงสุด — มันคือการประกาศ “ยุคเปลี่ยนผ่าน” ของการเมืองไทย ที่ประชาชนเริ่มมีบทบาทเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง

แต่การเดินทางจาก “ร่างที่เห็นชอบในหลักการ” ไปสู่ “รัฐธรรมนูญใหม่โดยประชาชน” ยังเต็มไปด้วยอุปสรรคจากสถาบันเดิม และเกมอำนาจเชิงโครงสร้าง

ถ้ารัฐสภา ศาล และประชาชนสามารถร่วมกันสร้างสมดุลใหม่แห่งอำนาจ — รัฐธรรมนูญฉบับนี้อาจกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของประชาธิปไตยไทยในศตวรรษที่ 21


“วิเคราะห์อนาคตร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชน ที่รัฐสภาเห็นชอบเป็นหลัก” โดยผมจะแบ่งเป็นบทนำ แนวคิดและนโยบายของร่างแก้ไข รัฐสภาพิจารณา ผลเชิงอนาคต (โอกาสและอุปสรรค) และบทสรุป พร้อมแนวทางข้อเสนอ


บทนำ

การแก้ไขรัฐธรรมนูญถือเป็นการ “พลิกโฉม” โครงสร้างการเมืองของประเทศให้สอดคล้องกับอุดมการณ์ประชาธิปไตย และเป็นช่องทางสำคัญในการจัดตั้งกลไกทางการเมืองใหม่ ๆ ให้ตอบโจทย์พลวัตสังคมในยุคปัจจุบัน พรรคประชาชน (People’s Party / พรรคประชาชน) หนึ่งในพรรคการเมืองฝ่ายก้าวหน้า ได้ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญหลายมาตรา โดยมีเป้าหมายหลักคือการเปิดทางสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ยึดโยงกับประชาชน ขณะเดียวกันเมื่อรัฐสภา “เห็นชอบเป็นหลัก” กับร่างของพรรคประชาชน ก็สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงสัญลักษณ์และเชิงโครงสร้างที่น่าสนใจ ทั้งในแง่การเมือง กฎหมาย และสถาบัน
บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์อนาคตของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับพรรคประชาชน — โอกาส ความเป็นไปได้ ความขัดแย้ง และแนวทางเผชิญหน้าต่อไป


แนวคิดหลักและสาระสำคัญของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชน

ก่อนจะวิเคราะห์อนาคต จึงจำเป็นต้องเข้าใจสาระสำคัญของร่างแก้ไขที่พรรคประชาชนเสนอ:

  1. แก้ไขมาตรา 256 และตัดเงื่อนไข ส.ว. 1 ใน 3
    ร่างของพรรคประชาชนมีการเสนอให้ตัดเงื่อนไขที่ ส.ว. ต้องให้ความเห็นชอบไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 หรือประมาณ 67 เสียงในวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมุ่งหวังลดอุปสรรคที่ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นไปได้ยากมากในอดีต iLaw+3iLaw+3iLaw+3

  2. เพิ่ม “หมวด 15/1” – กลไกจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
    พรรคประชาชนเสนอให้มีหมวด 15/1 เพื่อกำหนดกลไกในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดย สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง และมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกขั้นตอน โดยไม่ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ Policy Watch+4www.thairath.co.th+4iLaw+4

  3. การรวมประชามติ 2 ครั้งแทน 3 ครั้ง
    พรรคประชาชนมีมุมมองว่า การทำประชามตินั้นควรทำเพียง 2 รอบ — รอบหลังการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ตามมาตรา 256) และรอบหลังจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จ — โดยไม่จำเป็นต้องมีรอบ “ก่อน” ของรัฐสภา (คือก่อนแก้ไขมาตรา 256) ตามแนวทางที่บางฝ่ายเสนอ Policy Watch+3iLaw+3iLaw+3

  4. กลไก “2 คณะ” คู่ขนาน
    ข้อเสนอของพรรคประชาชนยังรวมถึงโมเดล “2 กลไกคู่ขนาน” ที่ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และสภาที่ปรึกษาการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทำงานร่วมกัน เพื่อลดความเสี่ยงละเลยหรือการแทรกแซงจากอำนาจภายนอก Facebook+2www.thairath.co.th+2

  5. ประเด็นองค์กรอิสระและถอดถอนตุลาการ
    พรรคประชาชนยังเสนอร่างแก้ไขรายมาตราเกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ โดยเปิดช่องให้ประชาชนถอดถอนตุลาการองค์กรอิสระ ในลักษณะเข้าชื่อเสนอต่อรัฐสภาหรือผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้อง YouTube+2promise.peoplesparty.or.th+2

  6. แผนไทม์ไลน์และขั้นตอน
    พรรคประชาชนเสนอให้มีการยุบสภาภายในสิ้นเดือนมกราคม 2569 และให้มีการจัดประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งภายใน 4 เดือนหลังยุบสภา เพื่อให้ทั้งกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการจัดรัฐธรรมนูญใหม่เดินคู่กับวาระการเลือกตั้งทั่วไป Facebook+3www.thairath.co.th+3Policy Watch+3

เมื่อรัฐสภา เห็นชอบเป็นหลัก กับร่างของพรรคประชาชน (โดยได้คะแนน 300 ต่อ 287 เสียง) ก็ทำให้ร่างของพรรคประชาชนกลายเป็น “ร่างหลัก” สำหรับการพิจารณาวาระ 2 และ 3 ต่อไป Policy Watch+3Thai PBS+3Thai PBS+3


ปัจจัยภายใน-ภายนอกที่กำหนดโอกาสและอุปสรรค

การที่รัฐสภาให้ “ผ่านหลักการ” กับร่างของพรรคประชาชนเป็นก้าวสำคัญ แต่อนาคตของร่างแก้ไขนี้ยังเผชิญเงื่อนไข ตัวแปร และแรงเสียดทานจำนวนมาก ในที่นี้จะแบ่งวิเคราะห์เป็น โอกาส และ อุปสรรค พร้อมประเมินความเป็นไปได้ในแต่ละกรณี

โอกาส (โอกาสต่อผ่านเป็นกฎหมาย / จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่สำเร็จ)

  1. อำนาจสนับสนุนในรัฐสภา
    คะแนนเสียง 300:287 ที่รัฐสภาโหวตเห็นชอบหลักการร่างของพรรคประชาชน เป็นสัญญาณว่าแม้จะมีฝ่ายค้าน-กลไกต้านทาน แต่แนวร่วมในฝ่ายรัฐสภายินดีให้โอกาสแก่ร่างนี้เดินหน้าต่อ Thai PBS+2Thai PBS+2

  2. วาระใหม่ทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง
    การเชื่อมโยงกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญกับวาระการเลือกตั้งอาจช่วยให้กลไกรัฐธรรมนูญใหม่มี “แรงจูงใจทางการเมือง” สูง และสร้างเงื่อนไขให้พรรคการเมืองต้องตอบต่อประชาชนเรื่องนโยบายโครงสร้างในรัฐธรรมนูญ

  3. แรงกดดันจากประชาสังคมและภาคประชาชน
    พรรคประชาชนมีฐานสนับสนุนในหมู่คนรุ่นใหม่และกลุ่มเคลื่อนไหวประชาธิปไตย ซึ่งอาจสนับสนุนให้ร่างแก้ไขเดินหน้า และสร้างแรงกดดันต่อผู้แทนรัฐสภาให้ปฏิบัติตาม

  4. คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่เป็นมิตร (ถ้าออกในแนว 2 ครั้ง)
    หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ต้องทำประชามติ 2 ครั้ง (ไม่ต้องรอบ “ก่อน”) ก็จะเปิดทางให้ร่างของพรรคประชาชนเดินหน้าได้อย่างราบรื่นกว่า หากเลือกเส้นทาง 3 ครั้ง จะเป็นอุปสรรคอย่างมาก iLaw+4iLaw+4iLaw+4

  5. แรงบันดาลใจต่อการปฏิรูประยะยาว
    ความสำเร็จของการแก้ไขรัฐธรรมนูญในลักษณะนี้จะเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญในการปฏิรูปรัฐธรรมนูญ ประวัติศาสตร์การเมืองไทย และอาจเปิดโอกาสให้มี “รัฐธรรมนูญโดยประชาชน” ที่มีความชอบธรรมทางการเมืองมากขึ้น

อุปสรรค (ปัจจัยเสี่ยง / ความเป็นไปได้ติดขัด)

  1. คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเป็นอุปสรรค
    หากศาลรัฐธรรมนูญยืนยันว่า “ประชามติ 3 ครั้ง” เป็นเงื่อนไขจำเป็น หรือวินิจฉัยให้รัฐสภาไม่มีอำนาจตั้ง สสร. โดยตรงเลย ก็จะทำให้ร่างของพรรคประชาชนเกิดความไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรืออาจถูกตีกลับได้ iLaw+3iLaw+3bangkokbiznews+3

  2. บทบาทของ ส.ว. และกลไกต้านทานในสถาบันเดิม
    ถึงแม้เงื่อนไข ส.ว. 1 ใน 3 ถูกตัดออกในร่างของพรรคประชาชน แต่ ส.ว. อาจใช้กลไกอื่น เช่น ปฏิเสธร่างในวาระ 2/3, ใช้กฎหมายประกอบ, หรือประสานกับศาล/องค์กรสถาบันอื่น ๆ เพื่อชะลอหรือปัดตก

  3. แรงต่อต้านจากพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม
    พรรคอื่น ๆ อาจเห็นว่าสนามรัฐธรรมนูญใหม่จะลดอำนาจหรือฐานเสียงของตนเอง จึงอาจร่วมมือกันคว่ำร่างหรือเสนอดัดแปลงจนร่างผิดรูป

  4. ความซับซ้อนทางกฎหมาย/เทคนิค
    การนิยามบทบัญญัติใหม่ กลไกการถอดถอนตุลาการ การประสานระหว่างสองคณะ (คณะกรรมาธิการยกร่าง กับสภาที่ปรึกษา) รวมถึงการจัดทำบทบัญญัติเกี่ยวกับองค์กรอิสระ อาจเกิดปัญหาทางเทคนิคทางกฎหมายซึ่งอาจถูกท้วงดำเนินการ

  5. เวลาและทรัพยากรทางการเมือง
    แม้จะเชื่อมโยงกับการเลือกตั้ง แต่การเดินหน้าให้รัฐธรรมนูญใหม่สำเร็จภายในมุมมองทางการเมืองอาจถูกบีบด้วยเวลา ทั้งวาระสภา การรื้อฟื้นความสนใจของประชาชน และผลตอบรับของสาธารณะ

  6. ความไม่แน่นอนทางสังคมและภายนอก
    หากเกิดวิกฤตการเมือง เศรษฐกิจ หรือการเปลี่ยนแปลงนโยบายจากรัฐบาลหน้า อาจเบี่ยงเบนเส้นทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญไปได้


ความเป็นไปได้ (Scenario) สำหรับ “อนาคต” ของร่างแก้ไขพรรคประชาชน

เพื่อประเมินโอกาสจริง ผมเสนอ 3 สถานการณ์ (scenario) เป็นเครื่องมือวิเคราะห์:

สถานการณ์เงื่อนไขที่ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ความเป็นไปได้ (โดยประมาณ)
สถานการณ์ 1: ร่างผ่านสำเร็จ → จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่สำเร็จศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสนับสนุนแนวทาง 2 ครั้ง, ส.ส.–ราษฎรร่วมมือ, ไม่มีอุปสรรคสำคัญประเทศมีรัฐธรรมนูญใหม่โดยประชาชน มีบทบัญญัติที่ลดอำนาจสถาบันผูกขาด และเปิดช่องทางเชิงประชาธิปไตยมากขึ้นกลาง – ต้องอาศัยเงื่อนไขหลายด้านประสาน
สถานการณ์ 2: ร่างผ่านบางมาตรา แต่ไม่สามารถจัดรัฐธรรมนูญใหม่เต็มรูปได้ศาลให้ทำ 3 ครั้ง, มีข้อจำกัดทางกฎหมายบางมาตรา, ข้อโต้แย้งทางเทคนิคเกิด “รัฐธรรมนูญกึ่งใหม่” — มีการปรับปรุงโครงสร้างบางจุด แต่ไม่ถึงกับเขียนใหม่ทั้งฉบับสูง – เป็นทางสายกลางที่หลายฝ่ายอาจยอมรับ
สถานการณ์ 3: ร่างถูกตีกลับ / สะดุด / ยุติกลางทางศาลวินิจฉัยว่าอำนาจรัฐสภาถูกจำกัด, มีการคว่ำร่างในวาระ 2/3, ข้อขัดแย้งทางสถาบันรุนแรงร่างแก้ไขถูกล้ม การเมืองกลับสู่สถานะเดิม อาจเกิดรัฐธรรมนูญ “รุ่นใหม่” แต่ผ่านกระบวนการแบบตั้งรับกลาง – หากเงื่อนไขหลายด้านไม่เอื้อ

นอกจากนี้ ยังมี “ทางเลือกเสริม” เช่น การยืดเวลาการแก้ไข การปรับร่างตามข้อท้วง หรือใช้ทางอ้อม เช่น การแก้ไขรายมาตราก่อน แล้วเดินหน้าใหม่อีกครั้ง

โดยรวมแล้ว ผมเห็นว่า สถานการณ์ 2 มีแนวโน้มเกิดมากที่สุด — คือการปรับแก้รัฐธรรมนูญในบางจุดสำคัญ แต่ไม่สามารถเดินหน้าเขียนรัฐธรรมนูญใหม่เต็มรูปได้หากอุปสรรคจากศาลหรือสถาบันเดิมไม่คลี่คลาย


แนวทางเชิงยุทธศาสตร์: ข้อเสนอเพื่อเพิ่มโอกาสสำเร็จ

เพื่อให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชนมีโอกาสสำเร็จสูงขึ้น ผมขอเสนอแนวทางยุทธศาสตร์ดังนี้:

  1. ประสานกับฝ่ายสถาบันกฎหมายและรัฐธรรมนูญ
    ควรมีทีมกฎหมายระดับสูง ทำงานร่วมกับตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรตุลาการ เพื่อออกแบบร่างที่ “ปลอดภัย” และหลีกเลี่ยงจุดเสี่ยงตามคำวินิจฉัย

  2. การรณรงค์สาธารณะและให้ความรู้
    สร้างความเข้าใจให้ประชาชน ชี้แจงความหมายของ “รัฐธรรมนูญโดยประชาชน” ความแตกต่างของ 2 vs 3 ครั้ง กระบวนการถอดถอนตุลาการ เพื่อสร้างแรงสนับสนุนทางสังคม

  3. เจรจาต่อรองในสภาและกับ ส.ว.
    ใช้กลยุทธ์เจรจาต่อรองกับพรรคการเมืองอื่น ๆ และกับ ส.ว. เพื่อหาจุดร่วม ลดข้อคัดค้าน หรือขอเงื่อนไข “ถอนกลับ” (fallback) ในบางมาตรา

  4. สร้าง “เงื่อนไขเวลา” ให้ร่างเดินหน้า
    กำหนดไทม์ไลน์ที่เชื่อมโยงกับการเลือกตั้งและมติการเมือง เพื่อให้ไม่มี “ช่องว่าง” ระหว่างการเมืองประจำและการปฏิรูป

  5. ใช้กลไกสถาบันตัวกลาง
    เชื่อมองค์กรอิสระ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม มาเป็นผู้ตรวจสอบ–ให้คำแนะนำ–เป็น “buffet check” ลดโอกาสถูกท้วง

  6. เตรียม “แผนสำรอง (fallback)”
    หากการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ติดขัด ควรมีแผนแก้ไขเสริม (เช่น แก้รายมาตรา) เพื่อให้สามารถปรับปรุงรัฐธรรมนูญได้ในเบื้องต้น


บทสรุป

ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชนที่รัฐสภาเห็นชอบเป็นหลักนั้นถือเป็นก้าวสำคัญทางการเมืองไทย มันไม่ใช่แค่ “การแก้ไขกฎหมาย” เท่านั้น แต่เป็นการเปิดโอกาสท้าทายโครงสร้างอำนาจเดิม และตั้งคำถามถึงที่มาของอำนาจรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดทางกฎหมาย คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ บทบาทของสถาบันเดิม และแรงเสียดทานทางการเมือง เป็นอุปสรรคหลักต่อการเดินหน้า ฉะนั้น โอกาสสำเร็จของร่างนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ “ดีเด่น” อย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลากหลายที่ต้องประสานกัน

ผมมองว่า มีแนวโน้มสูงที่ร่างแก้ไขจะผ่านบางมาตราและเกิด “รัฐธรรมนูญกึ่งใหม่” มากกว่าการเกิดรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เต็มรูปภายในสมัยสภานี้ แต่ถ้าทุกยุทธศาสตร์เชิงกฎหมาย การเมือง และสังคมเดินได้ดี ก็มีโอกาสเกิดรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ประชาชนมีบทบาทจริง 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เปิดวิสัยทัศน์ "Thailand Vision 2035" ถอดรหัสยุทธศาสตร์ "ยศชนัน" ชูสร้างรายได้สูงด้วยตำแหน่งสูงสุด

การเลือกตั้งทั่วไป 8 กุมภาพันธ์ 2569 กำลังถูกจับตามองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทย ท่ามกลางบริบทวิกฤตซ้อนวิกฤต หรือที่นักวิชาการเรียก...