วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2561
หรือ AI และ IOT เป็นตัวไขคำถามทวินิยม"จิตกับสสาร"เชื่อมต่อกันอย่างไร
เคยได้เรียนปรัชญากับเจ้าคุณอาจารย์พระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) เมื่อ 30 ปีกว่าในระดับปริญญาตรี วันนี้ได้เรีียนปรัชญาทางสื่อออนไลน์อีกครั้ง มีความรู้สึกว่าสนุกไม่เครียดเหมือนตอนนั้น และมีความเข้าใจมากขึ้น มีความคิดในมุมปรัชญาหลายประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำให้รู้ว่า เรียนศาสนาก็เรียนตั้งคำถามในกรอบ (ความคิด) ส่วนเรียนปรัชญาคือเรียนตั้งคำถามนอกกรอบ
อย่างเช่นเรียนพุทธธรรมกับพุทธปรัชญาต่างกันตรงอย่างไร ได้คำตอบก็คือเรียนพุทธธรรมก็คือตั้งคำถามและตอบในกรอบ(แนวคิดทฤษฎี-สุตมยปัญญา) ตามพระไตรปิฎกพระพุทธเจ้าตรัสสอนอย่างไรก็เข้าใจตามนั้น ส่วนการเรียนพุทธปรัชญาคือตั้งถามและตอบนอกกรอบ(ธรรมวิจัย-บูรณาการ-จินตา-ภาวนา) หรือหาคำตอบที่พระพุทธเจ้าไม่ได้ตอบ
อย่างเช่นสำนักสรรพติกวาทินได้มีการศึกษาแนวคิดย้อนอดีตให้พระพุทธเจ้าตอบคำถามในปัจจุบัและมองอนาคต ทำให้เกิดความคิดว่า หากนำความปัญญาประดิษฐ์หรือ AI บูรณาการเชื่อแน่ว่าจะทำให้ได้คำตอบก็เป็นได้อย่างเช่นกรณีที่พระศรีลังกาเขียนหนังสือเข้าใจว่าชื่อเรื่องว่าหากพระพุทธเจ้ายังทรงมีชีวิตอยู่ หรืออย่างเช่นการหาคำตอบในคำถามที่พระพุทธเจ้าไม่ตอบโดย นาคารชุน จึงทำให้เป็นต้นกำเนิดตรรกเชิงพุทธขึ้นมา
ทั้งนี้พระพรหมบัณฑิตได้ระบุว่า "สัมมาทิฎฐิคือปรัชญาที่ถูกต้อง และปรัชญาต้องมีทิฏฐิสามัญญตาถึงไม่ทะเลาะกัน" และระบุว่า "ปรัชญาประเภททวินิยมที่เชื่อว่าจิตกับสสารมีอยู่จริง แต่ก็มีคำถามที่ยังไม่มีคำตอบคือแล้วจะเชื่อมกันอย่างไร" จึงทำให้เกิดความคิดว่า สันติศึกษาต้องเรียนแบบสัมมาปรัชญา
จึงทำให้เกิดความคิดว่าด้วยพัฒนาการของเทคโนโลยี AI และ IOT อาจจะสามารถตอบคำถามนี้ได้ พร้อมกันนี้เข้าใจว่า ปรัชญาคือศรัทธาในปัญญานั้นเอง และปรมัตถ์คือจริงในตัวมันเอง ไตรลักษณ์ และจิต เจตสิก รูป นิพพาน รวมถึงเข้าใจว่าโลกยุค disruption นี้จะเป็นตัวเสริมหลักไตรลักษณ์ได้เป็นอย่างดี
และทำให้รู้ว่าเรามีสมองซีกขวามากกว่าซีกซ้าย จึงทำให้ไม่รวยแม้จะรู้วิธีรวยก็ตาม แต่ในชีวิตนั้นจะต้องบริหารให้สมดุล การเรียนปรัชญาเป็นฐานในการเรียนระดับปริญญาโทและเอกได้เป็นอย่างดี
แต่ก็นั่นแหละสมองไม่สมดุลสนุกมากไปหน่อยหากรอบไม่เจอจึงต้องพัฒนาสมองซีกซ้ายให้สมดุล ถึงจะทำให้การตั้งคำถามไม่ออกนอกกรอบจมอยู่กับข้อมูล ความจริงแล้วก็คือหลักปัญญา 3 ประการนั่นเอง ถามว่าระบบการศึกษาไทยปัจจุบันพัฒนาบนฐานปัญญา 3 ประการนี้สมดุลในแต่ละช่วงวัยหรือไม่
สุตมยปัญญาก็คือ Big Data จินตามยปัญญาก็คือ วิเคราะห์ และภาวนามยปัญญาก็คือสังเคราะห์ ให้เป็น ไม่เช่นั้นแล้วแพ้ AI แน่นอน
จึงเกิดความภูมิใจว่า เราเป็นคนตาไม่บอดเพราะได้รับการศึกษาจาก มจร นี่เอง
..............
สำราญ สมพงษ นิสิตปริญญาเอก สาขาสันติศึกษา มจร รายงาน
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
THACCA ดัน “อาหารไทใหญ่” สู่ซอฟต์พาวเวอร์ใหม่ ชู “ถั่วเน่า” เทียบชั้นซูเปอร์ฟู้ดโลก
THACCA ดัน “อาหารไทใหญ่” สู่ซอฟต์พาวเวอร์ใหม่ ชู “ถั่วเน่า” เทียบชั้นซูเปอร์ฟู้ดโลก สร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์แม่ฮ่องสอน–เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอ...
-
พระปิดตายันต์ยุ่งมหาอุตโม หลวงปู่ทิม อิสริโก จัดสร้างเพื่อหารายได้ สร้างหอฉันอุตตโม ออกแบบโดยช่างเกษม มงคลเจริญ ประกอบด้วย เนื้...
-
หลวงพ่อหอม จันทโชโต วัดซากหมาก อ.บ้านฉาง จ.ระยองถือว่าเป็นอดีตพระเกจิอาจารย์ดังรูปหนึ่ง "พระครูภาวนานุโยค" หรือที่ช...
-
พระครูภาวนาภารัติ หรือ หลวงปู่ทิม อิสริโก มีชื่อและสกุลนามเดิมว่า "ทิม งามศรี" เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๔๒๒ ที่บ้า...

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น