ท่ามกลางความผันผวนของระเบียบโลกในช่วงปี พ.ศ. 2568–2569 ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การใช้กำลังทหาร และการเผชิญหน้าระหว่างมหาอำนาจ รายงานวิจัยเชิงวิชาการฉบับล่าสุดได้หยิบยกบทบาทของ ดร.นิยม เวชกามา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร และอดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ขึ้นมาวิเคราะห์ในฐานะกรณีศึกษาของ “นักการเมืองวิถีพุทธ” ผู้พยายามเสนอทางเลือกใหม่ในการจัดการความขัดแย้งของโลกผ่านแนวคิด “พุทธสันติวิธี”
รายงานดังกล่าวชี้ว่า โลกกำลังเผชิญภาวะ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” (Polycrisis) ตั้งแต่การแข่งขันทางอำนาจ เศรษฐกิจ ไปจนถึงการใช้กำลังทหารข้ามพรมแดน ซึ่งสะท้อนชัดจากกรณีความตึงเครียดในลาตินอเมริกา ขณะเดียวกัน กระแสอีกด้านหนึ่งที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นคือพลังทางศรัทธาและจิตวิญญาณ ที่พยายามถ่วงดุลอำนาจแข็งด้วยอำนาจละมุนหรือ Soft Power ทางวัฒนธรรมและศาสนา
หนึ่งในปรากฏการณ์ที่ถูกจับตามองมากที่สุด คือ “การเดินเพื่อสันติภาพ” (Walk for Peace) ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งริเริ่มโดยคณะสงฆ์นานาชาติ นำโดยพระสงฆ์สายวิปัสสนา เดินจาริกข้ามรัฐเป็นระยะทางหลายพันกิโลเมตร เพื่อส่งสารแห่งเมตตา อหิงสา และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ การเดินเท้าเปล่า การเผชิญความยากลำบาก รวมถึงเหตุอุบัติเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นระหว่างทาง กลับยิ่งตอกย้ำพลังเชิงสัญลักษณ์ของการตอบสนองด้วยความให้อภัย แทนความโกรธแค้น จนได้รับความสนใจจากสื่อและสังคมอเมริกันอย่างกว้างขวาง
รายงานระบุว่า แม้ ดร.นิยม เวชกามา จะไม่ได้ร่วมเดินในขบวนตลอดเส้นทาง แต่มีบทบาทสำคัญในฐานะ “นักยุทธศาสตร์ทางความคิด” ที่ช่วยยกระดับการเดินเพื่อสันติภาพจากกิจกรรมทางศาสนา สู่การเป็นเครื่องมือ การทูตภาคประชาชน (People-to-People Diplomacy) พร้อมทั้งเชื่อมโยงปรากฏการณ์ดังกล่าวเข้าสู่เวทีนานาชาติ เพื่อชี้ให้เห็นศักยภาพของพุทธศาสนาในการเป็นกลไกสร้างสันติภาพโลก
พื้นฐานความคิดของ ดร.นิยม ถูกอธิบายว่าเกิดจากการหลอมรวมองค์ความรู้สามด้าน ได้แก่ นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และพุทธจิตวิทยา ซึ่งทำให้ท่านมองการเมืองไม่ใช่เพียงเรื่องอำนาจ แต่เป็นกระบวนการพัฒนาจิตสำนึกของสังคม โมเดล “การเมืองเชิงพุทธจิตวิทยา” ที่ท่านนำเสนอ เน้นเมตตาในการแสดงออก วจีสุจริตในการสื่อสาร ความเสมอภาคภายใต้กฎหมาย และการจัดสรรทรัพยากรเพื่อประโยชน์ส่วนรวม
นอกจากนี้ รายงานยังเชื่อมโยงแนวคิดพุทธสันติวิธีเข้ากับการวิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์ร่วมสมัย โดยเปรียบเทียบการใช้ อำนาจแข็ง เพื่อจัดการวิกฤต กับแนวทาง สันติภาพด้วยความเมตตา ที่มุ่งเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางจิตวิญญาณของมนุษย์ ซึ่งผู้วิจัยมองว่า แม้จะไม่เห็นผลฉับไว แต่มีศักยภาพในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนกว่าในระยะยาว
ความพยายามดังกล่าวได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ เมื่อ ดร.นิยม เวชกามา ได้รับรางวัล Sweden World Peace Award 2025 และตำแหน่ง Ambassador of Peace ณ กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ซึ่งถือเป็นการยกระดับแนวคิดพุทธสันติวิธีของไทยสู่เวทีโลก พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะแหล่งทุนทางวัฒนธรรมด้านสันติภาพ
อย่างไรก็ตาม รายงานยังตั้งข้อสังเกตถึงความท้าทายในอนาคต ทั้งข้อจำกัดของอุดมคติทางศีลธรรมในโลกการเมืองจริง และความเสี่ยงจากการนำศาสนามาเชื่อมโยงกับการเมืองโดยตรง แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้วิจัยเห็นว่า กระแสโลกที่หันมาให้คุณค่ากับจิตวิญญาณและความยั่งยืน อาจเปิดพื้นที่ให้แนวคิดพุทธสันติวิธีมีบทบาทมากขึ้น
บทสรุปของรายงานชี้ว่า ปรากฏการณ์ Walk for Peace และบทบาทของ ดร.นิยม เวชกามา สะท้อนความพยายามสร้างกระบวนทัศน์ใหม่ในการจัดการความขัดแย้ง โดยย้ำว่า “สันติภาพไม่ใช่ปลายทาง แต่คือวิถีทาง” และหากแนวคิดนี้ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำด้านสันติภาพในเวทีโลกได้ในอนาคต.
พลวัตแห่งพุทธสันติวิธีในระเบียบโลกใหม่: การวิเคราะห์เชิงวิชาการว่าด้วยบทบาทของ ดร.นิยม เวชกามา และปรากฏการณ์การเดินเพื่อสันติภาพ (Walk for Peace)
บทคัดย่อ
รายงานวิจัยฉบับนี้มุ่งศึกษาวิเคราะห์บทบาท แนวคิด และยุทธศาสตร์ทางการเมืองของ ดร.นิยม เวชกามา (Dr. Niyom Wechagama) อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร และผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกรณีศึกษาสำคัญของ "นักการเมืองวิถีพุทธ" (Buddhist Politician) ท่ามกลางกระแสความผันผวนของระเบียบโลกใหม่ (New World Order) ในช่วงปี พ.ศ. 2568-2569 (ค.ศ. 2025-2026) การศึกษานี้ครอบคลุมถึงรากฐานทางภูมิปัญญาที่ผสานนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และพุทธจิตวิทยาเข้าด้วยกัน การวิเคราะห์ปรากฏการณ์ "การเดินเพื่อสันติภาพ" (Walk for Peace) ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ที่ท้าทายอำนาจแข็ง (Hard Power) ทางการทหาร และการได้รับรางวัลสันติภาพโลก (Sweden World Peace Award 2025) ณ ประเทศสวีเดน งานวิจัยชิ้นนี้เสนอข้อค้นพบว่า พุทธธรรมไม่ได้เป็นเพียงจารีตประเพณีที่หยุดนิ่ง แต่เป็นพลวัตทางสังคมที่สามารถแปรเปลี่ยนเป็น "อำนาจละมุน" (Soft Power) ในการถ่วงดุลความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การสร้างความปรองดองแห่งชาติ และการนำเสนอทางเลือกใหม่ในการจัดการความขัดแย้งที่ยั่งยืนผ่านกระบวนการ "พุทธสันติวิธี" (Buddhist Peaceful Means) ที่เน้นปัญญา เมตตา และอหิงสา
บทที่ 1: บทนำและบริบทแห่งวิกฤตการณ์โลกสมัยใหม่
1.1 ภูมิทัศน์ความขัดแย้งในศตวรรษที่ 21 และความท้าทายของสันติภาพ
ในช่วงกึ่งศตวรรษที่ 21 โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ซ้อนทับ (Polycrisis) ที่ท้าทายสติปัญญาและศีลธรรมของมนุษยชาติอย่างรุนแรง ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการแข่งขันทางเศรษฐกิจ แต่ได้ลุกลามไปสู่การเผชิญหน้าทางทหารและการแทรกแซงอธิปไตย ตัวอย่างที่เด่นชัดคือสถานการณ์ความขัดแย้งในทวีปอเมริกาใต้ ช่วงต้นปี พ.ศ. 2569 ที่มีการใช้ปฏิบัติการทางทหารโดยมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาในการเข้าจับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา ภายใต้รหัสปฏิบัติการ "Absolute Resolve"
ในขณะที่โลกกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยตรรกะของ "อำนาจนิยม" และ "ความแข็งกร้าว" (Aggression) กระแสธารอีกสายหนึ่งที่พยายามก่อตัวขึ้นเพื่อต้านทานกระแสดังกล่าวคือ "พลังแห่งศรัทธาและจิตวิญญาณ" ผู้นำทางศาสนาและนักเคลื่อนไหวเพื่อสันติภาพทั่วโลกต่างพยายามนำเสนอทางออกที่แตกต่าง โดยเน้นย้ำถึงคุณค่าของความเป็นมนุษย์ การให้อภัย และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ในบริบทของประเทศไทย ดร.นิยม เวชกามา ได้ก้าวขึ้นมามีบทบาทโดดเด่นในฐานะผู้นำความคิดที่พยายามเชื่อมโยงหลักปรัชญาพุทธศาสนาเถรวาทเข้ากับบริบทการเมืองร่วมสมัยและการต่างประเทศ เพื่อนำเสนอทางเลือกที่เรียกว่า "พุทธสันติวิธี" ในการตอบโจทย์วิกฤตการณ์ดังกล่าว
1.2 วัตถุประสงค์และขอบเขตการศึกษา
รายงานฉบับนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ:
วิเคราะห์พัฒนาการทางความคิดและบทบาททางการเมืองของ ดร.นิยม เวชกามา: เพื่อทำความเข้าใจรากฐานทางภูมิปัญญาที่หล่อหลอมให้ท่านกลายเป็นนักการเมืองที่ขับเคลื่อนนโยบายด้วยหลักพุทธธรรม
ถอดรหัสปรากฏการณ์ "Walk for Peace": ศึกษาพลวัตของการเดินเพื่อสันติภาพในสหรัฐอเมริกา นัยยะเชิงสัญลักษณ์ และความเชื่อมโยงกับแนวคิดของ ดร.นิยม ในการถ่วงดุลอำนาจทางการเมืองโลก
สังเคราะห์โมเดล "พุทธสันติวิธี": ทำความเข้าใจองค์ประกอบของหลักการทูตวิถีพุทธ (Buddhist Diplomacy) และความเป็นไปได้ในการนำไปประยุกต์ใช้แก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ทั้งในระดับประเทศ (ความปรองดอง, ปัญหาชายแดน) และระดับนานาชาติ
การศึกษานี้จะใช้ระเบียบวิธีวิจัยเอกสาร (Documentary Research) โดยสังเคราะห์ข้อมูลจากข่าวสาร บทสัมภาษณ์ เอกสารวิชาการ และปาฐกถาที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างบทวิเคราะห์ที่ครอบคลุมและลึกซึ้ง
บทที่ 2: รากฐานทางภูมิปัญญาและวิวัฒนาการทางการเมืองของ ดร.นิยม เวชกามา
2.1 ปฐมบท: จากข้าราชการท้องถิ่นสู่เวทีนิติบัญญัติ
ดร.นิยม เวชกามา มิได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมืองในฐานะผู้มีอิทธิพลหรือทายาทตระกูลการเมือง แต่มีพื้นฐานมาจาก "ข้าราชการสามัญ" ท่านเริ่มต้นชีวิตการทำงานในฐานะครูประชาบาลและนิติกร สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัด (สปจ.) สกลนคร ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2520 ถึง 2536 ก่อนจะผันตัวมาเป็นนักวิชาการประกันภัยและหัวหน้าสำนักงานประกันภัยจังหวัด ในช่วงปี พ.ศ. 2537-2547
เมื่อก้าวเข้าสู่สนามการเมืองระดับชาติ ท่านได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2550 สังกัดพรรคพลังประชาชน และต่อเนื่องมายังพรรคเพื่อไทย
2.2 ตรีเอกภาพทางปัญญา: นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และพุทธจิตวิทยา
ความโดดเด่นในกระบวนทัศน์ของ ดร.นิยม เกิดจากการหลอมรวมองค์ความรู้จาก 3 สาขาวิชาหลักที่ท่านสำเร็จการศึกษามาอย่างแตกฉาน ได้แก่:
นิติศาสตร์ (บัณฑิต มสธ.): ให้กรอบความคิดเรื่อง "ความยุติธรรม" (Justice) หลักนิติธรรม (Rule of Law) และกระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติและการตรวจสอบ
4 รัฐศาสตร์ (มหาบัณฑิต ม.รามคำแหง): ให้ความเข้าใจเรื่อง "อำนาจ" (Power) การบริหารจัดการทรัพยากร และโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน
พุทธจิตวิทยา (ดุษฎีบัณฑิต มจร): นี่คือ "ยอดมงกุฎ" ทางปัญญาที่เปลี่ยนกระบวนทัศน์ของท่านจากการเมืองแบบ "อำนาจนิยม" มาสู่การเมืองแบบ "ปัญญานิยม"
7
ดุษฎีนิพนธ์ของท่านในหัวข้อ "รูปแบบการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของประชาชนชาวสกลนครตามแนวพุทธจิตวิทยา" (A Model of Political Participation in Democracy of Sakol Nakhon Inhabitants Based on Buddhist Psychology) ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ งานวิจัยชิ้นนี้ไม่ได้เป็นเพียงเอกสารทางวิชาการ แต่เป็น "ธรรมนูญ" ในการปฏิบัติงานการเมืองของท่าน โดยเสนอว่า การเมืองที่ดีต้องประกอบด้วยการมีส่วนร่วมที่ขับเคลื่อนด้วย "สาราณียธรรม" (ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึง) มิใช่ขับเคลื่อนด้วยความเกลียดชังหรือผลประโยชน์ส่วนตน
2.3 การสังเคราะห์โมเดล "การเมืองเชิงพุทธจิตวิทยา"
จากการศึกษาและปฏิบัติจริง ดร.นิยม ได้สังเคราะห์โมเดลการเมืองที่บูรณาการหลักธรรมเข้ากับระบอบประชาธิปไตย ซึ่งสามารถจำแนกองค์ประกอบได้ดังตารางที่ 2.1
ตารางที่ 2.1: องค์ประกอบของโมเดลการเมืองเชิงพุทธจิตวิทยาตามแนวคิดของ ดร.นิยม เวชกามา
| องค์ประกอบทางการเมือง (Political Element) | หลักพุทธธรรมที่บูรณาการ (Integrated Buddhist Principle) | การประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติ (Practical Application) |
| การแสดงออกทางการเมือง (Political Expression) | เมตตากายกรรม (Metta Kayakamma) | การชุมนุมหรือเคลื่อนไหวโดยปราศจากอาวุธและความรุนแรง (Non-violence), การเคารพสิทธิในร่างกายและทรัพย์สินของผู้อื่น |
| วาทกรรมและการสื่อสาร (Discourse & Communication) | เมตตาวจีกรรม (Metta Vacikamma) | การอภิปรายด้วยเหตุผล ไม่ใช้ถ้อยคำสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech), การเจรจาด้วยวาจาที่ไพเราะและเป็นความจริง |
| ทัศนคติทางการเมือง (Political Attitude) | เมตตามโนกรรม (Metta Manokamma) | การมองคู่แข่งทางการเมืองเป็น "กัลยาณมิตร" ในการตรวจสอบ, การลดอคติ 4 (ลำเอียงเพราะรัก โกรธ กลัว หลง) |
| การจัดสรรทรัพยากร (Resource Allocation) | สาธารณโภคี (Sadharanabhogi) | การกระจายงบประมาณและทรัพยากรสู่ท้องถิ่นอย่างเป็นธรรม, การขจัดการทุจริตคอร์รัปชันเพื่อให้ประโยชน์ตกถึงส่วนรวม |
| กฎหมายและกติกา (Laws & Rules) | สีลสามัญญตา (Silasamannata) | ความเสมอภาคภายใต้กฎหมาย, การเคารพกติกาประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญอย่างเท่าเทียมกัน |
| อุดมการณ์และเป้าหมาย (Ideology & Goals) | ทิฏฐิสามัญญตา (Ditthisamannata) | การสร้างฉันทามติ (Consensus) ในเป้าหมายสูงสุดของชาติ คือความสงบสุขและความกินดีอยู่ดีของประชาชน |
โมเดลนี้แสดงให้เห็นว่า ดร.นิยม ไม่ได้มองศาสนาเป็นเพียงพิธีกรรม แต่เป็น "ชุดเครื่องมือ" (Toolkit) ในการบริหารจัดการสังคมและการเมือง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่นำไปสู่บทบาทของท่านในเวทีสันติภาพระดับโลกในเวลาต่อมา
บทที่ 3: ปรากฏการณ์ "Walk for Peace" และพลวัตการเคลื่อนไหวในสหรัฐอเมริกา
3.1 กำเนิดและเส้นทางแห่งศรัทธา (The Origin and the Route)
ปรากฏการณ์ "การเดินเพื่อสันติภาพ" (Walk for Peace) ที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาในช่วงปี พ.ศ. 2568-2569 นับเป็นหนึ่งในการเคลื่อนไหวทางศาสนาและสังคมที่น่าจับตามองที่สุดในทศวรรษนี้ โครงการนี้ริเริ่มโดยคณะสงฆ์จากศูนย์วิปัสสนากรรมฐานฮองดา (Huong Dao Vipassana Bhavana Center) เมืองฟอร์ตเวิร์ธ รัฐเท็กซัส นำโดย พระอาจารย์ทิค ตู นาน (Thich Tue Nhan) หรือรู้จักในนาม พระภิกษุปัญญาคาระ (Bhikkhu Pannakara) พระสงฆ์สายมหายานเวียดนาม ร่วมกับคณะสงฆ์นานาชาติจากไทย ลาว ไต้หวัน และเวียดนาม รวมจำนวนกว่า 20 รูป
การเดินทางครั้งประวัติศาสตร์นี้เริ่มต้นเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 (และบางส่วนเริ่มจากจุดใต้สุดที่คีย์เวสต์ รัฐฟลอริดา ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2567 ตามข้อมูลบางแหล่งที่ระบุระยะเวลาคาบเกี่ยวกัน
3.2 มิติเชิงสัญลักษณ์: การเดินเท้าเปล่าและการเผชิญหน้ากับความทุกข์
คณะพระธุดงค์เลือกใช้วิธีการเดินเท้า (Walking Meditation) โดยพระสงฆ์ส่วนใหญ่รวมถึงหัวหน้าคณะ เลือกที่จะ "เดินเท้าเปล่า" (Barefoot) บนพื้นถนนยางมะตอยที่ร้อนระอุและหนาวเหน็บตามสภาพอากาศ การกระทำนี้สื่อความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่ทรงพลัง:
การสัมผัสความจริงของโลก: เท้าเปล่าที่สัมผัสพื้นดินสื่อถึงการไม่แบ่งแยกตนออกจากธรรมชาติและความทุกข์ยากของโลก
ความอ่อนน้อมถ่อมตน (Humility): ในสังคมทุนนิยมที่วัดคุณค่าจากความเร็วและวัตถุ การเดินช้าๆ ด้วยเท้าเปล่าเป็นการทวนกระแสที่กระตุ้นให้ผู้คนตั้งคำถามถึงความหมายของชีวิต
อหิงสาธรรม: การปราศจากอาวุธและการป้องกันตัวใดๆ แสดงถึงความไว้วางใจในเพื่อนมนุษย์และความบริสุทธิ์ใจ
อย่างไรก็ตาม เส้นทางแห่งสันติภาพไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 เกิดอุบัติเหตุรุนแรงขึ้นบนทางหลวงสาย 90 ใกล้เมืองเดย์ตัน รัฐเท็กซัส รถบรรทุกได้พุ่งชนรถนำขบวนของคณะสงฆ์ แรงกระแทกส่งผลให้รถนำขบวนพุ่งชนพระสงฆ์สองรูปที่กำลังเดินอยู่ริมทาง พระภิกษุ Dam Phommasan ได้รับบาดเจ็บสาหัสจนต้องตัดขา (Amputation)
เหตุการณ์นี้กลายเป็นบททดสอบสำคัญของ "พุทธสันติวิธี" ในสถานการณ์จริง แทนที่จะเกิดความโกรธแค้นหรือการฟ้องร้องทางกฎหมายที่รุนแรง คณะสงฆ์และพระภิกษุที่ได้รับบาดเจ็บกลับแสดงออกด้วย "ความเมตตา" และ "การให้อภัย" (Radical Forgiveness) โดยมองว่าเป็นอุบัติเหตุและวิบากกรรม การตอบสนองด้วยความสงบนี้สร้างความสะเทือนใจและศรัทธาให้กับชาวอเมริกันอย่างมหาศาล สื่อท้องถิ่นและสื่อออนไลน์ต่างนำเสนอเรื่องราวนี้ในฐานะ "ปาฏิหาริย์แห่งจิตใจ" ที่หายากในสังคมปัจจุบัน
3.3 บทบาทของ ดร.นิยม เวชกามา กับการเดินเพื่อสันติภาพ
แม้ ดร.นิยม เวชกามา จะไม่ได้ร่วมเดินเท้าในขบวนหลักตลอดเส้นทาง แต่ท่านได้วางตำแหน่งตนเองเป็น "นักยุทธศาสตร์" โดยเห็นว่า การเดินเพื่อสันติภาพนี้ไม่ใช่แค่กิจของสงฆ์ แต่เป็น "เครื่องมือทางการทูตภาคประชาชน" (People-to-People Diplomacy) ที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในยุคที่โลกกำลังแตกแยก
บทบาทของ ดร.นิยม สามารถวิเคราะห์ได้ใน 3 มิติ:
การสร้างความชอบธรรม (Legitimization): ในฐานะอดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีฯ ดร.นิยม ได้ให้การสนับสนุนกิจกรรมทางอ้อม ช่วยยกระดับจากการเคลื่อนไหวของกลุ่มศาสนาเล็กๆ ให้กลายเป็นวาระที่ได้รับการจับตามองจากภาครัฐไทยและชุมชนไทยในต่างแดน
การเชื่อมโยงสู่เวทีโลก: ดร.นิยม นำเรื่องราวของการเดินเพื่อสันติภาพไปนำเสนอในเวทีนานาชาติ เช่น การประชุม Sweden World Peace Award เพื่อชี้ให้เห็นว่า นี่คือตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของการสร้างสันติภาพโดยไม่ใช้อาวุธ
การสังเคราะห์บทเรียน: ท่านทำหน้าที่เป็น "นักแปลความหมาย" (Interpreter) ที่อธิบายปรากฏการณ์ทางศาสนานี้ให้เป็นภาษาทางการเมืองและสังคม เพื่อให้สังคมไทยและสังคมโลกเข้าใจว่า การเดินของพระสงฆ์กลุ่มเล็กๆ ในอเมริกา เกี่ยวข้องอย่างไรกับความมั่นคงและสันติภาพของโลก
2
บทที่ 4: ภูมิรัฐศาสตร์แห่งสันติภาพ: วิกฤตการณ์เวเนซุเอลา vs. วิถีแห่งจีวร (The Crisis of Venezuela vs. The Saffron Path)
4.1 การวิเคราะห์สถานการณ์: โลกหลัง "มาดูโร"
ต้นปี พ.ศ. 2569 โลกต้องจารึกเหตุการณ์สำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ เมื่อกองทัพสหรัฐอเมริกาตัดสินใจเปิดปฏิบัติการทางทหารเพื่อจับกุมตัว ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร (Nicolas Maduro) ผู้นำเวเนซุเอลา ภายใต้ข้อกล่าวหาเรื่องยาเสพติดและเผด็จการ
ดร.นิยม เวชกามา ได้นำเสนอ "บทวิเคราะห์เปรียบเทียบ" (Comparative Analysis) ที่แหลมคม ระหว่างวิกฤตการณ์เวเนซุเอลากับปรากฏการณ์การเดินเพื่อสันติภาพ โดยชี้ให้เห็นถึงความขัดแย้งของสองกระบวนทัศน์ (Paradigm Clash) ที่กำลังต่อสู้กันเพื่อกำหนดอนาคตของโลก
4.2 การปะทะกันของสองอุดมการณ์: อำนาจปืน vs. อำนาจธรรม
จากการวิเคราะห์ของ ดร.นิยม ท่านได้จำแนกความแตกต่างระหว่างสองแนวทางนี้ไว้อย่างชัดเจน:
แนวทาง "Peace through Strength" (สันติภาพด้วยกำลัง): กรณีเวเนซุเอลา
ยุทธวิธี: การใช้กำลังทหาร, การจับกุมผู้นำ, การคว่ำบาตร
ผลลัพธ์ระยะสั้น: ชัยชนะทางยุทธวิธี (Tactical Victory), การเปลี่ยนแปลงระบอบ (Regime Change)
ผลลัพธ์ระยะยาว: ดร.นิยม เตือนว่านี่คือ "ความพ่ายแพ้ทางศีลธรรม" (Moral Defeat) เพราะเป็นการทำลายหลักการอธิปไตย สร้างความหวาดกลัว และปลูกฝังความเกลียดชังที่จะนำไปสู่วงจรความรุนแรงใหม่ที่ไม่จบสิ้น
1 การแก้ปัญหาที่ตัวบุคคล (มาดูโร) โดยไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและความอยุติธรรมทางเศรษฐกิจ เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุบทสรุป: โลกจะเข้าสู่ภาวะ "ไร้ระเบียบ" (Disorder) ที่ใครมีกำลังมากกว่าคือผู้กำหนดความถูกต้อง
แนวทาง "Peace through Compassion" (สันติภาพด้วยความเมตตา): กรณี Walk for Peace
ยุทธวิธี: การเดินจาริก, การแผ่เมตตา, การเสวนาธรรม, การยอมรับความทุกข์ (กรณีพระที่ถูกรถชน)
ผลลัพธ์ระยะสั้น: การตื่นรู้ของผู้คนระหว่างทาง, การสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจ
ผลลัพธ์ระยะยาว: การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางจิตวิญญาณของผู้คน (Transformation of Consciousness) ซึ่งเป็นรากฐานของสันติภาพที่ยั่งยืน ดร.นิยม มองว่า พลังแห่ง "จีวร" (Saffron Robe) ที่พลิ้วไหวอย่างสงบ สามารถเอาชนะ "เกราะกันกระสุน" ได้ในระยะยาว เพราะชนะใจคน ไม่ใช่ชนะด้วยการบังคับ
1
4.3 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย: พุทธสันติวิธีในเวทีการทูต
ดร.นิยม ไม่ได้เพียงวิพากษ์วิจารณ์ แต่ได้เสนอทางออกที่เป็นรูปธรรม โดยเรียกร้องให้ประชาคมโลกหันมาใช้ "ปฏิญญาสตอกโฮล์ม" (Stockholm Declaration) และหลักการทูตแนวพุทธ (Buddhist Diplomacy) ในการจัดการวิกฤตการณ์ระหว่างประเทศ
การถ่วงดุลอำนาจ: ใช้ศีลธรรมและกติการะหว่างประเทศเป็นเครื่องมือถ่วงดุลอำนาจทหารของมหาอำนาจ
การมองปัญหา: มองข้ามความเป็น "รัฐชาติ" (Nation-State) ไปสู่ความเป็น "มนุษยชาติ" (Humanity) เพื่อลดอคติทางเชื้อชาติและการเมือง
บทบาทของไทย: ดร.นิยม เสนอว่า ไทยในฐานะประเทศที่มีรากฐานพุทธศาสนาเข้มแข็งและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกฝ่าย ควรเล่นบทบาท "ผู้สร้างสะพาน" (Bridge Builder) ในการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งโลก
1
บทที่ 5: เกียรติยศแห่งสแกนดิเนเวีย: รางวัล Sweden World Peace Award 2025
5.1 เวทีเกียรติยศ ณ กรุงสตอกโฮล์ม
ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) ดร.นิยม เวชกามา ได้รับเกียรติสูงสุดในฐานะตัวแทนประเทศไทย เมื่อองค์กรสันติภาพสากล (World Peace Organization) ณ กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ได้มอบรางวัล Sweden World Peace Award 2025 และรางวัลเกียรติยศ Ambassador of Peace (เอกอัครราชทูตสันติภาพ) ให้แก่ท่าน
พิธีมอบรางวัลจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ Stockholm Concert Hall สถานที่อันทรงเกียรติซึ่งใช้ในการจัดพิธีมอบรางวัลโนเบลในบางสาขา การได้รับรางวัลในสถานที่แห่งนี้มีนัยยะสำคัญเชิงสัญลักษณ์ที่เชื่อมโยง "พุทธสันติวิธี" เข้ากับมาตรฐานสากลของตะวันตก งานนี้มีผู้นำศาสนาและนักสันติวิธีจากทั่วโลกเข้าร่วม อาทิ Ven. Dr. Kaboccoza Buddharakkhita จากยูกันดา, Dr. Palitha Kohona จากศรีลังกา, และผู้แทนจากสวิตเซอร์แลนด์ จอร์เจีย มาเลเซีย
5.2 สุนทรพจน์: "Peace In, Peace Out"
บนเวทีระดับโลก ดร.นิยม ได้กล่าวสุนทรพจน์ที่สะท้อนแก่นแท้ของพุทธจิตวิทยา ท่านกล่าวว่า:
"สันติภาพ ในความรู้สึกของผมคือ ความสงบ ตามหลักพระพุทธศาสนาที่ได้สอนไว้แล้วเรื่องจิตที่สงบ ต้องมีเมตตา กรุณา หากจิตสงบ เต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตา ก็จะเป็นส่วนสำคัญในการเกิดสันติสุขตั้งแต่ตัวเราเอง ไปถึงสันติสุขระดับโลกได้ในที่สุด"
13
ข้อความนี้เป็นการประกาศหลักการ "Peace In, Peace Out" (สันติภาพภายนอกเริ่มจากสันติภาพภายใน) ต่อประชาคมโลก ซึ่งแตกต่างจากแนวคิดสันติภาพตะวันตกที่มักเน้นการสร้างสนธิสัญญาหรือโครงสร้างภายนอก ดร.นิยม ยืนยันว่า ตราบใดที่ผู้นำโลกยังมี "ไฟในใจ" (กิเลส: โลภะ โทสะ โมหะ) สันติภาพที่แท้จริงจะไม่มีวันเกิดขึ้น การสร้างสันติภาพจึงต้องเริ่มที่การปฏิบัติธรรมและการฝึกจิต
5.3 ผลพลอยได้ทางการทูตและเครือข่ายพุทธนานาชาติ
การเดินทางไปรับรางวัลครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องส่วนตัว แต่เป็นภารกิจกึ่งการทูต (Semi-official mission) ในนามรัฐบาลไทย ผลลัพธ์ที่ได้คือ:
การสร้างเครือข่ายพุทธนานาชาติ: ดร.นิยม ได้หารือและสร้างความร่วมมือกับผู้นำพุทธจากทวีปต่างๆ เพื่อสร้าง "United Buddhist Nations" ในเชิงจิตวิญญาณ
17 การยกระดับภาพลักษณ์ไทย: การที่ผู้ช่วยรัฐมนตรีไทยได้รับรางวัลสันติภาพในสวีเดน ช่วยลบภาพลักษณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในอดีต และส่งเสริมภาพลักษณ์ของไทยในฐานะศูนย์กลางพุทธศาสนาโลก (World Buddhist Center)
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้: กิจกรรม Peace Cruise Tour ระหว่างสวีเดน-ฟินแลนด์ เป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนมุมมองกับนักสันติวิธีตะวันตก ซึ่ง ดร.นิยม สามารถนำมาปรับใช้กับนโยบายในประเทศได้
15
บทที่ 6: การประยุกต์ใช้พุทธสันติวิธีในบริบทนโยบายสาธารณะของไทย
6.1 การสร้างความปรองดองแห่งชาติ: จาก "เสื้อแดง" สู่ "ผ้าเหลือง"
ดร.นิยม ได้นำทุนทางสังคมจากรางวัลระดับโลกมาขับเคลื่อนนโยบายความปรองดองภายในประเทศ โดยเปลี่ยนยุทธศาสตร์จาก "การเมืองบนท้องถนน" มาสู่ "การเมืองในวัด" ท่านสนับสนุนโครงการ "หมู่บ้านรักษาศีล 5" อย่างจริงจัง โดยใช้เป็นกลไกในการสร้างความสมานฉันท์ในระดับชุมชน
กระบวนการ: ใช้หลัก "ศีล 5" เป็นกติการ่วมกลาง (Common Ground) ที่ทุกคนยอมรับได้ไม่ว่าจะมีความเห็นทางการเมืองอย่างไร
ผลลัพธ์: การดึงประชาชนเข้าวัดทำบุญร่วมกัน ช่วยละลายพฤติกรรมและความขัดแย้ง แบ่งสีเสื้อ สร้างพื้นที่ปลอดภัย (Safe Space) ที่คนในชุมชนสามารถพูดคุยกันได้ด้วยภาษาดอกไม้ (ปิยวาจา)
6.2 ยุทธศาสตร์ชายแดนไทย-กัมพูชา: การทูตพุทธสันติวิธี
หนึ่งในข้อเสนอเชิงนโยบายที่ก้าวหน้าที่สุดของ ดร.นิยม คือการแก้ปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา (กรณีปราสาทพระวิหารและพื้นที่ทับซ้อน) โดยใช้ "พุทธการทูต" (Buddhist Diplomacy) 19
ท่านเสนอกระบวนการ 3 ขั้นตอนตามหลักไตรสิกขา:
ศีล (Sila - กติกา): ใช้กลไกคณะกรรมการชายแดน (JBC/RBC) อย่างเคร่งครัด หลีกเลี่ยงการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และลดวาทกรรมสร้างศัตรู (De-escalation of Hate Speech) ในสื่อ
สมาธิ (Samadhi - ความตั้งมั่น): สร้างความสัมพันธ์ที่มั่นคงผ่านโครงการพัฒนาเศรษฐกิจร่วม (Joint Development) และการค้าชายแดนแบบ Win-Win เพื่อให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นตัวยึดเหนี่ยว
ปัญญา (Panna - ความรู้แจ้ง): ใช้การศึกษาวิจัยประวัติศาสตร์ร่วมกัน (Joint Historical Research) และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม เพื่อให้ประชาชนทั้งสองฝั่งเข้าใจรากเหง้าที่สัมพันธ์กัน มากกว่าการถูกปลุกปั่นด้วยชาตินิยมสุดโต่ง
19
6.3 การปกป้องพระพุทธศาสนาและการปฏิรูป
ในมิติด้านศาสนาจักร ดร.นิยม มีบทบาทเข้มข้นในการปกป้องพระพุทธศาสนาจากการบิดเบือนและภัยคุกคาม ท่านกล้าวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของมหาเถรสมาคม (มส.) และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในกรณีที่มีความไม่โปร่งใส เช่น กรณีการแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ (กรณีพระเล็ก) ที่ขัดต่อจารีตและความรู้สึกของประชาชน 21
จุดยืนของท่านคือ "เคารพสงฆ์ แต่ต้องดำรงธรรม" การปกป้องศาสนาของท่านไม่ใช่การปกป้องตัวบุคคล แต่คือการปกป้อง "พระธรรมวินัย" และ "ศรัทธามหาชน" ซึ่งเป็นการใช้หลัก "ธรรมาธิปไตย" (ถือธรรมเป็นใหญ่) เหนือ "อัตตาธิปไตย" (ถือตนเป็นใหญ่) หรือ "โลกาธิปไตย" (ถือพวกพ้องเป็นใหญ่)
บทที่ 7: บทวิเคราะห์วิจารณ์และความท้าทายในอนาคต
7.1 ความท้าทายของ "อุดมคติ" ในโลก "สัจนิยม"
แม้แนวทางพุทธสันติวิธีของ ดร.นิยม จะมีความงดงามในเชิงปรัชญาและได้รับการยกย่องในเวทีโลก แต่ในทางปฏิบัติ (Praxis) ยังคงเผชิญกับความท้าทายจากโลกแห่งความเป็นจริง (Realpolitik):
ความจำกัดของอำนาจ: ในวิกฤตการณ์ระดับโลก เช่น เวเนซุเอลา หรือความขัดแย้งมหาอำนาจ เสียงของ "พุทธสันติวิธี" มักจะเบากว่าเสียงของ "ขีปนาวุธ" การเรียกร้องศีลธรรมอาจไม่มีผลต่อผู้นำที่ยึดผลประโยชน์แห่งรัฐเป็นที่ตั้ง
การเมืองภายใน: บทบาทของ ดร.นิยม อาจถูกมองจากฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นการนำศาสนามาเป็นเครื่องมือทางการเมือง (Politicization of Religion) เพื่อสร้างฐานเสียง ซึ่งเป็นดาบสองคมที่ต้องระมัดระวัง
7.2 จุดแข็งและโอกาส
อย่างไรก็ตาม จุดแข็งของโมเดล ดร.นิยม คือความสอดคล้องกับเทรนด์โลกที่โหยหา "จิตวิญญาณ" (Spirituality) และ "ความยั่งยืน" (Sustainability):
Soft Power ที่แท้จริง: พุทธศาสนาคือสินทรัพย์ทางวัฒนธรรม (Cultural Asset) ที่ทรงพลังที่สุดของไทย การที่นักการเมืองนำมาใช้ในเวทีการทูต ถือเป็นการเพิ่มมูลค่าอำนาจต่อรองของไทยในเวทีโลก
การสร้างภูมิคุ้มกันสังคม: การปลูกฝังพุทธจิตวิทยาให้เยาวชนและคนในชาติ เป็นการสร้าง "วัคซีนทางใจ" ที่ช่วยให้สังคมไทยทนทานต่อความแตกแยกและวิกฤตเศรษฐกิจได้ดีขึ้น
บทสรุป
จากการศึกษาบทบาทของ ดร.นิยม เวชกามา ผ่านปรากฏการณ์การเดินเพื่อสันติภาพและรางวัลสันติภาพโลก สามารถสรุปได้ว่า ท่านคือนวัตกรทางการเมือง (Political Innovator) ที่พยายามสร้างกระบวนทัศน์ใหม่ในการบริหารจัดการความขัดแย้ง โดยการผสาน "พุทธธรรม" เข้ากับ "ประชาธิปไตย" อย่างลงตัว
ปรากฏการณ์ "Walk for Peace" และการวิเคราะห์กรณีเวเนซุเอลา สะท้อนให้เห็นวิสัยทัศน์ของท่านที่มองเห็นว่า "สันติภาพไม่ใช่ปลายทาง แต่เป็นวิถีทาง" (Peace is not the destination, but the way) การจะไปถึงสันติภาพได้ ต้องเดินด้วยวิถีแห่งสันติเท่านั้น การใช้ความรุนแรงเพื่อให้ได้มาซึ่งความสงบ เป็นเพียงภาพลวงตา
ในอนาคต หากโมเดล "การเมืองเชิงพุทธจิตวิทยา" ของ ดร.นิยม ได้รับการพัฒนาและนำไปใช้อย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่ในระดับนโยบาย แต่ซึมลึกไปถึงวิถีชีวิตของประชาชน ก็มีความเป็นไปได้ที่สังคมไทยจะก้าวข้ามกับดักความขัดแย้ง และก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านสันติภาพในเวทีโลกได้อย่างเต็มภาคภูมิ สมดังเจตนารมณ์ที่ท่านได้ประกาศไว้ ณ กรุงสตอกโฮล์มว่า "สันติภาพโลก เริ่มต้นที่ใจเรา"


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น