เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2568 — ดร.สำราญ สมพงษ์ นักวิชาการอิสระด้านพุทธสันติวิธี เปิดเผยผลการร่วมวิเคราะห์กับเอไอในหัวข้อ “อนาคตประชาธิปัตย์รุ่น 5.0 ในมืออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคคนที่ 10” ชี้การกลับมาของนายอภิสิทธิ์ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ ที่กำลังพยายามฟื้นฟูบทบาททางการเมือง และสร้างสมดุลระหว่าง “หลักการ–ความร่วมสมัย” ในสังคมประชาธิปไตยยุคใหม่
พรรคเก่าแก่สู่ความท้าทายใหม่
จากผลการวิเคราะห์ของ ดร.สำราญ ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์ (Democrat Party) ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2489 ถือเป็นพรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของไทย และมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประชาธิปไตยภายใต้ระบบรัฐสภา โดยตลอดกว่า 79 ปี พรรคมีจุดยืนชัดในแนวทางเสรีประชาธิปไตย เคารพสิทธิมนุษยชน และมุ่งพัฒนาระบบการเมืองให้โปร่งใสและรับผิดชอบต่อประชาชน
อย่างไรก็ตาม ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา พรรคเผชิญภาวะถดถอยจากการแข่งขันของพรรคใหม่ การเปลี่ยนแปลงของฐานประชากรผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และแรงกดดันจากกระแสสังคมยุคดิจิทัล การกลับมารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในปี 2568 จึงถูกมองว่าเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ที่อาจกำหนดทิศทางใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์ในศตวรรษที่ 21
“อภิสิทธิ์คัมแบ็ก” : ความหวังใหม่จากผู้นำรุ่นกลาง
นายอภิสิทธิ์ เคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคมาแล้ว 2 ครั้ง (พ.ศ. 2548 และ 2554) และดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีระหว่างปี 2551–2554 โดยได้รับการยอมรับในด้านความซื่อสัตย์สุจริตและยึดมั่นในหลักประชาธิปไตยเชิงสถาบัน
การกลับมาครั้งนี้ได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนจากที่ประชุมใหญ่วิสามัญของพรรคสูงถึง ร้อยละ 96.18 โดยไม่มีคู่แข่งในการชิงตำแหน่ง สะท้อนความเชื่อมั่นในภาวะผู้นำ และความคาดหวังจากสมาชิกพรรคว่าเขาจะสามารถฟื้นศรัทธาและเอกภาพทางการเมืองได้อีกครั้ง
“ประชาธิปัตย์ยุคใหม่” ผสมคนรุ่นเก่ากับพลังรุ่นใหม่
ผลการวิเคราะห์ชี้ว่า โครงสร้างกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ชุดใหม่ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ มีลักษณะ “ผสมรุ่นเก่ากับรุ่นใหม่” อย่างสมดุล โดยมีทั้งนักการเมืองอาวุโสและผู้เชี่ยวชาญยุคใหม่เข้าร่วมทำงาน
บุคลากรสำคัญ เช่น นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคด้านเศรษฐกิจ, นางการดี เลียวไพโรจน์ ด้านเศรษฐกิจดิจิทัล, ร.ต.อ.พงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรค, นายสกลธี ภัททิยกุล และ นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคดูแลภาค ล้วนสะท้อนการเชื่อมโยงของคนต่างรุ่นที่มีแนวคิดร่วมกันในการฟื้นพรรค
นอกจากนี้ ยังมีอดีตสมาชิกพรรคที่เคยลาออกไปกลับมาร่วมงานอีกครั้ง เช่น นายกรณ์ จาติกวณิช นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ และนางฮูวัยดีย๊ะ พิศสุวรรณ ซึ่งสะท้อนกระแส “คนประชาธิปัตย์กลับบ้าน” ที่สร้างเอกภาพใหม่ให้กับองค์กร
สามมิติการฟื้นพรรค : สถาบัน–สื่อ–นโยบาย
ดร.สำราญระบุว่า การพัฒนาพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้ “อภิสิทธิ์ยุคใหม่” สามารถวิเคราะห์ได้ในสามมิติหลัก คือ
-
มิติการเมืองเชิงสถาบัน (Institutional Politics)
นายอภิสิทธิ์มุ่งฟื้นความเป็นเอกภาพ โปร่งใส และเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่มีบทบาทในระดับบริหาร พรรคเริ่มกลับมาใช้แนวทาง “การเมืองเชิงหลักการ” อย่างเข้มแข็ง -
มิติการสื่อสารและภาพลักษณ์ (Political Communication)
พรรคเน้นการสื่อสารผ่านสื่อดิจิทัลและแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อเข้าถึงคนรุ่นใหม่ โดยใช้บุคลากรที่เข้าใจสื่อร่วมสมัย เช่น นายจูรี นุ่มแก้ว และร.ต.อ.พงศกร ขวัญเมือง -
มิตินโยบายสาธารณะ (Public Policy)
พรรคมีแนวโน้มกลับไปเน้น “นโยบายเชิงข้อมูล” และหลักธรรมาภิบาล โดยนำผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ การศึกษา และสังคมยั่งยืนมาร่วมออกแบบนโยบายในยุค 5.0
ความท้าทาย–ความหวังใหม่ของ “ประชาธิปัตย์ 5.0”
แม้การกลับมาของนายอภิสิทธิ์ได้รับการตอบรับในเชิงบวก แต่พรรคยังต้องเผชิญความท้าทายใหญ่ 3 ด้าน ได้แก่
-
การฟื้นฐานเสียงเดิม โดยเฉพาะภาคใต้และกรุงเทพฯ
-
การสร้างฐานเสียงใหม่ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ไม่ยึดติดพรรคเดิม
-
การแข่งขันกับนโยบายประชานิยมของพรรคอื่น ๆ
อย่างไรก็ตาม จุดแข็งของอภิสิทธิ์อยู่ที่ “ความชัดเจนทางจริยธรรมทางการเมือง” และ “ประสบการณ์ในระบบรัฐสภา” ซึ่งอาจกลายเป็นทุนทางความเชื่อมั่นที่สำคัญในการพาพรรคกลับมามีบทบาทอีกครั้ง
ดร.สำราญสรุป : “อภิสิทธิ์คัมแบ็ก” คือแบบจำลองฟื้นพรรคการเมืองดั้งเดิมในยุคสื่อใหม่
ดร.สำราญกล่าวทิ้งท้ายว่า การกลับมาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ได้เป็นเพียง “การคืนตำแหน่งของอดีตผู้นำ” แต่เป็น “การเริ่มต้นของยุคผสมผสาน” ที่พรรคประชาธิปัตย์พยายามเชื่อมโยงประสบการณ์ทางการเมืองดั้งเดิมเข้ากับพลังความคิดของคนรุ่นใหม่
“ถ้าพรรคประชาธิปัตย์สามารถประสานรุ่นเก่ากับรุ่นใหม่ได้อย่างแท้จริง และปรับตัวต่อโลกดิจิทัลได้ พรรคนี้จะกลายเป็นประชาธิปัตย์รุ่น 5.0 — พรรคที่ยึดหลักการแต่ไม่ล้าหลัง”
— ดร.สำราญ สมพงษ์ กล่าว
เขาระบุว่า กรณี “อภิสิทธิ์คัมแบ็ก” จึงอาจเป็นแบบจำลองของ “การฟื้นพรรคการเมืองดั้งเดิมในยุคสื่อใหม่” ที่น่าศึกษาในทางรัฐศาสตร์ เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าพรรคการเมืองเก่าแก่ยังสามารถปรับตัวและมีชีวิตอยู่ได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเทคโนโลยีของประชาธิปไตยร่วมสมัยไทย
บทความทางวิชาการ
วิเคราะห์การพัฒนาพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคคนใหม่
ผู้เขียน:
บทนำ
พรรคประชาธิปัตย์ (Democrat Party) เป็นพรรคการเมืองที่มีความเก่าแก่และต่อเนื่องยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2489 และมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประชาธิปไตยภายใต้ระบบรัฐสภา พรรคประชาธิปัตย์มีอัตลักษณ์ทางการเมืองชัดเจนในฐานะพรรคที่ยึดมั่นในแนวทางเสรีประชาธิปไตย เคารพสิทธิมนุษยชน และมุ่งเน้นการพัฒนาระบบการเมืองที่มีความโปร่งใสและรับผิดชอบต่อประชาชน
อย่างไรก็ตาม ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ประสบกับภาวะถดถอยทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากการแข่งขันของพรรคการเมืองใหม่ ความเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างประชากรผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และความท้าทายในการปรับตัวต่อกระแสทางสังคมสมัยใหม่ การที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรค กลับมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคอีกครั้งในปี พ.ศ. 2568 จึงถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของพรรคในการฟื้นฟูบทบาทและศรัทธาทางการเมือง
1. ภูมิหลังทางการเมืองของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และบริบทการกลับมานำพรรค
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์มาแล้วสองครั้ง (พ.ศ. 2548 และ 2554) และดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีระหว่างปี 2551–2554 เป็นผู้นำทางการเมืองที่ได้รับการยอมรับในด้านความสุจริตทางการเมือง ความมีวุฒิภาวะทางปัญญา และความยึดมั่นในแนวทางประชาธิปไตยเชิงสถาบัน
การกลับมาของนายอภิสิทธิ์ในปี 2568 ได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนจากที่ประชุมใหญ่วิสามัญพรรคประชาธิปัตย์สูงถึงร้อยละ 96.18 โดยไม่มีคู่แข่งในการชิงตำแหน่ง ถือเป็นการ “คัมแบ็ก” ทางการเมืองที่ได้รับความคาดหวังสูง ทั้งจากสมาชิกพรรคและจากสาธารณชน โดยเฉพาะในภาวะที่พรรคประชาธิปัตย์กำลังต้องการฟื้นความเชื่อมั่นและความร่วมมือภายใน
2. โครงสร้างและองค์ประกอบของกรรมการบริหารพรรค “ยุคอภิสิทธิ์ใหม่”
การจัดตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ชุดใหม่สะท้อนให้เห็นถึงความพยายาม “ปรับสมดุลทางรุ่น” และ “สร้างพลังใหม่ทางความคิด” ภายในพรรค
นายอภิสิทธิ์ได้แต่งตั้งบุคคลที่มีทั้งประสบการณ์ทางการเมืองและผู้เชี่ยวชาญรุ่นใหม่เข้าร่วมเป็นกรรมการบริหาร โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจดิจิทัล การสื่อสาร และนโยบายสังคมยั่งยืน
ตัวอย่างเช่น
-
นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรองนายกรัฐมนตรี กลับมาร่วมงานในฐานะรองหัวหน้าพรรคด้านเศรษฐกิจ
-
นางการดี เลียวไพโรจน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสินทรัพย์ดิจิทัล รับผิดชอบด้านเศรษฐกิจดิจิทัล
-
ร.ต.อ.พงศกร ขวัญเมือง อดีตโฆษกกรุงเทพมหานคร ดำรงตำแหน่งโฆษกพรรค
-
นายสกลธี ภัททิยกุล และ นายสาธิต ปิตุเตชะ กลับมารับตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคดูแลภาค
นอกจากนี้ การกลับมาของอดีตสมาชิกพรรคที่เคยลาออกไป เช่น นายกรณ์ จาติกวณิช นายสกลธี ภัททิยกุล นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ และนางฮูวัยดีย๊ะ พิศสุวรรณ ยังแสดงให้เห็นถึงพลังของการ “รวมคนประชาธิปัตย์กลับบ้าน” ซึ่งเป็นสัญญาณของการสร้างเอกภาพทางการเมืองภายในพรรค
3. วิสัยทัศน์และแนวทางการพัฒนาพรรคภายใต้ผู้นำรุ่นกลาง–ผสมรุ่นใหม่
ในคำปราศรัยของนายอภิสิทธิ์ต่อที่ประชุมใหญ่ เขาเน้นว่า “ใจตนไม่เคยไปไหน” และแสดงความตั้งใจที่จะใช้เวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดเพื่อ “เติมกำลังให้กับพรรค” โดยให้คนรุ่นใหม่และรุ่นเก่าร่วมกันขับเคลื่อนองค์กรการเมืองเก่าแก่แห่งนี้
แนวทางดังกล่าวสามารถวิเคราะห์ได้ในสามมิติหลักคือ
-
มิติการเมืองเชิงสถาบัน (Institutional Politics)
-
นายอภิสิทธิ์มุ่งฟื้นฟูโครงสร้างพรรคให้มีความเป็นเอกภาพและโปร่งใสมากขึ้น
-
การแต่งตั้งกรรมการบริหารพรรคที่หลากหลายแสดงถึงแนวคิดการบริหารแบบ “ร่วมพัฒนา” (Collaborative Leadership)
-
-
มิติการสื่อสารและภาพลักษณ์ (Political Communication)
-
พรรคประชาธิปัตย์ยุคใหม่มีแนวโน้มใช้กลยุทธ์สื่อดิจิทัลมากขึ้น ผ่านบุคลากรที่มีความรู้ด้านสื่อออนไลน์ เช่น นายจูรี นุ่มแก้ว และ ร.ต.อ.พงศกร ขวัญเมือง
-
การฟื้นแบรนด์พรรคในกลุ่มคนรุ่นใหม่กลายเป็นเป้าหมายสำคัญของการสื่อสารทางการเมือง
-
-
มิตินโยบายสาธารณะ (Public Policy)
-
การนำผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ การศึกษา และสังคมยั่งยืนเข้ามา มีแนวโน้มจะทำให้พรรคประชาธิปัตย์พัฒนา “นโยบายที่มีฐานข้อมูลและคุณภาพ” มากขึ้น
-
สะท้อนการกลับมาของแนวคิด “พรรคการเมืองเชิงนโยบาย” (Policy-Oriented Party) ที่เป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมของประชาธิปัตย์
-
4. การวิเคราะห์โอกาสและความท้าทาย
แม้การกลับมาของนายอภิสิทธิ์จะได้รับการตอบรับเชิงบวกจากสมาชิกพรรคและประชาชนบางส่วน แต่พรรคประชาธิปัตย์ยังคงเผชิญความท้าทายหลายประการ ได้แก่
-
การฟื้นศรัทธาของฐานเสียงเดิม: โดยเฉพาะในภาคใต้และกรุงเทพฯ ซึ่งพรรคสูญเสียคะแนนไปให้พรรคใหม่ๆ
-
การสร้างฐานเสียงคนรุ่นใหม่: ซึ่งมีแนวโน้มไม่ผูกพันกับพรรคเก่าและนิยมการเมืองเชิงประเด็นมากกว่าการเมืองเชิงสถาบัน
-
การแข่งขันทางเศรษฐกิจการเมือง: พรรคอื่น ๆ ใช้กลยุทธ์เชิงประชานิยมที่เข้าถึงง่ายกว่า ซึ่งท้าทายแนวคิดแบบ “เหตุผลและหลักการ” ที่ประชาธิปัตย์ยึดถือ
อย่างไรก็ดี จุดแข็งของนายอภิสิทธิ์อยู่ที่ “ความชัดเจนทางจริยธรรมทางการเมือง” และ “ประสบการณ์ในระบบรัฐสภา” ซึ่งสามารถเป็นฐานทุนทางความน่าเชื่อถือให้พรรคใช้ในการฟื้นภาพลักษณ์ “พรรคแห่งหลักการและสถาบันประชาธิปไตย”
5. แนวโน้มอนาคตของพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้ยุคอภิสิทธิ์ (2568–2570)
หากพรรคประชาธิปัตย์สามารถสร้างความร่วมมือระหว่างคนรุ่นใหม่–รุ่นเก่าได้อย่างแท้จริง และปรับโครงสร้างการสื่อสารให้สอดคล้องกับสังคมดิจิทัล อาจเกิด “ประชาธิปัตย์รุ่น 5.0” ที่มีคุณลักษณะสำคัญดังนี้
-
พรรคที่ยึดหลักการแต่ไม่ล้าหลัง (Principled but Modernized)
-
พรรคที่เปิดรับคนรุ่นใหม่และผู้เชี่ยวชาญภาคประชาชน
-
พรรคที่ยึดนโยบายเชิงข้อมูลและหลักธรรมาภิบาล
-
พรรคที่พัฒนาเครื่องมือสื่อสารสาธารณะเพื่อฟื้นศรัทธาในระบบพรรค
บทสรุป
การกลับมาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนที่ 10 มิได้เป็นเพียงการ “ฟื้นตัวของผู้นำเก่า” แต่เป็น “การเริ่มต้นของยุคผสมผสาน” ที่พยายามเชื่อมต่อระหว่างประสบการณ์ทางการเมืองกับพลังความคิดใหม่ในศตวรรษที่ 21
พรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของอภิสิทธิ์จึงมีศักยภาพที่จะพัฒนาไปสู่พรรคการเมืองเชิงนโยบายที่เข้มแข็งอีกครั้ง หากสามารถบริหารความแตกต่างภายในพรรคอย่างสร้างสรรค์ และปรับตัวให้เข้ากับพลวัตทางการเมืองยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในเชิงวิชาการ กรณี “อภิสิทธิ์คัมแบ็ก” จึงอาจถือเป็น “แบบจำลองการฟื้นพรรคการเมืองดั้งเดิมในยุคสื่อใหม่” ที่น่าศึกษาในแง่การสืบทอดความเป็นสถาบันทางการเมือง และการพัฒนาองค์กรพรรคให้ตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของประชาธิปไตยร่วมสมัยของไทย

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น