เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 ดร.นิยม เวชกามา หรือ “ดร.มหานิยม” ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เปิดเผยว่า กรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามภัยคุกคามและเสริมสร้างความมั่นคงในพระพุทธศาสนา (ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 222/2568) มีมติขอข้อมูลด้านต่าง ๆ ของวัดทั่วประเทศ ได้ก่อให้เกิดความสับสนในแนวปฏิบัติ บางพื้นที่มีการเก็บข้อมูลโดยตรงจากพระภิกษุและวัด ซึ่งสร้างความหวั่นไหวในหมู่คณะสงฆ์ และอาจกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างบ้าน วัด และราชการ
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชฯ มีพระบัญชาให้ พศ. ประสานไปยังรัฐมนตรีประจำนักนายกรัฐมนตรี และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามหลักการและไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด พร้อมเชิญพระบัญชาเข้าสู่ที่ประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) วันที่ 13 สิงหาคม 2568 เพื่อพิจารณาเป็นมติและแจ้งคณะสงฆ์ทั่วประเทศถือปฏิบัติ
ดร.มหานิยม ระบุว่า ขณะนี้มีกรณีตำรวจบางจังหวัดเรียกขอข้อมูลส่วนบุคคลจากพระ เช่น หมายเลขบัตรประชาชน 13 หลัก บัญชีธนาคารส่วนตัว และถ่ายภาพเก็บไว้ เสมือนปฏิบัติกับพระเป็นผู้ต้องสงสัย ทั้งที่การกระทำเช่นนี้อาจเข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชน ละเมิด พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต
ประกาศจากสำนักเลขาธิการ มส. ย้ำว่า หากสำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องการข้อมูลวัด ควรประสานผ่าน พศ. หรือสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) เพื่อจัดทำฐานข้อมูล และหากมีปัญหาเฉพาะกรณี ให้ พศจ.สอบถามมายัง พศ. โดยตรง การขอข้อมูลส่วนบุคคลต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล การเข้าพื้นที่วัดต้องทำตามกฎหมายและจารีตประเพณี ด้วยวิธีละมุนละม่อม ใช้กิริยาวาจาสุภาพ ไม่เข้าวัดในเวลาวิกาล และไม่สร้างบรรยากาศหวาดวิตก
ทั้งนี้ มติ มส. เรื่องแนวปฏิบัติด้านศาสนสมบัติ มีเป้าหมายเพื่อวางมาตรฐานป้องกันการทุจริตเกี่ยวกับทรัพย์สินของวัด มิได้มุ่งสร้างภัยหรือความไม่ไว้วางใจในหมู่คณะสงฆ์ แต่เพื่อคุ้มครองพระภิกษุสามเณรและรักษาผลประโยชน์ของวัดตามหลักกฎหมายและพระธรรมวินัย

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น