วันเสาร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569

วุฒิสภาผนึก 8 ภาคี เปิดตัวโครงการ “เยาวชนสร้างสื่อ สื่อสร้างธรรม บำรุงศาสนา” ปรับเกมจริยธรรมไทยรับมือยุคดิจิทัล


เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ประเทศไทยก้าวอีกขั้นในการรับมือวิกฤตจริยธรรมยุคดิจิทัล เมื่อคณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับ 8 ภาคีเครือข่ายระดับชาติ ขับเคลื่อนโครงการ “เยาวชนสร้างสื่อ สื่อสร้างธรรม บำรุงศาสนา” มุ่งเปลี่ยนบทบาทเยาวชนจากผู้เสพสื่อ สู่ผู้สร้างสรรค์สื่อคุณธรรมอย่างมีวิจารณญาณ ท่ามกลางสังคมที่ถูกพลิกผันด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล




พิธีลงนามจัดขึ้น ณ ห้องประชุมสัมมนา B1-1 อาคารรัฐสภา โดยมี นางเอมอร ศรีกงพาน ประธานคณะกรรมาธิการฯ เป็นประธานในพิธี และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์วราวุธ ตีระนันทน์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านการศาสนา เป็นผู้กล่าวรายงาน สะท้อนเจตจำนงเชิงนโยบายที่ต้องการยกระดับการปลูกฝังคุณธรรมให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของเยาวชนในยุคโซเชียลมีเดีย


จากพิธีกรรมรัฐ สู่จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง

รายงานการวิจัยที่ใช้เป็นฐานคิดของโครงการ ระบุว่า ความร่วมมือครั้งนี้มิใช่เพียงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ทางราชการ หากแต่เป็น “จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง” ในการจัดการปัญหาศีลธรรมของชาติ โดยวุฒิสภาทำหน้าที่เป็นแกนกลางประสานความร่วมมือข้ามกระทรวง เพื่อทลายข้อจำกัดการทำงานแบบแยกส่วนของระบบราชการไทย

ภาคีทั้ง 8 หน่วยงาน ครอบคลุมตั้งแต่ระดับนโยบาย โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ระบบการศึกษา วัฒนธรรม ไปจนถึงระดับพื้นที่ ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการ กรมประชาสัมพันธ์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกรุงเทพมหานคร

ตอบโจทย์วิกฤตศรัทธา–ข่าวปลอม–ช่องว่างระหว่างวัย

ผลการศึกษาชี้ว่า แม้เยาวชนไทยเกือบร้อยละ 100 เข้าถึงอินเทอร์เน็ตและใช้สื่อออนไลน์เป็นประจำ แต่กลับเผชิญปัญหาความฉลาดรู้ทางดิจิทัล ความรุนแรงทางวาจา และข่าวปลอม ขณะเดียวกัน ความเชื่อมั่นต่อสถาบันศาสนาในรูปแบบดั้งเดิมลดลง สวนทางกับความนิยมในความเชื่อเชิงไสยศาสตร์และ “มูเตลู” ที่เติบโตบนแพลตฟอร์มออนไลน์

โครงการ “เยาวชนสร้างสื่อ สื่อสร้างธรรมฯ” จึงถูกออกแบบให้ใช้กระบวนการเรียนรู้เชิงรุก เปิดโอกาสให้เยาวชนตีความหลักธรรมผ่านการลงมือผลิตสื่อ ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอ ภาพถ่าย เกม หรือกิจกรรมออนไลน์ แทนการเรียนรู้แบบท่องจำ โดยมุ่งสร้างทั้งทักษะการใช้เทคโนโลยี การคิดเชิงจริยธรรม และภูมิคุ้มกันทางสังคม

เปลี่ยน “ธรรมะบนธรรมาสน์” สู่ “ธรรมะบนไทม์ไลน์”

แนวคิดสำคัญของโครงการ คือการผลักดัน “ธรรมะดิจิทัล” (Digital Dhamma) ให้สอดรับกับพฤติกรรมของคนรุ่น Gen Z และ Gen Alpha ผ่านการใช้ AI สื่อสร้างสรรค์ เกม และแพลตฟอร์มออนไลน์ ควบคู่กับการสอนจริยธรรมสื่อ กฎหมายดิจิทัล และการรู้เท่าทันอัลกอริทึม

ขณะเดียวกัน รายงานยังเตือนถึงความเสี่ยงของ “พุทธพาณิชย์” และการใช้ศาสนาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ในโลกออนไลน์ โดยเน้นย้ำว่า เยาวชนต้องได้รับการปลูกฝังมาตรฐานใหม่ของสื่อธรรมะที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ยึดยอดวิวเป็นตัวตั้ง

ความท้าทายและอนาคต

นักวิชาการเสนอว่า ความสำเร็จของโครงการจะขึ้นอยู่กับการเปิดพื้นที่ให้เยาวชนตั้งคำถามและตีความหลักธรรมในบริบทสมัยใหม่ ไม่ให้โครงการกลายเป็นเพียงการสื่อสารเชิงโฆษณาของรัฐ พร้อมเสนอให้กำหนดตัวชี้วัดทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เพื่อป้องกันปัญหาโครงการระยะสั้น

ในระยะยาว โครงการยังถูกมองว่าเป็นฐานรากสำคัญในการพัฒนา “พลเมืองดิจิทัลที่มีคุณภาพ” ซึ่งสามารถใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรม และเป็นพลังใหม่ในการบำรุงรักษาศาสนาและคุณค่าทางสังคม ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของศตวรรษที่ 21

การขับเคลื่อนโครงการ "เยาวชนสร้างสื่อ สื่อสร้างธรรม บำรุงศาสนา" และพลวัตใหม่แห่งจริยธรรมในยุคดิจิทัล


บทคัดย่อ

รายงานการวิจัยฉบับนี้มุ่งศึกษาวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับนัยสำคัญทางยุทธศาสตร์และผลกระทบทางสังคมของโครงการ "เยาวชนสร้างสื่อ สื่อสร้างธรรม บำรุงศาสนา" ซึ่งได้รับการประกาศใช้อย่างเป็นทางการผ่านพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569 ระหว่างคณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา กับ 8 ภาคีเครือข่ายระดับชาติ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสังเคราะห์กระบวนทัศน์ใหม่ในการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมให้แก่เยาวชนไทยในบริบทของสังคมพลิกผันทางดิจิทัล (Digital Disruption)

การศึกษานี้ครอบคลุมการวิเคราะห์ภูมิทัศน์สื่อและพฤติกรรมทางดิจิทัลของเยาวชนไทยในช่วงปี 2567-2569 การประเมินช่องว่างทางนโยบายและโครงสร้างพื้นฐานทางจริยธรรมของชาติ ตลอดจนการถอดบทเรียนจากปรากฏการณ์ "พุทธพาณิชย์" และอิทธิพลของสื่อสังคมออนไลน์ที่มีต่อศรัทธาทางศาสนา ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ความร่วมมือแบบบูรณาการข้ามกระทรวงในครั้งนี้ มิใช่เพียงพิธีกรรมทางรัฐประศาสนศาสตร์ แต่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการเปลี่ยนสถานะของเยาวชนจาก "ผู้บริโภคสื่อ" (Media Consumers) สู่ "ผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมทางธรรม" (Dhamma Innovators) ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความยั่งยืนให้กับระบบนิเวศทางศีลธรรมของประเทศ ท่ามกลางความท้าทายจากกระแสโลกาภิวัตน์และวิกฤตศรัทธาในสถาบันดั้งเดิม


บทที่ 1: ปฐมบทแห่งความร่วมมือ: นัยสำคัญเชิงโครงสร้างและบริบทแห่งการลงนาม

1.1 การอุบัติขึ้นของพันธสัญญา 29 มกราคม 2569

ในวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569 ณ ห้องประชุมสัมมนา B1-1 ชั้น B1 อาคารรัฐสภา ได้เกิดเหตุการณ์ที่มีความสำคัญยิ่งต่อทิศทางการพัฒนาสังคมและวัฒนธรรมของประเทศไทย นั่นคือพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MOU) เพื่อขับเคลื่อนโครงการ "เยาวชนสร้างสื่อ สื่อสร้างธรรม บำรุงศาสนา" เหตุการณ์นี้มิได้เป็นเพียงการประชุมหารือทั่วไป แต่เป็นการประกาศเจตจำนงทางการเมืองและสังคม (Socio-Political Will) ที่เข้มข้นที่สุดครั้งหนึ่งในการผนึกกำลังระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร เพื่อรับมือกับวิกฤตทางจริยธรรมที่มาพร้อมกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

แกนนำสำคัญในการขับเคลื่อนครั้งนี้คือ คณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา โดยมี นางเอมอร ศรีกงพาน ประธานคณะกรรมาธิการ เป็นประธานในพิธี และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์วราวุธ ตีระนันทน์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านการศาสนาฯ เป็นผู้กล่าวรายงานและขับเคลื่อนในระดับปฏิบัติการ การที่ฝ่ายวุฒิสภาลงมาเป็น "เจ้าภาพ" ในการประสานรอยต่อระหว่างกระทรวง แสดงให้เห็นถึงความตระหนักในปัญหาระดับโครงสร้างที่ไม่สามารถแก้ได้ด้วยหน่วยงานเดียว

1.2 โครงสร้างภาคีเครือข่าย: การบูรณาการข้ามสายงาน (Cross-Functional Integration)

ความโดดเด่นของ MOU ฉบับนี้อยู่ที่องค์ประกอบของภาคีเครือข่ายทั้ง 8 หน่วยงาน ซึ่งครอบคลุมทุกมิติที่จำเป็นต่อการสร้างระบบนิเวศสื่อคุณธรรม ได้แก่:

  1. กระทรวงมหาดไทย: นำโดย นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงฯ การเข้าร่วมของกระทรวงมหาดไทยมีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์สูงสุด เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่กุมกลไกการปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศ ซึ่งเป็น "ท่อส่ง" นโยบายลงสู่ระดับฐานรากและชุมชนหมู่บ้าน

  2. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.): นำโดย นางสาววราภรณ์ รุ่งตระการ รองปลัดกระทรวงฯ รับผิดชอบในมิติของปัญญาประดิษฐ์ งานวิจัย และเครือข่ายมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นแหล่งรวมของเยาวชนระดับอุดมศึกษาที่มีศักยภาพในการผลิตสื่อขั้นสูง

  3. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DES): นำโดย นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงฯ รับผิดชอบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ความปลอดภัยไซเบอร์ และการกำกับดูแลแพลตฟอร์มออนไลน์

  4. กระทรวงวัฒนธรรม: นำโดย นางโชติกา อัครกิจโสภากุล รองปลัดกระทรวงฯ ทำหน้าที่เป็น "คลังปัญญา" และผู้ดูแลมรดกทางวัฒนธรรมและศาสนา เพื่อให้มั่นใจว่าเนื้อหาที่ถูกผลิตขึ้นมีความถูกต้องและเหมาะสม

  5. กรมประชาสัมพันธ์: นำโดย นายพรพิทักษ์ แม้นศิริ รองอธิบดีฯ ทำหน้าที่เป็น "กระบอกเสียง" ในการขยายผลและกระจายสื่อสร้างสรรค์ผ่านช่องทางสื่อสารมวลชนของรัฐ

  6. กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา: นำโดย นายอุดม มัตสยะวนิชกูล เชื่อมโยงมิติทางศาสนากับการท่องเที่ยวเชิงศรัทธา (Faith-based Tourism) และกิจกรรมนันทนาการสำหรับเยาวชน

  7. กระทรวงศึกษาธิการ: นำโดย นายอำนาจ สายฉลาด ดูแลหลักสูตรและการพัฒนาเยาวชนในระบบโรงเรียนขั้นพื้นฐาน

  8. กรุงเทพมหานคร: นำโดย นางสาวพิศมัย เรืองศิลป์ รับผิดชอบพื้นที่เมืองหลวงซึ่งเป็นศูนย์กลางของความเปลี่ยนแปลงและกระแสวัฒนธรรมดิจิทัล

1.3 สภาวะวิกฤตที่เป็นแรงผลักดัน (Driving Forces)

การลงนามครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว (Social Disruption) โดยเฉพาะในมิติของศาสนาและจริยธรรม:

  • วิกฤตศรัทธาในสถาบันสงฆ์: ข้อมูลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า แม้ประชากรส่วนใหญ่ยังระบุตนเป็นพุทธศาสนิกชน แต่ความเชื่อมั่นในสถาบันสงฆ์และการเข้าร่วมพิธีกรรมทางศาสนาของเยาวชนลดต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากข่าวฉาวโฉ่ในวงการสงฆ์และการขาดการสื่อสารที่ทันสมัย

  • การแพร่ระบาดของข่าวปลอมและประทุษวาจา: รายงานดัชนีสุขภาวะทางไซเบอร์ของไทย (Thailand Cyber Wellness Index) ระบุว่าเยาวชนไทยจำนวนมากยังขาดทักษะในการรับมือกับข้อมูลเท็จและถ้อยคำเกลียดชัง (Hate Speech) บนโลกออนไลน์

  • ช่องว่างระหว่างวัย (Generation Gap): รูปแบบการสอนจริยธรรมแบบดั้งเดิมที่เน้นการเทศนาและการท่องจำ ไม่สามารถดึงดูดความสนใจของคนรุ่น Gen Z และ Gen Alpha ที่เติบโตมาพร้อมกับสมาร์ทโฟนได้อีกต่อไป

1.4 วัตถุประสงค์เชิงลึก: มากกว่าการผลิตสื่อ

นางเอมอร ศรีกงพาน ประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้กล่าวเน้นย้ำว่า โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อ "เปิดพื้นที่เชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติ" ซึ่งตีความได้ว่า รัฐต้องการเปลี่ยนบทบาทจากการเป็น "ผู้สั่งการ" (Regulator) มาเป็น "ผู้อำนวยความสะดวก" (Facilitator) เพื่อให้เยาวชนได้เป็นเจ้าของการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยมีวัตถุประสงค์เชิงลึก 3 ประการ:

  1. Empowerment: เสริมสร้างอำนาจให้เยาวชนตระหนักว่าตนเองมีศักยภาพในการเป็น "ผู้พิทักษ์ศาสนา" ผ่านเครื่องมือดิจิทัล

  2. Internalization: กระบวนการสร้างสื่อจะบังคับให้เยาวชนต้องศึกษาและทำความเข้าใจหลักธรรมอย่างลึกซึ้งก่อนจะถ่ายทอดออกมา ซึ่งเป็นการปลูกฝังธรรมะที่ยั่งยืนกว่าการฟังบรรยาย

  3. Digital Immunity: สร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมและทักษะการรู้เท่าทันสื่อ เพื่อให้เยาวชนสามารถแยกแยะ "ธรรมะแท้" ออกจาก "พุทธพาณิชย์" หรือลัทธิความเชื่อที่บิดเบือน


บทที่ 2: ภูมิทัศน์สื่อและพฤติกรรมทางจริยธรรมของเยาวชนไทยในทศวรรษ 2020

2.1 พลวัตประชากรดิจิทัล: Gen Z และ Gen Alpha

เพื่อให้เข้าใจถึงความจำเป็นของโครงการนี้ จำเป็นต้องวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายหลักคือ เยาวชนไทย ในช่วงปี 2567-2569 สถิติจาก "The Prachakorn" ชี้ให้เห็นว่า เด็กและเยาวชนไทยอายุ 6-24 ปี มีอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตสูงถึงร้อยละ 98.2 และมีการใช้เวลากับสื่อสังคมออนไลน์เฉลี่ย 2.31 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งติดอันดับสูงของโลก แพลตฟอร์มหลักที่ครอบงำวิถีชีวิตคือ TikTok, YouTube และ Facebook

ทฤษฎีจิตวิทยาที่อธิบายพฤติกรรมนี้คือ ทฤษฎีการกำหนดตนเอง (Self-Determination Theory: SDT) ซึ่งระบุว่าแรงจูงใจของเยาวชนในการใช้สื่อออนไลน์ขับเคลื่อนด้วยความต้องการพื้นฐาน 3 ประการ :

  • ความต้องการความสามารถ (Competence): ความรู้สึกว่าตนเองเก่ง มีทักษะ และได้รับการยอมรับผ่านยอดไลก์และการแชร์

  • ความต้องการอิสระ (Autonomy): อิสระในการเลือกเสพเนื้อหาและแสดงออกตัวตนโดยปราศจากการควบคุมของผู้ใหญ่

  • ความต้องการความสัมพันธ์ (Relatedness): การเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนออนไลน์และการเชื่อมโยงกับเพื่อนฝูง

ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่า หากโครงการ "เยาวชนสร้างสื่อ" ต้องการความสำเร็จ จะต้องออกแบบกิจกรรมที่ตอบสนองต่อ SDT กล่าวคือ ต้องให้ อิสระ แก่เยาวชนในการตีความและนำเสนอ (Autonomy) ต้องพัฒนา ทักษะ การผลิตสื่อให้พวกเขาจนเกิดความเชี่ยวชาญ (Competence) และต้องสร้าง คอมมูนิตี้ ของผู้ผลิตสื่อคุณธรรม (Relatedness)

2.2 สถานะความฉลาดรู้ทางดิจิทัล (Digital Literacy Landscape)

แม้เยาวชนจะมีความเชี่ยวชาญในการใช้เครื่องมือ (Digital Native) แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขามีวิจารณญาณที่แข็งแกร่งเสมอไป งานวิจัยของ JPP (2025) เกี่ยวกับแนวโน้มการรู้เท่าทันสื่อในอาเซียน พบว่า จุดเน้นของการศึกษาวิจัยได้เปลี่ยนจาก "ทักษะทางเทคนิค" ไปสู่ประเด็นเรื่อง "ข้อมูลบิดเบือน" (Disinformation) และ "ข่าวปลอม" (Fake News) มากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าภัยคุกคามได้ยกระดับจากการเข้าถึงไม่ได้ ไปสู่การได้รับข้อมูลที่เป็นพิษ

นอกจากนี้ ดัชนีสุขภาวะทางไซเบอร์ของไทย (Thailand Cyber Wellness Index - TCWI) ปี 2024 โดย AIS ยังเปิดเผยตัวเลขที่น่ากังวลว่า เยาวชนกว่าร้อยละ 42 ไม่สามารถรับมือกับประทุษวาจา (Hate Speech) ได้ และมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นผู้กระทำเสียเองเมื่อถูกกระตุ้น ปัญหานี้สอดคล้องกับงานวิจัยเรื่องการยับยั้งชั่งใจ (Inhibition) ของวัยรุ่นในยุคดิจิทัล ที่พบว่า สภาพแวดล้อมออนไลน์ที่รวดเร็วและไร้ตัวตน (Anonymity) ส่งผลให้ความสามารถในการยับยั้งชั่งใจลดลง นำไปสู่พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมทางจริยธรรมได้ง่าย

2.3 ปรากฏการณ์ "มูเตลู" และการแสวงหาที่พึ่งทางใจ

ในขณะที่การนับถือศาสนาในรูปแบบสถาบัน (Institutional Religion) ดูเหมือนจะถดถอยลง แต่ความต้องการที่พึ่งทางจิตวิญญาณกลับไม่ได้ลดน้อยลงไป งานวิจัยของ Anamwathana (2025) ชี้ให้เห็นถึงความนิยมที่พุ่งสูงขึ้นของ "มูเตลู" (Mutelu) หรือความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์และพิธีกรรมเวทมนตร์ในหมู่นิสิตนักศึกษา ปรากฏการณ์นี้สะท้อนถึง "ความไม่มั่นคงทางจิตใจ" ของเยาวชนที่ต้องเผชิญกับโลกที่ผันผวน พวกเขาจึงหันหาที่พึ่งที่ให้ผลลัพธ์รวดเร็วและเป็นรูปธรรม (Pragmatic Spirituality) มากกว่าหลักธรรมนามธรรมที่ต้องใช้เวลาปฏิบัติ

สถานการณ์นี้เป็นทั้งวิกฤตและโอกาส โครงการ "เยาวชนสร้างสื่อฯ" สามารถใช้ความสนใจในเรื่องลี้ลับนี้เป็น "จุดเชื่อมโยง" (Hook) เพื่อดึงเยาวชนกลับมาสู่แก่นแท้ของศาสนา โดยเปลี่ยนจากการอ้อนวอนขอพร เป็นการทำความเข้าใจกฎแห่งกรรมและการกระทำ ผ่านสื่อที่ทันสมัยและเข้าใจง่าย


บทที่ 3: สถาปัตยกรรมทางนโยบาย: บทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของ 8 ภาคีเครือข่าย

ความสำเร็จของโครงการขนาดมหึมานี้ขึ้นอยู่กับการประสานพลังของ 8 องค์กรหลัก ซึ่งแต่ละหน่วยงานเปรียบเสมือน "เสาหลัก" ที่ค้ำจุนโครงสร้างจริยธรรมของชาติ ตารางต่อไปนี้แสดงการวิเคราะห์บทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของแต่ละหน่วยงานตามกรอบ MOU:

ตารางที่ 3.1: การวิเคราะห์บทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของภาคีเครือข่าย

ภาคีเครือข่ายบทบาทหลัก (Core Function)กลไกการขับเคลื่อน (Implementation Mechanism)ความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ
คณะกรรมาธิการศาสนาฯ วุฒิสภาผู้ริเริ่มและอำนวยการ (Initiator & Director)ใช้กลไกนิติบัญญัติในการผลักดันวาระ, ติดตามผล, และประสานรอยต่อระหว่างกระทรวงยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ
กระทรวงมหาดไทยผู้นำนโยบายสู่พื้นที่ (Area-based Manager)สั่งการผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด, นายอำเภอ, กำนัน, ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมในชุมชนยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง (การเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน)
กระทรวง อว.มันสมองและนวัตกรรม (Think Tank & Innovator)สนับสนุนงานวิจัยด้านสื่อสร้างสรรค์, พัฒนาแพลตฟอร์ม Metaverse ทางศาสนา, ระดมพลังนิสิตนักศึกษายุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน (เศรษฐกิจสร้างสรรค์)
กระทรวงดิจิทัลฯ (DES)ผู้สร้างโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Builder)สนับสนุนเครื่องมือดิจิทัล, ดูแลความปลอดภัยไซเบอร์, พัฒนาทักษะ Digital Literacy ขั้นสูงยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน (ดิจิทัล)
กระทรวงวัฒนธรรมผู้ดูแลเนื้อหา (Content Curator)จัดหาทุนทางวัฒนธรรม, ตรวจสอบความถูกต้องของหลักธรรม, สนับสนุนเครือข่ายสภาวัฒนธรรมยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์
กรมประชาสัมพันธ์ผู้กระจายเสียง (Amplifier)ใช้เครือข่าย NBT, วิทยุชุมชน, และสื่อออนไลน์ภาครัฐในการเผยแพร่ผลงานเยาวชนแผนแม่บทด้านการสื่อสารและการสร้างการรับรู้
กระทรวงศึกษาธิการผู้สร้างรากฐาน (Foundation Builder)บูรณาการโครงการเข้ากับกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน, หลักสูตรลูกเสือไซเบอร์, และชมรมจริยธรรมแผนการศึกษาแห่งชาติ (การพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์)
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาผู้เชื่อมโยงกิจกรรม (Activity Connector)ส่งเสริมการท่องเที่ยววัดวิถีใหม่, กิจกรรมค่ายเยาวชนธรรมะ, Sport & Spiritยุทธศาสตร์ด้านการสร้างรายได้และการกระจายความเจริญ
กรุงเทพมหานครต้นแบบเมืองมหานคร (Urban Model)นำร่องโครงการในโรงเรียนสังกัด กทม. 437 แห่ง และชุมชนเมืองแผนพัฒนากรุงเทพมหานคร (มหานครแห่งโอกาส)

3.1 การบูรณาการข้ามกระทรวง: กุญแจสู่ความสำเร็จ

จุดท้าทายสำคัญของระบบราชการไทยคือ "ความเป็นแท่ง" (Silo Mentality) ซึ่งมักทำให้การทำงานซ้ำซ้อนและขาดประสิทธิภาพ การที่วุฒิสภาเข้ามาเป็น "โซ่ข้อกลาง" ในครั้งนี้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการทลายกำแพงระหว่างหน่วยงาน ตัวอย่างเช่น การที่กระทรวงศึกษาธิการจะสอนเด็กทำสื่อ จำเป็นต้องใช้องค์ความรู้ด้านเทคนิคจากกระทรวงดิจิทัลฯ และเนื้อหาที่ถูกต้องจากกระทรวงวัฒนธรรม หากขาดการบูรณาการ ครูผู้สอนอาจสอนได้เพียงเทคนิคตัดต่อ แต่ขาดมิติทางจริยธรรม หรือสอนแต่จริยธรรมแต่นักเรียนทำสื่อไม่น่าสนใจ

3.2 ความสอดคล้องกับแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2

โครงการนี้มิได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่สอดรับกับ "แผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566 - 2570)" อย่างแนบแน่น ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำความดี และการขับเคลื่อนด้วยพลัง "บวร" (บ้าน วัด โรงเรียน/ราชการ) โดยเฉพาะในแนวทางการพัฒนาที่ 1 ที่เน้นการส่งเสริมคุณธรรมในทุกช่วงวัยโดยนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ การใช้สื่อดิจิทัลเป็นเครื่องมือจึงเป็นการ "อัปเกรด" กลไกบวรให้ทันสมัย (Digital Bavor) เพื่อให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ


บทที่ 4: กลไกการขับเคลื่อน: จาก "ธรรมะบนธรรมาสน์" สู่ "ธรรมะบนไทม์ไลน์"

4.1 แนวคิด "ธรรมะดิจิทัล" (Digital Dhamma) และการเรียนรู้เชิงรุก

หัวใจของโครงการ "เยาวชนสร้างสื่อ สื่อสร้างธรรม" คือการเปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้จาก Passive Learning (นั่งฟังพระเทศน์) เป็น Active Learning (ลงมือทำสื่อธรรมะ) กระบวนการนี้สอดคล้องกับแนวคิด Constructionism ที่เชื่อว่าการเรียนรู้ที่ดีที่สุดเกิดขึ้นเมื่อผู้เรียนได้สร้างชิ้นงาน (Artifacts) ที่มีความหมายต่อตนเองและสังคม

งานวิจัยเกี่ยวกับ "Cyber-Buddhism" เสนอแนะรูปแบบกิจกรรมที่โครงการนี้สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง:

  • Dhamma on Lens: โครงการประกวดภาพถ่ายและสื่อกราฟิกที่สะท้อนมุมมองธรรมะในชีวิตประจำวัน ดังเช่นกรณีศึกษาของพระเอกชัย อรินทโม ผู้ริเริ่มเว็บไซต์ "Dhamma on Lens" ที่ใช้ศิลปะการถ่ายภาพและกราฟิกดีไซน์ที่ทันสมัยดึงดูดความสนใจของคนรุ่นใหม่ โดยไม่ต้องใช้คำศัพท์ทางศาสนาที่เข้าใจยาก

  • Gamification of Dhamma: การนำหลักธรรมมาดัดแปลงเป็นเกมหรือควิซออนไลน์ ดังเช่นกรณีศึกษาเพจ "คนไทยทำบุญ" ของวัดสวนสันติธรรม ที่ประสบความสำเร็จในการดึงดูดผู้เข้าร่วมกว่า 1,400 คน ด้วยการใช้แบบทดสอบบุคลิกภาพทางธรรม

  • Virtual Retreats: การจัดค่ายปฏิบัติธรรมออนไลน์ผ่าน Zoom หรือ Metaverse สำหรับเยาวชนที่ไม่สะดวกเดินทางไปวัด ช่วยลดข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่

4.2 บทบาทของ "พระสงฆ์อินฟลูเอนเซอร์" และความเสี่ยงทางจริยธรรม

ในยุคที่อัลกอริทึมกำหนดการมองเห็น พระสงฆ์จำนวนมากได้ปรับตัวมาเป็น "Content Creator" เพื่อเข้าถึงญาติโยม กรณีศึกษาของพระสงฆ์ไทยที่มีผู้ติดตามนับล้านบน TikTok และ Facebook แสดงให้เห็นถึงศักยภาพมหาศาลในการเผยแผ่ธรรม อย่างไรก็ตาม เหรียญย่อมมีสองด้าน

ปรากฏการณ์ "The iCon Group" ที่มีการนิมนต์พระสงฆ์ชื่อดังไปเทศนาในลักษณะที่ถูกตีความว่าเป็นการรับรองธุรกิจ (Endorsement) จนนำไปสู่ข้อถกเถียงทางสังคมและกฎหมาย สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงของการที่ศาสนาเข้าไปพัวพันกับระบบทุนนิยมดิจิทัล (Spiritual Capitalism) เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการนี้จึงต้องได้รับการติดอาวุธทางปัญญา เพื่อให้สามารถแยกแยะเส้นบางๆ ระหว่าง "การเผยแผ่ธรรมที่ทันสมัย" กับ "การแสวงหาผลประโยชน์เชิงพาณิชย์"

โครงการนี้จึงมีบทบาทสำคัญในการสร้าง "มาตรฐานใหม่" (New Standard) ของสื่อธรรมะที่เยาวชนสร้างขึ้น ว่าจะต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม (Social Responsibility) ไม่มุ่งเน้นยอดวิวด้วยการบิดเบือน หรือใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือในการแสวงหากำไร (Clickbait Dhamma)

4.3 หลักสูตรและการพัฒนาทักษะ (Skill Development)

เพื่อให้เยาวชนสามารถสร้างสื่อที่มีคุณภาพได้ กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวง อว. จำเป็นต้องสนับสนุน "เครื่องมือชุดความคิด" (Mindset Tools) และ "เครื่องมือทางเทคนิค" (Skillset Tools)

  • เครื่องมือชุดความคิด: การสอนเรื่องจริยธรรมสื่อ (Media Ethics), กฎหมาย PDPA, พรบ.คอมพิวเตอร์ และหลักกาลามสูตรสำหรับการตรวจสอบข่าวปลอม

  • เครื่องมือทางเทคนิค: การอบรมการใช้ AI ในการผลิตสื่อ (Generative AI), การตัดต่อวิดีโอ, การทำ Data Visualization เพื่อเล่าเรื่องธรรมะที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่าย


บทที่ 5: บทวิเคราะห์เชิงวิพากษ์: ความท้าทายและข้อเสนอแนะสู่อนาคต

5.1 กับดักของ "พุทธศาสนาแบบรัฐ" (State-Sponsored Buddhism)

นักวิชาการบางกลุ่มได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับ "พุทธศาสนาที่สนับสนุนโดยรัฐ" (State-Sponsored Buddhism) ว่ามักจะมีลักษณะอนุรักษ์นิยมและเน้นการควบคุมความคิด ซึ่งอาจขัดแย้งกับธรรมชาติของสื่อสังคมออนไลน์ที่เน้นเสรีภาพและความหลากหลาย หากโครงการนี้มุ่งเน้นแต่การผลิตสื่อที่ "เชิดชูรัฐ" หรือ "ท่องจำค่านิยม 12 ประการ" เพียงอย่างเดียว ก็อาจถูกเยาวชนปฏิเสธและมองว่าเป็นเพียงเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda)

ข้อเสนอแนะ: ภาครัฐต้องใจกว้างพอที่จะเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้ตั้งคำถามและตีความหลักธรรมในบริบทของโลกสมัยใหม่ (Modern Contextualization) เช่น การประยุกต์ใช้ธรรมะกับปัญหาสิ่งแวดล้อม (Green Buddhism), ความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+ & Buddhism), หรือปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งเป็นประเด็นที่เยาวชนให้ความสำคัญ

5.2 ความยั่งยืนและการวัดผลความสำเร็จ (Sustainability & KPIs)

ปัญหาสุดคลาสสิกของโครงการภาครัฐคือ "ไฟไหมฟาง" ที่จบลงพร้อมพิธีปิด โครงการนี้ต้องมีกลไกการติดตามผลที่ชัดเจนและต่อเนื่อง

  • ตัวชี้วัดเชิงปริมาณ: จำนวนสื่อที่ผลิต, ยอดการเข้าถึง (Reach), ยอดการมีส่วนร่วม (Engagement)

  • ตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ: การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเยาวชน (Behavioral Change), ความสามารถในการรับมือกับข่าวปลอม, ทัศนคติที่มีต่อศาสนา

ตารางที่ 5.1 นำเสนอข้อเสนอแนะตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPIs) ที่ควรนำมาใช้:

ตารางที่ 5.1: ข้อเสนอแนะตัวชี้วัดความสำเร็จ (Proposed KPIs)

มิติการวัดผลตัวชี้วัด (Indicator)เป้าหมายระยะสั้น (1 ปี)เป้าหมายระยะยาว (3-5 ปี)
Outputจำนวนสื่อสร้างสรรค์ที่ผลิตโดยเยาวชน10,000 ชิ้นงาน100,000 ชิ้นงาน
Outcomeระดับความฉลาดรู้ทางดิจิทัล (Digital Literacy Score) ของผู้เข้าร่วมเพิ่มขึ้น 20% จากฐานเดิมอยู่ในเกณฑ์ "ดีมาก" ระดับประเทศ
Impactดัชนีความเชื่อมั่นของเยาวชนต่อสถาบันศาสนาแนวโน้มคงที่/ดีขึ้นแนวโน้มดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
Sustainabilityจำนวนเครือข่ายชมรมสื่อสร้างธรรมในสถานศึกษาครอบคลุมโรงเรียนนำร่องขยายผลสู่ทุกโรงเรียนมัธยมฯ

5.3 อนาคตภาพ: Metaverse และ AI ในฐานะธรรมทูต

ในอนาคตอันใกล้ เทคโนโลยี Metaverse และ AI จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โครงการนี้ควรเตรียมความพร้อมในการวิจัยและพัฒนา "AI พระสอนศีลธรรม" ที่สามารถตอบคำถามทางจริยธรรมได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือการสร้าง "วัดเสมือนจริง" ที่สมจริงและสงบสุข เพื่อรองรับวิถีชีวิต Digital Nomad ของคนรุ่นใหม่ อย่างไรก็ตาม ต้องระวังไม่ให้เทคโนโลยีเข้ามาทดแทน "ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์" (Human Connection) ที่เป็นหัวใจของการปฏิบัติธรรม


บทสรุป

การลงนามบันทึกความเข้าใจโครงการ "เยาวชนสร้างสื่อ สื่อสร้างธรรม บำรุงศาสนา" เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 ถือเป็นก้าวย่างประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์และการปรับตัวของสถาบันหลักของชาติ การผนึกกำลังของวุฒิสภาและ 8 ภาคีเครือข่าย เป็นการส่งสัญญาณว่า "ศาสนา" และ "ดิจิทัล" ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ตรงข้ามกัน แต่สามารถเกื้อกูลกันได้หากมีการบริหารจัดการที่เหมาะสม

ความสำเร็จของโครงการนี้ไม่ได้อยู่ที่จำนวนคลิปวิดีโอที่ถูกอัปโหลด แต่อยู่ที่การสร้าง "กระบวนการเรียนรู้" ที่ทำให้เยาวชนตระหนักรู้ถึงคุณค่าของตนเองและคุณค่าของหลักธรรม ผ่านการลงมือทำด้วยตนเอง หากสามารถขับเคลื่อนได้อย่างต่อเนื่องและเปิดกว้าง โครงการนี้จะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้าง "พลเมืองดิจิทัลที่มีคุณภาพ" (Quality Digital Citizens) ที่เปี่ยมด้วยปัญญาและคุณธรรม พร้อมที่จะนำพาสังคมไทยฝ่าคลื่นลมแห่งความเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างมั่นคง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

"อปพส." ประกาศหนุน "ดร.นิยม เวชกามา" ชวนชาวสกลนครเขต 2 เลือกเป็นผู้แทนพิทักษ์พระพุทธศาสนา

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วไป วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ในจังหวัดสกลนคร เขตเลือกตั้งที่ 2 กำลังถูกจับตาในฐานะหนึ่งใน “สมรภูมิยุทธศาส...