วันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568

“วัดกับตำรวจ: การจัดสรรกำลังคนตามบริบทภารกิจ – บทวิเคราะห์ข้อถกเถียงว่าด้วยการสร้างวัดใหม่”

ในสังคมไทย วัดและตำรวจต่างมีบทบาทสำคัญในมิติที่แตกต่างกัน วัดทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางศาสนาและวัฒนธรรม ส่วนตำรวจมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชน อย่างไรก็ดี บทสนทนาสาธารณะเกี่ยวกับความจำเป็นในการสร้างวัดใหม่ โดยเฉพาะข้อเสนอว่าควรหยุดสร้างเพราะมีวัดเพียงพอแล้ว ได้ก่อให้เกิดการเปรียบเทียบเชิงนโยบายกับการจัดสรรกำลังตำรวจ ซึ่งชี้ให้เห็นถึงหลักการสำคัญในการบริหารจัดการหน่วยงานหรือองค์กรที่มีภารกิจแตกต่างกัน


1. บทบาทและความจำเป็นของวัดในชุมชน
วัดไทยมีขนาดและจำนวนพระภิกษุสามเณรแตกต่างกันตามบริบทของชุมชน

  • หมู่บ้านเล็ก (15–20 ครอบครัว) สามารถมีวัดขนาดเล็กพร้อมพระ 2–3 รูป เพื่อรองรับกิจกรรมทางศาสนาและงานบุญ

  • ชุมชนใหญ่ (100–1,000 ครอบครัว) ต้องมีวัดที่ใหญ่ขึ้นและมีจำนวนพระมากขึ้น เพื่อรองรับกิจกรรมศาสนา งานชุมชน และการศึกษา เช่น โรงเรียนประจำตำบล หรือวิทยาลัยสงฆ์

  • วัดสำคัญทางประวัติศาสตร์ เช่น วัดพระธาตุดอยสุเทพ หรือวัดโสธร มีสถานะเป็นศูนย์กลางศาสนาและการท่องเที่ยว ต้องการบุคลากรพระจำนวนมากเพื่อดูแลศาสนสถานและศาสนวัตถุระดับชาติ

แนวคิดนี้สอดคล้องกับหลักการ “อุปสงค์–อุปทาน” (Demand–Supply) ในการจัดสรรทรัพยากร วัดไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพียงเพื่อตอบสนองความต้องการส่วนบุคคล แต่เพื่อรองรับจำนวนประชากรและภารกิจของชุมชน


2. มุมมองเชิงวิพากษ์ต่อข้อเสนอ “หยุดสร้างวัดใหม่”
ข้อเสนอของ พล.ต.ต. จรูญเกียรติ ปานแก้ว ที่เห็นว่าไทยมีวัดประมาณ 40,000 แห่ง และพระภิกษุสามเณรราว 300,000 รูป เฉลี่ยวัดละ 6–7 รูป เพียงพอแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องสร้างวัดเพิ่ม อาจดูสมเหตุสมผลในเชิงสถิติ แต่เมื่อพิจารณาเชิงบริบทพบว่า มีข้อจำกัดหลายประการ ได้แก่

  • การกระจายพระไม่เท่ากัน วัดในเมืองใหญ่มีจำนวนพระมากกว่า ส่วนวัดชนบทบางแห่งอาจมีพระไม่เพียงพอต่อภารกิจ

  • ภารกิจแตกต่างกัน วัดที่เป็นศูนย์กลางการศึกษาและศาสนกิจขนาดใหญ่ ต้องใช้พระและบุคลากรมากกว่าวัดในหมู่บ้าน

  • ความสำคัญเชิงประวัติศาสตร์และการท่องเที่ยว วัดบางแห่งมีคุณค่าพิเศษ จำเป็นต้องมีการบูรณะและเพิ่มบุคลากรเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวและกิจกรรมทางศาสนาระดับชาติ


3. การเปรียบเทียบกับโครงสร้างตำรวจ
การจัดสรรกำลังพลตำรวจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีลักษณะคล้ายคลึงกับการจัดสรรพระในวัด กล่าวคือ

  • มีทั้ง กองบัญชาการส่วนกลาง และ สถานีตำรวจท้องถิ่น

  • ขนาดของสถานีและจำนวนกำลังพลขึ้นอยู่กับภารกิจและความสำคัญของพื้นที่

  • สถานีตำรวจในเมืองใหญ่มีเจ้าหน้าที่มากกว่าเพื่อรองรับภาระงานที่ซับซ้อน ส่วนสถานีในพื้นที่ชนบทมีขนาดเล็กกว่า

หากใช้หลัก “กระจายตำรวจทุกแห่งให้มีจำนวนเท่ากัน” เช่น 10–15 นาย โดยไม่คำนึงถึงบริบทภารกิจ จะทำให้บางพื้นที่ขาดกำลังและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและความปลอดภัย เช่นเดียวกับการกระจายพระให้วัดละ 6–7 รูปโดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างของภารกิจ


4. บทสรุปเชิงนโยบาย
ข้อถกเถียงนี้สะท้อนหลักการสำคัญว่า “การจัดสรรทรัพยากรต้องสอดคล้องกับภารกิจและบริบท” ไม่ว่าจะเป็นวัดหรือสถานีตำรวจ จำนวนบุคลากรและขนาดสถานที่ต้องคำนึงถึง

  1. ความต้องการของประชากร

  2. ความสำคัญเชิงภารกิจ

  3. บริบททางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม

ดังนั้น แทนที่จะใช้ตัวเลขเฉลี่ยเป็นตัวกำหนดเพียงอย่างเดียว การพิจารณาความจำเป็นในการสร้างวัดใหม่หรือเพิ่มบุคลากรพระ ควรอิงกับการประเมินภารกิจและความต้องการของพื้นที่อย่างแท้จริง เพื่อให้การใช้ทรัพยากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่อย่างเหมาะสม

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เปิดวิสัยทัศน์ "ยศชนัน" ชูยกระดับภาคการศึกษาเทียบการเมือง ประกาศอธิปไตยทางปัญญาเป็นวาระแห่งชาติ

ปีพุทธศักราช 2569 ถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองและการพัฒนาประเทศไทย ท่ามกลางบริบทโลกที่เผชิญ “มรสุมที่สมบูรณ์แบบ” (Perfect Storms)...