วันที่ 27 ตุลาคม 2568 กรุงเทพฯ ดร.สำราญ สมพงษ์ นักวิชาการอิสระด้านพุทธสันติวิธี เปิดเผยผลการวิเคราะห์ร่วมกับระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ภายใต้หัวข้อ “ผลประโยชน์ที่ประชาชนไทยจะได้รับจากก๊าซอ่าวไทยสู่แร่ Rare Earths” โดยชี้ให้เห็นถึงทิศทางใหม่ของประเทศไทยในการเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจพลังงานแบบเดิม สู่เศรษฐกิจเทคโนโลยีสะอาดและยั่งยืน
ดร.สำราญกล่าวว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะในเขตอ่าวไทย ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานหลักของประเทศมาหลายทศวรรษ ทั้งในรูปของก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบ การพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานจากอ่าวไทยได้สร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศในด้านภาษี การส่งออก และการจ้างงาน อย่างไรก็ตาม โลกในศตวรรษใหม่กำลังเข้าสู่ยุคของ “Energy Transition” หรือการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งทรัพยากรสำคัญในอนาคตจะไม่ใช่เพียงน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติอีกต่อไป แต่คือ “แร่หายาก” หรือ Rare Earth Elements (REEs)
อ่าวไทย: จากแหล่งพลังงานสู่แหล่งแร่ยุทธศาสตร์
จากการศึกษาพบว่า แร่ Rare Earths ซึ่งประกอบด้วยแร่ธาตุ 17 ชนิด เช่น นีโอไดเมียม (Nd), แลนทานัม (La) และซีเรียม (Ce) มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่ อาทิ การผลิตรถยนต์ไฟฟ้า แผงโซลาร์เซลล์ และชิปอิเล็กทรอนิกส์ หากประเทศไทยสามารถพัฒนาแหล่งแร่หายากในอ่าวไทยได้สำเร็จ จะช่วยให้ประเทศก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตทรัพยากรยุทธศาสตร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ
ดร.สำราญยังชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนผ่านจาก “ก๊าซอ่าวไทย” สู่ “แร่ Rare Earths” เป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะในด้านการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้างงานคุณภาพสูงในสาขาวิศวกรรม วัสดุศาสตร์ และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสะอาด
ผลประโยชน์ที่ประชาชนไทยจะได้รับ
การพัฒนาอุตสาหกรรมแร่ Rare Earths คาดว่าจะสร้างผลประโยชน์หลากหลายมิติ ได้แก่
-
ด้านเศรษฐกิจ:
-
รัฐบาลจะได้รับรายได้เพิ่มจากค่าภาคหลวง ภาษี และผลประโยชน์พิเศษจากผู้ประกอบการ
-
เกิดการจ้างงานใหม่ในภาคอุตสาหกรรมเหมืองแร่ เทคโนโลยี และงานวิจัย
-
เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจในประเทศโดยลดการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ
-
-
ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม:
-
สนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามเป้าหมาย SDGs ของสหประชาชาติ
-
ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
-
นำรายได้จากอุตสาหกรรมมาพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายฝั่ง เช่น การศึกษา การแพทย์ และอาชีพเสริม
-
-
ด้านเทคโนโลยีและองค์ความรู้:
-
การร่วมมือระหว่างประเทศ เช่น MOU ไทย–สหรัฐฯ จะช่วยถ่ายทอดเทคโนโลยีการสกัดแร่และการจัดการสิ่งแวดล้อม
-
ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาด้านนวัตกรรมในประเทศ
-
ความท้าทายและข้อเสนอแนะ
แม้การพัฒนาแร่ Rare Earths จะสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจมหาศาล แต่ก็ต้องเผชิญความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและการกำกับดูแล ดร.สำราญเสนอว่า ควรจัดตั้ง “กลไกตรวจสอบผลประโยชน์ร่วม” ระหว่างรัฐ เอกชน และชุมชน เพื่อป้องกันการกระทบสิ่งแวดล้อม และให้ผลประโยชน์ตกสู่ประชาชนอย่างเป็นธรรม
สรุป
ดร.สำราญ สมพงษ์ สรุปว่า การเปลี่ยนผ่านจาก “พลังงานก๊าซ” สู่ “แร่ Rare Earths” ถือเป็นการปรับยุทธศาสตร์ชาติครั้งสำคัญ ที่จะนำประเทศไทยก้าวสู่การเป็น “ศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสะอาดของภูมิภาค” หากมีการบริหารจัดการที่โปร่งใสและยั่งยืน ประชาชนไทยจะได้รับประโยชน์ทั้งด้านรายได้ คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างรากฐานใหม่ของเศรษฐกิจไทยในศตวรรษที่ 21
ผลประโยชน์ที่ประชาชนไทยจะได้รับจากก๊าซอ่าวไทยสู่แร่ Rare Earths
บทนำ
ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะในเขตอ่าวไทย ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานหลักของประเทศมาหลายทศวรรษ ทั้งในรูปของก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบ การพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานจากอ่าวไทยได้ช่วยสร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศ ทั้งในด้านภาษี การส่งออก การจ้างงาน และการขยายตัวของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี อย่างไรก็ตาม ในช่วงทศวรรษใหม่ โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) สู่เศรษฐกิจสีเขียว ทำให้ทรัพยากรใหม่อย่าง “แร่หายาก” หรือ Rare Earth Elements (REEs) กลายเป็นทรัพยากรยุทธศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญไม่แพ้ก๊าซธรรมชาติในอดีต
เมื่อรัฐบาลไทยเริ่มให้ความสนใจในการสำรวจและพัฒนาแร่ Rare Earths โดยเฉพาะจากตะกอนและทรัพยากรใต้ทะเลอ่าวไทย ซึ่งอาจมีศักยภาพต่อการผลิตเทคโนโลยีสะอาด เช่น แบตเตอรี่ รถยนต์ไฟฟ้า และชิปอิเล็กทรอนิกส์ บทความนี้จึงมุ่งวิเคราะห์ผลประโยชน์ที่ประชาชนไทยจะได้รับ จากกระบวนการเปลี่ยนผ่านจาก “พลังงานก๊าซ” สู่ “แร่ Rare Earths” ในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
เนื้อหา
1. พัฒนาการจากก๊าซอ่าวไทยสู่เศรษฐกิจทรัพยากรยุคใหม่
อ่าวไทยเป็นแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติหลักของประเทศ คิดเป็นกว่า 60% ของการใช้พลังงานภายในประเทศ การพัฒนาพลังงานนี้ไม่เพียงทำให้ประเทศไทยมีความมั่นคงทางพลังงาน แต่ยังส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น ปิโตรเคมีและพลังงานไฟฟ้า การมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ เช่น ท่าเรือ พื้นที่อุตสาหกรรม และระบบท่อส่งก๊าซ ทำให้ประเทศไทยมีศักยภาพต่อยอดไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีสูง ซึ่งแร่ Rare Earths ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายสำคัญในยุทธศาสตร์ “ประเทศไทย 5.0”
2. แร่ Rare Earths: ทรัพยากรยุทธศาสตร์แห่งอนาคต
แร่ Rare Earths หมายถึงกลุ่มแร่ธาตุ 17 ชนิด เช่น นีโอไดเมียม (Nd) แลนทานัม (La) และซีเรียม (Ce) ที่มีความสำคัญต่อการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น แม่เหล็กถาวรในมอเตอร์รถยนต์ไฟฟ้า แผงโซลาร์เซลล์ และชิปอิเล็กทรอนิกส์ การที่ไทยมีศักยภาพในการค้นพบแหล่งแร่เหล่านี้ โดยเฉพาะในชั้นดินใต้ทะเลอ่าวไทย อาจทำให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตทรัพยากรยุทธศาสตร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าจากประเทศอื่น เช่น จีน
3. ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
การพัฒนาแหล่งแร่ Rare Earths จะก่อให้เกิดผลประโยชน์ในหลายมิติ ได้แก่
-
รายได้ภาครัฐ จากค่าภาคหลวง ภาษี และผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษจากผู้ลงทุน
-
การสร้างงานและอาชีพใหม่ ทั้งในด้านวิศวกรรมเหมืองแร่ วิทยาศาสตร์วัสดุ และการผลิตอุตสาหกรรมขั้นสูง
-
การเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจภายในประเทศ ผ่านการต่อยอดสู่การผลิตแม่เหล็ก แบตเตอรี่ และชิ้นส่วนเทคโนโลยี ซึ่งช่วยลดการนำเข้าและสร้างรายได้ส่งออกระยะยาว
-
การถ่ายทอดเทคโนโลยี จากความร่วมมือระหว่างประเทศ เช่น ข้อตกลง MOU ไทย–สหรัฐฯ ที่เปิดโอกาสให้ไทยเข้าถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านการสกัดแร่และการจัดการสิ่งแวดล้อม
4. ผลประโยชน์ทางสังคมและสิ่งแวดล้อม
การเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติสู่แร่ Rare Earths ยังสอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals – SDGs) โดยเฉพาะเป้าหมายด้านพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมสีเขียว การพัฒนาอุตสาหกรรมแร่หายากที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ
นอกจากนี้ การใช้รายได้จากอุตสาหกรรมแร่ Rare Earths เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตในชุมชนชายฝั่ง เช่น การศึกษา การสาธารณสุข และการพัฒนาอาชีพ จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งให้กับท้องถิ่น
5. ความท้าทายและแนวทางกำกับดูแล
แม้จะมีโอกาสทางเศรษฐกิจสูง แต่การพัฒนาแหล่งแร่ Rare Earths จำเป็นต้องมีกลไกกำกับดูแลที่รัดกุม เพื่อป้องกันปัญหาผลกระทบสิ่งแวดล้อม เช่น การปนเปื้อนสารเคมีจากกระบวนการแยกแร่ รวมถึงการสร้างระบบตรวจสอบผลประโยชน์ร่วมระหว่างรัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อให้ทรัพยากรเหล่านี้กลายเป็น “สินทรัพย์แห่งชาติ” ไม่ใช่ “ภาระของสังคม”
สรุป
จาก “ก๊าซอ่าวไทย” สู่ “แร่ Rare Earths” คือการเปลี่ยนผ่านเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญของประเทศไทยในศตวรรษที่ 21 หากมีการบริหารจัดการอย่างโปร่งใสและยั่งยืน ประชาชนไทยจะได้รับประโยชน์ทั้งในด้านรายได้ คุณภาพชีวิต การศึกษา เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมพลังงานและเทคโนโลยีสะอาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอนาคต

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น