พรรคก้าวอิสระชู “ประกันหมู-หมา-แมวเบิกได้” จุดกระแส Pet Politics เขย่าสนามเลือกตั้ง 2569 นักวิชาการชี้โดนใจแต่ติดกำแพงกฎหมาย-การคลัง
การเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 ไม่ได้มีเพียงนโยบายเศรษฐกิจมหภาคหรือการเมืองเชิงอุดมการณ์เป็นแกนหลัก หากแต่เริ่มปรากฏ “การเมืองเชิงประเด็นเฉพาะกลุ่ม” อย่างชัดเจน ล่าสุด นโยบาย “ประกันหมู-หมา-แมวเบิกได้” หรือที่เรียกกันว่า “ประกัน 22 บาท” ของพรรคก้าวอิสระ ภายใต้การนำของ น.ส.กชพร เวโรจน์ (มาดามหยก) กลายเป็นกรณีศึกษาที่ถูกจับตาในฐานะตัวแทนของปรากฏการณ์ “Pet Politics” ในสังคมไทย
รายงานวิเคราะห์เชิงประจักษ์ซึ่งสังเคราะห์ข้อมูลด้านนโยบายสาธารณะ กฎหมาย และการคลัง ระบุว่า นโยบายดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการเมืองเชิงอุดมการณ์ ไปสู่การเมืองที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความกังวลเฉพาะหน้าของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยเฉพาะกลุ่มคนเมือง คนรุ่นใหม่ และครัวเรือนที่เลี้ยงสัตว์เสมือนสมาชิกครอบครัว
รีแบรนด์พรรค-รีแบรนด์ฐานเสียง
พรรคก้าวอิสระ ซึ่งรีแบรนด์จากพรรครวมแผ่นดินและพรรคพลังชาติไทย วางตำแหน่งตัวเองเป็นพรรคสายกลาง ใช้ภาพลักษณ์ “จิตอาสา พัฒนาประเทศ” และเน้นนโยบายเศรษฐกิจจุลภาคที่กระทบชีวิตประจำวัน หนึ่งในนั้นคือภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงสัตว์ ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจที่เปราะบาง หนี้ครัวเรือนสูง และสังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ
นักวิชาการชี้ว่า การหยิบยก “หมู-หมา-แมว” มาอยู่ในนโยบายเดียวกัน เป็นกลยุทธ์การสื่อสารที่แยบยล เชื่อมโยงคนเมืองผู้เลี้ยงสัตว์เลี้ยง กับเกษตรกรรายย่อยผู้เลี้ยงสุกร ภายใต้กรอบ “การดูแลสัตว์” และ “คุณภาพชีวิต”
Pet Economy โตจริง แต่ประกัน 22 บาทเป็นไปได้แค่ไหน
ข้อมูลตลาดระบุว่า เศรษฐกิจสัตว์เลี้ยงไทยมีมูลค่ารวมราว 8 หมื่นล้านบาท และเติบโตเฉลี่ย 8–10% ต่อปี ค่าใช้จ่ายดูแลสัตว์เลี้ยงแบบ “ลูก” สูงถึงกว่า 4–5 หมื่นบาทต่อตัวต่อปี โดยเฉพาะค่ารักษาพยาบาลที่อาจพุ่งหลักหมื่นถึงหลักแสนบาท ทำให้แนวคิดประกันสัตว์เลี้ยงได้รับความสนใจ
อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ทางการคลังพบว่า เบี้ย “22 บาท” ไม่อาจทำหน้าที่เป็นเบี้ยประกันเชิงพาณิชย์ได้จริง หากมีสัตว์เลี้ยงเข้าโครงการหลายล้านตัว เงินกองทุนจะไม่เพียงพอทันที นักวิชาการจึงประเมินว่า ตัวเลขดังกล่าวน่าจะเป็นเพียง “ค่าลงทะเบียน” เพื่อรับสิทธิ์สวัสดิการที่รัฐต้องอุดหนุนงบประมาณจำนวนมาก
ติดกำแพงกฎหมาย: สัตว์คือทรัพย์สิน ไม่ใช่ผู้ป่วย
อุปสรรคสำคัญที่สุดของนโยบายนี้ ไม่ใช่ความนิยม แต่คือโครงสร้างกฎหมาย ปัจจุบันสัตว์เลี้ยงยังมีสถานะเป็น “ทรัพย์สิน” ตามกฎหมายแพ่ง รัฐจึงไม่สามารถใช้งบประมาณแผ่นดินจ่ายค่ารักษาพยาบาลทรัพย์สินส่วนบุคคลได้ เว้นแต่เพื่อประโยชน์สาธารณะ เช่น การป้องกันโรคติดต่อสู่คน
แม้ อปท. จะสามารถใช้งบเพื่อฉีดวัคซีนหรือทำหมันภายใต้ภารกิจสาธารณสุข แต่ยังไม่มีฐานกฎหมายรองรับการ “เบิกค่ารักษาโรคทั่วไป” ของสุนัขและแมว หากไม่แก้ไขกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ผู้บริหารท้องถิ่นอาจเสี่ยงถูกชี้มูลความผิดจากการใช้จ่ายงบผิดประเภท
การเมืองสัตว์เลี้ยง: จุดประเด็นใหม่ในสนามเลือกตั้ง
รายงานสรุปว่า นโยบาย “ประกันหมู-หมา-แมวเบิกได้” มีจุดแข็งด้านการสื่อสารและการเข้าถึงอารมณ์ผู้เลือกตั้งอย่างสูง แต่มีจุดอ่อนด้านความยั่งยืนทางการคลังและข้อจำกัดทางกฎหมาย พร้อมเสนอให้ปรับเป็นโมเดลร่วมจ่าย เน้นการป้องกันโรค และใช้ความร่วมมือรัฐ-เอกชน แทนการให้รัฐจ่ายทั้งหมด
ไม่ว่าพรรคก้าวอิสระจะได้ร่วมรัฐบาลหรือไม่ นักวิชาการเห็นตรงกันว่า นโยบายนี้ได้ “ตั้งวาระ” ใหม่ให้การเมืองไทยอย่างชัดเจน ทำให้ “สัตว์เลี้ยง” ถูกยกระดับจากเรื่องส่วนตัวหรือการกุศล ไปสู่ประเด็นนโยบายสาธารณะที่พรรคการเมืองไม่อาจมองข้ามในการเลือกตั้งปี 2569 และหลังจากนั้น.
การวิเคราะห์เชิงประจักษ์: นโยบายสาธารณะและยุทธศาสตร์การหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ของพรรคก้าวอิสระ กรณีศึกษาโครงการ "ประกันหมู-หมา-แมวเบิกได้" และพลวัตทางการเมืองเรื่องสัตว์เลี้ยง (Pet Politics)
บทคัดย่อ
รายงานการวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์เจาะลึกในเชิงวิชาการต่อนโยบายหาเสียงเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 ของ "พรรคก้าวอิสระ" ภายใต้การนำของ นางสาวกชพร เวโรจน์ (มาดามหยก) โดยเฉพาะนโยบายสวัสดิการสุขภาพสัตว์เลี้ยงและปศุสัตว์รายย่อย หรือที่รู้จักในนาม "ประกันหมู-หมา-แมวเบิกได้" (ประกัน 22 บาท) การศึกษานี้สังเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารวิชาการ รายงานสถิติตลาด สตัวบทกฎหมาย และงบประมาณแผ่นดิน เพื่อประเมินความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ (Feasibility Study) ความสอดคล้องทางกฎหมาย (Legal Compliance) และความคุ้มค่าทางการคลัง (Fiscal Responsibility)
ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า นโยบายดังกล่าวเป็นหมุดหมายสำคัญของการเปลี่ยนผ่านภูมิทัศน์การเมืองไทยจาก "การเมืองเชิงอุดมการณ์" (Ideological Politics) สู่ "การเมืองเชิงประเด็นเฉพาะกลุ่ม" (Niche-Issue Politics) โดยอาศัยกระแส "Pet Humanization" เป็นแรงขับเคลื่อน อย่างไรก็ตาม รายงานฉบับนี้ค้นพบอุปสรรคเชิงโครงสร้างขนาดใหญ่ ทั้งในแง่กรอบกฎหมายวินัยการเงินการคลังที่จำกัดการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อทรัพย์สินส่วนบุคคล ความขัดแย้งกับระเบียบราชการส่วนท้องถิ่น และความเสี่ยงทางการคลังจากการบิดเบือนกลไกราคาประกันภัย
บทที่ 1: บทนำและบริบททางการเมืองไทยสู่การเลือกตั้งปี 2569
1.1 ภูมิทัศน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจก่อนการเลือกตั้ง 2569
การเลือกตั้งทั่วไปในปี 2569 เกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะความเปราะบางทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรครั้งสำคัญของประเทศไทย ข้อมูลจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจและการเมืองหลายแห่งบ่งชี้ว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับ "กับดักรายได้ปานกลาง" และภาวะหนี้ครัวเรือนที่สูงเป็นประวัติการณ์
บริบทดังกล่าวส่งผลให้ "นโยบายประชานิยมแบบดั้งเดิม" (Traditional Populism) เช่น การแจกเงินดิจิทัลหรือการประกันราคาพืชผล เริ่มมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและขาดแรงดึงดูดใจต่อชนชั้นกลางรุ่นใหม่ พรรคการเมืองต่าง ๆ จึงต้องปรับตัวด้วยการแสวงหาฐานเสียงใหม่ผ่าน "นโยบายที่เจาะจงกลุ่มเป้าหมาย" (Targeted Populism) หรือ "Micro-policy" ที่ตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์และความกังวลเฉพาะหน้าของประชาชน
1.2 การกำเนิดใหม่ของ "พรรคก้าวอิสระ" และยุทธศาสตร์การสร้างแบรนด์
พรรคก้าวอิสระ (Kao Isara Party) เดิมคือ "พรรครวมแผ่นดิน" และ "พรรคพลังชาติไทย" ได้ทำการรีแบรนด์ครั้งใหญ่เพื่อสู้ศึกเลือกตั้งปี 2569
ความเป็นกลาง (Centrist): พยายามก้าวข้ามความขัดแย้งระหว่างขั้วอำนาจเก่าและใหม่ โดยใช้สีม่วงเป็นสัญลักษณ์
3 ภาพลักษณ์จิตอาสา: ชูจุดขายเรื่องประสบการณ์ทำงานภาคประชาสังคมและจิตอาสามากว่า 28 ปี สะท้อนผ่านคำขวัญ "จิตอาสา พัฒนาประเทศ"
4 นโยบายปากท้องและคุณภาพชีวิต: เน้นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจระดับจุลภาค (Micro-economics) ที่กระทบต่อชีวิตประจำวัน เช่น ค่าไฟ พลังงานสะอาด และที่สำคัญที่สุดคือ "ภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงสัตว์"
1.3 ความสำคัญของนโยบาย "ประกันหมู-หมา-แมว"
นโยบาย "ประกันราคาถูก 22 บาท" สำหรับสัตว์เลี้ยงและปศุสัตว์
มิติทางสังคม: ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่และคนโสดที่เลี้ยงสัตว์แทนลูก (Pet Parents)
มิติทางเศรษฐกิจ: ครอบคลุมเกษตรกรรายย่อยผู้เลี้ยงสุกร (หมู) ซึ่งมักถูกละเลยจากนโยบายประกันภัยพืชผล
มิติทางจิตวิทยา: สร้างภาพลักษณ์พรรคที่ "เข้าถึงง่าย" "มีความเมตตา" และ "เข้าใจวิถีชีวิตคนเมือง"
บทที่ 2: ปรากฏการณ์ Pet Humanization และพลวัตเศรษฐกิจสัตว์เลี้ยงในประเทศไทย
เพื่อประเมินความสมเหตุสมผลของนโยบาย จำเป็นต้องวิเคราะห์โครงสร้างตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างลึกซึ้ง
2.1 การขยายตัวของเศรษฐกิจสัตว์เลี้ยง (Pet Economy)
ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) และบริษัทวิจัยตลาดชั้นนำ ระบุว่าตลาดสัตว์เลี้ยงของไทยมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด มูลค่าตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงเพียงอย่างเดียวพุ่งสูงถึง 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 และคาดว่าจะแตะ 2.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025
ตารางที่ 2.1: ประมาณการมูลค่าตลาดสัตว์เลี้ยงและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง (2024-2032)
| ประเภทธุรกิจ | มูลค่าตลาดปี 2025 (ประมาณการ) | อัตราการเติบโต (CAGR) | ปัจจัยขับเคลื่อนหลัก |
| อาหารสัตว์เลี้ยง | 2.2 พันล้าน USD | 5.71% (Volume) | Premiumization, อาหารเพื่อสุขภาพ |
| ประกันภัยสัตว์เลี้ยง | 45.9 - 200 ล้าน USD | 18% | ค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้น |
| การดูแลสุขภาพสัตว์ (Vet Care) | ส่วนหนึ่งของตลาดรวม 6.9 หมื่นล้านบาท | N/A | Aging Pet Population |
| ตลาดรวมสัตว์เลี้ยง (ไทย) | ~80,000 ล้านบาท | 8-10% | Pet Humanization |
2.2 การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างประชากร: จาก "เจ้าของ" สู่ "พ่อแม่"
คำว่า "Pet Humanization" ไม่ใช่เพียงคำทางการตลาด แต่เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมวิทยา
ครอบครัวเดี่ยวและสังคมผู้สูงอายุ: อัตราการเกิดที่ต่ำลงทำให้สัตว์เลี้ยงเข้ามาแทนที่บุตรหลาน ข้อมูลระบุว่าครัวเรือนไทยกว่า 8 ล้านครัวเรือนมีสัตว์เลี้ยง และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 10 ล้านครัวเรือน
11 การยกระดับคุณภาพชีวิต: ผู้เลี้ยงสัตว์ยินดีจ่ายเงินซื้ออาหารเกรดพรีเมียม (Premiumization) และบริการทางการแพทย์ที่ดีที่สุด สะท้อนจากการเติบโตของโรงพยาบาลสัตว์และคลินิกเฉพาะทาง
9 ภาระค่าใช้จ่าย (Pain Points): แม้ความรักจะมีมาก แต่ภาระค่าใช้จ่ายก็สูงตาม ข้อมูลปี 2568 ระบุค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการดูแลสัตว์เลี้ยงแบบ "ลูก" อยู่ที่ประมาณ 41,100 - 50,000 บาทต่อตัวต่อปี
10 ค่ารักษาพยาบาลกรณีเจ็บป่วยรุนแรงอาจสูงถึง 50,000 บาทต่อครั้ง ซึ่งสร้างความเสี่ยงทางการเงินให้กับชนชั้นกลาง14
2.3 ช่องว่างทางการตลาดที่นโยบายพยายามเติมเต็ม
ปัจจุบัน ตลาดประกันภัยสัตว์เลี้ยงในไทยยังมีการเข้าถึง (Penetration Rate) ต่ำ เนื่องจากเบี้ยประกันที่ค่อนข้างสูง (5,000 - 15,000 บาท/ปี) และเงื่อนไขที่ซับซ้อน
บทที่ 3: การวิเคราะห์เชิงลึกต่อนโยบาย "ประกันหมู-หมา-แมวเบิกได้"
นโยบายนี้มีความซับซ้อนมากกว่าแค่สโลแกนหาเสียง โดยมีการผสานมิติของ "สัตว์เลี้ยง" และ "สัตว์เศรษฐกิจ" เข้าด้วยกัน
3.1 สัญวิทยาของ "หมู-หมา-แมว" (Semiotics of the Policy)
การรวม "หมู" เข้ากับ "หมา-แมว" เป็นกลยุทธ์การสื่อสารทางการเมืองที่ชาญฉลาด:
หมา-แมว (Pets): เป็นตัวแทนของ "Urban Lifestyle" ความละเอียดอ่อนทางอารมณ์ และกลุ่มคนเมือง
หมู (Livestock): เป็นตัวแทนของ "Rural Economy" ปากท้องเกษตรกร และความมั่นคงทางอาหาร
การรวมคำเหล่านี้เข้าด้วยกันทำให้พรรคก้าวอิสระสามารถสื่อสารกับคนสองกลุ่มที่มีความต้องการต่างกันได้อย่างกลมกลืน ภายใต้ร่มเงาของคำว่า "สัตว์" และ "การดูแล"
3.2 ความเป็นไปได้ของราคา "22 บาท"
ตัวเลข "22 บาท" ที่ถูกนำเสนอ
ราคาตลาด: เบี้ยประกันอุบัติเหตุและสุขภาพสัตว์เลี้ยงขั้นต่ำในตลาดอยู่ที่ประมาณ 500 - 3,000 บาทต่อปี (สำหรับแผนประหยัด) และสูงกว่า 10,000 บาทสำหรับแผนครบวงจร
16 การวิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์ประกันภัย: ด้วยเบี้ย 22 บาท หากมีสัตว์เลี้ยง 10 ล้านตัว จะเก็บเงินได้ 220 ล้านบาท แต่หากมีสุนัขป่วยหนักเพียง 10,000 ตัว (0.1% ของประชากร) ด้วยค่ารักษาเฉลี่ย 20,000 บาท จะต้องใช้เงินถึง 200 ล้านบาท เงินกองทุนจะหมดลงทันที
ข้อสรุป: ตัวเลข 22 บาท ไม่สามารถเป็น "เบี้ยประกันเชิงพาณิชย์" ได้ แต่ต้องเป็นรูปแบบของ "ค่าธรรมเนียมการลงทะเบียน" (Registration Fee) เพื่อรับสิทธิ์สวัสดิการที่รัฐต้อง "อุดหนุน" (Subsidize) งบประมาณส่วนต่างมหาศาล
3.3 ขอบเขตความคุ้มครอง
นโยบายระบุถึงการ "เบิกได้" และ "ลดภาระค่าใช้จ่ายสำหรับโรคที่ไม่รุนแรง"
บทที่ 4: นิติวิทยาและโครงสร้างกฎหมาย: กำแพงกั้นนโยบาย
อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของนโยบายนี้ไม่ใช่เรื่องงบประมาณ แต่เป็น "สถานะทางกฎหมาย" และ "อำนาจหน้าที่ของรัฐ"
4.1 สัตว์เลี้ยงในฐานะ "ทรัพย์สิน" vs. "สิทธิผู้ป่วย"
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และพ.ร.บ. ป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ สัตว์เลี้ยงมีสถานะเป็น "ทรัพย์สิน" (Property) ของเจ้าของ
กรณีศึกษา: รัฐสามารถซ่อมแซมบ้านที่เสียหายจากน้ำท่วมได้ตามระเบียบช่วยเหลือผู้ประสบภัย
21 แต่รัฐไม่สามารถจ่ายค่าซ่อมสีรถยนต์ให้ประชาชนได้ฉันใด รัฐก็อาจไม่สามารถจ่ายค่ารักษา "ขาหัก" ของสุนัขที่มีเจ้าของได้ฉันนั้น ยกเว้นกรณีโรคระบาดที่อาจติดต่อสู่คน (Zoonosis)
4.2 ความขัดแย้งเชิงอำนาจ: อปท. สตง. และคณะกรรมการกฤษฎีกา
ประเด็นการใช้งบประมาณท้องถิ่น (อปท.) เพื่อสัตว์เลี้ยงเป็นประเด็นข้อกฎหมายที่ถกเถียงกันมายาวนาน
ความเห็น สตง. (เดิม): เคยทักท้วงว่าการจัดซื้อวัคซีนพิษสุนัขบ้าไม่ใช่ภารกิจโดยตรงของ อปท. และเจ้าของสัตว์ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองตามมาตรา 5 พ.ร.บ. โรคพิษสุนัขบ้า
23 ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา: ได้วินิจฉัยวางแนวทางว่า อปท. สามารถ ดำเนินการฉีดวัคซีนและทำหมันได้ ภายใต้อำนาจหน้าที่ในการ "ป้องกันและระงับโรคติดต่อ" และ "การสาธารณสุข"
23 ข้อจำกัดสำคัญ: ความเห็นกฤษฎีกาและระเบียบกระทรวงมหาดไทยเปิดช่องเฉพาะ "การป้องกันโรค" (Prevention) เช่น วัคซีนและทำหมัน เพื่อคุมประชากรและป้องกันโรคระบาดสู่คน แต่ยังไม่มีการตีความที่ครอบคลุมถึง "การรักษาพยาบาล" (Treatment) โรคทั่วไปที่ไม่ใช่โรคติดต่อ (NCDs in pets) เช่น โรคไต เบาหวาน หรือมะเร็ง
บทสรุปทางกฎหมาย: หากพรรคก้าวอิสระจะผลักดันนโยบาย "เบิกค่ารักษาพยาบาลทั่วไป" จำเป็นต้องมีการแก้ไข พ.ร.บ. จัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการใช้จ่ายเงินอุดหนุนอย่างขนานใหญ่ มิเช่นนั้นผู้บริหารท้องถิ่นจะเสี่ยงต่อการถูกชี้มูลความผิดฐานใช้จ่ายเงินผิดประเภท
4.3 พ.ร.บ. โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 กับนิยาม "สัตว์"
กฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจอธิบดีกรมปศุสัตว์ในการประกาศเขตโรคระบาดและสั่งทำลายสัตว์ โดยมีการชดเชยให้เจ้าของสัตว์ไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของราคาตลาด
จุดเชื่อมโยง: นี่คือกฎหมายที่รองรับการชดเชย "หมู" (สัตว์เศรษฐกิจ)
ช่องว่าง: กฎหมายเน้นการ "ชดเชยเมื่อตาย/ถูกทำลาย" หรือ "ป้องกันโรค" ไม่ใช่การ "รักษาให้หาย" ดังนั้นโครงสร้างกฎหมายปัจจุบันจึงไม่เอื้อต่อนโยบายประกันสุขภาพสัตว์เลี้ยงแบบรักษาพยาบาล
4.4 ระเบียบ กทม. 2569: การปะทะกันของนโยบาย (Regulatory Clash)
ในปี 2569 กรุงเทพมหานครจะเริ่มบังคับใช้ข้อบัญญัติใหม่ที่เข้มงวดมาก
การจำกัดจำนวนสัตว์: ตามขนาดพื้นที่ (Space-based limits) เช่น คอนโดเลี้ยงได้ไม่เกิน 1 ตัว บ้านเดี่ยว 50 ตร.วา ไม่เกิน 3 ตัว
การบังคับจดทะเบียน: ฝ่าฝืนมีโทษปรับ
นัยต่อนโยบาย: นโยบาย "ประกัน 22 บาท" อาจกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการจูงใจให้คนนำสัตว์มาจดทะเบียน (Register) เพื่อแลกสิทธิ์ประกัน ซึ่งจะช่วยให้ กทม. มีฐานข้อมูลที่แม่นยำขึ้น แต่ในทางกลับกัน หากสวัสดิการดีเกินไป อาจจูงใจให้คนเลี้ยงสัตว์เกินขีดความสามารถ (Over-ownership) ซึ่งขัดแย้งกับเจตนารมณ์ของการจำกัดจำนวนสัตว์
บทที่ 5: การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางการคลังและงบประมาณ (Financial Feasibility)
5.1 โครงสร้างงบประมาณกรมปศุสัตว์และกระทรวงเกษตรฯ
ปีงบประมาณ 2569 กระทรวงเกษตรฯ ได้รับจัดสรรงบประมาณ 130,111 ล้านบาท โดยเป็นส่วนของ กรมปศุสัตว์เพียง 5,820.5 ล้านบาท
งบประมาณกรมปศุสัตว์ส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับงบบุคลากรและงบดำเนินงานประจำ (Fixed Cost) เช่น การเฝ้าระวังโรคระบาดในปศุสัตว์ส่งออก
32 Scenario Analysis: หากรัฐต้องอุดหนุนค่ารักษาพยาบาลสัตว์เลี้ยง
สมมติประชากรสัตว์เลี้ยงเข้าโครงการ 5 ล้านตัว
รัฐอุดหนุนเพียง 1,000 บาท/ตัว/ปี (ซึ่งต่ำมากเมื่อเทียบกับค่ารักษาจริง)
งบประมาณที่ต้องใช้ = 5,000 ล้านบาท
ผลลัพธ์: ต้องใช้งบประมาณเกือบเท่ากับงบกรมปศุสัตว์ทั้งกรม ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติภายใต้กรอบงบประมาณปกติ ต้องมีการใช้งบกลางหรือตั้งกองทุนใหม่
5.2 การเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายจริง vs. สิ่งที่นโยบายสัญญา
ตารางที่ 5.1 แสดงให้เห็นถึงช่องว่างทางการคลัง (Fiscal Gap) ที่นโยบายต้องเผชิญ
ตารางที่ 5.1: เปรียบเทียบต้นทุนจริงและข้อเสนอนโยบาย
| รายการบริการ | ราคามาตรฐาน (เอกชน) | ราคาบริการ (คลินิก กทม./รัฐ) | นโยบายพรรคก้าวอิสระ (คาดการณ์จากโมเดล 22 บาท) | ส่วนต่างที่ต้องอุดหนุน |
| ตรวจสุขภาพทั่วไป | 500 - 1,000 บาท | 50 - 100 บาท | ฟรี / เบิกได้ | 100% |
| วัคซีนพิษสุนัขบ้า | 300 - 500 บาท | ฟรี / 390 บาท | ฟรี | 0 - 390 บาท |
| ทำหมัน (สุนัข/แมว) | 1,500 - 5,000 บาท | ฟรี (มีโควตาจำกัด) | เบิกได้ | 1,500+ บาท |
| ผ่าตัดใหญ่ (เช่น ขาหัก) | 20,000 - 50,000 บาท | N/A (ส่งต่อ รพ.สัตว์มหาวิทยาลัย) | เบิกได้ (บางส่วน?) | 20,000+ บาท |
| เบี้ยประกันต่อปี | 5,000 - 15,000 บาท | N/A | 22 บาท | ~4,978 บาท |
5.3 ความเสี่ยงทางการคลัง (Fiscal Risks)
งบประมาณบานปลาย (Budget Blowout): เช่นเดียวกับโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ในช่วงแรกงบประมาณอาจพุ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก เนื่องจาก "อุปสงค์ที่อั้นไว้" (Pent-up Demand) ของสัตว์เลี้ยงที่ป่วยแต่ไม่เคยได้รับการรักษา
ภาระของสถานพยาบาลรัฐ: ปัจจุบันสถานพยาบาลสัตว์ของรัฐ (เช่น คลินิก กทม., รพ.สัตว์มหาวิทยาลัย) มีจำนวนจำกัดและคิวยาวมาก การประกาศนโยบายนี้โดยไม่เพิ่มโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) จะทำให้ระบบบริการล่มสลาย
บทที่ 6: บทเรียนจากต่างประเทศ: ไทยจะเป็นรายแรกของโลก?
การเปรียบเทียบกับโมเดลในต่างประเทศช่วยฉายภาพความเป็นจริงของนโยบายนี้
6.1 โมเดลตลาดยุโรปและอเมริกา (Market-Driven Model)
ในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหราชอาณาจักร สวีเดน และสหรัฐอเมริกา รัฐ ไม่ อุดหนุนค่ารักษาพยาบาลสัตว์เลี้ยงส่วนบุคคล (Non-basic veterinary care)
ระบบประกันภัย: ใช้ระบบประกันภัยภาคเอกชนที่เข้มแข็ง (Pet Insurance) โดยมีอัตราการทำประกัน (Penetration Rate) สูง เช่น ในสวีเดนสูงถึงกว่า 50%
39 การช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย: ดำเนินการผ่านองค์กรการกุศล (NGOs) หรือมูลนิธิ เช่น Blue Cross ใน UK หรือ Voucher โปรแกรมในสหรัฐฯ ที่ช่วยค่าทำหมัน
37
6.2 ความเป็นเอกลักษณ์ของข้อเสนอไทย
นโยบายของพรรคก้าวอิสระที่เสนอให้ "รัฐ" เข้ามามีบทบาทหลักในลักษณะ "สวัสดิการกึ่งถ้วนหน้า" (State-Subsidized Welfare) สำหรับสัตว์เลี้ยง จึงถือเป็นนวัตกรรมทางนโยบายที่แทบไม่เคยมีมาก่อนในระดับโลก (Unprecedented Policy Innovation) ซึ่งสะท้อนวิธีคิดแบบ "รัฐอุปถัมภ์" ของการเมืองไทย ที่มองว่ารัฐมีหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของประชาชนในทุกมิติ
บทที่ 7: บทสรุป ข้อเสนอแนะ และฉากทัศน์ในอนาคต
7.1 สรุปผลการวิเคราะห์
นโยบาย "ประกันหมู-หมา-แมวเบิกได้" ของพรรคก้าวอิสระ เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจของ "การเมืองเรื่องสัตว์เลี้ยง" (Pet Politics) ที่พยายามตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงทางสังคม
จุดแข็ง: เข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกของผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ดีเยี่ยม (High Emotional Engagement) และตอบโจทย์ Pain Point เรื่องค่าใช้จ่าย
จุดอ่อน: ขาดความเป็นไปได้ทางการคลังในระยะยาว และติดขัดข้อกฎหมายเรื่องการใช้จ่ายเงินแผ่นดินเพื่อทรัพย์สินส่วนบุคคล รวมถึงความขัดแย้งกับภารกิจหลักของ อปท. ที่เน้นเพียงการป้องกันโรค
7.2 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย (Policy Recommendations)
หากต้องการผลักดันนโยบายนี้ให้เป็นจริง ควรปรับรูปแบบจาก "สวัสดิการรัฐจ่าย" มาเป็น:
โมเดลร่วมจ่าย (Co-payment/Micro-insurance): รัฐสนับสนุนเบี้ยประกันส่วนหนึ่ง (เช่น 22 บาท เป็นเงินตั้งต้น) และเจ้าของสัตว์จ่ายสมทบ เพื่อให้กองทุนเลี้ยงตัวเองได้
เน้นการป้องกันนำการรักษา (Prevention First): จำกัดสิทธิการเบิกจ่ายเฉพาะวัคซีน การทำหมัน และการตรวจสุขภาพเบื้องต้น ซึ่งสอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของ อปท. และช่วยลดปัญหาสัตว์จรจัดในระยะยาว
ความร่วมมือรัฐ-เอกชน (PPP): ใช้คลินิกเอกชนเป็นหน่วยบริการ (Service Node) โดยรัฐจ่ายค่าตอบแทนตามรายการ (Fee-for-service) ในอัตราที่ตกลงกัน เพื่อลดภาระการลงทุนสร้างสถานพยาบาลรัฐ
7.3 ฉากทัศน์หลังการเลือกตั้ง 2569 (Post-Election Scenarios)
ไม่ว่าพรรคก้าวอิสระจะได้เป็นรัฐบาลหรือไม่ นโยบายนี้ได้ "จุดประเด็น" (Set the Agenda) ให้สังคมและพรรคการเมืองอื่นต้องหันมามอง "สัตว์เลี้ยง" ในฐานะตัวแปรทางการเมืองที่ไม่สามารถมองข้ามได้อีกต่อไป การเลือกตั้งปี 2569 จะเป็นจุดเริ่มต้นที่นโยบายสวัสดิการสัตว์จะถูกยกระดับจากการกุศลสู่ "สิทธิประโยชน์ทางสังคม" อย่างเป็นทางการ
ตารางผนวกข้อมูล (Data Appendix)
ตารางที่ A-1: งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 จำแนกตามหน่วยงานกระทรวงเกษตรฯ
| หน่วยงาน | งบประมาณ (ล้านบาท) | หมายเหตุ |
| กรมชลประทาน | 87,807.8 | งบลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน |
| กรมปศุสัตว์ | 5,820.5 | งบควบคุมโรคและมาตรฐาน |
| กรมประมง | 4,516.5 | |
| กรมการข้าว | 4,486.9 | |
| รวมกระทรวงเกษตรฯ | 130,111 | เพิ่มขึ้นจากปี 2568 (7,483 ลบ.) |
ตารางที่ A-2: โครงสร้างราคาค่าบริการทางสัตวแพทย์ (2568)
| รายการ | ราคา (บาท) | แหล่งข้อมูล |
| ฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้า | 390 (คลินิก กทม.) / 500+ (เอกชน) | |
| ทำหมันแมว (เพศเมีย) | 1,500 - 2,500 | |
| ผ่าตัดเนื้องอกสุนัข | 15,000 - 30,000 | |
| X-ray | 800 - 1,500 |


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น