เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ดร.ณพลเดช มณีลังกา ที่ปรึกษาผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และที่ปรึกษาประธานกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยผลการวิเคราะห์เชิงวิชาการเรื่อง “ผลดี–เสีย: เจ้าอาวาสเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา” พบว่าการกำหนดสถานะเจ้าอาวาสเป็นเจ้าพนักงานตามมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 (พ.ศ. 2541) แม้มีเจตนาป้องกันการทุจริตและส่งเสริมความโปร่งใส แต่สร้างผลเสียมากกว่าผลดีอย่างมีนัยสำคัญ
ผลเสียที่พบ ได้แก่ ความขัดแย้งระหว่างพระธรรมวินัยกับกฎหมายฆราวาส ภาระทางกฎหมายที่หนักเกินสมควร กระทบความเป็นอิสระของสถาบันสงฆ์ ปัญหาการตีความและบังคับใช้กฎหมาย ความเสี่ยงต่อการบริหารจัดการทรัพย์สินของวัด ปัญหาทางกฎหมายปกครอง ตลอดจนการลดจำนวนผู้สมัครเจ้าอาวาสคุณภาพ ซึ่งอาจทำให้ภาพลักษณ์และศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาสั่นคลอน
แม้มีข้อดีบางประการ เช่น การป้องกันการใช้อำนาจมิชอบ และเพิ่มความโปร่งใสในบางส่วน แต่ ดร.ณพลเดช ชี้ว่าผลดีเหล่านี้สามารถบรรลุได้ด้วยกลไกอื่นที่ไม่ต้องสร้างภาระทางอาญาแก่เจ้าอาวาส
ข้อเสนอแนะ คือควรแก้ไขกฎหมายโดยยกเลิกการกำหนดให้เจ้าอาวาสเป็นเจ้าพนักงาน และสร้างกลไกกำกับดูแลเฉพาะ เช่น คณะกรรมการร่วมระหว่างมหาเถรสมาคม หน่วยงานรัฐ และผู้ทรงคุณวุฒิ พร้อมเสริมการศึกษาและฝึกอบรมด้านการบริหารจัดการและกฎหมายแก่เจ้าอาวาส รวมถึงพัฒนาระบบรายงานและเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส เพื่อรักษาสมดุลระหว่างความโปร่งใสและบทบาททางจิตวิญญาณของสถาบันสงฆ์
ดร.ณพลเดช ย้ำว่าการปฏิรูปต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ได้ข้อกฎหมายที่เหมาะสมและยั่งยืน อันเป็นประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาและสังคมไทยในระยะยาว


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น