เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2568 — ดร.สำราญ สมพงษ์ นักวิชาการอิสระด้านพุทธสันติวิธี ได้ร่วมกับ เอไอ (AI) วิเคราะห์ “3 ทางรอดของพรรคไทยก้าวใหม่” ที่นำเสนอโดย ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ โดยใช้กรอบแนวคิด ทฤษฎีการสื่อสาร 5W1H พบว่าพรรคมีรูปแบบการสื่อสารทางการเมืองที่ครบทุกองค์ประกอบ ทั้งในมิติของ “ผู้นำ–สาร–จังหวะเวลา–พื้นที่สื่อ–เป้าหมาย–และวิธีสื่อสาร”
🧭 บทนำ
ในยุคศตวรรษที่ 21 การสื่อสารทางการเมืองไม่ได้เป็นเพียงการประกาศนโยบายเพื่อช่วงชิงคะแนนเสียง แต่เป็น “กระบวนการสร้างความหมายร่วม” ระหว่างพรรคการเมืองกับประชาชน โดยอาศัยกลยุทธ์การสื่อสารอย่างมีระบบ หนึ่งในกรอบการวิเคราะห์ที่สำคัญคือ ทฤษฎีการสื่อสาร 5W1H ซึ่งประกอบด้วย
-
Who (ใครเป็นผู้ส่งสาร)
-
What (ส่งสารเรื่องใด)
-
When (ส่งสารเมื่อใด)
-
Where (สื่อสารที่ใด)
-
Why (สื่อสารเพื่ออะไร)
-
How (สื่อสารอย่างไร)
กรณีศึกษานี้มุ่งวิเคราะห์ “3 ทางรอดของประเทศ” ซึ่ง ดร.สุชัชวีร์ กล่าวไว้ในงาน BITKUB SUMMIT 2025 powered by Tencent Cloud ได้แก่
-
สร้างคน
-
จัดการภัยพิบัติอย่างยั่งยืน
-
ขจัดทุนผูกขาดและทุนสีเทา
🔹 1. Who – ผู้ส่งสาร
ผู้ส่งสารหลักคือ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ผู้มีภาพลักษณ์ของ “นักวิชาการ–นักเทคโนโลยี–นักบริหาร” การที่ผู้นำพรรคมีภูมิหลังด้านวิศวกรรมและนโยบายสาธารณะ ทำให้สารของพรรคมี “น้ำหนักเชิงความรู้และความน่าเชื่อถือ” สะท้อนถึงบุคลิกภาพพรรคที่เน้นความรู้ ความโปร่งใส และนวัตกรรม
พรรคจึงใช้ ผู้นำเป็นเครื่องมือสื่อสารบุคลิกภาพขององค์กร (Political Persona Communication) เพื่อสื่อสารว่า “นี่คือพรรคแห่งความรู้และเทคโนโลยีเพื่อคนรุ่นใหม่”
🔹 2. What – เนื้อหาสาร
สารหลักคือ “3 ทางรอดของประเทศ” ซึ่งมีเนื้อหาเชิงนโยบายที่ชัดเจนและจับต้องได้ ได้แก่
-
สร้างคน: ปฏิรูปการศึกษาให้เท่าทันโลก พัฒนาทักษะแรงงานสายเทคโนโลยี ยกระดับผลิตภาพแรงงานไทย
-
จัดการภัยพิบัติอย่างยั่งยืน: แก้ปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง และผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ เพื่อปกป้องโครงสร้างเศรษฐกิจ
-
ขจัดทุนผูกขาดและทุนสีเทา: ปรับกติกาเศรษฐกิจให้เป็นธรรม ใช้เทคโนโลยีตรวจสอบความโปร่งใส และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กเติบโตได้จริง
เนื้อหานี้สะท้อนถึง “การสื่อสารเชิงเหตุผล (Rational Appeal)” ควบคู่กับ “การปลุกเร้าอารมณ์แห่งความหวัง (Emotional Appeal)” เพื่อให้ประชาชนเห็นทั้งวิสัยทัศน์และแรงบันดาลใจในเวลาเดียวกัน
🔹 3. When – เวลาในการสื่อสาร
การเปิดตัวแนวคิดนี้ในเดือน ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 2569 เพียงไม่กี่เดือน ถือเป็น “ช่วงเวลาทางยุทธศาสตร์ (Strategic Timing)” ที่ช่วยให้พรรค “ปักธงภาพลักษณ์” ล่วงหน้า สร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองก่อนคู่แข่ง
นอกจากนี้ การประกาศในงานสัมมนาเทคโนโลยีระดับประเทศยังสะท้อน “ความเข้าใจในจังหวะสังคมยุคดิจิทัล” ที่ตอบโจทย์กลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีโดยตรง
🔹 4. Where – สถานที่และช่องทางการสื่อสาร
พรรคเลือกเวที BITKUB SUMMIT 2025 ซึ่งเป็นศูนย์รวมของผู้นำธุรกิจ เทคโนโลยี และภาครัฐ เป็น “พื้นที่กลางของนวัตกรรมและเศรษฐกิจ” ไม่ใช่เวทีการเมืองแบบดั้งเดิม
จากนั้นจึงขยายผลผ่านสื่อออนไลน์ของพรรค เช่น เฟซบุ๊ก เว็บไซต์ข่าว และช่องยูทูบ ถือเป็นการสื่อสารแบบ “หลายแพลตฟอร์ม (Multichannel Communication)” ที่เข้าถึงทั้งคนเมือง เยาวชน และภาคธุรกิจอย่างทั่วถึง
🔹 5. Why – วัตถุประสงค์ของการสื่อสาร
เป้าหมายหลักของพรรคคือการสร้างภาพลักษณ์ของ “พรรคแห่งอนาคต (Future-Oriented Party)” ที่เชื่อในพลังของ การศึกษา เทคโนโลยี และความโปร่งใส
ดร.สุชัชวีร์ ต้องการให้ประชาชนเห็นว่า “การสร้างคนคือรากฐานของการฟื้นประเทศ” และการพัฒนาเศรษฐกิจต้องเริ่มจากการลงทุนในศักยภาพมนุษย์ ไม่ใช่เพียงโครงสร้างพื้นฐาน
แนวคิดนี้จึงเป็นทั้ง สารทางอารมณ์ (Hope-based Message) และ สารทางนโยบาย (Policy-based Message) ในเวลาเดียวกัน
🔹 6. How – วิธีการสื่อสาร
พรรคไทยก้าวใหม่ใช้การสื่อสารแบบ Hybrid Strategy ผสมผสานข้อมูลเชิงวิชาการกับสัญลักษณ์ทางอารมณ์ เช่น วาทกรรม “สร้างคน–แก้ภัยพิบัติ–ขจัดทุนเทา” ที่จำง่ายและทรงพลัง
การยกตัวอย่างข้อมูลจริง เช่น ตัวเลขความเสียหายจากภัยน้ำท่วม หรือจำนวนวิศวกรที่ผลิตได้ต่อปี ช่วยเสริม “น้ำหนักทางข้อมูล (Data Credibility)” ให้กับสารทางการเมือง
ขณะเดียวกัน การอ้างอิงเทคโนโลยีอย่าง AI, Blockchain และกองทุน Silver Event Fund ก็สะท้อนถึง “นวัตกรรมทางนโยบาย (Innovative Policy Communication)” ที่ตอบโจทย์ยุคเศรษฐกิจใหม่
🧩 สรุปผลการวิเคราะห์
การวิเคราะห์ตามกรอบ 5W1H แสดงให้เห็นว่า พรรคไทยก้าวใหม่มีความพร้อมทางการสื่อสารครบทั้ง 6 องค์ประกอบ โดยเฉพาะในมิติของ
-
Who: ผู้นำที่มีภาพลักษณ์ทางความรู้และเทคโนโลยี
-
What: เนื้อหานโยบายที่เป็นรูปธรรม
-
How: วิธีการสื่อสารที่ผสมผสานเทคโนโลยีและอารมณ์
แนวคิด “3 ทางรอดของประเทศ” จึงไม่ใช่เพียงนโยบายเศรษฐกิจ หากแต่เป็น กรอบสื่อสารเชิงกลยุทธ์ของพรรคการเมืองยุคใหม่ ที่มุ่งสร้าง “คนไทยคุณภาพสูง สังคมโปร่งใส และรัฐทันโลก”
กล่าวโดยสรุป — พรรคไทยก้าวใหม่ถือเป็นตัวอย่างของ “พรรคการเมืองยุคดิจิทัล” ที่ใช้ ทฤษฎี 5W1H เป็นเครื่องมือออกแบบการสื่อสารทางการเมืองอย่างมีระบบ เพื่อสร้างพลังทางความคิดและความหวังให้กับสังคมไทยในอนาคต.
วิเคราะห์ 3 ทางรอดของพรรคไทยก้าวใหม่ สอดคล้องทฤษฎีการสื่อสาร 5W1H
โดย ดร.สำราญ สมพงษ์
นักวิชาการอิสระด้านพุทธสันติวิธี
บทนำ
การสื่อสารทางการเมืองในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้เป็นเพียงการประกาศนโยบายเพื่อช่วงชิงคะแนนเสียง แต่เป็น “กระบวนการสร้างความหมายร่วม” ระหว่างพรรคการเมืองกับประชาชน ซึ่งต้องอาศัยการวางกลยุทธ์การสื่อสารอย่างมีระบบและมีจุดเน้นที่ชัดเจน หนึ่งในกรอบแนวคิดสำคัญที่ใช้วิเคราะห์ได้อย่างมีประสิทธิภาพคือ ทฤษฎีการสื่อสาร 5W1H ซึ่งประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่
Who (ใครเป็นผู้ส่งสาร), What (ส่งสารเรื่องใด), When (ส่งสารเมื่อใด), Where (สื่อสารที่ใด), Why (สื่อสารเพื่ออะไร), และ How (สื่อสารอย่างไร)
บทความนี้มุ่งวิเคราะห์ “3 ทางรอดของพรรคไทยก้าวใหม่” ที่เสนอโดย ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ในงาน “BITKUB SUMMIT 2025 powered by Tencent Cloud” ซึ่งได้กล่าวถึงแนวทางฟื้นประเทศด้วย 3 ภารกิจสำคัญ คือ
-
การสร้างคน
-
การจัดการภัยพิบัติอย่างยั่งยืน
-
การขจัดทุนผูกขาดและทุนสีเทา
โดยจะวิเคราะห์ความสอดคล้องของแนวคิดดังกล่าวกับทฤษฎีการสื่อสาร 5W1H เพื่อให้เห็นถึง “กระบวนการสื่อสารเชิงกลยุทธ์” ของพรรคการเมืองยุคใหม่ที่ใช้วิธีการทางวิชาการผสานกับเทคโนโลยีและอุดมการณ์ทางสังคม
เนื้อหาและการวิเคราะห์ตามกรอบทฤษฎี 5W1H
1. Who – ผู้ส่งสาร
ผู้ส่งสารหลักคือ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ซึ่งมีภาพลักษณ์ของ “นักวิชาการ–นักเทคโนโลยี–นักบริหาร” ที่ผสมผสานความรู้ทางวิศวกรรมกับความเข้าใจทางเศรษฐกิจและสังคม การที่ดร.สุชัชวีร์เป็นผู้นำสารสำคัญนี้ ทำให้การสื่อสารของพรรคมี “น้ำหนักเชิงวิชาชีพ” และ “ความน่าเชื่อถือเชิงเทคโนแครต” สอดคล้องกับลักษณะผู้นำการเปลี่ยนผ่านในยุคดิจิทัล
กล่าวได้ว่า พรรคไทยก้าวใหม่ใช้ผู้นำเป็น “เครื่องมือสื่อสารบุคลิกภาพของพรรค” (Political Persona Communication) ซึ่งเน้นภาพลักษณ์ของ “พรรคแห่งความรู้และนวัตกรรม”
2. What – เนื้อหาสาร
เนื้อหาหลักของการสื่อสารคือ “3 ทางรอดของประเทศ” ซึ่งสะท้อนแนวทางนโยบายที่เป็นรูปธรรมและเน้นการปฏิบัติจริง ได้แก่
-
สร้างคน – ปฏิรูปการศึกษาให้เท่าทันโลก พัฒนาทักษะบุคลากรด้านเทคโนโลยี และเพิ่มผลิตภาพแรงงาน (Productivity) ของคนไทย
-
จัดการภัยพิบัติอย่างยั่งยืน – วางแผนป้องกันและรับมือกับน้ำท่วม ภัยแล้ง และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อรักษา “โครงสร้างเศรษฐกิจชาติ”
-
ขจัดทุนผูกขาดและทุนสีเทา – สร้างระบบเศรษฐกิจที่เป็นธรรม เขียนกติกาใหม่ให้เอื้อต่อผู้ประกอบการขนาดเล็ก และใช้เทคโนโลยีตรวจสอบความโปร่งใส
เนื้อหาทั้งหมดนี้เป็นการสื่อสารที่ตอบโจทย์ “สารสาระ (Informational Message)” และ “สารอารมณ์ (Emotional Message)” ควบคู่กัน กล่าวคือ มีทั้งข้อมูลเชิงนโยบายและการปลุกเร้าให้ประชาชนตระหนักถึงภาวะวิกฤตของประเทศ
3. When – เวลาในการสื่อสาร
การประกาศแนวนโยบายในเดือนตุลาคม 2568 ซึ่งอยู่ก่อนการเลือกตั้งปี 2569 เพียงไม่กี่เดือน ถือเป็น “ช่วงเวลาทางยุทธศาสตร์” (Strategic Timing) ของการสื่อสาร เพราะเป็นช่วงที่ประชาชนเริ่มจับตาความเคลื่อนไหวของพรรคต่าง ๆ การเลือกช่วงนี้ช่วยสร้าง “แรงกระเพื่อมทางการเมือง” และทำให้พรรคไทยก้าวใหม่สามารถ “ปักธงวิสัยทัศน์” ล่วงหน้าได้
นอกจากนี้ การประกาศนโยบายในงานสัมมนาเทคโนโลยีระดับชาติ ยังสะท้อน “จังหวะทางสังคม” ที่สอดคล้องกับบริบทโลกดิจิทัล ซึ่งเป็นทิศทางสำคัญของพรรคในการสื่อสารกับกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้มีการศึกษาสูง
4. Where – สถานที่และช่องทางการสื่อสาร
สถานที่ที่ใช้คือเวที BITKUB SUMMIT 2025 ซึ่งเป็นงานเทคโนโลยีระดับประเทศ มีผู้เข้าร่วมจากภาคธุรกิจ การศึกษา และภาครัฐ เป็นการสื่อสารใน “พื้นที่กลางของนวัตกรรมและเศรษฐกิจ” ไม่ใช่เพียงเวทีการเมืองทั่วไป
ช่องทางการสื่อสารของพรรคยังขยายต่อผ่านสื่อออนไลน์ เช่น เพจเฟซบุ๊ก เว็บไซต์ข่าว และช่องยูทูบของพรรคไทยก้าวใหม่ ซึ่งเป็นการสื่อสารแบบ “หลายแพลตฟอร์ม” (Multichannel Communication) ที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้กว้าง ทั้งนักธุรกิจ เยาวชน และประชาชนทั่วไป
5. Why – วัตถุประสงค์ของการสื่อสาร
วัตถุประสงค์หลักคือการ สร้างภาพลักษณ์ของพรรคที่เป็น “พรรคแห่งอนาคต” ที่เชื่อในพลังของ “การศึกษา–เทคโนโลยี–ความโปร่งใส” ดร.สุชัชวีร์มุ่งสื่อสารให้ประชาชนเห็นว่า การปฏิรูปเชิงโครงสร้างต้องเริ่มจาก “การสร้างคน” และ “การบริหารจัดการประเทศด้วยความรู้”
อีกทั้งการย้ำแนวคิด “ฟื้นประเทศด้วยการสร้างคน” ยังเป็นกลยุทธ์ทางอารมณ์ที่สื่อสาร “ความหวัง” (Hope-based Communication) ซึ่งช่วยให้ประชาชนรู้สึกมีส่วนร่วมในเป้าหมายของชาติ
6. How – วิธีการสื่อสาร
พรรคไทยก้าวใหม่ใช้รูปแบบการสื่อสารเชิงเหตุผล (Rational Appeal) ผสมผสานกับสัญลักษณ์เชิงนวัตกรรม เช่น การอ้างอิงเทคโนโลยี AI, Blockchain, การสร้างกองทุนซิลเวอร์อีเวนต์ฟัน เพื่อสื่อถึงภาพพรรคที่ “คิดใหม่ ทำจริง”
ถ้อยคำที่เลือกใช้ เช่น “สร้างคน–แก้ภัยพิบัติ–ขจัดทุนเทา” มีลักษณะเป็น “วาทกรรมแบบสามเส้า” (Triadic Messaging) ที่จำง่ายและมีพลังการโน้มน้าวสูง ขณะเดียวกัน การยกตัวอย่างเชิงเหตุผล เช่น ตัวเลขการสูญเสียทางเศรษฐกิจจากภัยน้ำท่วม หรือจำนวนวิศวกรที่ผลิตได้ต่อปี เป็นการสร้าง “น้ำหนักทางข้อมูล” ช่วยเสริมความน่าเชื่อถือของสาร (Credibility)
การสื่อสารลักษณะนี้จึงถือเป็นการใช้ “วิธีการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์” (Strategic Communication) อย่างครบถ้วน
สรุปผลการวิเคราะห์
การวิเคราะห์ตามกรอบ ทฤษฎีการสื่อสาร 5W1H แสดงให้เห็นว่า พรรคไทยก้าวใหม่ได้ใช้การสื่อสารอย่างมีระบบและมีกลยุทธ์ครบทุกองค์ประกอบ โดยเฉพาะในมิติของ Who, What และ How ซึ่งเน้นการสร้าง “ผู้นำที่น่าเชื่อถือ–เนื้อหานโยบายที่จับต้องได้–และวิธีสื่อสารที่ชัดเจน”
แนวคิด “3 ทางรอดของประเทศ” ไม่เพียงเป็นนโยบายทางเศรษฐกิจ แต่ยังเป็น กรอบการสื่อสารทางการเมือง ที่สื่อถึงอุดมการณ์ “สร้างคนไทยให้มีคุณภาพ สังคมเท่าทัน และรัฐโปร่งใส”
ดังนั้น พรรคไทยก้าวใหม่จึงเป็นกรณีศึกษาที่แสดงให้เห็นว่า “ทฤษฎี 5W1H” มิได้เป็นเพียงเครื่องมือทางนิเทศศาสตร์เท่านั้น แต่ยังสามารถใช้วิเคราะห์ ประสิทธิภาพเชิงกลยุทธ์ของการสื่อสารทางการเมือง ได้อย่างเป็นรูปธรรมในยุคดิจิทัล

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น