ในสังคมไทย วัดและตำรวจต่างมีบทบาทสำคัญในมิติที่แตกต่างกัน วัดทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางศาสนาและวัฒนธรรม ส่วนตำรวจมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชน อย่างไรก็ดี บทสนทนาสาธารณะเกี่ยวกับความจำเป็นในการสร้างวัดใหม่ โดยเฉพาะข้อเสนอว่าควรหยุดสร้างเพราะมีวัดเพียงพอแล้ว ได้ก่อให้เกิดการเปรียบเทียบเชิงนโยบายกับการจัดสรรกำลังตำรวจ ซึ่งชี้ให้เห็นถึงหลักการสำคัญในการบริหารจัดการหน่วยงานหรือองค์กรที่มีภารกิจแตกต่างกัน
1. บทบาทและความจำเป็นของวัดในชุมชน
วัดไทยมีขนาดและจำนวนพระภิกษุสามเณรแตกต่างกันตามบริบทของชุมชน
-
หมู่บ้านเล็ก (15–20 ครอบครัว) สามารถมีวัดขนาดเล็กพร้อมพระ 2–3 รูป เพื่อรองรับกิจกรรมทางศาสนาและงานบุญ
-
ชุมชนใหญ่ (100–1,000 ครอบครัว) ต้องมีวัดที่ใหญ่ขึ้นและมีจำนวนพระมากขึ้น เพื่อรองรับกิจกรรมศาสนา งานชุมชน และการศึกษา เช่น โรงเรียนประจำตำบล หรือวิทยาลัยสงฆ์
-
วัดสำคัญทางประวัติศาสตร์ เช่น วัดพระธาตุดอยสุเทพ หรือวัดโสธร มีสถานะเป็นศูนย์กลางศาสนาและการท่องเที่ยว ต้องการบุคลากรพระจำนวนมากเพื่อดูแลศาสนสถานและศาสนวัตถุระดับชาติ
แนวคิดนี้สอดคล้องกับหลักการ “อุปสงค์–อุปทาน” (Demand–Supply) ในการจัดสรรทรัพยากร วัดไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพียงเพื่อตอบสนองความต้องการส่วนบุคคล แต่เพื่อรองรับจำนวนประชากรและภารกิจของชุมชน
2. มุมมองเชิงวิพากษ์ต่อข้อเสนอ “หยุดสร้างวัดใหม่”
ข้อเสนอของ พล.ต.ต. จรูญเกียรติ ปานแก้ว ที่เห็นว่าไทยมีวัดประมาณ 40,000 แห่ง และพระภิกษุสามเณรราว 300,000 รูป เฉลี่ยวัดละ 6–7 รูป เพียงพอแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องสร้างวัดเพิ่ม อาจดูสมเหตุสมผลในเชิงสถิติ แต่เมื่อพิจารณาเชิงบริบทพบว่า มีข้อจำกัดหลายประการ ได้แก่
-
การกระจายพระไม่เท่ากัน วัดในเมืองใหญ่มีจำนวนพระมากกว่า ส่วนวัดชนบทบางแห่งอาจมีพระไม่เพียงพอต่อภารกิจ
-
ภารกิจแตกต่างกัน วัดที่เป็นศูนย์กลางการศึกษาและศาสนกิจขนาดใหญ่ ต้องใช้พระและบุคลากรมากกว่าวัดในหมู่บ้าน
-
ความสำคัญเชิงประวัติศาสตร์และการท่องเที่ยว วัดบางแห่งมีคุณค่าพิเศษ จำเป็นต้องมีการบูรณะและเพิ่มบุคลากรเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวและกิจกรรมทางศาสนาระดับชาติ
3. การเปรียบเทียบกับโครงสร้างตำรวจ
การจัดสรรกำลังพลตำรวจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีลักษณะคล้ายคลึงกับการจัดสรรพระในวัด กล่าวคือ
-
มีทั้ง กองบัญชาการส่วนกลาง และ สถานีตำรวจท้องถิ่น
-
ขนาดของสถานีและจำนวนกำลังพลขึ้นอยู่กับภารกิจและความสำคัญของพื้นที่
-
สถานีตำรวจในเมืองใหญ่มีเจ้าหน้าที่มากกว่าเพื่อรองรับภาระงานที่ซับซ้อน ส่วนสถานีในพื้นที่ชนบทมีขนาดเล็กกว่า
หากใช้หลัก “กระจายตำรวจทุกแห่งให้มีจำนวนเท่ากัน” เช่น 10–15 นาย โดยไม่คำนึงถึงบริบทภารกิจ จะทำให้บางพื้นที่ขาดกำลังและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและความปลอดภัย เช่นเดียวกับการกระจายพระให้วัดละ 6–7 รูปโดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างของภารกิจ
4. บทสรุปเชิงนโยบาย
ข้อถกเถียงนี้สะท้อนหลักการสำคัญว่า “การจัดสรรทรัพยากรต้องสอดคล้องกับภารกิจและบริบท” ไม่ว่าจะเป็นวัดหรือสถานีตำรวจ จำนวนบุคลากรและขนาดสถานที่ต้องคำนึงถึง
-
ความต้องการของประชากร
-
ความสำคัญเชิงภารกิจ
-
บริบททางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม
ดังนั้น แทนที่จะใช้ตัวเลขเฉลี่ยเป็นตัวกำหนดเพียงอย่างเดียว การพิจารณาความจำเป็นในการสร้างวัดใหม่หรือเพิ่มบุคลากรพระ ควรอิงกับการประเมินภารกิจและความต้องการของพื้นที่อย่างแท้จริง เพื่อให้การใช้ทรัพยากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่อย่างเหมาะสม
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น