วันพุธที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2569

พรรคโอกาสใหม่ ชู "คนไทยมีสุข หมดทุกข์ หมดหนี้" สู้ศึกเลือกตั้งปี 2569 ทางลัดแก้วิกฤตหนี้ หรือความเสี่ยงเสถียรภาพการคลัง


เพลง: ล้มได้ แต่ต้องมีทางลุก

(ท่อนที่ 1) 
บนถนนชีวิตที่แสนยาวไกล
ใครหลายคนเคยพลาด เคยล้มลงไป
ภาระหนี้สินเหมือนเงาตามตัว
ความหวังเลือนรางในวันที่มืดมน

(พรีฮุค)
แต่หัวใจคนไทยยังไม่ยอมแพ้
ยังเชื่อว่าพรุ่งนี้ต้องดีกว่าเดิม

(ฮุค)
ล้มได้ แต่ต้องมีทางลุก
คนไทยทุกคนควรมีวันเริ่มใหม่
สีชมพู เบอร์สี่สี่ คือความหวังในหัวใจ
โอกาสใหม่ เพื่อคนไทยทุกคน

เพราะอนาคตที่ดี ไม่ใช่เดินลำพัง
ต้องจับมือกันไป ให้ถึงปลายทาง
ล้มได้ แต่ต้องมีทางลุกอีกครั้ง
นี่คือพลังของคนไทยทั้งแผ่นดิน

(ท่อนที่ 2)
หนี้ไม่ควรผูกชีวิตไปชั่วกาล
ความฝันไม่ควรถูกจองจำด้วยตัวเลข
บ้าน ที่ดิน อาชีพ ที่เคยหายไป
ต้องได้คืนกลับมาอย่างมีศักดิ์ศรี

(พรีฮุค)
เมื่อผู้นำเข้าใจเสียงของประชาชน
การเปลี่ยนแปลงจึงไม่ใช่แค่คำพูดลมๆ

(ฮุค)
ล้มได้ แต่ต้องมีทางลุก
คนไทยทุกคนควรมีวันเริ่มใหม่
สีชมพู เบอร์สี่สี่ คือความหวังในหัวใจ
โอกาสใหม่ เพื่อคนไทยทุกคน

(บริดจ์)
ศูนย์บริหารหนี้แห่งชาติ ยืนหยัดเพื่อประชาชน
กองทุนคืนโอกาส จุดไฟในใจผู้คน
คืนบ้าน คืนที่ดิน คืนอาชีพที่ฝัน
ปลดหนี้เกษตรกรฐานราก ปลดหนี้ กยศ.

ปลดหนี้ด้วยใจ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
เพราะความเป็นธรรม ต้องเกิดขึ้นจริงสักวัน

(ฮุค ซ้ำ)
ล้มได้ แต่ต้องมีทางลุก
คนไทยทุกคนควรมีวันเริ่มใหม่
สีชมพู เบอร์สี่สี่ คือความหวังในหัวใจ
โอกาสใหม่ เพื่อคนไทยทุกคน

(เอาท์โทร)
เพราะการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง
ต้องเริ่มจากผู้นำที่เข้าใจผู้คน
“น้าตุ๋ม” จตุพร บุรุษพัฒน์
เบอร์ 44 โอกาสใหม่ เพื่อคนไทยทุกคน

การเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 เกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจและการเมืองที่นักวิชาการเรียกว่า “วิกฤตซ้อนวิกฤต” เมื่อเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำเพียงร้อยละ 1.6–2.0 ต่ำสุดในอาเซียน ขณะที่หนี้ครัวเรือนพุ่งแตะเกือบร้อยละ 90 ต่อ GDP กลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อคุณภาพชีวิตประชาชน และเป็นจุดตั้งต้นของนโยบายหาเสียงที่เข้มข้นที่สุดในรอบหลายปี



หนึ่งในนโยบายที่ถูกจับตามองอย่างมาก คือ นโยบาย “คนไทยมีสุข หมดทุกข์ หมดหนี้” ของ พรรคโอกาสใหม่ ภายใต้การนำของ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 โดยวางเป้าหมายแก้ปัญหาหนี้สินประชาชนทั้งระบบในฐานะ “วาระแห่งชาติ” มากกว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น


รายงานการวิเคราะห์เชิงลึกด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองชี้ว่า นโยบายดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่หนี้เสีย (NPL) เพิ่มสูง โดยเฉพาะสินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อส่วนบุคคล และการกลับมาระบาดของหนี้นอกระบบ ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 35 ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมด สะท้อนการถูกผลักออกจากระบบการเงินของประชาชนจำนวนมาก


“จตุพร” กับยุทธศาสตร์เทคโนแครตแก้หนี้


การวิเคราะห์ชี้ว่า บุคลิกและประวัติของนายจตุพร ซึ่งเติบโตจากสายข้าราชการระดับสูง เคยดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ช่วยเสริมภาพลักษณ์ “เทคโนแครตที่เข้าใจปัญหาปากท้อง” ทำให้นโยบายมีน้ำหนักในสายตาชนชั้นกลางและข้าราชการ


ยุทธศาสตร์ “หมดทุกข์ หมดหนี้” ถูกออกแบบเป็น การปฏิรูปหนี้แบบเบ็ดเสร็จ มากกว่าการพักหนี้ โดยมี 3 เสาหลัก ได้แก่


การจัดการหนี้เสียและปลดล็อกเครดิตประชาชน


การเติมทุนและสร้างรายได้ใหม่ โดยเฉพาะเกษตรกรและ SMEs


การยกระดับคุณภาพชีวิตควบคู่กับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นความถนัดเดิมของผู้นำพรรค


ความเป็นไปได้เชิงปฏิบัติ กับต้นทุนทางการคลัง


รายงานประเมินว่า นโยบายอาจดำเนินการผ่านการตั้งกองทุนหรือบริษัทบริหารหนี้แห่งชาติ เพื่อรับซื้อหนี้เสียจากระบบการเงินในราคาส่วนลด และปรับโครงสร้างหนี้ครั้งใหญ่ รวมถึงการใช้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐเป็นเครื่องมือพักหนี้แบบ “หยุดต้น ปลอดดอก”


อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า แนวทางดังกล่าวมีความเสี่ยงสูงต่อ วินัยการเงินการคลัง เนื่องจากหนี้สาธารณะของไทยในปี 2569 อยู่ใกล้เพดานร้อยละ 70 ของ GDP ขณะที่งบประมาณกว่าร้อยละ 11 ถูกใช้ไปกับภาระชำระหนี้ หากรัฐต้องแบกรับภาระล้างหนี้ประชาชนในวงกว้าง อาจกระทบงบลงทุนและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว


ความเสี่ยง “จริยวิบัติ” และเสถียรภาพสถาบันการเงิน


รายงานยังชี้ถึงความเสี่ยงด้าน Moral Hazard หรือจริยวิบัติ เมื่อการส่งสัญญาณล้างหนี้อาจทำให้ลูกหนี้ที่ยังมีศักยภาพเลือกหยุดจ่ายหนี้เพื่อรอความช่วยเหลือ ส่งผลให้ NPL เพิ่มขึ้น และบั่นทอนวัฒนธรรมทางการเงินในระยะยาว รวมถึงกระทบความแข็งแกร่งของธนาคารและสถาบันการเงินของรัฐ


เทียบขั้วการเมือง นโยบายใครตอบโจทย์ใด


เมื่อเปรียบเทียบกับรัฐบาลปัจจุบันที่เน้นช่วยเหลือเฉพาะจุด และพรรคการเมืองอีกขั้วที่มุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง นโยบายของพรรคโอกาสใหม่ถูกมองว่าเป็นแนวทาง “ปูพรม” ที่ตอบโจทย์ความเดือดร้อนทันที แต่แลกมากับภาระการคลังและความเสี่ยงเชิงระบบที่สูงกว่า


ดังนั้นนโยบาย “คนไทยมีสุข หมดทุกข์ หมดหนี้” เป็นนโยบายที่มีพลังทางการเมืองสูง และสะท้อนความสิ้นหวังของประชาชนต่อปัญหาหนี้สินที่เรื้อรัง แต่ขณะเดียวกันก็เป็นบททดสอบสำคัญของสังคมไทยว่าจะเลือก “ทางลัด” ที่บรรเทาความเจ็บปวดเฉพาะหน้า หรือยอมรับการแก้ปัญหาที่ยากและใช้เวลานานกว่า เพื่อความยั่งยืนของเศรษฐกิจและการคลังในอนาคต โดยคำตัดสินสุดท้ายจะอยู่ที่ปลายปากกาของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569.

รายงานการวิเคราะห์เชิงลึก: นโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ของพรรคโอกาสใหม่ "คนไทยมีสุข หมดทุกข์ หมดหนี้" ในมิติเศรษฐศาสตร์การเมืองและเสถียรภาพทางการคลัง


1. บทนำ: ภูมิทัศน์การเมืองและเศรษฐกิจไทย ณ รอยต่อการเลือกตั้งปี 2569

1.1 บริบทความผันผวนทางเศรษฐกิจมหภาคและการเมืองไทย (Thailand's Socio-Political Flux)

การเลือกตั้งทั่วไปในปี 2569 นับเป็นหมุดหมายที่สำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์การเมืองร่วมสมัยของไทย ไม่เพียงเพราะเป็นการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นภายใต้กรอบกติกาที่ประชาคมการเมืองเริ่มตั้งคำถามถึงทิศทางใหม่ของประเทศ แต่ยังเกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะ "วิกฤตซ้อนวิกฤต" (Polycrisis) ที่กัดกร่อนโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมไทยมาอย่างยาวนาน ประเทศไทยในปี 2569 เผชิญกับสภาวะที่นักเศรษฐศาสตร์นิยามว่า "การฟื้นตัวที่เปราะบางและไร้ทิศทาง" (Fragile and Directionless Recovery) โดยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ขยายตัวในระดับต่ำเพียงร้อยละ 1.6 – 2.0 1 ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในภูมิภาคอาเซียนเมื่อเทียบกับศักยภาพที่ควรจะเป็น สภาวะ "โตต่ำ" (Low Growth) นี้มิได้เป็นเพียงวัฏจักรทางเศรษฐกิจระยะสั้น แต่สะท้อนถึงปัญหารากฐานที่ฝังลึก ทั้งจากโครงสร้างประชากรสูงวัย ขีดความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอย และที่สำคัญที่สุดคือ "กับดักหนี้" ที่รัดรึงภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจขนาดเล็กจนแทบขยับตัวไม่ได้

ในท่ามกลางความสิ้นหวังและความต้องการทางออกใหม่ทางการเมือง การก่อตัวขึ้นของ "พรรคโอกาสใหม่" (New Opportunity Party) ภายใต้การนำของ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ จึงกลายเป็นปรากฏการณ์ที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง การประกาศนโยบายเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 ภายใต้สโลแกน "คนไทยมีสุข หมดทุกข์ หมดหนี้" ถือเป็นการโยนหินถามทางที่สร้างแรงกระเพื่อมมหาศาลต่อภูมิทัศน์การหาเสียงเลือกตั้ง [User Query] นโยบายดังกล่าวไม่ได้ถูกนำเสนอในฐานะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั่วไป แต่ถูกวางตำแหน่งให้เป็น "วาระแห่งชาติ" (National Agenda) ที่มุ่งเป้าไปที่การรื้อโครงสร้างหนี้สินของประชาชนทั้งระบบ ซึ่งเป็นจุดเจ็บปวด (Pain Point) ที่รุนแรงที่สุดของสังคมไทย ณ ขณะนั้น

รายงานฉบับนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์เชิงลึกและรอบด้านต่อนโยบายดังกล่าว โดยสังเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารชั้นต้น บทวิเคราะห์ทางวิชาการ และบริบทแวดล้อมทางเศรษฐกิจ เพื่อถอดรหัสว่า "โอกาสใหม่" ที่พรรคนำเสนอนั้น เป็นทางออกที่ยั่งยืนหรือเป็นเพียงยาหอมประชานิยมที่จะนำพาประเทศไปสู่ความเสี่ยงทางการคลังครั้งใหม่

1.2 วิกฤตหนี้สิน: ระเบิดเวลาลูกใหญ่ของสังคมไทย

ก่อนจะทำความเข้าใจตัวนโยบาย จำเป็นต้องฉายภาพความรุนแรงของปัญหาหนี้สินที่ประเทศไทยเผชิญอยู่ในปี 2569 ข้อมูลจากสถาบันวิจัยและหน่วยงานเศรษฐกิจหลักชี้ให้เห็นว่า หนี้ครัวเรือนของไทยยังคงอยู่ในระดับที่น่าตกใจ โดยมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 89.6 – 90.7 ต่อ GDP 3 แม้ตัวเลขดูเหมือนจะทรงตัวหรือลดลงเล็กน้อยจากจุดสูงสุดในช่วงวิกฤตโรคระบาด แต่ไส้ในของหนี้นั้นกลับเน่าเฟะยิ่งกว่าเดิม สัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) โดยเฉพาะในกลุ่มสินเชื่อรถยนต์และสินเชื่อส่วนบุคคลพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าความสามารถในการชำระหนี้ของประชาชนระดับรากหญ้าได้พังทลายลงแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น ปรากฏการณ์ "หนี้นอกระบบ" ได้กลับมาหลอกหลอนสังคมไทยอีกครั้ง โดยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 35 ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมด 5 สาเหตุหลักมาจากการที่สถาบันการเงินในระบบเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อ (Credit Tightening) ทำให้ประชาชนจำนวนมากถูกผลักออกจากระบบการเงิน (Financial Exclusion) และต้องหันไปพึ่งพาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยโหดที่ไม่มีกฎหมายคุ้มครอง สถานการณ์เช่นนี้สร้างวงจรความยากจนที่ไม่มีที่สิ้นสุด และกลายเป็นเชื้อไฟชั้นดีสำหรับนโยบายประชานิยมที่สัญญาว่าจะ "ล้างหนี้" ให้หมดไป


2. ตัวแสดงทางการเมืองและยุทธศาสตร์ "โอกาสใหม่"

2.1 นายจตุพร บุรุษพัฒน์: จาก "ปลัดนักพัฒนา" สู่ "ผู้นำความหวังใหม่"

การวิเคราะห์นโยบายพรรคการเมืองไม่อาจแยกขาดจากตัวตนของผู้นำพรรค นายจตุพร บุรุษพัฒน์ มิใช่นักการเมืองหน้าใหม่ที่ไร้รากฐาน แต่เป็นบุคคลที่เติบโตมาจากสายงานข้าราชการประจำระดับสูง โดยเคยดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยาวนานถึงเกือบ 6 ปี (พ.ศ. 2562 – 2568) 6 และเคยได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในช่วงสั้นๆ ของปี 2568 ภายใต้รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร 6

ประวัติการทำงานของนายจตุพรสะท้อนให้เห็นถึงจุดแข็งสองประการที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว:

  1. ความเชี่ยวชาญในกลไกราชการ (Bureaucratic Expertise): ในฐานะอดีตปลัดกระทรวง เขาเข้าใจระบบงบประมาณ กฎระเบียบ และกลไกการบริหารราชการแผ่นดินอย่างทะลุปรุโปร่ง ซึ่งทำให้ข้อเสนอนโยบายของเขามักจะมีน้ำหนักความน่าเชื่อถือในสายตาของข้าราชการและชนชั้นกลางบางส่วน ว่าเป็นนโยบายที่ "ทำได้จริง" ไม่ใช่เพียงความฝันเฟื่อง

  2. เครือข่ายและบารมี (Network and Influence): การผ่านการอบรมหลักสูตรระดับสูง เช่น วปอ. รุ่นที่ 55 และ วพน. รุ่นที่ 15 รวมถึงการดำรงตำแหน่งประธานและกรรมการในรัฐวิสาหกิจและองค์การมหาชนหลายแห่ง เช่น ปตท., ทีโอที, และองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ 8 ทำให้นายจตุพรมีเครือข่ายความสัมพันธ์ที่กว้างขวาง ทั้งในกลุ่มทุนพลังงาน กลุ่มข้าราชการความมั่นคง และกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ เครือข่ายเหล่านี้เป็นสินทรัพย์สำคัญในการระดมทรัพยากรและการผลักดันนโยบายที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน

การตัดสินใจตั้ง "พรรคโอกาสใหม่" และชูธงเรื่องการแก้หนี้ จึงเป็นการใช้จุดแข็งเหล่านี้มาแปรเปลี่ยนเป็นคะแนนเสียง โดยนำเสนอภาพลักษณ์ของ "เทคโนแครตที่เข้าใจปัญหาปากท้อง" (Technocrat with a Heart) ซึ่งแตกต่างจากนักการเมืองอาชีพแบบเดิมๆ

2.2 ยุทธศาสตร์ "คนไทยมีสุข หมดทุกข์ หมดหนี้" (The 'Happy Thais' Strategy)

จากการวิเคราะห์สาระสำคัญในโพสต์เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 ผนวกกับบริบทแวดล้อม ยุทธศาสตร์นี้ไม่ได้เป็นเพียงการพักชำระหนี้ (Debt Moratorium) แบบดั้งเดิมที่รัฐบาลในอดีตนิยมใช้ แต่เป็นการนำเสนอ "การปฏิรูปหนี้สินแบบเบ็ดเสร็จ" (Comprehensive Debt Reformation) ที่ประกอบด้วย 3 เสาหลัก:

  1. การปลดเปลื้องพันธนาการ (Liberation): มุ่งเน้นการจัดการกับหนี้เสีย (NPL) ที่ค้างคาในระบบ โดยอาจใช้กลไกของรัฐในการเข้าซื้อหนี้หรือการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ครั้งใหญ่ (Grand Restructuring) เพื่อให้ประชาชนหลุดพ้นจากสถานะ "ติดแบล็กลิสต์" และสามารถกลับมาทำธุรกรรมทางการเงินได้อีกครั้ง

  2. การเติมทุนชีวิต (Re-capitalization): การแก้หนี้จะไร้ความหมายหากไม่มีรายได้ใหม่ นโยบายนี้จึงควบคู่ไปกับการเติมทุนดอกเบี้ยต่ำหรือทุนให้เปล่าสำหรับการประกอบอาชีพ โดยเฉพาะในภาคเกษตรและ SMEs

  3. การสร้างระบบนิเวศแห่งความสุข (Ecosystem of Happiness): นอกเหนือจากเรื่องเงินทอง นโยบายยังแตะไปถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตผ่านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นความถนัดเดิมของนายจตุพร เช่น การแปลงสินทรัพย์ทางธรรมชาติให้เป็นทุน หรือการสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิตภาคประชาชน 10


3. เจาะลึกโครงสร้างปัญหาและพลวัตเศรษฐกิจปี 2569

เพื่อให้การวิเคราะห์นโยบายมีความแม่นยำ จำเป็นต้องถอดบทเรียนจากสถานการณ์จริงในปี 2569 ที่เป็นปัจจัยเร่งให้เกิดนโยบายนี้

3.1 ภาคเกษตรกรรม: ความล้มเหลวของการพักหนี้ซ้ำซาก

เกษตรกรไทยตกอยู่ในวงจรอุบาทว์ของหนี้สินมาอย่างยาวนาน ข้อมูลจาก ธ.ก.ส. ชี้ว่า สัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR) ของเกษตรกรในปี 2568 อยู่ที่ร้อยละ 33.70 11 ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับความไม่แน่นอนของรายได้ การดำเนินมาตรการพักชำระหนี้ของรัฐบาลชุดก่อนๆ แม้จะช่วยบรรเทาภาระกระแสเงินสดในระยะสั้น แต่ผลการศึกษาของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) ยืนยันชัดเจนว่า "ยิ่งพักหนี้ ยิ่งเป็นหนี้" 12

  • เกษตรกรกว่าร้อยละ 77 ที่เข้าร่วมโครงการพักหนี้ มีการก่อหนี้ก้อนใหม่เพิ่มขึ้นในระหว่างพักหนี้

  • ร้อยละ 50 ของผู้เข้าร่วมโครงการ ขาดวินัยในการจ่ายดอกเบี้ยที่ยังเดินอยู่ ทำให้ยอดหนี้สะสมพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ

  • กลุ่มเกษตรกรสูงอายุและกลุ่มเปราะบาง แทบไม่มีศักยภาพในการชำระหนี้คืนได้เลยหากไม่มีการตัดหนี้สูญ (Write-off)

พรรคโอกาสใหม่จึงใช้จุดอ่อนนี้เป็นช่องว่างในการโจมตีนโยบายเดิม และนำเสนอทางเลือกใหม่ที่ "เด็ดขาด" กว่า คือการ "หมดหนี้" ไม่ใช่แค่ "พักหนี้"

3.2 SMEs และผู้ประกอบการรายย่อย: เหยื่อของกับดักสภาพคล่อง

กลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ยังคงบอบช้ำจากผลกระทบต่อเนื่องของเศรษฐกิจชะลอตัวและการเข้าถึงสินเชื่อที่ยากลำบาก ธนาคารพาณิชย์เข้มงวดการปล่อยกู้เนื่องจากความเสี่ยงด้านเครดิตที่สูงขึ้น 5 มาตรการช่วยเหลือของรัฐบาลอย่าง "พักทรัพย์ พักหนี้" (Asset Warehousing) แม้จะประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งกับธุรกิจโรงแรมขนาดใหญ่ 15 แต่สำหรับ SMEs รายย่อย มาตรการนี้เข้าถึงได้ยากและมีเงื่อนไขซับซ้อน นโยบายของพรรคโอกาสใหม่ที่เน้นการเข้าถึงง่ายและรวดเร็ว จึงเป็นที่ดึงดูดใจของกลุ่มผู้ประกอบการที่กำลังจะจมน้ำ

3.3 หนี้ กยศ. และคนรุ่นใหม่

ปัญหาหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เป็นอีกหนึ่งระเบิดเวลา แม้จะมีการแก้ไข พ.ร.บ. กยศ. ฉบับใหม่ที่ลดเบี้ยปรับและยกเลิกผู้ค้ำประกัน 17 แต่สภาพคล่องของกองทุนยังคงน่าเป็นห่วง และผู้กู้จำนวนมากยังคงค้างชำระ การประกาศนโยบายที่อาจตีความได้ว่าเป็นการ "ล้างหนี้" การศึกษา จะดึงดูดฐานเสียงคนรุ่นใหม่และวัยทำงานตอนต้นได้เป็นจำนวนมาก แต่อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อวินัยทางการเงินและสถานะของกองทุนในระยะยาว 19


4. การวิเคราะห์นโยบาย "หมดหนี้" ในเชิงปฏิบัติการและความเป็นไปได้

จากการสังเคราะห์ข้อมูล นโยบาย "คนไทยมีสุข หมดทุกข์ หมดหนี้" น่าจะดำเนินการผ่านกลไกทางเศรษฐศาสตร์และการเงินดังต่อไปนี้:

4.1 การจัดตั้งกองทุนบริหารหนี้เสียภาคประชาชน (National Asset Management for People)

เพื่อทำให้คำว่า "หมดหนี้" เป็นจริงในทางปฏิบัติ พรรคโอกาสใหม่อาจเสนอโมเดลการจัดตั้ง "บริษัทบริหารสินทรัพย์แห่งชาติ" (National AMC) หรือขยายบทบาทของ AMC ภาครัฐที่มีอยู่เดิม (เช่น SAM หรือ BAM) ให้เข้ามามีบทบาทในการรับซื้อหนี้เสียรายย่อยจากสถาบันการเงินทั้งระบบ 20

  • กลไกการทำงาน: รัฐบาลจะออกพันธบัตรหรือกู้เงินเพื่อระดมทุนมาซื้อหนี้ NPLs จากธนาคารในราคาที่มีส่วนลด (Discount Rate) สูง เช่น ซื้อในราคา 20-30% ของมูลหนี้เดิม จากนั้นนำหนี้เหล่านั้นมาบริหารจัดการใหม่ โดยอาจทำการลดหนี้ (Haircut) ให้กับประชาชนในสัดส่วนที่สูง หรือเปลี่ยนหนี้ระยะสั้นดอกเบี้ยแพง ให้เป็นหนี้ระยะยาวดอกเบี้ยต่ำ

  • ความแตกต่างจากนโยบายปัจจุบัน: รัฐบาลปัจจุบันมีโครงการ "ปิดหนี้ไว ไปต่อได้" ที่เน้นหนี้ขนาดเล็กไม่เกิน 100,000 บาท 20 แต่พรรคโอกาสใหม่อาจขยายวงเงินให้ครอบคลุมถึงหนี้สินระดับกลางและหนี้เกษตรกรทั้งหมด เพื่อสร้างผลกระทบในวงกว้าง (Impact Scale) ที่มากกว่า

4.2 การใช้นโยบายกึ่งการคลังผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (Quasi-fiscal Activities via SFIs)

ด้วยข้อจำกัดทางงบประมาณ พรรคโอกาสใหม่อาจเลือกใช้สถาบันการเงินของรัฐ (ธ.ก.ส., ออมสิน, ธอส.) เป็นเครื่องมือหลักในการดำเนินนโยบาย

  • การพักชำระหนี้แบบ "หยุดต้น ปลอดดอก": รัฐบาลอาจสั่งการให้ SFIs พักชำระหนี้ให้กับลูกค้าทั้งหมด โดยรัฐบาลรับภาระจ่ายดอกเบี้ยแทน (Interest Subsidy) หรือให้ SFIs แบกรับภาระไปก่อนแล้วรัฐตั้งงบชดเชยภายหลังตามมาตรา 28 ของ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง

  • ความเสี่ยง: วิธีการนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้ยอดคงค้างตามมาตรา 28 ทะลุเพดานที่กำหนดไว้ (ปัจจุบันอยู่ที่ 32% ของงบประมาณ) 22 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือทางการคลังของประเทศ และอาจถูกลดอันดับเครดิตจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก 23

4.3 มาตรการเสริมรายได้และลดรายจ่าย

นอกจากการแก้หนี้ นโยบาย "คนไทยมีสุข" ยังน่าจะครอบคลุมถึงการลดค่าครองชีพและการเพิ่มรายได้ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของนายจตุพรที่เน้นเรื่องปากท้อง 24

  • การลดราคาพลังงาน: ใช้กลไกของ ปตท. และกระทรวงพลังงาน ในการแทรกแซงราคาพลังงาน ซึ่งนายจตุพรมีความคุ้นเคยจากประสบการณ์การเป็นบอร์ด ปตท. 8

  • การสร้างอาชีพใหม่: สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) สำหรับการเริ่มธุรกิจใหม่ หรือการปรับเปลี่ยนการผลิตในภาคเกษตร โดยเชื่อมโยงกับการตลาดนำการผลิต ซึ่งเป็นแนวทางที่กระทรวงพาณิชย์เคยผลักดัน 10


5. บทวิพากษ์: ผลกระทบต่อวินัยทางการคลังและจริยวิบัติ (Moral Hazard)

แม้เจตนาของนโยบายจะมุ่งช่วยเหลือประชาชน แต่ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายสาธารณะ นโยบายนี้เปรียบเสมือน "ยาพิษเคลือบน้ำตาล" ที่อาจส่งผลเสียร้ายแรงในระยะยาว

5.1 กับดักจริยวิบัติ (Moral Hazard Dilemma)

ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดของนโยบาย "ล้างหนี้" หรือ "พักหนี้" คือการสร้างพฤติกรรมจริยวิบัติ (Moral Hazard) ในหมู่ลูกหนี้ 12

  • พฤติกรรมเบี้ยวหนี้เชิงกลยุทธ์ (Strategic Default): เมื่อรัฐบาลส่งสัญญาณว่าจะมีการช่วยเหลือครั้งใหญ่ ลูกหนี้ที่มีศักยภาพในการจ่ายหนี้อาจเลือกที่จะ "หยุดจ่าย" เพื่อรอเข้าร่วมโครงการ เพราะรู้สึกว่าการเป็น "คนดี" ที่จ่ายหนี้ตรงเวลาทำให้เสียเปรียบ (Disadvantage of being disciplined) สิ่งนี้จะทำให้ปริมาณ NPLs ในระบบพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเพียงเพราะการคาดการณ์นโยบาย

  • การทำลายวัฒนธรรมทางการเงิน (Erosion of Credit Culture): การล้างหนี้บ่อยครั้งจะปลูกฝังค่านิยมว่า "หนี้ไม่ต้องใช้คืน เดี๋ยวรัฐก็ช่วย" ซึ่งจะทำลายรากฐานของระบบสถาบันการเงินในระยะยาว เจ้าหนี้จะขาดความเชื่อมั่นและเข้มงวดการปล่อยกู้ หรือคิดดอกเบี้ยแพงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยง (Risk Premium) ส่งผลกระทบต่อคนรุ่นหลังที่ต้องการกู้เงินเพื่อสร้างตัว 26

5.2 ความเปราะบางทางการคลัง (Fiscal Fragility)

สถานะทางการคลังของไทยในปี 2569 ไม่ได้เข้มแข็งเหมือนในอดีต หนี้สาธารณะที่ระดับเกือบร้อยละ 70 ของ GDP 27 และงบประมาณขาดดุลต่อเนื่อง ทำให้รัฐบาลมีกระสุนดินดำจำกัด

  • ตารางที่ 1: สถานะทางการคลังปีงบประมาณ 2569

รายการจำนวน (ล้านล้านบาท)สัดส่วนต่อ GDP / งบประมาณนัยสำคัญ
วงเงินงบประมาณรายจ่าย3.78-งบประมาณตึงตัว เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเพียงเล็กน้อย
รายได้รัฐบาลสุทธิ2.92-จัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมาย สะท้อนเศรษฐกิจชะลอตัว
ดุลการคลัง (ขาดดุล)-0.864.4% ของ GDPขาดดุลสูงต่อเนื่อง เพิ่มความเสี่ยงหนี้สาธารณะ
ภาระชำระหนี้ภาครัฐ0.4211.16% ของงบประมาณ

ภาระดอกเบี้ยและเงินต้นเบียดบังงบลงทุน 28

หนี้สาธารณะคงค้าง13.09968.17% ของ GDPใกล้ชนเพดานวินัยการคลังที่ 70%

ที่มา: วิเคราะห์จากเอกสารงบประมาณและรายงานภาวะเศรษฐกิจ 27

จากตารางจะเห็นได้ว่า งบประมาณกว่าร้อยละ 11 ถูกใช้ไปเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐ หากนโยบายของพรรคโอกาสใหม่ต้องใช้เงินงบประมาณอีกมหาศาลในการชดเชยหนี้สินประชาชน จะทำให้ "งบลงทุน" ของประเทศลดน้อยลงจนแทบไม่เหลือ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะยิ่งชะลอตัวลง กลายเป็นวงจรที่ถดถอยไม่สิ้นสุด

5.3 ผลกระทบต่อเสถียรภาพสถาบันการเงิน

นโยบายที่บีบให้สถาบันการเงินต้องลดหนี้หรือพักหนี้เป็นเวลานาน จะกระทบต่อกระแสเงินสดและผลกำไรของธนาคาร โดยเฉพาะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) อย่าง ธ.ก.ส. และ ออมสิน ซึ่งเป็นแขนขาสำคัญของรัฐบาล หาก SFIs อ่อนแอลงจากการแบกรับภาระนโยบาย จะทำให้กลไกการส่งผ่านความช่วยเหลือทางการเงิน (Financial Transmission Mechanism) ไปสู่รากหญ้าเป็นอัมพาตได้ในอนาคต


6. การเปรียบเทียบเชิงยุทธศาสตร์: พรรคโอกาสใหม่ vs. รัฐบาลปัจจุบัน vs. พรรคประชาชน

เพื่อความชัดเจนในการวิเคราะห์ ตารางเปรียบเทียบต่อไปนี้จะแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของแนวทางการแก้หนี้ของแต่ละขั้วอำนาจ

ตารางที่ 2: เปรียบเทียบยุทธศาสตร์การแก้หนี้

มิติการเปรียบเทียบรัฐบาลปัจจุบัน (โครงการ "ปิดหนี้ไว ไปต่อได้")พรรคโอกาสใหม่ (นโยบาย "หมดทุกข์ หมดหนี้")พรรคประชาชน (Peoples Party)
ปรัชญาหลักแก้ปัญหาเฉพาะจุด (Targeted) เน้นกลุ่มเปราะบางที่สุดแก้ปัญหาแบบปูพรม (Universal/Broad-based) เน้นความรวดเร็วและทั่วถึงแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง (Structural Reform) เน้นการปรับเปลี่ยนการผลิต
กลุ่มเป้าหมาย

ลูกหนี้ NPL รายย่อย ยอดหนี้ < 100,000 บาท 20

ครอบคลุมทุกกลุ่ม ทั้งรายย่อย เกษตรกร และ SMEs รายกลางเกษตรกรและ SMEs ที่พร้อมปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจใหม่
เครื่องมือหลักบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ซื้อหนี้และปรับโครงสร้างการพักหนี้ระยะยาว, กองทุนล้างหนี้, นิรโทษกรรมเครดิตบูโร

คูปองเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต, การปรับปรุงระบบน้ำและดิน 30

แหล่งเงินทุน

กองทุนฟื้นฟูฯ (FIDF) และงบประมาณบางส่วน 31

การกู้เงินเพิ่ม (Public Borrowing), การใช้มาตรา 28 (Quasi-fiscal)การเกลี่ยงบประมาณใหม่ (Budget Reallocation), ตัดงบกองทัพ/งบไม่จำเป็น
ข้อดีรักษาวินัยการคลัง, ไม่บิดเบือนกลไกตลาดมากนักตอบโจทย์ความเดือดร้อนได้ทันที, ได้ใจฐานเสียงวงกว้างแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ, สร้างความยั่งยืนในระยะยาว
ข้อเสียช่วยเหลือได้วงจำกัด, ขั้นตอนซับซ้อน, ประชาชนส่วนใหญ่เข้าไม่ถึงสร้าง Moral Hazard สูง, ภาระการคลังมหาศาล, เสี่ยงต่อเครดิตประเทศเห็นผลช้า, ต้องอาศัยการปรับตัวของประชาชนซึ่งทำได้ยากในทางปฏิบัติ

ที่มา: สังเคราะห์จากข้อมูลนโยบายพรรคและมาตรการรัฐ 21


7. บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

นโยบายหาเสียง "คนไทยมีสุข หมดทุกข์ หมดหนี้" ของพรรคโอกาสใหม่ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการนำเสนอ "ทางลัด" (Shortcut) ในการแก้ปัญหาความยากจนและหนี้สินที่หมักหมม ด้วยบุคลิกผู้นำของนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ที่เป็น "นักปฏิบัติ" นโยบายนี้จึงมีความน่าสนใจและมีพลังในการดึงดูดคะแนนเสียงมหาศาล อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่แฝงมากับนโยบายนี้มีเดิมพันที่สูงยิ่งต่ออนาคตของประเทศ

ข้อเสนอแนะเพื่อความยั่งยืน

หากพรรคโอกาสใหม่ หรือรัฐบาลใดก็ตาม ต้องการนำนโยบายแก้หนี้ไปปฏิบัติจริง ควรพิจารณาปรับปรุงแนวทางดังนี้ เพื่อลดผลกระทบเชิงลบ:

  1. เปลี่ยนจาก "การแจก" เป็น "การแลกเปลี่ยน" (Conditionality): การช่วยเหลือหรือลดหนี้ไม่ควรเป็นแบบให้เปล่า (Unconditional) แต่ควรกำหนดเงื่อนไขที่เข้มงวด เช่น ผู้เข้าร่วมโครงการต้องผ่านการอบรมทักษะการเงิน (Financial Literacy), ต้องทำบัญชีครัวเรือน, หรือเกษตรกรต้องปรับเปลี่ยนพืชที่ปลูกตามความเหมาะสมของพื้นที่ (Zoning) เพื่อให้เกิดการปรับพฤติกรรมที่ยั่งยืน 13

  2. มุ่งเป้าที่ "การปรับโครงสร้างหนี้" มากกว่า "การยกหนี้": รัฐบาลควรเน้นบทบาทเป็น "ตัวกลาง" ในการเจรจาไกล่เกลี่ยหนี้ (Debt Mediation) และสนับสนุนกลไก AMC ให้ทำงานได้คล่องตัวขึ้น แทนที่จะนำเงินภาษีไปใช้หนี้แทนเอกชนโดยตรง

  3. การแยก "ลูกหนี้ดี" ออกจาก "ลูกหนี้เสีย": ควรมีมาตรการจูงใจ (Incentive) สำหรับลูกหนี้ที่มีวินัยดี เพื่อป้องกันไม่ให้คนกลุ่มนี้หยุดชำระหนี้ เช่น การลดดอกเบี้ยพิเศษ หรือการให้วงเงินสินเชื่อเพิ่มเติมสำหรับการขยายกิจการ

  4. บูรณาการฐานข้อมูลหนี้แห่งชาติ: รัฐบาลต้องเร่งเชื่อมโยงข้อมูลหนี้จากทุกแหล่ง (เครดิตบูโร, สหกรณ์, กยศ., หนี้นอกระบบ) เพื่อให้เห็นภาพรวมหนี้ของแต่ละบุคคลที่แท้จริง ซึ่งจะช่วยให้การออกแบบมาตรการช่วยเหลือมีความแม่นยำและไม่ซ้ำซ้อน 32

ท้ายที่สุด การเลือกตั้งปี 2569 จะเป็นบทพิสูจน์ว่า สังคมไทยจะเลือก "ยาแก้ปวด" ที่ระงับอาการได้ฉับพลันแต่เลี้ยงไข้ หรือจะยอมกลืน "ยาขม" เพื่อรักษาโรคร้ายให้หายขาด นโยบายของพรรคโอกาสใหม่ได้เปิดประเด็นที่ท้าทายสังคมไทยอย่างจัง และคำตอบจะอยู่ที่ปลายปากกาของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เปิดภูมิทัศน์เลือกตั้ง 2569 ศึกสามขั้ว ชนกันบนสมรภูมิ AI–นิติสงคราม–พลังเงียบ

วิเคราะห์ยุทธศาสตร์สื่อสารการเมือง พรรคการเมือง เทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้ลงคะแนนเสียง ก่อนวันชี้ชะตา 8 กุมภาพันธ์ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทน...